viagra online canadian pharmacy
cialis 100mg
buy generic viagra img
buycialis
generic viagra and generic soma
cheap viagra direct
what is cialis professional
walmart viagra price
buy viagra with discount
cheap authentic viagra
cialis black
cialis no prescription cheap
norvasc viagra and
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011038

การปกครองระบอบอัตตาธิปไตยในไทยและเพื่อนบ้าน: Craig J. Reynolds

Filed under : POLITICS

“ผมไม่คิดว่าการก้าวไปข้างหน้าจะเกิดขึ้นได้แม้แต่ก้าวเดียวก็เป็นไปไม่ได้ จนกว่าเราจะเข้าใจว่าความเป็นจริงคืออะไรในภูมิภาคที่แวดล้อมประเทศไทย รวมทั้งในประเทศไทยเอง ทุกหนแห่งมีแต่การปกครองแบบอัตตาธิปไตย และประชาชนก็ต้องการมันหรือมีมันอยู่แล้ว หรืออยากมีและไม่ยอมสลัดมันทิ้งไป”

การปกครองระบอบอัตตาธิปไตยในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

(Autocratic Rule in Thailand and Its Neighbours)

Craig J. Reynolds 

Australian National University

แปลโดย ภัควดี ไม่มีนามสกุล

ก. อารัมภบท

ขอบคุณสำหรับคำเชิญให้มาปาฐกถาในหัวข้อ “มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก” ผมได้รับเชิญให้มาอภิปรายเกี่ยวกับการเมืองไทยในฐานะคนนอก ในฐานะที่ผมเป็นชาวต่างประเทศ นอกจากนี้ผมไม่ใช่เอตทัคคะด้านการเมือง ผมไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ ผมเป็นนักประวัติศาสตร์ และผมเน้นการมองอดีต  ไม่ใช่อนาคต ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผมในการมองอนาคต

ในเกือบทุกประเทศ ประชาชนต้องการสิทธิในการเลือกตั้ง ประชาชนต้องการสิทธิในการเลือกผู้นำของตนเอง และประชาชนรวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองเพื่อผลักดันผู้แทนของตนให้ลงสมัครชิงตำแหน่งต่างๆ ที่มีการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งไม่ใช่เครื่องมือที่ไว้ใจได้ที่จะช่วยชี้ให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการปกครองเป็นไปอย่างไรจริงๆ และในการพยายามเข้าใจการเมืองไทย ผมคิดว่าการให้ความสนใจการเมืองของการเลือกตั้งมากเกินไปจะทำให้เราเกิดความไขว้เขว กิจกรรมของพรรคการเมืองและการเลือกตั้งกลับกลายเป็นม่านอำพรางกลไกที่แท้จริงของการเมืองไทย

ผมขอสารภาพว่าผมไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อการเมืองในระบบเลือกตั้งมากนัก เพราะเมื่อครั้งที่ผมเดินทางมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยครั้งแรกในฐานะอาสาสมัครหน่วยสันติภาพ (Peace Corps Volunteer) พรรคการเมืองและการเลือกตั้งในประเทศไทยไม่มีความสำคัญเท่าไร  ผมยังเชื่อจนถึงเดี๋ยวนี้ว่ามันยังไม่ค่อยสำคัญมากเท่าไร ในสมัยที่มาเป็นอาสาสมัครนั้น ผมมาเมืองไทยในฐานะตัวแทนของจักรวรรดินิยมอเมริกัน ซึ่งเป็นจักรวรรดินิยมแบบ “อ่อน” ที่มาควบคู่กับจักรวรรดินิยมแบบแข็งที่รัฐบาลอเมริกันดำเนินการในระหว่างสงครามเย็น เมื่อผมมาถึงประเทศไทยครั้งแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2506 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรี ในทางเทคนิคนั้น ผมเป็นลูกจ้างของรัฐบาลสฤษดิ์ และหลังจากเขาเสียชีวิตในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2506 ถนอมกับประภาสก็ขึ้นมามีอำนาจแทน ผมก็ยังเป็นลูกจ้างของรัฐบาลเผด็จการทหาร การเลือกตั้งและพรรคการเมืองไม่มีความหมายในตอนนั้น และผมคิดว่ามันก็ไม่มีความหมายมากนักในตอนนี้

ผมมีสองประเด็นในการอภิปรายครั้งนี้

ประการแรก  ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจรัฐไทยให้ถ่องแท้มากขึ้น ในความคิดเห็นของผม นักวิเคราะห์และนักวิชาการไม่ได้อธิบายรัฐไทยอย่างถูกต้อง [เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับตอนที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย พอล คีตติ้ง มาเยือนประเทศไทยเมื่อปลายปี พ.ศ. 2537  ตอนนั้นชวน หลีกภัยแห่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี] รัฐไม่ใช่สิ่งที่เป็นหน่วยเนื้อเดียวกัน (monolithic)  มันมีองค์ประกอบหลายส่วน มีหน่วยที่เป็นเอกเทศมากมาย ซึ่งบางครั้งก็แสดงบทบาททั้งๆ ที่ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่อย่างเป็นทางการ เราจึงจำเป็นต้องมีโมเดล/มโนทัศน์/พาราไดม์ที่ดีกว่านี้ในการเข้าใจรัฐไทย รัฐไทยคืออะไร ใครมีบทบาทเป็นตัวแทนรัฐไทย ใครหรืออะไรที่มีบทบาทโดยมีรัฐหนุนหลัง และหน่วยต่างๆ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร นักรัฐศาสตร์ไทยมักชอบพูดถึง “รัฐ” ว่ามีพลังอำนาจมากแค่ไหน ผมคิดว่านี่เป็นมายาคติอย่างหนึ่ง รัฐไม่ได้มีพลังอำนาจขนาดนั้น ผมจะกลับมาพูดถึงประเด็นนี้ในภายหลัง

ประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยในคาบสมุทรอุษาคเนย์  ผมอยากก้าวออกไปจากประเทศไทยสักชั่วขณะหนึ่ง และหันกลับมามองประเทศนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมโยงกันทางประวัติศาสตร์  มีระบบการเมืองที่มีลักษณะร่วมกันหลายอย่าง สยาม/ประเทศไทยไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมโดยตรง แต่ไทยหยิบยืมคุณลักษณะหลาย ๆ ประการของรัฐอาณานิคมมา และใช้ต้นแบบอาณานิคมในการปฏิรูปการปกครองที่เริ่มต้นในคริสตทศวรรษ 1890 (ช่วงพุทธทศวรรษ 2433-2443) ระหว่างการประท้วงและความรุนแรงที่เกิดขึ้นปีที่แล้ว บางครั้งมีการเปรียบเทียบประเทศไทยกับรัฐบาลทหารในประเทศพม่า  แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว มีการอภิปรายน้อยมากเกี่ยวกับฐานะของประเทศไทยในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านบนภาคพื้นคาบสมุทร การโต้เถียงวิวาทะและการแสดงความคิดเห็นทางอินเทอร์เน็ตล้วนแล้วแต่เป็นการมองเข้ามาภายในประเทศทั้งสิ้น (inward-looking) เมื่อคำนึงถึงการประท้วงครั้งใหญ่และการยึดราชประสงค์ มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมความสนใจของสาธารณชนจึงโฟกัสอยู่ที่การเมืองไทย แต่มันยังมีมุมมองแบบภูมิภาคศึกษาที่จะช่วยอธิบายระบอบประชาธิปไตยที่ลุ่มๆ ดอนๆ มาหลายทศวรรษของประเทศไทยด้วย

ข.  นับตั้งแต่ระบบอาณานิคมล่มสลายไปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นปัญหาในคาบสมุทรอุษาคเนย์ คำว่า “คาบสมุทรอุษาคเนย์” (mainland Southeast Asia) นี้  ผมหมายถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ยกเว้นอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งในภูมิภาคนี้มักเป็นรัฐบาลพรรคเดียว รัฐบาลอำนาจนิยมชอบการเลือกตั้ง เพราะผู้นำสามารถบอกกับโลกได้เต็มปากว่าตนขึ้นมามีอำนาจผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ความแตกต่างระหว่างการเลือกตั้งกับระบอบประชาธิปไตยมักไม่ถูกชี้ชัดลงไป  แท้ที่จริงแล้ว มีความแตกต่างมหาศาลระหว่างการเลือกตั้งกับระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งไม่ได้ทำให้เรามีระบอบประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติ ถ้าการเลือกตั้งไม่เสรีและไม่มีการแข่งขันกันอย่างแท้จริง  ระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมก็เกิดขึ้นไม่ได้ การซื้อเสียงกล่าวคือการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งให้เงินสดและแรงจูงใจอื่น ๆ แก่ผู้ลงคะแนนเสียง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก นำไปสู่ความเชื่อที่แพร่หลายว่า  การเลือกตั้งถูกล็อกผลมาแล้ว ยังมีปัญหาอีกประการหนึ่ง  นั่นคือ  วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจำเป็นต้องมีขันติธรรมต่อความไม่เห็นพ้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงกันข้ามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็คือ ผู้มีอำนาจในภูมิภาคนี้พยายามจำกัดความไม่เห็นพ้องและบิดเบือนระบอบประชาธิปไตยจนพวกเขาดำรงตำแหน่งได้ยาวนาน   บางครั้งพวกเขาพยายามผูกขาดอำนาจการปกครองอย่างถาวรด้วยซ้ำ   แน่นอน  เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรตอนที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีและบริหารพรรคการเมืองเหมือนกลุ่มธุรกิจผูกขาด (cartel) เขาต้องการอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ค.  เพื่อเข้าใจประเด็นนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราลองดูประเทศต่างๆ ในพื้นคาบสมุทร ในพม่า กองทัพปกครองมาแล้วเกือบห้าสิบปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2505 หลังจากประกาศเอกราช พม่ามีผู้นำที่เข้มแข็งมากสองคน นั่นคือนายพลเนวินและนายพลตานฉ่วย  นายพลตานฉ่วยเป็นที่รู้จักในฉายาของ “ผู้พิทักษ์และผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นผู้ยิ่งใหญ่”  ทุกวันนี้ดูเหมือนเขาก้าวลงจากการบริหารประเทศรายวันแล้ว ปีที่แล้วมีการเลือกตั้งในพม่าและมีหลักฐานว่าระบอบเผด็จการทหารกำลังผ่อนปรนมากขึ้น อองซานซูจี ได้รับการปล่อยตัวจากการกักบริเวณในบ้าน แต่ขบวนการของเธอถูกบั่นทอนจนอ่อนแรง ตัวเธอเองก็แสดงออกถึงแนวโน้มแบบอัตตาธิปไตยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การที่เธอไม่ยอมให้พรรคเอ็นแอลดีเข้าร่วมในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว  และยืนกรานว่าจะต้องคว่ำบาตรการเลือกตั้งต่อไป ถึงแม้นักวิเคราะห์และนักกิจกรรมหลายคนเชื่อว่าการคว่ำบาตรจะส่งผลเสียยิ่งกว่าช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กองทัพจะผ่อนคลายการควบคุมลงบ้างเล็กน้อย แต่หากมองในระยะยาวที่สุด การปกครองระบอบทหารรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งน่าจะยังครองความเป็นใหญ่ในประเทศพม่าต่อไป

ในกัมพูชา ผู้นำกำปั้นเหล็กยังอยู่ในอำนาจ หลังจากครองอำนาจมาหลายทศวรรษนับตั้งแต่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างที่เวียดนามยึดครองกัมพูชาด้วยกำลังทหาร ฮุนเซนเป็นอดีตสมาชิกเขมรแดง  นับตั้งแต่กัมพูชาฟื้นอำนาจอธิปไตยได้ใน พ.ศ. 2536  ฮุนเซนเป็นผู้มีบทบาทนำในกลุ่มแนวร่วมของพรรคประชาชนกัมพูชาและพรรคนิยมกษัตริย์ (พรรคฟุนซินเปก) ซึ่งครองอำนาจทางการเมือง ในกัมพูชามีการเลือกตั้งก็จริง แต่ฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2528 โดยมีช่วงขัดตาทัพแค่สองสามครั้ง นี่คือรัฐบาลอัตตาธิปไตย ประเทศมีเสถียรภาพก็จริงแต่ไม่มีสัญญาณของการถ่ายโอนอำนาจ

ลาวเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมพรรคเดียวมาตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2518 อันที่จริงพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายมีเพียงพรรคเดียวคือ พรรคปฏิวัติประชาชนลาวซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ผู้บริหารการปกครองประเทศคือคณะกรรมการโปลิตบูโรกลุ่มเล็กๆ และคณะกรรมการกลางที่มีสมาชิก 49 คน มีการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2535 เพื่อเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติขึ้นมาใหม่จำนวน 85 คน และมีการเลือกตั้งอีกครั้งใน พ.ศ. 2549  โดยที่จำนวนสมาชิกขยายเป็น 115 คน  สมัชชาแห่งชาติจะเลือกผู้นำใหม่ทุกห้าปี  และในเดือนมิถุนายนจะมีการลงคะแนนเสียงเพื่อยืดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการใหญ่ของพรรคปฏิวัติประชาชนลาว  ดังนั้น  จึงมีแผนการถ่ายโอนอำนาจในหมู่ผู้นำในรัฐบาล ถึงแม้อาจมีการลงคะแนนให้ดำรงตำแหน่งต่อไปก็ตาม เช่นเดียวกับในกัมพูชา ลาวมีเสถียรภาพ แต่สิ่งที่แตกต่างจากกัมพูชาก็คือ  ลาวมีการถ่ายโอนอำนาจอย่างสม่ำเสมอสำหรับตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ครองอำนาจ

เช่นเดียวกับลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นรัฐที่มีพรรคการเมืองเดียวเช่นกัน ตามรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับ พ.ศ. 2535 ซึ่งนำมาใช้แทนฉบับ พ.ศ. 2518 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม (CPV) สถาปนาอำนาจในรัฐบาลและการเมืองอย่างแน่นหนามั่นคง องค์กรการเมืองที่มีความเชื่อมโยงกับพรรค CPV เท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้ส่งผู้สมัครลงแข่งขันในการเลือกตั้งระดับชาติ สมัชชาแห่งชาติมีสมาชิก 498 คน การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 และมีสมาชิกสมัชชาไม่กี่คนที่ไม่สังกัดพรรคใดๆ ในประเทศนี้อีกเช่นกันที่เราได้เห็นการปกครองโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว

ในมาเลเซีย  มีกิจกรรมทางการเมืองแบบหลายพรรคมากกว่าในประเทศอื่นก็จริง  แต่พรรคอัมโน ซึ่งเป็นพรรคที่มีบทบาทนำในกลุ่มแนวร่วมทางการเมืองที่ครองอำนาจมาตั้งแต่ได้เอกราช  พรรคอัมโนได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้ตัวเองได้เปรียบและปรับเปลี่ยนเขตเลือกตั้งเนือง ๆ เพื่อรักษาความได้เปรียบในการเลือกตั้งเอาไว้ การประท้วงและความปั่นป่วนในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมคือความไม่พอใจที่มีต่อพรรคอัมโนและกลุ่มพันธมิตรทางการเมือง Barisan Nasional  ในประเด็นการที่กลุ่มการเมืองนี้ผูกขาดการเมืองมาเลเซียเอาไว้ กลุ่มพันธมิตรในปัจจุบันและกลุ่มเดียวกันก่อนหน้านี้ปกครองมาเลเซียมาตั้งแต่ประกาศเอกราช การกีดกันระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมดูเหมือนเป็นนโยบายหลักของพรรคอัมโนมาตลอด เดือนตุลาคมปีที่แล้ว มหาเธร์ โมฮัมหมัด ซึ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียนานถึง 22 ปี แสดงปาฐกถาที่ย้ำว่าระบอบประชาธิปไตยล้มเหลวในหลายประเทศและการปกครองแบบรวบอำนาจต่างหากที่เป็นคำตอบ เขาปฏิบัติตามที่เขาเทศนา มาเลเซียมีการปกครองแบบอัตตาธิปไตยพรรคเดียวมาเกือบครึ่งศตวรรษ

เมื่อผมสอนวิชาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคาบสมุทรอุษาคเนย์ ปรกติผมจะไม่รวมสิงคโปร์ แต่ในที่นี้จะพูดรวมไปถึงสิงคโปร์ด้วย เพราะมันเป็นอีกตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นการปกครองแบบพรรคเดียว เราอาจนิยามระบบการเมืองของสิงคโปร์ว่าเป็นระบบสังคมนิยมที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ในสิงคโปร์ พรรคกิจประชาชน (People’s Action Party) ชนะทุกการเลือกตั้งมาตั้งแต่ได้เอกราชใน พ.ศ. 2502 และแน่นอนว่าปกครองสิงคโปร์มาตั้งแต่สมัยนั้น หากมีพรรคการเมืองใดส่งสัญญาณว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง พรรค PAP ก็จะหาทางสกัดขัดขวางและรักษาการปกครองแบบพรรคเดียวเอาไว้ สมาชิกรัฐสภาที่เป็นฝ่ายค้านบางคนที่ส่อแววให้เห็นความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและได้รับความนิยมก็ถูกทำลายทางการเงินด้วยการฟ้องร้อง บทเรียนที่น่าสนใจจากกรณีศึกษาเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ก็คือ ตระกูลลีมีบทบาทสำคัญในการสืบต่อการปกครองพรรคเดียวของ PAP

อนึ่ง ในการเลือกตั้งของประเทศสิงคโปร์เมื่อ พ.ศ. 2549  ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงที่มีอายุมากและรายได้ต่ำจำนวน 300,000 คน ได้รับเงินประมาณ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์เข้าบัญชีธนาคารก่อนการเลือกตั้งไม่นาน  และพวกเขาได้รับเงินจำนวนเดียวกันนี้อีกครั้งใน พ.ศ. 2550  ไม่มีเสียงโวยวายว่ามีการซื้อเสียงในประเทศสิงคโปร์ การแจกเงินเช่นนี้ช่วยปูทางให้พรรค PAP และรักษาอำนาจให้พรรคได้เป็นรัฐบาลถาวรต่อไป แต่ไม่มีใครเรียกการแจกเงินนี้ว่า “การซื้อเสียง” ดูเหมือนการซื้อเสียงเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น

