generic cialis forum
free sample pack of viagra
herbal viagra
cialis tab 20mg
canadian pharmacy soft cialis
generic vs brand name viagra
viagra discount coupon
viagra long term
buy viagra canada pharmacy
lilly cialis
cialis 20 mg professionelle
geniune cialis no prescription
cialis prescription prices
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012018

กองหนุนแรงงาน บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ: เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“การขยายตัวและเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติมีมากขึ้น ส่วนกระบวนการผลิตและการจ้างงานที่ยืดหยุ่นหลากหลายก็มีมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อความแตกต่างของความเป็นธรรมในการจ้างงาน และเอกภาพในการต่อรองค่าแรง”

กองหนุนแรงงาน บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ

โดย : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 1 พฤษภาคม 2555

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20120501/449133/

ไม่ได้เป็นผู้นำแรงงาน ไม่ใช่นักเคลื่อนไหว แต่เกี่ยวข้องกับทุกกลุ่ม เป็นกองหนุนชงข้อมูลในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

เวลานึกถึงปัญหาแรงงาน ผู้ชายคนนี้อาจไม่ใช่คนแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง แต่สิ่งที่เขาทำมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคนที่ยืนชูมืออยู่แถวหน้าเรียกร้องค่าแรง เขาเป็นคนชงเรื่องส่งข้อมูล เพื่อใช้ในการต่อรองเรียกร้องสิทธิเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับแรงงาน ให้กลุ่มสหภาพแรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชนใช้ทำงานเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าว

บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ผู้อำนวยการ มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน นักวิจัยสิทธิแรงงาน ที่ปรึกษากลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาอีกหลายตำแหน่งในการให้คำปรึกษาด้านแรงงาน นอกจากนี้ยังเป็นนักเขียนและมีผลงานวิจัยหลายเรื่อง อาทิ สิทธิแรงงานในกระแสโลกาภิวัตน์พัฒนา ฯลฯ

เขาคนนี้ทำงานอยู่ในแวดวงแรงงานกว่า 24 ปี นอกจากใส่ใจเรื่องสิทธิแรงงาน ยังพยายามเรียกร้องสิทธิให้แรงงานต่างด้าวในฐานะที่พวกเขาเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากเรา แม้ข้อคิดในบรรทัดถัดไปของเขา จะไม่ร้อนแรงเหมือนผู้นำแรงงาน ไม่วิพากษ์ปัญหาเหมือนนักวิชาการ แต่สีสันเรียบๆ มีแง่ชวนคิด

คุณสนใจปัญหาแรงงานตั้งแต่เป็นนักศึกษา?

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว สมัยที่เรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเป็นนักกิจกรรมเชิงสังคม ตั้งใจแล้วว่าจะไม่มีบทบาทเป็นกรรมการบริหาร เป็นผู้ช่วยเรียนรู้งานดีกว่า ในวันแรงงาน ผมเคยเชิญผู้นำสหภาพแรงงานที่เคลื่อนไหวตอนนั้นมาเล่าวิถีการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้เพื่อนนักศึกษาฟัง เพื่อให้พวกเขาตื่นตัวเรื่องนี้ ตั้งแต่สมัยทำกิจกรรม ผมชอบทำงานเหมือนกองหนุน อยู่ด้านข้างมากกว่าแนวหน้า ผมไม่ถนัดบทบาทในกองหน้า แต่อยากเน้นเรื่องการศึกษาข้อมูล สมัยที่มีการคัดค้านการขึ้นราคาค่ารถเมล์ เรียกร้องเรื่องสินค้าราคาแพง ถ้าจะเคลื่อนไหวก็ต้องไปคุยนักการเมือง นักข่าว นักวิชาการ เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านในการเคลื่อนไหวขององค์การนักศึกษา แต่ผมจะไม่แสดงบทบาทที่เป็นทางการ ปัญหาแรงงาน เป็นประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งของปัญหาทางสังคม มันเชื่อมโยงกับปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง เชื่อมไปถึงปัญหาระหว่างประเทศ แรงงานต่างด้าวและแรงงานข้ามชาติ ผมสนใจเรื่องสิทธิแรงงาน เพราะเห็นว่าแรงงานกลุ่มนี้ถูกเอาเปรียบมากกว่าแรงงานไทย ทางเลือกหรือทางออกที่พวกเขาจะปกป้องยกระดับสิทธิตัวเองมีน้อยมาก

