buy generic viagra online
buy viagra
buy viagra sample
generic ed drugs
name brand cialis
cheap viagra internet
viagra revenue
where can i buy real viagra online
viagra canada free sample
generic cialis online
viagra canadian prices
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013009

กฎหมายการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันของอังกฤษ: ปีดิเทพ อยู่ยืนยง

Filed under : INTEGRATED SCIENCE > SOCIAL SCIENCE

“อังกฤษถือเป็นประเทศหนึ่งที่รัฐบาลได้ตอบสนองต่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างประชาชนในเรื่องของ เพศ การแสดงออกทางเพศ รสนิยมทางเพศ และการตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน รวมไปถึงการปฏิบัติต่อผู้ที่แปลงเพศแล้วให้เท่าเทียมกับบุคคลอื่นๆ ในสังคม

 

 

 

 

 

แนวคิดในการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันของประเทศอังกฤษ : บทสะท้อนการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างบุคคลในสังคม

 

ปีดิเทพ อยู่ยืนยง

 

นักวิจัยประจำ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดอมงฟอร์ต สหราชอาณาจักร อีเมลล์  pedithep.youyuenyong@email.dmu.ac.uk

 

[1] ความนำ

 

ในอดีตที่ผ่านมาหลายรัฐบาลของหลายประเทศได้มีการถกเถียงหรือวิพากษ์ถึงแนวคิดในเรื่องของการการมีความสัมพันธ์ทางเพศและการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน (same – sex relationships) โดยประเทศเสรีประชาธิปไตยหลายประเทศมองว่าการเปิดโอกาสให้บุคคลเพศเดียวกันมีความสัมพันธ์ทางเพศและการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน (right to privacy of people) ที่ประชาชนทุกคนพึงมี[1] ในขณะเดียวกัน รัฐจำต้องส่งเสริมสิทธิของประชาชนเพื่อเปิดโอกาสในประชาชนสามารถเลือกที่จะแสดงออกหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศ รวมไปถึงการใช้ชีวิตคู่รวมกัน ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงจำต้องแสวงหานโยบายสาธารณะและมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสิทธิของประชาชนที่จะเลือกดำเนินชีวิตตามการแสดงออกทางเพศและรสนิยมทางเพศที่เข้าพึงมี รวมไปถึงสิทธิในการตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างบุคคลเพศเดียวกันภายใต้เสรีภาพ (freedom) ในการเลือกของตนและความเสมอภาค (equality) ที่รัฐไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่รักหรือต้องการใช้ชีวิตคู่ระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน

 

ดังนั้น ในการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน รัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหามาตรการทางกฎหมายเพื่อรับรองหรือคุ้มครองเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลเพื่อให้ประชาชนสามารถมีสิทธิในการเลือกที่จะแต่งงานระหว่างบุคคลเพศเดียวกันได้ ตัวอย่างเช่น การให้สิทธิแก่ประชาชนโดยเปิดโอกาสให้บุคคลเพศเดียวกันที่ต้องการจะสมรสและใช้ชีวิตคู่อยู่รวมกัน สามารถจดทะเบียนสมรสได้โดยมีกฎหมายครอบครัว (registration of civil partnerships) รวมไปถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของชีวิตสมรสมารับรองหรือคุ้มครองไว้[2] อนึ่ง กฎหมายว่าด้วยการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันในหลายประเทศถือเป็นมาตรการที่สำคัญประการหนึ่งที่เป็นการป้องกันการเลือกปฏิบัติ (discrimination) ต่อผู้มีรสนิยมทางเพศแบบรักร่วมเพศและผู้ที่ต้องการจะใช้ชีวิตคู่ร่วมระหว่างผู้มีเพศที่เหมือนกัน[3]

 

ประเทศอังกฤษถือเป็นประเทศหนึ่งที่รัฐบาลได้ตอบสนองต่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างประชาชนในเรื่องของ เพศ การแสดงออกทางเพศ รสนิยมทางเพศ และการตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน รวมไปถึงการปฏิบัติต่อผู้ที่แปลงเพศแล้วให้เท่าเทียมกับบุคคลอื่นๆ ในสังคม โดยในปี 2010 รัฐบาลอังกฤษได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายเฉพาะในการขจัดการเลือกปฏิบัติและสร้างความเท่าเทียมกันบนพื้นฐานของความหลากหลายของประชาชน ได้แก่ กฎหมาย Equality Act 2010[4] ซึ่งมาตรการทางกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นการบูรณาการและปรับปรุงกฎหมายที่กระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายลายลักษณ์อักษรฉบับต่างๆ ให้เพิ่มประสิทธิภาพของกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกันและปราศจากการเลือกปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อประชาชนในวิธีการต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น[5]

 