ดังนั้น เราเห็นอะไรบ้าง? พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนามและสิงคโปร์ ล้วนแล้วแต่เป็นรัฐพรรคเดียวและถูกปกครองโดยพรรคการเมืองเดียวนี้มาตั้งแต่สิ้นสุดยุคอาณานิคม ประเทศเหล่านี้มีรัฐบาลที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ ในลาวและเวียดนาม กระบวนการสืบทอดอำนาจอย่างสม่ำเสมอสร้างหลักประกันให้การต่อวาระการดำรงตำแหน่งของผู้นำจากกลุ่มผู้สมัครที่กำกับคัดสรรมาแล้ว ในสิงคโปร์ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน  โดยมีลักษณะเฉพาะของการที่ตระกูลลีมีบทบาทสำคัญโดดเด่นและมีอิทธิพลสูง  ในพม่าและกัมพูชา  เราพอมองเห็นลักษณะการปกครองของผู้นำเดี่ยวที่เข้มแข็งเป็นระยะเวลานาน แล้วความรุนแรงทางการเมืองล่ะ? ถ้าเราจำกัดการเปรียบเทียบไว้แค่เหตุการณ์ประท้วงของมวลชนที่มีการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก ก็จะมีแค่เหตุการณ์ในพม่า พ.ศ. 2531 (มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3,200 คนในเดือนมีนาคมและสิงหาคม) และ พ.ศ. 2552 (ผู้เสียชีวิตประมาณ 138 คน)  มาเลเซียมีเหตุจลาจลด้านเชื้อชาติใน พ.ศ. 2512 (ยอดผู้เสียชีวิตน้อยกว่า 200 คน)

กล่าวมาถึงจุดนี้ ข้อสรุปของผมคืออะไร? ผมมองว่าคาบสมุทรอุษาคเนย์คือภูมิภาคของระบอบการเมืองแบบอัตตาธิปไตย ซึ่งการปกครองอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่ว่าจะเป็นพรรคทหาร  พรรคสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์ พรรคเชื้อชาตินิยม สิงคโปร์และมาเลเซียก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ภูมิภาคของระบอบการเมืองแบบอัตตาธิปไตยนี้รายล้อมรอบประเทศไทย ซึ่งคาดหวังว่าระบอบประชาธิปไตยจะหยั่งรากและเจริญเติบโต ประเทศไทยจะมีโอกาสแค่ไหนในการหล่อเลี้ยงระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมท่ามกลางเพื่อนบ้านแบบนี้?  มันเป็นสภาพแวดล้อมที่หยาบกระด้าง ถึงแม้ไม่มีความรุนแรงทางการเมืองอย่างเปิดเผยมากนัก แต่มันก็เต็มไปด้วยจอมโหด กล่าวคือทหารกับตำรวจถือปืนที่คอยกดขี่ความไม่เห็นพ้อง   ผู้บริหารประเทศเคยอยู่ในกองทัพ ทหารถูกฝึกให้เป็นผู้บริหารประเทศไม่ใช่เป็นแค่นักรบ ผมสรุปว่าประเทศไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยอยู่อย่างกลมกลืนในสภาพแวดล้อมนี้ และประเทศไทยเป็นเพื่อนบ้านแสนดีของประเทศรอบข้าง ระบอบการเมืองของไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของสนามการเมืองในภูมิภาคที่มีลักษณะเด่นตรงที่นิยมการปกครองแบบอัตตาธิปไตย คำว่า “การปกครองแบบอัตตาธิปไตย” ผมไม่ได้หมายถึงการปกครองโดยผู้นำที่เด็ดขาดเพียงคนเดียว ถึงแม้ว่านั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม การปกครองแบบอัตตาธิปไตยอาจเป็นการปกครองโดยพรรคเดียว (ลาว เวียดนาม กัมพูชา) พรรคเดียวที่ครอบงำโดยตระกูลเดียว (สิงคโปร์) พรรคเดียวที่ครอบงำพันธมิตรทางการเมือง (มาเลเซีย)

เราถามได้ว่าทำไม?  ทำไมการปกครองระบอบอัตตาธิปไตยจึงหยั่งรากลึกแน่นในคาบสมุทรอุษาคเนย์ตั้งแต่ได้รับเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา?

ผมคิดได้สองเหตุผล เหตุผลแรกคือ ทุกประเทศในภูมิภาคนี้มีประวัติศาสตร์ก่อนยุคสมัยใหม่ที่อยู่ภายใต้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบอบกษัตริย์ในภูมิภาคนี้ไม่เคยหรือที่จริงคือไม่สามารถมีขันติธรรมต่อการมีฝ่ายค้านที่จงรักภักดี ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การเป็นฝ่ายค้านก็คือการเป็นขบถต่ออำนาจเหนือหัว (อำนาจอธิปไตย/รัฏฐาธิปัตย์) ระบอบอาณานิคมกวาดทำลายระบอบกษัตริย์ โดยเฉพาะระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในเกือบทุกประเทศแถบนี้ก็จริง แต่ในประเทศเหล่านี้ เราก็ยังพบระบอบกษัตริย์ตกค้างในยุคหลังอาณานิคม กัมพูชา มาเลเซียและแน่นอนคือประเทศไทย ระบอบกษัตริย์อาศัยการหนุนหลังของกองทัพและความฉลาดทางการเมืองของกษัตริย์เอง แสดงให้เห็นความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นฟูอำนาจตัวเองจากสภาพการณ์ที่หมิ่นเหม่จะล่มสลายในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1930 และอีกครั้งในปลายทศวรรษ 1940

เหตุผลประการที่สองคือ ระบอบอาณานิคมไม่เคยหรือไม่สามารถมีขันติธรรมต่อการมีฝ่ายค้านที่จงรักภักดี  การเป็นฝ่ายค้านในยุคอาณานิคมก็คือการขบถต่ออำนาจเหนือหัว  (อำนาจอธิปไตย/รัฏฐาธิปัตย์) กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การเป็นฝ่ายค้านเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมายนั่นเอง การคัดค้านต่ออำนาจเหนือหัวคือการกระทำผิดกฎหมาย คือการประกอบอาชญากรรม ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีกฎหมายความมั่นคงที่ทำให้การวิจารณ์รัฐบาลและความหัวแข็งทางการเมืองเป็นอาชญากรรม กลุ่มประเทศในคาบสมุทรอุษาคเนย์ล้วนแล้วแต่รับมรดกกฎหมายความมั่นคงภายในประเทศมาจากมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมตะวันตก ในกรณีของประเทศไทย ไทยรับมรดกนี้มาจากแนวคิด Pax Americana ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอิทธิพลตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 1970[1] การปกครองแบบอาณานิคมช่วยตอกย้ำจารีตของระบอบกษัตริย์ นั่นคือใครก็ตามที่ต่อต้านรัฐบาลในขณะนั้นคือกบฏ จนถึงทุกวันนี้ใครก็ตามที่ต่อต้านรัฐบาลที่ครองอำนาจอยู่ก็เป็นกบฏ ในประเทศไทยระหว่างทศวรรษ 1950 ผู้ใดที่ไม่เห็นพ้องทางการเมืองจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือหัวเอียงซ้าย และหน่วยสืบสวนของกรมตำรวจที่รับผิดชอบการปราบปรามผู้ไม่เห็นพ้องทางการเมืองก็คือ สันติบาล คำว่าสันติบาลนี้มีความหมายแปลตรงตัวก็คือ “กองกำลังรักษาสันติภาพ”