วันแรงงานปีนี้ คุณจะทำอะไร

ผมจะไปเดินออกกำลังกายกับพรรคพวกแรงงานหลายกลุ่มในการเรียกร้องหลายเรื่อง บางกลุ่มจัดงานแถวลานพระบรมรูปทรงม้า และหน้าทำเนียบรัฐบาล ผมเคยบอกเสมอว่า ถ้าข้อเรียกร้องทำไปแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ควรปรับข้อเรียกร้องใช้วิธีการใหม่ๆ แต่บางครั้งพวกเขาก็ใช้วิธีการเดิมๆ

กว่า 24 ปีในการทำงานแวดวงแรงงาน คุณเริ่มต้นอย่างไร

ก่อนจะเข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ผมก็สนใจปัญหาสังคม ตอนเด็กๆ ผมมีโอกาสเรียนทั้งภาษาไทยและภาษาจีน ตอนนั้นครูที่สอนภาษาจีนเป็นคนหัวก้าวหน้า เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ครูมีญาติพี่น้องเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาชอบนำบทความภาษาอังกฤษของเหมา เจอ ตุง แม็กซิม กอร์กี้มาให้อ่าน ก็ค่อยๆ ซึมซับไป และครูแนะนำให้ผมไปดูนิทรรศการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มต่างๆ จนผมได้ทำงานอย่างเป็นทางการปลายปี 2530 เพราะผู้จัดการมูลนิธิอารมณ์ ชวนผมมาช่วยงานการศึกษาวิจัยแรงงาน ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายแรงงานที่ผมศึกษาวิจัยอยู่ในภาครัฐวิสาหกิจ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า อารมณ์ พงศ์พงัน เป็นชื่อผู้นำแรงงาน เขาเสียชีวิตเมื่อปี 2523 ตอนนั้นผมยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ผมได้ไปงานศพของเขา ผมไม่รู้จักเขา แต่เห็นมีคนไปงานศพเยอะมาก มีตั้งแต่นักการเมือง ผู้นำแรงงาน นักธุรกิจ ฯลฯ เขาคงเป็นคนสำคัญ

ปัญหาแรงงานในอดีตและปัจจุบันต่างกันมากน้อยเพียงใด

จากประสบการณ์ของผม ผมมองว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอยู่สามเรื่อง เรื่องที่หนึ่ง มีการจ้างแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายเปิดเสรีการจ้าง เพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานภาคเอกชนที่อ้างว่าขาดแคลนแรงงานในบางกิจกรรม ซึ่งในบางเหตุผลที่อ้าง ผมไม่เห็นด้วย จริงๆ แล้วพวกเขาขาดแรงงานราคาถูก พวกนี้เอาเปรียบได้ง่าย เพราะแรงงานไทยเริ่มมีพัฒนาการเข้าใจเรื่องสิทธิแรงงานมากขึ้น ไม่ปล่อยให้นายจ้างเอาเปรียบเหมือนเดิม

เรื่องที่สอง…มีพัฒนาการรูปแบบการจ้างงานที่หลากหลาย ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ทำไมผมใช้คำนี้ เนื่องจากผู้บริหารสถานประกอบการจะพยายามไม่จ้างแรงงานประจำ เพราะเกี่ยวพันธ์กับเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการตามกฎหมาย ทำให้เกิดรูปแบบการจ้างใหม่ๆ  เช่น จ้างแบบเหมาค่าแรง ผ่านนายหน้าที่เป็นบุคคลหรือบริษัท พวกเขาจะทำหน้าที่เสมือนฝ่ายบุคคลที่จ้างโดยตรง ผลที่เกิดขึ้นคือ ลูกจ้างประจำของผู้ประกอบการลดน้อยลง กลายเป็นจ้างแบบเหมาะค่าแรง คิดเป็นรายหัวในการจ้างงาน ซึ่งผู้รับเหมาจะได้ค่านายหน้า แต่เป็นการตัดความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

เรื่องที่สามคือ ลูกจ้างประจำได้รับผลกระทบ ไม่มีอำนาจต่อรอง เนื่องจากมีแรงงานเหมาทางอ้อม ซึ่งบริษัทรับเหมาค่าแรงให้นายจ้างจะเสนอค่าแรงไม่สูงมาก แต่ไปหักค่านายหน้ากับลูกจ้าง ทำให้กระทบต่ออำนาจการต่อรอง เพราะการจัดตั้งสหภาพแรงงานในสังคมไทยมาจากฐานของลูกจ้างในสถานประกอบการ เรื่องนี้ทำให้ลูกจ้างจากบริษัทรับเหมาค่าแรงไม่กล้าสมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ไม่อย่างนั้นอาจถูกเลิกสัญญา ไม่ได้ทำงานต่อ

สถานการณ์การจ้างงานในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น?