ด้วยเหตุนี้ รัฐบางอังกฤษจึงได้พยายามที่จะปิดกั้นการเลือกปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในทุกรูปแบบและทุกกลุ่มบุคคลโดยผ่านการปรับปรุงหรือปฏิรูปกฎหมายฉบับต่างๆ[6] ให้สอดคล้องกับกฎหมาย Equality Act 2010 เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมต่อประชาชนในรูปแบบต่างๆ ร่วมไปถึงการขจัดเลือกปฏิบัติหรือการกีดกันไม่ให้บุคคลเพศเดียวกันแสดงออกทางเพศหรือร่วมใช้ชีวิตคู่ฉันคู่สมรสกันได้ นอกจากในเรื่องของการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างผู้มีรสนิยมทางเพศในรูปแบบต่างๆ แล้ว รัฐบาลอังกฤษยังต้องการสนับสนุนสิทธิในการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน (same-sex marriage) ประชาชนเพศเดียวกันที่รักใคร่ชอบพอกัน สามารถพัฒนาความสัมพันธ์จนไปสู่การใช้ชีวิตคู่ (civil partnerships) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย[7] กล่าวคือ นอกจากจะมีกฎหมายมารองรับการดำรงชีวิตคู่หรือการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันระหว่างผู้ที่มีเพศเดียวกันแล้ว กฎหมายยังต้องรับรองสิทธิประการอื่นๆ หรือความสัมพันธ์ทางกฎหมายอื่นๆ ก่อนสมรสและหลังจากที่สมรสแล้ว เพื่อให้ชีวิตคู่ระหว่างผู้ที่มีเพศเดียวกันมีความมั่นคงในชีวิตคู่เหมือนกับการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของคู่สมรสต่างเพศหรือคู่สมรสชายหญิงทั่วไป รัฐบาลอังกฤษจึงแสวงหาแนวทางเพื่อแก้ไขกฎหมาย Civil Partnership Act 2004 อันเป็นกฎหมายกำหนดสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกันสามารถทำการสมรสได้ (right to register as civil partners) รวมไปถึงคู่สมรสเพศเดียวกันสามารถได้รับสิทธิหรือสวัสดิการสังคมประเภทต่างๆ ที่รัฐบาลอังกฤษได้จัดให้เฉกเช่นเดียวกับคู่สมรสต่างเพศด้วย เช่น เงินบำนาญของรัฐ (state pensions) อุดหนุนการดำรงชีวิตคู่ระหว่างคู่สมรสเพศเดียวกันและระบบการออมแบบเงินบํานาญ (occupational pensions)[8] เป็นต้น

 

บทความนี้มุ่งบรรยายและอภิปรายเกี่ยวกับสาระสำคัญของแนวคิดการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันของประเทศอังกฤษ รวมไปถึงการให้ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการสมรสระหว่างเพศเดียวกันผ่านมุมมองของลัทธิ ความเชื่อและศาสนาต่อการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน

 

[2] การสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันของประเทศอังกฤษ

 

การสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันในสังคมของชาวอังกฤษไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมชาวอังกฤษ ในอดีตที่ผ่านมานักวิชาการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ทำการประเมินโอกาสที่ผู้ชายสามารถสมรสกับผู้ชายหรือผู้หญิงสามารถสมรสกับผู้หญิงได้หรือไม่ ผ่านเอกสารทางวิชาการหลายฉบับ เช่น เอกสารข้อพิจารณา ‘Nancy Fraser’s Status model of Recognition’ ที่วิเคราะห์สถานภาพทางสังคมของคู่รักเพศผ่านกฎหมาย Civil Partnership Act 2004[9] เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ในสังคมวิชาการด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมหาชนของอังกฤษยังได้อภิปรายอย่างกว้างขวางในประเด็นของลัทธิความเชื่อ หลักคำสั่งสอนของศาสนาคริสต์และสิทธิมนุษยชน กล่าวคือหลักกฎหมายศาสนจักรของศาสนาคริสต์ (ecclesiastical law) เห็นว่าการแสดงออกของมนุษย์ที่รักร่วมเพศหรือรสนิยมความสนใจทางเพศระหว่างบุคคลเพศเดียวกันเป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนต่อหลักคำสั่งสอนของศาสนาคริสต์และขัดต่อกฎหมายศาสนจักรของศาสนาคริสต์[10] มีข้อวิพากษ์ทางวิชาการว่าหลักกฎหมายศาสนจักรของศาสนาคริสต์ที่มีมาช้านานขัดหรือแย้งกับหลักสิทธิมนุษยชนร่วมสมัยหรือไม่ เพราะในปัจจุบันมนุษย์ย่อมมีเสรีภาพที่จะรักใคร่ชอบพอระหว่างเพศเดียวกันได้ ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายฉบับต่างๆที่บังคับใช้ภายในประเทศนั้นๆ [11]

 

อนึ่ง หากพิจารณาถึงแนวคิดกฎหมายธรรมชาติ (natural law) ตามสำนักกฎหมายธรรมชาติ ก็อาจถือว่ามนุษย์เกิดมาย่อมมีสิทธิตามธรรมชาติตั้งแต่เกิดมาและมนุษย์ควรแสดงออกในเรื่องของความรักและการสมรสที่อยู่บนรากฐานของธรรมชาติทั่วไปที่ชายควรรักกับหญิงหรือชายควรทำการสมรสกับหญิงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้หากมองเรื่องการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันผ่านแนวคิดกฎหมายธรรมชาติแบบศาสนนิยมที่ตีความอย่างเคร่งครัด (restrictive interpretation of natural law) ย่อมอาจทำให้เรื่องการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ต้องห้าม[12] ฉะนั้น หากมองการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันผ่านมุมมองของหลักคำสั่งสอนของศาสนาคริสต์และแนวคิดกฎหมายธรรมชาติแบบศาสนนิยมที่ตีความอย่างเคร่งครัดแล้ว มุมมองของหลักคำสั่งสอนของศาสนาคริสต์และแนวคิดกฎหมายธรรมชาติแบบศาสนนิยมย่อมขัดกับแนวคิดในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนว่าด้วยการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันอย่างชัดเจน

