us discount viagra overnight delivery
buy cialis cheap
daily dose cialis cost
generic viagra sildenafil
viagra over the counter usa
cialis grapefruit juice
best prices viagra
safe generic viagra
cialis mexican cialis
viagra pdr
cheap quality viagra
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013001

การต่อสู้ทางการเมืองด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญ: สมชาย ปรีชาศิลปกุล

Filed under : POLITICS

“การต่อสู้ทางการเมืองด้วยการผลักดันการเขียนรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรซึ่งมุ่งหมายแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่างๆ ภายในห้วงเวลาที่มีความขัดแย้งอย่างสูงยิ่งในปัจจุบัน ก็ต้องตระหนักถึงข้อจำกัดและเงื่อนไขทางการเมืองประกอบไปด้วยอย่างไม่อาจละเลยได

การต่อสู้ทางการเมืองด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญ

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ได้เคยมีความพยายามในการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อต่อต้านการรัฐประหารเกิดขึ้นมาแล้วในรัฐธรรมนูญ 2517 (ซึ่งถูกเรียกว่า “ฉบับดอกเตอร์” หรือ “ฉบับปัญญาชน”) โดยมีการเขียนในมาตรา 4 ว่า “การนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้”

บทบัญญัติของมาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการป้องกันการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาคณะรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญที่ได้เคยเกิดขึ้นมาอย่างบ่อยครั้งในสังคมการเมืองไทยนับตั้งแต่ทศวรรษ 2490 มาจนกระทั่งทศวรรษ 2510 ซึ่งภายหลังการรัฐประหารก็จะมีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาผู้กระทำการยึดอำนาจ อันทำให้ไม่สามารถจะเอาผิดในทางกฎหมายแก่กลุ่มบุคคลในการกระทำดังกล่าว ทั้งนี้ด้วยความคาดหวังว่าบทบัญญัติในลักษณะเช่นนี้จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกกรอบแห่งรัฐธรรมนูญได้

แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าชะตากรรมของบทบัญญัติมาตรานี้ก็พบกับความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้กระทำการล้มล้างรัฐธรรมนูญเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ก็ได้มีการตระหนักว่าหากการนิรโทษกรรมถูกตรามาเป็นเพียงพระราชบัญญัติดังเช่นที่เคยปรากฏมาก็อาจถูกโต้แย้งด้วยการหยิบเอามาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2517 มาคัดค้าน

คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญจึงวางมาตรการป้องกัน 2 ประการเพื่อไม่ให้เกิดการเอาผิดกับคณะรัฐประหารในการฉีกรัฐธรรมนูญ

ประการแรก ด้วยการกำหนดชื่อของรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” มิใช่ “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร” โดยที่ก่อนหน้านี้เมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นจะมีการเรียกกติกาทางการเมืองที่ตราขึ้นว่า “ธรรมนูญการปกครอง” อันแสดงให้เห็นลักษณะการบังคับใช้เพียงชั่วคราวที่มีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญซึ่งมักจะถูกร่างขึ้นด้วยความมุ่งหมายให้มีผลบังคับใช้อย่างถาวร อันถูกทำให้ตีความว่ามีศักดิ์ทางกฎหมายต่ำกว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวร

ประการที่สอง แม้ว่ารัฐบาลที่นำโดยนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้ตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 (ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2519 เป็นการเฉพาะฉบับหนึ่งแล้ว แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าจะไม่ถูกโต้แย้งด้วยมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ 2517 คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้มีการเขียนบทบัญญัติที่มีผลเป็นการนิรโทษกรรมการรัฐประหารไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ และลบล้างบทบัญญัติที่ห้ามการนิรโทษกรรมอันเป็นบทบัญญัติในระดับรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

โดย “รัฐธรรมนูญ” แห่งราชอาณาจักรไทย 2519 มาตรา 29 บัญญัติไว้ ดังนี้

“บรรดาการกระทำ ประกาศหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือการกระทำ ประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่ได้กระทำประกาศหรือสั่งก่อนวันใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทั้งนี้ที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ไม่ว่าจะกระทำด้วยประการใดหรือเป็นในรูปใด และไม่ว่าจะกระทำ ประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการให้ถือว่าการกระทำ ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการกระทำของผู้ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้น เป็นการกระทำ ประกาศหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย”