ต้องยอมรับว่าซับซ้อน ยืดหยุ่น หลากหลายมากขึ้น และยังเกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ เพราะบริษัทรับเหมาค่าแรงจงใจจ้างแรงงานข้ามชาติ หลังจากมีการเลิกจ้างแรงงานไทย เพราะแรงงานข้ามชาติควบคุมเอาเปรียบได้ง่ายกว่าแรงงานไทย และพวกเขาขยันอดทน เพราะอยากได้งานแม้จะได้ค่าจ้างถูกกว่าแรงงานไทย

สรุปว่าแรงงานไร้ฝีมือไม่ได้ขาดแคลน ?

เรื่องนี้มองได้หลายมุม กิจการในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าจะใช้แรงงานจำนวนมาก ส่วนแรงงานที่ขาดคือ พวกช่าง เพราะทิศทางการศึกษาไทยจะเน้นการเรียนแบบสายสามัญคือ เรียนแบบไต่เต้า ไม่ได้เน้นสายอาชีวศึกษา ซึ่งไม่ต้องเรียนสูง แต่เรียนให้มีความรู้ทักษะในการประกอบอาชีพ เพราะสังคมไทยมองว่าคุณค่าการศึกษาอยู่ที่การไต่เต้า และที่สำคัญก็คือ ระบบตลาดให้ค่าตอบแทนตามระดับการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ล้าหลังมาก การให้ค่าตอบแทนโดยเน้นคุณค่าของงานน่าจะเป็นพัฒนาการที่ดีมากกว่า บางประเทศไม่สนใจเรื่องปริญญา แต่ดูความสามารถและความรับผิดชอบ อย่างกรรมกรที่ทำงานเสี่ยงภัยปีนขึ้นไปทำงานบนที่สูงอาจได้ค่าแรงงานใกล้เคียงกับด็อกเตอร์สอนหนังสือ

นโยบายรัฐบาลตอนนี้ให้ค่าตอบแทนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ผมเห็นว่าเป็นนโยบายที่สะท้อนถึงค่านิยมเชิงปริญญานิยม ไม่ควรเอาปริญญาเป็นเรื่องสำคัญ ผมมองว่าเป็นนโยบายการหาเสียงของรัฐบาลชุดปัจจุบันมากกว่านโยบายทางเศรษฐกิจ ประเด็นนี้ผมจะไม่ถกเถียงว่าค่าแรง 300 บาท และเงินเดือน 15000 บาทมากไป ซึ่งคนที่ถกเถียงน่าจะเป็นคนจ่ายค่าแรงหรือนักธุรกิจ เมื่อรัฐบาลประกาศออกมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบ แม้จะมีปัญหา โดยจะจ่ายค่าแรงเหมือนกันทั้งประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2556 ซึ่งตอนนี้สภาอุตสาหกรรมออกมาคัดค้าน จะให้ดีเดย์ออกไปอีกสองปี เพราะไม่ต้องการให้กระทบต่อการบริหารภาคเอกชน ซึ่งนโยบายหลายอย่าง รัฐก็ชลอตัว เพื่อตอบสนองกับกระแสความกดดันจากภาคเอกชน

ความซับซ้อนของรูปแบบการจ้างงาน ทำให้เกิดความแตกต่างของค่าตอบแทนและสวัสดิการ เกิดความแตกต่างในการรวมตัวของอำนาจการต่อรอง นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไม่เป็นเอกภาพสูงขึ้น เห็นได้ว่าลูกจ้างประจำและลูกจ้างเหมาจะได้รับค่าจ้างต่างกัน แม้จะทำงานแบบเดียวกัน แผนกเดียวกัน ลูกจ้างที่ถูกว่าจ้างโดยตรงมีโอกาสปรับค่าแรงงานและสวัสดิการไปเรื่อยๆ แต่ลูกจ้างเหมาผ่านนายหน้า ค่าจ้างอาจคงที่ตลอด ไม่มีโบนัส ไม่มีค่าครองชีพ และเบี้ยขยัน