 

นอกจากการอภิปรายและถกเถียงกันในวงการวิชาการกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายศาสนจักรของศาสนาคริสต์แล้ว กรณีของเรื่องการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันในประเทศอังกฤษยังได้ถูกทำการสำรวจความเห็นของประชาชนหรือการจัดทำโพลล์สำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันผ่านองค์กรที่เป็นสมาชิกของสภาโพล์สหราชอาณาจักร (British Polling Council)[13] ซึ่งความเห็นของประชาชนจากบริษัทจัดทำโพลล์ (Polling company) ที่ได้รับมอบอำนาจจากองค์กรหรือสำนักพิมพ์ให้จัดทำสำรวจความเห็นของประชาชน พบว่าการตอบรับส่วนใหญ่สนับสนุนการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน (support) ในขณะเดียวกันก็มีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยที่จะให้รัฐอนุญาตให้บุคคลเพศเดียวกันสามารถสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (oppose)[14] อนึ่ง ข้อสังเกตในเรื่องของผลสำรวจจากโพลล์ที่จัดทำโดย ICM Research ได้พบว่าประชากรในช่วงอายุระหว่าง 18-24 ปี ได้ลงคะแนนสนับสนุนการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันตามกฎหมายถึงร้อยละ 77 ในทางตรงกันข้ามกลับพบว่าประชากรในช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป กลับไม่เห็นด้วยกับการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันตามกฎหมายถึงร้อยละ 58[15]

 

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าหากพิจารณาถึงหลักความเท่าเทียมกันและหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนแล้วก็อาจมีประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางส่วนที่เห็นด้วยกันการอนุญาตให้บุคคลเพศเดียวกันสามารถทำการสมรสได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่กฎหมายเปิดโอกาสให้คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้เช่นเดียวกับคู่สมรสต่างเพศกันโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ในทางกลับกัน ประชาชนชาวอังกฤษบางส่วนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับองค์กรทางศาสนากลับไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะถือว่าขัดหลักการทางวัฒนธรรม จารีต และศาสนา รวมไปถึงทฤษฎีแนวคิดทางกฎหมายบางสำนักที่ไม่เห็นด้วยกันการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน ในช่วงก่อนปี 2012 แม้จะหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งงานที่ชอบด้วยกฎหมายของประเทศอังกฤษได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำหลายประการระหว่างคู่สมรส (legal minimum criteria) เช่น การสมรสสำหรับผู้มีอายุระหว่าง 16 ถึง 18 ปีที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง (parent consent) เป็นต้น อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนปี 2012 กลับไม่มีหลักเกณฑ์และแนวทางการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดเชน

 

[3] ความเสมอภาคระหว่างบุคคลเพศเดียวกันและระหว่างบุคคลที่ต่างเพศกัน

 

ความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมกันของมนุษย์นั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่รัฐบาลอังกฤษได้รับรองหรือคุ้มครองไว้ในกฎหมาย Equality Act 2010 ที่กำหนดให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียม นั้นหมายถึงรัฐไม่อาจอ้างเหตุใดๆ ในการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความแต่งทางด้านต่างๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมิได้ ฉะนั้น หากรัฐบาลอังกฤษ ฝ่ายปกครองหรือองค์กรทางการยุติธรรมอาศัยเหตุแห่งเพียงความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศ รสนิยมทางเพศ การแสดงออกทางเพศ สถานะทางการเงิน รวมไปถึงการศึกษามาเลือกปฏิบัติต่อประชาชนแล้ว ย่อมถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดหรือแย้งกับกฎหมาย Equality Act 2010 อันเป็นบทบัญญัติที่ส่งเสริมความเท่าเทียมหรือความเสมอภาคของประชาชนโดยเฉพาะ[16]

 

กฎหมาย Equality Act 2010 ได้วางหลักเกณฑ์ว่ารัฐไม่อาจอาศัยรสนิยมทางเพศส่วนบุคคลมาเป็นเหตุในการอ้างเพื่อกระทำหรือปฏิบัติการในการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างไม่เท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นการอาศัยเพศเป็นเหตุในการเลือกปฏิบัติต่อคนเพศเดียวกัน (same sex) เพศตรงข้าม (opposite sex) และผู้มีรสนิยมชอบรักสองเพศ (bisexual) ตัวอย่างเช่น การล้อเลียนเพื่อนร่วมงานในเรื่องรสนิยมทางเพศของเพื่อนร่วมงานในหน่วยงานของรัฐหรือการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐล้อเลียนรสนิยมทางเพศของประชาชน[17] นอกจากนี้ กฎหมาย Equality Act 2010 ยังได้วางหลักเกณฑ์ให้การสมรสและการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของพลเมืองอังกฤษ ย่อมได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมายส่งเสริมความเสมอภาคฉบับนี้ เพื่อไม่ให้รัฐหรือหน่วยงานของรัฐเลือกปฏิบัติในกรณีต่างๆ เพียงด้วยเหตุที่บุคคลนั้นมีสถานะสมรส

 