ง. ถ้าเช่นนั้น ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปกครองแบบอัตตาธิปไตยหรือเปล่า?  เราเพิ่งมีการเลือกตั้งระดับชาติ และตอนนี้เรา (อาจ) มีนายกรัฐมนตรีหญิงจากการเลือกตั้ง ประชาชนส่งเสียงแล้ว! ผมขอแสดงความคิดเห็นสักหนึ่งหรือสองประเด็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองและวัฒนธรรมการเมืองของประเทศไทยก่อน

การผสมพันธุ์ของระบอบอัตตาธิปไตยกับประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยกับอัตตาธิปไตย เป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกในจิตสำนึกของชนชั้นนำไทย ไม่กี่วันก่อนการปฏิวัติ 2475 ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชกาลที่ 7 เคยคิดจะประทานรัฐธรรมนูญ แต่เขากลับยึดติดอยู่กับความหวังว่าจะสามารถกระตุ้นชาวไทยให้สนับสนุนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชกาลที่ 7 กล่าวเช่นนี้ว่า “ประเทศของเราใช้ระบอบการปกครองแบบ ‘เผด็จการ’ แต่ระบอบของเราไม่เหมือนระบอบ ‘เผด็จการ’ อื่น ตรงกันข้าม  ระบอบของเรามีลักษณะแบบ ‘ประชาธิปไตย’ หลายอย่าง  ดังนั้น  มันจึงน่าจะเป็นแบบครึ่งครึ่ง และเรายังไม่ได้ตัดสินใจว่าเราจะใช้ระบอบใด” นับแต่นั้นมา นักรัฐศาสตร์ไทยและตะวันตกก็เขียนกันเยอะแยะเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”  ในประเทศไทย อันที่จริง “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” คือบทสรุปอย่างดีของสิ่งที่รัชกาลที่ 7 กล่าวไว้ หลังจากเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ ไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมากนัก จนถึงตอนนี้มันถดถอยจนน่าจะเป็น “ประชาธิปไตยหนึ่งส่วนสี่ใบ” หรือน้อยกว่านั้นอีก ประวัติศาสตร์และเวลาที่ผันผ่านไปแค่ทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัตร ราวกับต้องเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ว่า “ประเทศของเราใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่มีลักษณะแบบเผด็จการหลายอย่าง” การมีใบหน้าสองแบบของเผด็จการผู้มีเมตตาหรือทรราชผู้รู้แจ้งยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อนักคิดด้านการเมืองของไทย เฉกเช่นที่พวกเขาชอบตั้งข้อสงสัยต่อนัยสำคัญที่แท้จริงของการปฏิวัติ 2475 ผมเชื่อว่าเหตุผลหนึ่งที่ “การปฏิวัติ” เมื่อ พ.ศ. 2475 ถูกศึกษาอย่างกระพร่องกระแพร่งและมีการทำความเข้าใจกันน้อยมาก ก็เพราะความนิยมใน “ทรราชผู้รู้แจ้ง” ยังคงมีพลังอยู่ในวัฒนธรรมการเมืองไทยจนทุกวันนี้  คำว่า “เด็ดขาด” เป็นคำสำคัญคำหนึ่งในวัฒนธรรมการเมืองไทย มันสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้นำไทยต้องเป็นคน “เด็ดขาด”

ประชาชนไทยนิยมผู้นำที่เด็ดขาดเข้มแข็งมาตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เมื่อลัทธิฟาสซิสต์กำลังเป็นที่นิยมในโลก  ผู้นำไทยนิยมลัทธิฟาสซิสต์ของมุสโสลินีก็เพราะมันมีอุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ คำๆ นี้ถูกใช้ในความหมายบวกในหนังสือพิมพ์ที่ออกในกรุงเทพฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 1920 และต้นทศวรรษ 1930  ชีวประวัติของมุสโสลินีฉบับภาษาไทยได้รับการตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2475 นั่นเอง  แต่ไม่ใช่อุดมการณ์ของลัทธิฟาสซิสต์หรอกที่ผู้นำทางการเมืองไทยชื่นชอบจริงๆ สิ่งที่พวกเขาชื่นชอบคือบุคลิกภาพส่วนตัวของบุรุษเหล็กต่างหาก หรือไม่ก็รูปแบบที่เจือจางลงมาหน่อยของวีรบุรุษขี่ม้าขาว นี่คือสิ่งที่ดึงดูดใจผู้นำไทยและนักคิดทางการเมือง ผู้นำระดับโลกอย่าง เอมัน เดฟเลอรา, โจเซฟ สตาลิน, อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, มหาตมะ คานธี, เยาวะหราล เนห์รู, เจียงไคเช็ก, เหมาเจ๋อตง และโจวเอินไหล ล้วนแล้วแต่ได้รับความสนใจ ทั้งๆ ที่มันเป็นรายชื่อที่พิลึกพิกลอย่างยิ่ง รวมไว้หมดตั้งแต่นักชาตินิยม นักคอมมิวนิสต์ นักสันติวิธี ไปจนถึงนักฟาสซิสต์  หลวงวิจิตรวาทการเขียนถึงคนเหล่านี้ด้วยความชื่นชมอย่างยิ่ง ในหนังสือชื่อ กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่  ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2495 รายชื่อบุคคลสำคัญที่รวบรวมไว้มีวีรสตรีหลายคน เช่น ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล, ซาร่าห์ เบิร์นฮาร์ท และเฮเลน เคลเลอร์ หลวงวิจิตรวาทการเขียนบทความหลายชิ้นและหนังสือหลายเล่มในแนววรรณกรรมว่าด้วยความสำเร็จ และชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าทำไมคนเหล่านี้จึงควรได้รับการชื่นชมในด้านจิตใจที่แข็งแกร่ง พลังของความมุ่งมั่น ความเชื่อมั่นในตัวเองและเจตจำนงที่เข้มแข็ง