ถ้าอย่างนั้น ปัญหาหลักของแรงงานปัจจุบันอยู่ที่ไหน

การขยายตัวและเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติมีมากขึ้น ส่วนกระบวนการผลิตและการจ้างงานที่ยืดหยุ่นหลากหลายก็มีมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อความแตกต่างของความเป็นธรรมในการจ้างงาน และเอกภาพในการต่อรองค่าแรง

ขณะที่แรงงานไทยก็มีปัญหามากมาย แล้วการต่อสู้เพื่อแรงงานข้ามชาติจะถูกมองอย่างไร

คำถามนี้เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป แต่ในแง่สิทธิแรงงานเราไม่สามารถแบ่งเชื้อชาติ สัญชาติ ตามหลักการแรงงานที่ทำงานประเภทเดียวกัน ปริมาณและคุณค่าแบบเดียวกัน ควรจะได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและใกล้เคียงกัน แต่ก็มีข้อยกเว้นสองเรื่อง คือ อายุงานและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งควรได้รับค่าตอบแทนมากกว่า นี่เป็นหลักการสากล ถ้าสังเกตในระยะหลังรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานหรือรัฐมนตรีบางกระทรวงจะกล่าวถึงองค์กรระหว่างประเทศมากขึ้น เพราะถูกกระตุ้นจากองค์กรเหล่านี้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นภาคีต้องปฎิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิแรงงานระหว่างประเทศ

หากคุณถามผมว่า ทำไมไม่คุ้มครองแรงงานไทย เพราะมีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากเข้ามาทำงานทดแทนแรงงานไทยที่ถูกเลิกจ้าง แรงงานต่างด้าวที่มาทำงานส่วนใหญ่อายุไม่ถึง 30 ปีสามารถจ่ายค่าแรงในอัตราขั้นต่ำ ประเด็นก็คือ ผู้จ้างแรงงานต่างด้าวใช้ยุทธศาสตร์นี้ เพื่อกดดันแรงงานไทยว่า อย่าเรียกร้องมากนัก ทั้งๆ ที่แรงงานต่างด้าวมีข้อจำกัดในเรื่องการสื่อสารและการเรียนรู้งานเพื่อพัฒนาฝีมือ ซึ่งแรงงานไทยก็ต้องสอนให้ก่อน

อัตราการจ้างแรงงานต่างด้าวมีจำนวนมากขึ้น ?

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บางโรงงานไม่เคยจ้างแรงงานต่างด้าว ก็จ้างเพิ่มขึ้น เป็นที่รู้ดีว่าพวกนี้ไม่ได้เข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และยุคนี้แรงงานไทยไม่สามารถเอาเปรียบได้เหมือนในอดีต ดูเหมือนแรงงานไทยจะเริ่มแข็งแกร่ง มีความรู้ความสามารถในการต่อรองมากขึ้น ตัวช่วยมีมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีข่าวสารและการเติบโตของสหภาพแรงงานมีมากขึ้น ทำให้นักธุรกิจเปลี่ยนวิธีการจ้างงาน อย่างรัฐบาลทหารพม่ามีนโยบายส่งเสริมให้แรงงานของเขาไปทำงานที่อื่น ความเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรมของพม่าเริ่มมาตั้งแต่ปี 2535 เพราะรัฐบาลทหารพม่ามีการบังคับใช้แรงงานโดยการข่มขู่และไม่ให้ค่าแรง กระทั่งแรงงานพม่าที่ถูกบังคับไปเรียกร้องต่อองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ จึงถูกกล่าวหาจากรัฐบาลทหารพม่าว่าเป็นกบฏแต่ระยะหลังพม่าปรับตัวมากขึ้น