ด้วยเหตุนี้ การสมรสระหว่างประชาชนหรือพลเมืองของอังกฤษจึงต้องเป็นไปอย่างเสมอภาคโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติตามกฎหมาย Equality Act 2010 โดยไม่ว่าจะเป็นการสมรสระหว่างบุคคลต่างเพศกันหรือการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันก็ควรได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันภายใต้หลักว่าด้วยความเสมอภาค (principle of equality) ที่กฎหมาย Equality Act 2010ได้วางหลักเกณฑ์เอาไว้ อนึ่ง แม้ว่ากฎหมาย Equality Act 2010 ได้วางหลักความเสมอภาคของบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศกันภายใต้กฎหมายในกรณีต่างๆ เช่น ความเสมอภาคของบุคคลเพศเดียวกันหรือต่างเพศกันภายใต้กฎหมาย ความเสมอภาคของบุคคลเพศเดียวกันหรือต่างเพศกันภายใต้หน่วยงานของรัฐ ความเสมอภาคของบุคคลเพศเดียวกันหรือต่างเพศกันในฐานะผู้รับบริการสาธารณะจากรัฐ และความเสมอภาคของบุคคลเพศเดียวกันหรือต่างเพศกันที่จะต้องรับผิดชอบหรือมีหน้าที่ต่อรัฐ รวมไปถึงการความเสมอภาคระหว่างบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศเดียวกันในการแต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันกับความเสมอภาคอื่นๆ ที่รัฐพึงกระทำให้มีความเสมอภาคอันเนื่องมาจากการแต่งงานและการใช้ชีวิตคู่ อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนปี 2010 รัฐบาลอังกฤษยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างชัดเจนในเรื่องของแนวทางในการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันแต่อย่างไร ดังนั้น ในเวลาต่อมาหลังจากที่มีการบัญญัติกฎหมาย Equality Act 2010 อันเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมความเท่าเทียมแล้ว รัฐบาลอังกฤษยังได้พยายามแสวงหาแนวทางและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันในประเทศอังกฤษ

 

[4] การสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายอย่างเสมอภาค

 

การสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายอย่างเสมอภาค (equal civil marriage) [18] ได้แก่ การสมรสที่กฎหมายกำหนดขั้นตอน หลักเกณฑ์และวิธีการไว้ ซึ่งหากกระทำการตามขั้นตอนหรือมีหลักเกณฑ์ครบกำหนดตามที่กฎหมายระบุไว้ รัฐจำต้องทำการสมรสให้กับคู่สมรสอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยรัฐจะเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคู่สมรสรายใดรายหนึ่งไม่ได้ สำหรับแนวคิดการสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายที่เสมอภาคตามกฎหมายอังกฤษนั้น ได้เกิดมากจากหลักความเสมอภาคระหว่างบุคคลเพศเดียวกันหรือระหว่างบุคคลต่างเพศกัน โดยรัฐไม่สามารถที่จะเลือกปฏิบัติโดยอาศัยเพศหรือรสนิยมทางเพศได้ ด้วยเหตุนี้ ในกรณีที่บุคคลเพศเดียวกันต้องการทำการสมรส รัฐจึงต้องกำหนดให้มีหลักเกณฑ์และวิธีการในการสมรสตามแบบพิธี (civil marriage ceremony) กล่าวคือ กฎหมายจำต้องระบุหลักเกณฑ์ว่าด้วยเงื่อนไขการสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา การเริ่มต้น การสิ้นสุดและการสมรสที่เป็นโมฆะสำหรับกรณีการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันให้เหมือนกับกรณีการสมรสระหว่างบุคคลต่างเพศกันด้วย นอกจากนี้องค์กรทางศาสนา (religious organizations) ต่างๆ ในประเทศอังกฤษ จำต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักความเท่าเทียมที่เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติเอาไว้ด้วยตามที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น เว้นเสียแต่ขัดต่อหลักการและความเชื่อของศาสนานั้นๆ ที่ระบุภายใต้กฎหมายคุ้มครององค์กรศาสนานั้นๆ (legal protections for religious organizations)[19]

 

สำหรับกรณีของมีคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ทำการแปลงเพศมาแล้ว เช่น ชายแปลงเพศเป็นหญิงตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ครบถ้วนหรือหญิงแปลงเพศเป็นชายตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ครบถ้วนแล้ว ต้องการสมรสกับชายหรือหรือหญิงที่ตรงข้ามกับเพศสภาพก่อนผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ย่อมไม่เป็นปัญหาประการใด เพราะยังถือว่าเป็นการสมรสต่างเพศซึ่งเป็นไปตามแนวคิดพื้นฐานในการสมราระหว่างบุคคลเพศเดียวกันของประเทศอังกฤษที่ได้กล่าวไว้แล้ว เช่น ชายแปลงเพศเป็นเพศหญิงตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้วทำการสมรสกับกับชาย เป็นต้น แต่สำหรับในกรณีของชายแปลงเพศเป็นหญิงตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ครบถ้วนหรือหญิงแปลงเพศเป็นชายตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ครบถ้วนแล้ว (individuals to change their legal gender) กลับต้องการสมรสกับผู้ที่มีเพศเดียวกับเพศใหม่ของตนที่ตนได้แปลงมาแล้ว เช่น ชายแปลงเพศเป็นเพศหญิงตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แล้วทำการสมรสกับกับหญิง เป็นต้น ในกรณีนี้แม้ว่าจะได้แปลงเพศทางวิทยาศาสตร์มาแล้วและไปทำการสมรสกับผู้มีเพศที่ต่างจากเพศเดิมของตน ก็ยังสามารถอาศัยแนวทางว่าด้วยการสมรสระหว่างบุคคลอย่างเท่าเทียมได้เช่นเดียวกับกรณีสมรสอื่นๆ นอกจากนี้ แม้ว่าระหว่างที่คู่สมรสต่างเพศที่ทำการสมรสกันตามปกติแล้ว หากในภายหลังคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้แปลงเพศเป็นเพศตรงข้ามตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ครบถ้วนแล้ว แนวคิดตามกฎหมายว่าด้วยการสมรสอย่างเท่าเทียมก็ยังถือว่าการสมรสยังไม่สิ้นสุดหรือไม่อาจกล่าวอ้างเป็นเหตุแห่งการสมรสสิ้นสุดได้ (without having to end marriage)