ความนิยมชมชอบในบุคคลที่มีเจตจำนงแข็งกล้า ซึ่งสามารถสั่นสะเทือนโลกได้ด้วยคำพูดและการกระทำ เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทุกแห่ง ไม่เฉพาะในประเทศไทย เมื่อซิดนีย์ ฮุกสรรเสริญ “ผู้สร้างประวัติศาสตร์” ในหนังสือ The Hero in History ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2486 เขานิยามอุดมคติของความเป็นผู้นำที่เป็นที่นิยมในหลายๆ ส่วนของโลก รวมทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  อุดมคติของบุคคลที่ยิ่งใหญ่แบบนี้มีอิทธิพลที่ยาวนานมากในประเทศไทย ระหว่างการประท้วงทางการเมืองในเดือนมีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. 2553 นักข่าวคนหนึ่งในเชียงใหม่เห็นรูปภาพของมหาตมะ คานธี, เนลสัน แมนเดลาและเช เกวารา ถัดจากภาพบุคคลเหล่านี้ก็คือภาพพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร! ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนมีความโดดเด่นเหนือคนธรรมดา แต่การนำภาพผู้นำระดับโลกที่มีชื่อเสียงมาเรียงต่อกัน ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่บุคคลเหล่านี้ได้รับความชื่นชมคือพลังอำนาจที่ไม่เกี่ยวกับศีลธรรม โดยไม่สนใจว่าพวกเขาเป็นตัวแทนของอุดมการณ์แบบใดบ้าง คนที่มีชื่อเสียงเหล่านี้มีบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน นอกจากพลังอำนาจที่ไม่เกี่ยวกับศีลธรรมแล้ว พวกเขายังมีส่วนผสมประหลาดเหนือคำอธิบายที่เราเรียกในภาษาอังกฤษว่า charisma [อย่าแปลว่า “บารมี” ทับศัพท์ภาษาอังกฤษดีกว่า] ซึ่งทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นผู้นำตามธรรมชาติ

เมื่อพิจารณาภูมิทัศน์ทางสังคม-การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมุมกว้าง ผมไม่คิดว่าลัทธิฟาสซิสต์ช่วยให้เราเข้าใจผู้นำแบบทหารในประเทศไทย อันที่จริงบุคลิกภาพของผู้นำที่ผู้สันทัดกรณีบางคนอยากติดป้ายฉลากว่าเป็นฟาสซิสต์นั้น หากใช้คำนิยามอื่นกลับช่วยให้เข้าใจได้ดีกว่า ในประเทศไทย ผู้นำที่เข้มแข็ง  และหากจำเป็นก็ติดอาวุธรถถังกับปืนมาด้วยนั้น ได้รับความนิยมพอๆ กับเป็นที่ชิงชัง นอกจากนี้ความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งแบบไทยๆ ยังมีองค์ประกอบความเชื่อแบบพุทธศาสนาที่เห็นได้ชัดด้วย ผู้นำที่เข้มแข็งไม่ว่าจะมีหรือไม่มีภูมิหลังมาจากกองทัพหรือตำรวจ มักมีความประพฤติแบบนักพรต และได้รับชื่นชมจากความมีวินัยและอำนาจในการควบคุมตัวเอง นายกรัฐมนตรีหลายคนและอีกหลายคนที่อาจได้เป็นนายกรัฐมนตรีมีบุคลิกที่สอดคล้องกับคำนิยามนี้ คอลัมนิสต์ในประเทศไทยคนหนึ่งที่ใช้นามปากกาว่า “ช้างน้อย” นิยามบุคลิกภาพของผู้นำแบบนี้ว่าเป็นส่วนผสมของนักบวชกับเจ้าพ่อ นักพรตกับบุรุษเหล็กในคนคนเดียว ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นผู้ชาย ประธานองคมนตรีคนปัจจุบัน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง พลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำเสื้อเหลือง เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

เราจะเข้าใจผู้นำแบบนี้ได้ดีขึ้น ถ้าลองเปรียบเทียบกับแนวคิดของ “ผู้ยิ่งใหญ่” ในส่วนอื่นของโลก รวมทั้งในรัฐชาติต่างๆ แถบมหาสมุทรแปซิฟิก ในวัฒนธรรมการเมืองอุษาคเนย์  “ผู้ยิ่งใหญ่” ถูกเรียกว่า “ผู้มีบุญญาบารมี” (man of prowess) “ผู้ยิ่งใหญ่” ยืนยันสิทธิในอำนาจของตนจากการกระทำ ไม่ใช่จากเชื้อสาย ในอาณาจักรยุคก่อนสมัยใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีกฎหมายการสืบทอดอำนาจให้บุตรคนหัวปี การชิงบัลลังก์จึงเกิดขึ้นบ่อย พี่น้องคนละแม่หรือลูกพี่ลูกน้องในสังคมหลายผัวหลายเมียมักชิงดีชิงเด่นกันเพื่ออ้างสิทธิ์ในบัลลังก์  โดยอ้างเรื่องเชื้อสายฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่มารองรับการอ้างสิทธิ์ของตน ผู้มีบุญญาบารมีจะตกรางวัลให้บริวารของตนด้วยที่ดินหรือศักดินาอำนาจเหนือบ่าวไพร่ เขาใจกว้างในการให้รางวัลและไม่ปรานีผู้ที่ชักช้าในการแสดงความจงรักภักดี เช่นเดียวกับผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่เกาะเมลาเนเชีย ผู้ปกครองขยายขอบเขตอำนาจและสร้างเครือข่ายนอกเหนือท้องถิ่นด้วยการแสดงความใจกว้าง โดยคำนวณแล้วว่าจะดึงดูดผู้สนับสนุนให้จงรักภักดีได้ พวกเขาแจกจ่ายลาภที่ได้มาจากการค้าหรือการปล้นให้แก่บริวารหรือผู้ติดตามของตน ในโลกทุกวันนี้แทนที่จะพูดถึงการค้าหรือการปล้น ลองนึกถึง “การตกลงทางธุรกิจ”  แทนที่จะพูดถึงบริวารหรือผู้ติดตาม ลองนึกถึง “พรรคการเมือง” จารีตแบบนี้ช่วยอธิบายพฤติกรรมในปัจจุบัน  รวมทั้งการสร้างฐานเสียงทางการเมืองด้วยการซื้อเสียงในการเลือกตั้งระดับชาติ ในวิถีทางแบบนี้  ผู้นำสามารถสั่งสมทุนทางสังคมและขยายอิทธิพลของตนเองได้ “การแจกจ่ายลาภ” สามารถนำมาใช้อธิบายนโยบายของรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และกองทุนหมู่บ้านละล้าน  กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคและกองทุนหมู่บ้านละล้าน ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล แต่เป็นการแจกจ่ายรางวัลเพื่อสร้างฐานเสียงทางการเมืองมากกว่า