อย่างตอนนี้แรงงานข้ามชาติ 80-90 เปอร์เซ็นต์เป็นแรงงานพม่า เพราะปัญหาภายในประเทศเขา ยากแค้น การสู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อย และการใช้แรงงานไม่เป็นธรรมของรัฐบาลทหารพม่า แต่แนวโน้มในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าการพัฒนาประชาธิปไตยในพม่าดีขึ้น พวกเขาอาจอพยพกลับประเทศ แต่ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวย ผมเคยคุยกับเพื่อนคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมและเคมีภัณฑ์ โรงงานเหล่านี้ยังใช้เทคโนโลยี เครื่องจักรแบบเดิม บางกิจการอยู่ในสภาพร้อนจัด ไม่ก็เย็นจัด บางแห่งไม่มั่นคงปลอดภัย โรงงานเหล่านี้หาแรงงานไทยทำงานได้ยาก ตอนนี้แรงงานไทยเลือกไปทำงานภาคบริการ อาทิในห้างสรรพสินค้า ดังนั้นงานที่ไม่ปลอดภัย ยากลำบาก และอยู่ในสถานที่สกปรก ไม่ว่าประเทศไหนก็ถูกทดแทนด้วยแรงงานต่างด้าว พวกเขายอมรับค่าจ้างราคาถูก ซึ่งเป็นวัฎจักรของแรงงานอพยพทั่วโลก

จากสาวแรงงานเป็นสาวห้างสรรพสินค้า ?

ทิศทางตลาดแรงงานไทยเปลี่ยนจากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาคบริการมากขึ้น ปกติแล้วในทุกครอบครัวต้องมีคนที่ทำงานเป็นลูกจ้าง โดยได้ค่าจ้างต่ำกว่า 300 บาท นโยบายจ่ายค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาททำให้พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย วิธีการนี้เป็นก้าวสำคัญของนโยบายบริหารแรงงานไทย ผมมองว่าเป็นมิติใหม่ของการยกระดับค่าตอบแทนแรงงาน ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการเมืองก็มีข้อดี แต่เป็นภาระที่รัฐบาลต้องแก้ไข ถ้าบอกว่าไม่มีผลกระทบคงหลอกตัวเอง

ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องค่าตอบแทน ไม่อาจตอบโจทย์ให้ผู้ใช้แรงงานได้ ?

เมื่อเปรียบเทียบกับภาวะเงินเฟ้อหรือดัชนีค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น คนงานได้ค่าแรงต่ำมาตลอด โดยไม่คำนึงถึงลักษณะงานและความสามารถในการทำงาน ผู้บริหารสถานประกอบการณ์ใช้วิธีขึ้นค่าแรงงานโดยอิงกับค่าแรงขั้นต่ำ โครงสร้างการจ้างงานไม่สอดคล้องเหมาะสม โดยส่วนใหญ่ค่าแรงจะขึ้นเป็นตัวเงิน โดยหลักการควรขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ เพราะค่าแรงงานขั้นต่ำของเราถูกบังคับใช้อย่างผิดเพี้ยนมาตั้งแต่แรก เนื่องจากเจ้าของกิจการไม่ยอมสร้างระบบการบริหารค่าตอบแทนสวัสดิการที่สอดคล้องกับการจ้างงาน แต่อิงกับกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำที่เข้าทำงานไม่เกิน 1 ปี แต่หลังจากนั้นควรพิจารณาปรับเพิ่มตามภาวะค่าครองชีพและความสามารถการทำงาน เพราะการเพิ่มค่าแรงงาน จะเพิ่มในสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับอายุงานและความสามารถคนทำงาน พบว่าคนทำงานมา 10 ปี 20 ปี อาจได้ค่าแรงมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 2 หรือ 3 บาท ทำให้ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

การเรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการ ต้องมีข้อมูลตัวเลขและหลักกฎหมายอ้างอิง นี่คือสิ่งที่คุณพยายามทำในเรื่องข้อมูล ?

องค์กรเราไม่ได้เคลื่อนไหวโดยตรง แต่เคลื่อนไหวในแง่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อสนับสนุนประเด็นแรงงานที่มีองค์กรอื่นๆ เคลื่อนไหวให้เกิดความชอบธรรม ยกตัวอย่างการนำเข้าแรงงานระหว่างรัฐต่อรัฐ เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 3 ปี เมื่อถูกนำเข้ามาทำงาน พวกเขามีสิทธิใช้ประกันสังคม แต่มีปัญหาเพราะนายจ้างจำนวนมากหักเงินสมทบเข้ากระเป๋าและบางส่วนส่งให้ประกันสังคม สิทธิประโยชน์ตามประกันสังคมที่เขาควรได้รับเท่าแรงงานไทย ก็ไม่ได้รับ คนพวกนี้จะถูกจ้างปีต่อปีไม่เกิน 4 ปี จากนั้นต้องเว้นไป 3 ปีจึงจะกลับมาทำงานได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องอคติจากคนไทยที่คิดว่า คนพวกนี้มาแย่งงานคนไทย ทั้งๆ ที่นายจ้างตั้งใจจ้างแรงงานต่างด้าว และยังมีอคติอีกว่า อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งคนเหล่านี้เข้ามาเพราะอัตคัด ขัดสน ไม่ได้อยู่ดีกินดี เหมือนคนไทย และงานที่ทำอยู่เสี่ยงกับการเลิกจ้าง