 

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งสำหรับกรณีบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเอง (transgender people)[20] ซึ่งแตกต่างจากกรณีการแสดงออกทางเพศหรือรสนิยมทางเพศดังที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยกรณีบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเอง ได้แก่ กรณีของบุคคลที่เกิดมาแล้วมีเพศสรีระไม่ตรงตามที่จิตใจต้องการ รวมไปถึงบุคคลที่แสดงออกทางเพศโดยไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของบุคคลทั่วไปในสังคม ซึ่งหากบุคคลที่เข้าลักษณะกรณีบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองต้องการแต่งงานตามแบบพิธีทางกฎหมายของประเทศอังกฤษ จะมีกฎหมายใดมารับรองบุคคลกลุ่มนี้ให้การสมรสเป็นไปอย่างเสมอภาคหรือไม่

 

ในกรณีบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้น รัฐบาลอังกฤษได้กำหนดแนวทางสำหรับปัจจุบันว่า หากบุคคลคนใดเกิดมาแล้วมีสภาพบุคคลตั้งแต่คลอดและอยู่รอดมาเป็นทารกแล้วประกอบกับมีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเอง นอกจากรัฐจะต้องออกสูติบัตร (new birth certificate) เอาไว้ให้กับตัวบุคคลเพื่อเป็นหลักฐานแห่งการเกิดแล้ว รัฐยังต้องออกใบรับรองเพศ (gender recognition certificate)[21] ที่แสดงว่าบุคคลนั้นมีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเอง อนึ่ง หากบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองกำลังจะทำการสมรสหรือต้องการสมรสในอนาคต ภายใต้แนวคิดในการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันก็ย่อมรับรองหรือคุ้มครองให้บุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองสามารถทำการสมรสกับบุคคลต่างเพศกันหรือบุคคลเพศเดียวกับตนได้ รวมไปถึงแม้ว่าบุคคลใดพบว่าตนเองมีลักษณะหรือพฤติกรรม รวมไปถึงมีคำวินิจฉัยทางการแพทย์ว่าตนเป็นบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองภายหลักจากที่ได้ทำการสมรสกับคู่สมรสเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ทำให้เป็นเหตุให้การสมรสสิ้นสุดลงเพียงเพราะอ้างเหตุแห่งความเป็นบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเอง

 

จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้นอาจบรรยายได้ว่าแนวคิดในการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันของประเทศอังกฤษถือเป็นมิติใหม่ของการปฏิรูปกฎหมายส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างบุคคลในสังคม เพราะแนวคิดดังกล่าวได้รองรับให้บุคคลเพศเดียวกัน บุคคลต่างเพศ บุคคลที่ผ่านการแปลงเพศมาแล้ว บุคคลนั้นมีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเอง สามารถทำการสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายที่เสมอภาคภายใต้หลักเกณฑ์และการปฏิบัติภายใต้แนวคิดส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างบุคคลโดยชอบโดยกฎหมายและปราศจากการเลือกปฏิบัติโดยรัฐและฝ่ายปกครอง อย่างไรก็ดี หากกฎหมายดังกล่าวได้บังคับใช้ภายใต้แนวคิดในการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันแล้ว กฎหมายดังกล่าวไม่อาจก้าวล่วงไปเปลี่ยนแปลงแนวคิด หลักเกณฑ์และประเพณีทางศาสนาหรือการสมรสตามหลักเกณฑ์ของแต่ละศาสนา (religious marriage)[22] ไปได้ อันถือเป็นการคงหรือดำรงเอาไว้ซึ่งเสรีภาพในการนับถือศาสนาหรือดำรงความเชื่อทางศาสนาของประชาชนแต่ละกลุ่มศาสนาในประเทศอังกฤษ โดยไม่ขัดต่อความเท่าเทียมที่อำนวยให้โดยรัฐหรือฝ่ายปกครองในเรื่องของการสมรส

 

[5] สาระสำคัญของร่างกฎหมาย Marriage (Same Sex Couples) Bill 2012-2013[23]

 

ภายหลังจากปี 2010 ที่รัฐบาลอังกฤษได้พยายามปฏิรูปกฎหมายส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างบุคคลในกรณีต่างๆ รวมไปถึงสิทธิด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความเท่าเทียมของบุคคลในสังคม ด้วยเหตุนี้ สิทธิในการแต่งงานระหว่างบุคคลเพศเดียวกันจึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาภายหลังจากที่กฎหมาย Equality Act 2010 อันเป็นกฎหมายที่ว่างหลักเกณฑ์ในเรื่องความเสมอภาคในกรณีทั่วไปด้วย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงต้องปรับเปลี่ยนหรือปฏิรูปกฎหมายอื่นๆ ที่อาจส่งเสริมสิทธิของประชาชนให้ประชาชนสามารถมีสิทธิในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมไปถึงสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเสมอภาคถ้วนหน้าโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติจากรัฐหรือฝ่ายปกครอง เรื่องหนึ่งที่รัฐบาลพยายามปฏิรูปกฎหมายได้แก่ กฎหมาย Civil Partnership Act 2004 ที่ไม่เปิดโอกาสให้บุคคลเพศเดียวกันสามารถสมรสกันได้