“ผู้ยิ่งใหญ่” อาจครองอำนาจชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ก็มี “ผู้ยิ่งใหญ่เล็กๆ” อยู่ทั่วไปที่ต้องการเข้ามาชิงอำนาจ  “ผู้ยิ่งใหญ่เล็ก ๆ” เหล่านี้พยายามเพิ่มพูนความเหี้ยมหาญของตนด้วยการแข่งขันกันเอง ในท้ายที่สุด พวกเขาต้องการท้าทาย “ผู้ยิ่งใหญ่” ที่ประสบความสำเร็จแล้ว ในสมัยปลายยุคอาณานิคมในคาบสมุทรอุษาคเนย์ การปฏิวัติมักนำโดย “ผู้ยิ่งใหญ่เล็ก ๆ” ในประเทศไทย เราเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า “ผู้มีบุญ” การกบฏของผู้มีบุญคือรูปแบบดั้งเดิมของลัทธิประชานิยม ซึ่งมีผู้นำเป็นผู้มีบุญญาบารมีที่ถูกผลักไสไปอยู่ชายขอบโดยรัฐเจ้าอาณานิคม ไม่ว่าเจ้าอาณานิคมนั้นจะเป็นตะวันตก (เช่น ในลาว  กัมพูชา พม่า) หรือเป็นคนท้องถิ่น (เช่น ประเทศไทย) เวทมนตร์คาถา เครื่องรางของขลังและชื่อเสียงในด้านอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ช่วยดึงดูดและระดมผู้สนับสนุน ในประเทศไทยยุคสมัยใหม่  ผู้มีบุญญาบารมีอาจเป็นนายพลระดับสูงที่ไต่เต้าขึ้นมา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีและรับใช้ระบอบกษัตริย์ได้อย่างโดดเด่น หรือเขาอาจเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็ สร้างตัวได้จากการขายอุปกรณ์โทรคมนาคมให้หน่วยงานความมั่นคง ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นรูปแบบไหนในยุคสมัยใหม่ การปกครองระบอบอัตตาธิปไตยในประเทศไทยทุกวันนี้มีรากเหง้ามาจากรูปแบบเศรษฐกิจการเมืองดั้งเดิมของชนชั้นนำ รูปแบบดั้งเดิมนิยมยกย่องคนที่สามารถใจกว้างและใจดำได้พร้อมกัน เขาสามารถให้รางวัลผู้สนับสนุนและลงโทษคู่อริกับคู่แข่งได้อย่าง เด็ดขาด ความนิยมที่มีต่อผู้นำแบบนี้ยังมีอยู่อย่างไม่เสื่อมคลายในภูมิภาคนี้ มันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรประเมินต่ำเกินไป มันยังมีอิทธิพลอย่างมากในปัจจุบัน

จ.  หากผู้นำแบบข้างต้นเป็นปทัสฐานในภูมิภาคนี้ มันมีผลอย่างไรต่อการทำความเข้าใจรัฐ? ผมอยากย้อนกลับไปที่ประเด็นแรกที่กล่าวถึงเมื่อตอนต้น นั่นคือความจำเป็นในการเข้าใจ “รัฐไทย” รัฐไทยคืออะไร? รัฐไทยเป็นอย่างไรจริงๆ?  ถ้าเราจะวาดเป็นภาพให้เห็นหน้าตาของมันจะออกมาแบบไหน? ใครเป็นตัวแทนของรัฐไทย? ใครหรืออะไรที่กระทำโดยมีรัฐคอยหนุนหลัง? หน่วยต่างๆ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร?  นายกรัฐมนตรีเป็นจุดศูนย์กลางหรือเปล่า? กษัตริย์เป็นจุดศูนย์กลางหรือเปล่า ในเมื่อกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ?

[หมายเหตุ:  ส่วนต่อจากนี้อาจเข้าใจยากหากไม่ได้ฟังคำบรรยาย ภาพสไลด์ประกอบสี่ภาพจะช่วยให้ประเด็นหลักชัดเจนยิ่งขึ้น]

(ภาพสไลด์ที่ 1) โครงสร้างของรัฐบาลไทย ลดทอนให้ดูง่ายๆ ลืมเรื่องโครงสร้างของรัฐบาลไปก่อน ลืมเรื่องสภานิติบัญญัติ รัฐสภา นายกรัฐมนตรี ตุลาการไปก่อน ลองนึกภาพรัฐไทยเป็นปมพัวพันยุ่งเหยิงของความสัมพันธ์ ความเป็นพันธมิตรและการต่อสู้แข่งขันระหว่างศูนย์กลางอำนาจหลายศูนย์ ซึ่งมักชิงดีชิงเด่นกันเอง ลองวาดภาพต่อไปถึง jungle gym ที่เคยเห็นในสนามเด็กเล่น (ภาพสไลด์ที่ 2) ซึ่งจุดเชื่อมโยงไม่ได้เกิดจากเชือก แต่เกิดจากสายเคเบิลที่ถักร้อยกันอย่างซับซ้อนและมารวมกันที่จุดเชื่อมต่างๆ

(ภาพสไลด์ที่ 3) จุดต่างๆ ที่สายเคเบิลมาเชื่อมกันคือชุมทาง (nodes) ของอำนาจ สถาบันต่างๆ เช่น รัฐสภา กรมตำรวจที่มีหลายก๊กหลายเหล่า กองทัพที่มีหลายก๊กหลายเหล่า สำนักนายกรัฐมนตรี กลุ่มเครือข่ายธุรกิจ หน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงการต่างประเทศ  หรือกรมกองแผนกต่างๆ และพระราชวัง (ที่มีหลายวัง) แต่ละจุดเชื่อมโยงหรือชุมทางอำนาจอาจมีอิสระในตัวเองอย่างมาก มันอาจดำเนินการโดยไม่มีใครสั่งหรือขอให้ทำงานวิชาการเกี่ยวกับ “ชุมทางอำนาจการปกครอง” ในแบบต่างๆ ชี้ให้เห็นว่ามโนทัศน์เกี่ยวกับรัฐในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่แพร่หลายในโลกปัจจุบัน  มีกิจกรรมการปกครองรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นนอกรัฐ รวมทั้งมีลักษณะแบบพหุนิยมและอัตตาณัติที่ไม่ได้วางแผนหรือคาดการณ์ไว้หรือได้รับมอบหมายอำนาจให้กระทำ