(หากรัฐธรรมนูญ 2517 ได้รับการขนานนามว่าฉบับดอกเตอร์ อันเนื่องมาจากมีปัญญาชนที่มีการศึกษาระดับสูงเข้าร่วมอยู่ในกระบวนการเป็นจำนวนมาก รัฐธรรมนูญ 2519 ก็ควรได้รับการขนานนามว่า “ฉบับตุลาการบริกร” อันเนื่องมาจากในการแต่งตั้งคณะเจ้าหน้าที่ทำงานฝ่ายกฎหมายและทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่ 1/2519 ล้วนประกอบไปด้วยข้าราชการตุลาการระดับสูงในห้วงเวลานั้นเป็นส่วนใหญ่ อาทิ นายสุธรรม ภัทราคม ประธานศาลฎีกาในขณะนั้น, นายวิกรม เมาลานนท์, นายบัญญัติ สุชีวะ, นายชูเชิด รักตะบุตร, นายสหัส สิงหะวิริยะ, นายเสริมศักดิ์ เทพาคำ เป็นต้น)

ซึ่งการกระทำในลักษณะเช่นนี้ได้กลายเป็นการริเริ่มที่ต่อมาถูกยึดปฏิบัติกันในการรัฐประหารครั้ง อันสามารถถือได้ว่าเป็น “นวัตกรรม” ของการนิรโทษกรรมด้วยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่เป็นผลมาจากการรัฐประหารซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนแต่อย่างใด

ในการรัฐประหารครั้งถัดมาเมื่อ 20 ตุลาคม 2520 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และก็ได้ปรากฏบทบัญญัติในลักษณะเช่นเดียวกับที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2519 โดยปรากฏอยู่ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร 2520 มาตรา 32 ซึ่งบัญญัติว่า

“บรรดาการกระทำ ประกาศหรือคำสั่งของ หัวหน้าคณะปฏิวัติ หรือการกระทำ ประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติที่ได้กระทำ ประกาศหรือสั่งก่อนวันใช้ธรรมนูญการ ปกครองนี้ ทั้งนี้ ที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิวัติ ไม่ว่าจะกระทำด้วยประการใด หรือเป็นในรูปใด และไม่ว่าจะกระทำ ประกาศหรือ สั่งให้มีผลใช้บังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทาง ตุลาการ ให้ถือว่าการกระทำ ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจน การกระทำของผู้ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นเป็นการกระทำ ประกาศหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย”

การรัฐประหารเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ เมื่อได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร 2534 ก็ได้ปรากฏบทบัญญัติที่มีเนื้อหาในการนิรโทษกรรมการกระทำอันเป็นความผิดของคณะรัฐประหารด้วยการกำหนดให้การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหารในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายในมาตรา 32

สำหรับการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งไม่ได้มีตรากฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ได้กระทำการยึดอำนาจในการปกครองในรูปแบบของพระราชบัญญัติเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ได้มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2549 ซึ่งกำหนดให้ครอบคลุมถึงการกระทำรัฐประหารบรรดาประการ คำสั่งและรวมถึงการกระทำใดที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญในลักษณะเช่นเดียวกันในมาตรา 37 ซึ่งต่อมาก็ได้ปรากฏมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 ซึ่งกลายมาเป็นข้อถกเถียงตราบจนกระทั่งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

การโต้ตอบต่อรัฐธรรมนูญ 2517 ด้วยบัญญัติทางกฎหมายเป็นผลให้บุคคลที่ทำการรัฐประหารไม่ได้รับโทษจากการกระทำของตนแต่อย่างใด ในแง่นี้จึงกล่าวได้ว่าความพยายามต่อสู้กับการรัฐประหารด้วยการเขียนในรัฐธรรมนูญล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

จากความล้มเหลวในการต่อต้านรัฐประหารด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญ 2517 มีข้อสังเกตบางประการ ดังนี้

ประการแรก การต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อมีเจตจำนงร่วมกันในทางการเมือง ซึ่งอาจมาจากกระแสทางการเมืองของยุคสมัยหรือการผลักดันให้เกิดความเห็นพ้องร่วมกันระหว่างผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม

ประการที่สอง การใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เน้นแง่มุมทางเทคนิคกฎหมายสามารถถูกโต้ตอบด้วยเทคนิคกฎหมายได้ไม่ยากลำบาก ในเมื่อสังคมไทยประกอบด้วยเนติบริกรจำนวนมากซึ่งพร้อมจะให้บริการทางด้านเทคนิคกฎหมายแก่ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย

ประการที่สาม แม้บทบัญญัติเพื่อต่อต้านการนิรโทษกรรมจะเกิดขึ้นด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่ร่วมกันของคนส่วนใหญ่ในห้วงเวลานั้น (หลังตุลาคม 2516) แต่ก็ยังประสบความล้มเหลวในห้วงเวลาอันสั้น ดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองด้วยการผลักดันการเขียนรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรซึ่งมุ่งหมายแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่างๆ ภายในห้วงเวลาที่มีความขัดแย้งอย่างสูงยิ่งในปัจจุบันก็ต้องตระหนักถึงข้อจำกัดและเงื่อนไขทางการเมืองประกอบไปด้วยอย่างไม่อาจละเลยได้

 

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 17 มกราคม 2556