 

ในเวลาต่อมา รัฐได้จัดทำร่างกฎหมาย Marriage (Same Sex Couples) Bill 2012-2013 ที่เป็นมาตรการเสริมสิทธิของบุคคลเพศเดียวกัน ให้สามารถการสมรสได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีกฎหมายมารองรับการสมรสเอาไว้ รวมไปถึงกฎหมายยังได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสเพศเดียวกันทั้ง ก่อน ขณะและภายหลังจากการสมรสในเรื่องต่างๆ อีกด้วย ซึ่งร่างกฎหมายนี้ได้นำหลักการของการสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายอย่างเสมอภาคดังที่ได้กล่าวไว้มาแล้วในข้างต้น อันประกอบด้วย[24]

 

[5.1] การขจัดการห้ามสมรสระหว่างคู่สมรสเพศเดียวกันให้สามารถสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายได้ เช่นเดียวกับคู่สมรสต่างเพศกัน

 

รัฐจำต้องทำการสมรสให้กับคู่สมรสอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยรัฐจะเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคู่สมรสรายใดรายหนึ่งโดยอาศัยเพียงเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศไม่ได้ กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลเพศเดียวกัน (same-sex) หรือบุคคลต่างเพศกัน (opposite-sex) ต้องการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน หากคู่สมรสนั้นมีหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายระบุเอาไว้ว่าด้วยคุณสมบัติของคู่สมรส รัฐย่อมไม่อาจเลือกปฏิบัติหรือปฏิเสธไม่ทำการสมรสตามแบบพิธีกฎหมายให้ไม่ได้ ดังนี้ กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลรักร่วมสองเพศ (bisexual) บุคคลชายที่มีรสนิยมทางเพศแบบรักร่วมเพศ (gay) บุคคลหญิงรักร่วมเพศ (lesbian) รวมไปถึงบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเอง (transgender) ย่อมได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคกันภายใต้หลักการของร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้

 

[5.2] หลักการสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายอย่างเสมอภาคย่อมไม่ก้าวล่วงไปบังคับถึงการสมรสที่กระทำตามแบบพิธีทางศาสนาและการสมรสที่เป็นไปตามแบบแผนทางศาสนา

 

หลักการสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายอย่างเสมอภาคภายใต้แนวคิดของร่างกฎหมาย Marriage (Same Sex Couples) Bill 2012-2013 ย่อมบังคับใช้กับรัฐและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่หลักการสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายอย่างเสมอภาคภายใต้แนวคิดของร่างกฎหมายนี้ ไม่ก้าวล่วงไปบังคับถึงการสมรสที่กระทำตามแบบพิธีทางศาสนาหรือการสมรสที่เป็นไปตามแบบแผนทางศาสนา (religious solemnize marriage)[25] กล่าวคือ กฎหมายดังกล่าวบังคับเพียงการสมรสตามที่กฎหมายบัญญัติเท่านั้น แต่เนื่องจากลัทธิ ความเชื่อและหลักการศาสนาบางศาสนามิได้ถือว่าการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ชอบโดยหลักการของศาสนาหรือกฎหมายของศาสนา[26] ประกอบกับในปัจจุบันนี้รัฐยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ก้าวล่วงไปกำหนดหลักเกณฑ์การสมรสตามหลักศาสนาหรือนิยามการสมรสตามหลักศาสนาแต่อย่างใด เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะศาสนาต่างๆ ย่อมมีความเชื่อ แนวทางและประเพณีปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งกฎหมายรองรับแค่สิทธิการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศกันตามอาณาจักรหรือตามหลักการของรัฐโดยทั่วไปเท่านั้น

 

[5.3] การอนุญาตให้บุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองสามารถแปลงเพศด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจากการสิ้นสุดของการสมรสหรือชีวิตคู่ตามกฎหมาย

 

ในกรณีของบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองตามที่ได้กล่าวมาแล้วในหลักการข้างต้น หากกำลังจะทำการสมรสหรือต้องการสมรสในอนาคต ภายใต้แนวคิดร่างกฎหมาย Marriage (Same Sex Couples) Bill 2012-2013 ที่วางหลักเกณฑ์ให้บุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองสามารถทำการสมรสกับบุคคลต่างเพศกันหรือบุคคลเพศเดียวกับตนได้ รวมไปถึงแม้ว่าบุคคลใดพบว่าตนเองมีลักษณะหรือพฤติกรรม รวมไปถึงมีคำวินิจฉัยทางการแพทย์ว่าตนเป็นบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองภายหลักจากที่ได้ทำการสมรสกับคู่สมรสเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ทำให้เป็นเหตุให้การสมรสสิ้นสุดลง เพียงเพราะอ้างเหตุแห่งความเป็นบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเอง นอกจากนี้ หากภายหลักบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองได้รับใบรับรองเพศที่ระบุเพศตามเหตุผลทางการแพทย์แล้ว (gender recognition legalities)[27] บุคคลดังกล่าวสามารถแปลงเพศได้โดยชอบด้วยกฎหมาย (legally change gender)[28] โดยที่ได้ไม่กระทบต่อชีวิตก่อน ขณะและภายหลังจากการสมรสแต่ประการใด