ในมุมของคุณ วันแรงงานแห่งชาติ ควรมีความหมายมากกว่าวันหยุดตามประเพณี ?

ผมเห็นว่าปัญหาหลักการจัดงานวันแรงงาน คือ ไม่เข้าใจคุณค่าของวันแรงงาน ถ้าเราไม่เข้าใจจิตวิญญาณความเป็นมาวันแรงงาน สิ่งที่เรียกร้องไป ก็เรียกร้องเพื่อเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง รัฐบาลจะตอบสนองหรือไม่ ก็ไม่ได้กลับมาประเมินประเด็นเรียกร้องว่ามีความเป็นไปได้ไหม ปัจจุบันผู้ใช้แรงงานมองวันแรงงานเป็นแค่วันหยุดตามประเพณี รวมตัวกันไปท่องเที่ยว บางแห่งใช้วันแรงงานเป็นวันทำบุญเลี้ยงพระสหภาพแรงงาน ไม่เข้าใจคุณค่าวันแรงงานที่เป็นวันต่อสู้ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม การใช้แรงงานเยี่ยงความเป็นมนุษย์ คือ ชีวิตคนเราต้องทำงานแค่ 8 ชั่วโมง อีก 8 ชั่วโมงเพื่อการเรียนรู้ และ 8 ชั่วโมงเพื่อพักผ่อน แต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว ทำงานปกติและล่วงเวลารวมครึ่งวัน ส่วนอีกครึ่งวันดูแลครอบครัว

ผมคิดว่าวันแรงงานควรเป็นวันสะท้อนถึงสภาวะชีวิตความเป็นอยู่แรงงาน และควรมีข้อเรียกร้องเรื่องเหล่านี้ มีแรงงานไทยจำนวนมากไม่ได้อยู่ในระบบจัดตั้ง ปัจจุบันเรามีสหภาพแรงงาน 1,200 กว่าแห่ง มีลูกจ้างในระบบสหภาพแรงงานประมาณห้าแสนคน แต่เรามีการจ้างงานที่เป็นลูกจ้างสิบล้านกว่าคน ยกตัวอย่างการผลักดันให้มีการรับรองสัตยาบรรณอนุสัญญาณองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงานทุกกลุ่ม ไม่ว่าแรงงานสัญชาติไทยหรือต่างด้าวสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้อย่างเสรี ตามกฎหมายไม่จำเป็นต้องเป็นลูกจ้างเท่านั้น เรื่องนี้จะทำให้รูปแบบการรวมตัวและความร่วมมือแรงงานมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่เหมือนทุกวันนี้ผูกติดกับองค์กรจัดตั้งที่กฎหมายยอมรับเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งองค์กรเหล่านี้มักจะถูกควบคุมด้วยนโยบายและข้อกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเรียนรู้และเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมที่กระทบต่อแรงงาน

ในอนาคตแรงงานไทยต้องปรับตัวอย่างไร

ถ้าแรงงานไทยหรือสหภาพแรงงานไทยไม่สนใจสิทธิแรงงานข้ามชาติ สุดท้ายก็จะกระทบต่อบทบาทและสิทธิแรงงานไทย เรื่องนี้แรงงานไทยปรับตัวช้าไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ส่วนที่แรงงานไทยเปลี่ยนแปลงก็คือ ไปสู่ภาคบริการมากขึ้น เข้าใจเรื่องสิทธิการรวมตัวต่อรองมากขึ้น ทำให้นายจ้างไม่สามารถเอาเปรียบได้เหมือนเดิม ขณะเดียวกันรูปแบบวิธีการต่อรองยังใช้วิธีการเดิมๆ ทำให้แรงงานตกเป็นฝ่ายถูกกระทำเหมือนเดิม เพราะรูปแบบการเอาเปรียบการจ้างงานมีมากขึ้น