 

[6] บทสะท้อนการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างบุคคลในสังคมภายใต้แนวคิดในการจัดทำร่างกฎหมาย Marriage (Same Sex Couples) Bill 2012-2013 ของประเทศอังกฤษ

 

แนวคิดภายใต้ร่างกฎหมาย Marriage (Same Sex Couples) Bill 2012-2013 ถือเป็นการขจัดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้แก่ กลุ่มบุคคลรักร่วมสองเพศ กลุ่มบุคคลชายที่มีรสนิยมทางเพศแบบรักร่วมเพศ กลุ่มบุคคลหญิงรักร่วมเพศ และกลุ่มบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเอง ทำให้บุคคลที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวสามารถมีสิทธิที่จะสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายและสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างเท่าเทียมกับกรณีของบุคคลต่างเพศกันอันถือเป็นการส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลประการหนึ่ง

 

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขจัดการห้ามสมรสระหว่างคู่สมรสเพศเดียวกันให้สามารถสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายได้ เช่นเดียวกับคู่สมรสต่างเพศกัน การอนุญาตให้บุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองสามารถแปลงเพศด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจากการสิ้นสุดของการสมรสหรือชีวิตคู่ตามกฎหมาย และการอนุญาตให้บุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองสามารถแปลงเพศด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจากการสิ้นสุดของการสมรสหรือชีวิตคู่ตามกฎหมาย ย่อมล้วนแล้วแต่ทำให้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถแต่งงานและใช้ชีวิตคู่โดยมีกฎหมายมารับรองการสมรสและคุ้มครองชีวิตสมรสให้ชีวิตคู่มีความมั่นคง เพื่อที่จะให้ความรักในชีวิตคู่ดำรงไปตราบนานเท่านาน พร้อมกับการมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่ได้มาขณะและภายหลังจากการสมรส ตัวอย่างเช่น สามารถได้รับสวัสดิการสังคมภายหลังจากเกษียณอายุเช่นเดียวกับคู่ชีวิตสมรสบุคคลต่างเพศกัน และสามารถได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีจากความเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้น

 

[7] สรุป

 

หลักการภายใต้ร่างกฎหมาย Marriage (Same Sex Couples) Bill 2012-2013 ของประเทศอังกฤษถือเป็นหลักการในการส่งเสริมการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันให้เท่าเทียมกับบุคคลต่างเพศกัน โดยการที่รัฐเปิดโอกาสให้บุคคลเพศเดียวกันสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายอย่างเสมอภาค ย่อมก่อให้เกิดสิทธิต่างๆ ตามมาอันจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตรักและชีวิตสมรสของคู่สมรสต่างเพศ รวมไปถึงการส่งเสริมสิทธิ หน้าที่และประโยชน์ที่คู่สมรสเพศเดียวกันพึ่งจะได้รับเหมือนกันกับคู่สมรสต่างเพศกันขณะและภายหลังจากการสมรส เช่น เมื่อคู่สมรสเพศเดียวกันปลดเกษียณจากการทำงานประจำ ก็มีสิทธิได้รับบำนาญรัฐ (state pensions) เช่นเดียวกันคู่สมรสต่างเพศกัน เป็นต้น

 

ดังนี้ บุคคลเพศเดียวกันก็ย่อมสามารถแสดงออกถึงความรักต่อกันและกันกับสามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเฉกเช่นเดียวกับการใช้ชีวิตคู่ของบุคคลต่างเพศกัน ซึ่งหลักการของร่างกฎหมายอังกฤษฉบับนี้ย่อมส่งผลดีต่อกลุ่มบุคคลรักร่วมสองเพศ กลุ่มบุคคลชายที่มีรสนิยมทางเพศแบบรักร่วมเพศ กลุ่มบุคคลหญิงรักร่วมเพศ และกลุ่มบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเอง ให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้สามารถมีการสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายอย่างเสมอภาคและมีความมั่นคงในชีวิตภายหลังจากทำการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 



[1] Mujusi, D. J. (2012). ‘The right to privacy in or presumed to be in same-sex relationships in Uganda’. African Journal of International and Comparative Law. 20 (2), 110 -118.

[2] Norrie, M. K. (2012). ‘Religion and same sex unions: the Scottish Government’s consultation on registration of civil partnerships and same-sex marriage’. Edinburgh Law Review. 16 (1), 95-99.

[3] Grossi, R. (2012). ‘The meaning of love in the debate for legal recognition of same-sex marriage in Australia’. International Journal of Law in Context. 8 (4),487-505.

[4] UK Legislation. (2010). Equality Act 2010 Explanatory Notes Revised Edition August 2010, London: UK Legislation, p 3.

[5] Cambridge Pro Bono Project. (2011). Equality for all Submission on Australia’s proposed reform of anti-discrimination legislation. Cambridge: Faculty of Law, University of Cambridge, p 12.

[6] นอกจากนี้ รัฐบาลอังกฤษยังได้พยายามกำหนดหลักเกณฑ์ทางกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของกฎหมายสหภาพยุโรปที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในเรื่องของความเท่าเทียมของบุคคลจำพวกต่างๆ ในสังคมสหภาพยุโรปด้วย เช่น อนุสัญญาสหภาพยุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 1950 (European Convention on Human Rights 1950) และกฎบัตรพื้นฐานสิทธิมนุษยชนของสหภาพยุโรป 2000 (Charter of Fundamental Rights of the European Union 2000) โปรดดู Spencer, K. (2010). ‘Same sex couples and the right to marry – European perspectives’. Cambridge Student Law Review. 6 (1), 155-176.

[7] Smart, C., Mason, J. and Shipman, B. (2006). Gay and Lesbian ‘Marriage’: An exploration of the meanings and significance of legitimating same-sex relationships. Manchester: Morgan Centre for the Study of Relationships and Personal Life, p 5.

[8] Thurley, D. (2013). Pensions: Civil partnerships and same sex marriages. London: Business and Transport Section, pp. 10-12.

[9] Glennon, L. (2006). ‘Strategizing for the future through the Civil Partnership Act’. Journal of Law and Society. 33(2), 244-276.

[10] Samuels, L. (2005). ‘Sexual Orientation Discrimination and the Church: Balancing Human Rights’. Ecclesiastical Law Journal. 8 (36), 74-79. และโปรดดูเพิ่มเติมใน Johnson, P. (2012). Same-Sex Marriage To Be ‘Illegal’ in the Church of England and Church in Wales. available online at http://jurist.org/hotline/2012/12/paul-johnson-coe-homosexuality.php

[11] Allen, J. (2011). Gay Marriage, Natural Law, and Civil Law: Understanding the Locus of Debate. available online at http://www.cfmpl.org/blog/2011/01/27/gay-marriage-natural-law-and-civil-law-understanding-the-locus-of-debate/

[12] Chue, S. (2001). ‘Catholicism, natural law and same – sex marriage’. UCL Jurisprudence Review. 8, 84-105.

[13] โพลล์ของสิ่งสิ่งพิมพ์ของอังกฤษที่จัดจ้างบริษัทเอกชนไปสำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน ตัวอย่างเช่น Guardian, Mail on Sunday, Sunday Times, Sunday Telegraph และ Catholic Voice เป็นต้น

[14] Fairbarn, C., et al. (2013). Marriage (Same Sex Couples) Bill: Bill No 126 of 2012-2013 Research Paper 13/08 31 January 2013. London: House of Commons Library, p 17.

[15] Ibid, p 19.

[16] Equality and Human Rights Commission. (2011). What equality law means for you as an education provider – further and higher education. London: Equality and Human Rights Commission, p 10.

[17] Butlin, F. S. (2011). ‘The UN Convention on the Rights of Persons with Disabilities: Does the Equality Act 2010 Measure up to UK International Commitments?’. Industrial Law Journal. 40 (4), 428.

[18]การระบุบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการของกฎหมาย Gender Recognition Act 2004 ซึ่งตามกฎหมายเดิมบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองอาจทำการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายได้เป็นรายกรณีไป โดยแม้ว่ามีการบรรจุหลักการเรื่องการเลือกปฏิบัติ (discrimination) ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ดี กฎหมายดังกล่าวไม่ได้บรรจุหลักการในเรื่องของความเสมอภาค (equality) ของบุคคลที่มีเพศภาวะไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพของตนเองกับบุคคลอื่นๆ ในสังคมสำหรับกรณีของการสมรสตามแบบพิธีทางกฎหมายที่เสมอภาค  โปรดดูเพิ่มเติมใน  Government Equalities Office. (2012). Equal civil marriage: a consultation. London: Government Equalities Office, Home Office, p 1.

[19] HM Government. (2012). The facts about equal marriage December 2012.  available online at http://www.homeoffice.gov.uk/publications/about-us/consultations/equal-civil-marriage/factsheet?view=Binary

[20] HM Courts & Tributes Service. (2007). Guidance for Married People or those in Civil Partnerships Updated April 2007. Leicester: Gender Recognition Panel, p 1.

[21] Government Equalities Office. (2012). Equal civil marriage: Tell us what you think about our plans (Easy Read Document Version). London: Home Office, pp. 26-27.

[22] Government Equalities Office. (2012). Equal civil marriage: a consultation. London: Home Office, p 4.

[23] UK Parliament. (2013). Bill documents — Marriage (Same Sex Couples) Bill 2012-13. available online at http://services.parliament.uk/bills/2012-13/marriagesamesexcouplesbill/documents.html

[24] Department for Culture, Media and Sport. (2013). The facts about equal marriage. available online at http://www.culture.gov.uk/images/publications/Equal_Marriage_factsheet.pdf

[25] Church of England. (2013). A Response to the Government Equalities Office Consultation -“Equal Civil Marriage”- from the Church of England. available online at   http://www.churchofengland.org/media/1475149/s-s%20marriage.pdf

[26] Goldingay, E. J. et al. (2010). Same-Sex Relationships in the Life of the Church. available online at http://www.collegeforbishops.org/assets/1145/ss_document_final.pdf

[27] Ministry of Justice. (2012). Frequently Asked Questions guidance for Gender Recognition Panel Tribunal. available online at http://www.justice.gov.uk/tribunals/gender-recognition-panel/faqs

[28] London Borough of Richmond upon Thames Civic Centre. (2012). Change of legal gender. available online at http://www.richmond.gov.uk/home/community_and_living/registration_services/change_of_legal_gender.htm