ทุกคนต่างก็ปรารถนาที่จะเข้าใกล้อำนาจ ไม่ว่าอำนาจนั้นอยู่ที่ไหน รวมทั้งเสาะหาหนทางเข้าถึงผลกำไร  กลุ่มคนที่ปรารถนาอำนาจและผลกำไรจำต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถหันเหทิศทางได้อย่างรวดเร็วเมื่อเงื่อนไขต่างๆ เปลี่ยนไป นี่คือเหตุผลที่จิตวิญญาณแบบผู้ประกอบการที่กล้าได้กล้าเสียจึงได้รับการยกย่องอย่างสูงในรัฐไทย คนไทยต้องรู้จักปรับตัวอย่างฉับพลันในสภาพการณ์ที่ผันแปร เช่นเดียวกับธุรกิจที่ต้องรู้จักยืดหยุ่นและปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจหรือตลาด อันที่จริงแล้วมีชุมทางอำนาจจำนวนมากที่ทำงานเหมือนองค์กรธุรกิจ เช่น บริษัท ทักษิณ จำกัด, บริษัท กองทัพบก จำกัด, บริษัท พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จำกัด ฯลฯ  ในขณะเดียวกัน ความหวั่นเกรงว่าคนอื่นจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ณ จุดเชื่อมโยงอำนาจจุดอื่นๆ คือสิ่งที่สกัดขัดขวางการกระทำที่บุ่มบ่ามและอาจชะลอการตัดสินใจให้ช้าลง  ระบบนี้มีลักษณะบางอย่างที่จงใจทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างชะลอลง ความยืดหยุ่นและการปรับตัวมีความสำคัญก็จริง แต่ความระมัดระวัง ความสุขุมรอบคอบและความผ่อนหนักผ่อนเบาก็จำเป็นเท่าๆ กัน  เพื่อให้การอุปมานี้เห็นภาพมากขึ้น ลองวาดภาพว่าจุดที่เป็นรอยต่อ/ชุมทางอำนาจเป็นสิ่งมีชีวิต มันสามารถแพร่พันธุ์/ผลิตซ้ำตัวเองได้ ราชวงศ์/สถาบันสูงสุดไม่ใช่ชุมทางอำนาจเดียวที่สามารถสืบทอดลูกหลาน กองทัพ กรมตำรวจ บรรษัทธุรกิจที่มีสายใยเชื่อมโยงกับชุมทางอำนาจก็สามารถสืบทอดลูกหลานของตัวเองได้เช่นกัน

ชุมทางหรือจุดเชื่อมโยงเหล่านี้ผูกพันกันอย่างไร? อะไรที่แล่นกลับไปกลับมาไปตามสายเคเบิลที่เชื่อมระหว่างจุดเชื่อมโยงต่างๆ?  ต่อไปนี้คือบางตัวอย่างของสิ่งที่เคลื่อนไหวไปตามสายเคเบิลที่เชื่อมชุมทางอำนาจปกครอง

-สิ่งของ โดยเฉพาะของมีค่าทางวัตถุ การบริจาคและของขวัญ (จากบนสู่ล่างและจากล่างสู่บน)  การแจก การจ่าย ค่าจ้าง เงินสินบน วัตถุที่เป็นแรงจูงใจให้ดำเนินการลุล่วง

-ข้อมูลและ “ข่าววงใน” ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความลับ การเปิดโปงอย่างแนบเนียน คำเตือนและการบอกใบ้ บางครั้งก็จริงบางครั้งก็หลอกเกี่ยวกับการพัฒนาที่กำลังจะเกิดขึ้น โอกาสที่กำลังจะมาถึงและไม่ใช่แค่โอกาสทางการค้าเท่านั้น ความรู้ทุกประเภท กล่าวกันว่าข่าวลือคือความรู้ของผู้ไร้อำนาจ แต่ในรัฐไทยข่าวลือมีความสำคัญในการเคลื่อนไหวผลักดันระหว่างชุมทางต่างๆ

-คำสั่งและข้อเรียกร้อง คำขอร้องเร่งด่วนที่เรียกร้องการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว การอ้อนวอนขอให้ช่วย หนี้บุญคุณ ข้อผูกมัด ข้อตกลง ความเข้าใจต่อกันทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ สัญญาบางครั้งอาจต้องการลายลักษณ์อักษร แต่บางครั้งเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์ไปหาก็พอแล้วต่อการทำให้บางอย่างลุล่วง

-ในทางตรงกันข้าม อะไรก็ตามที่เคลื่อนไหวอยู่ระหว่างจุดเชื่อมโยงก็อาจเผชิญแรงต้านทานได้ ทั้งความไม่พอใจ การขัดขืน การขัดขวาง หรือการปฏิเสธตรงๆ ความอิจฉาริษยาและความไม่ไว้วางใจเป็นแรงผลักดันการกระทำ การบิดเบือนข้อมูลและความไม่ลงรอยสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นไว้ได้

-ความสัมพันธ์ระหว่างชุมทางอำนาจอาจเป็นสายเลือดหรือการแต่งงาน หรือเส้นสายที่เกิดจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมรุ่นหรืออยู่หน่วยเดียวกันในกองทัพ มิตรภาพ ความเป็นเพื่อนและความภักดีที่เกิดจากวิถีชีวิตและการทำงานร่วมกัน  ข้อผูกมัดของการต่างตอบแทนและการช่วยเหลือกันที่เกิดมาจากความเชื่อมโยงเหล่านี้

-การรวมศูนย์อำนาจที่ชุมทางต่างๆ จะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์ พลวัตและความเคลื่อนไหว across the CJG  ช่วยให้รัฐไทยสามารถแก้ไขตัวเองได้ในยามที่มีความตึงเครียดหรือความขัดแย้งมากเกินไป หรือเมื่ออำนาจถูกรวมศูนย์มากเกินไป  ดังเช่นที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2548-2549 จนนำไปสู่การรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549  การวิเคราะห์ในที่นี้มีส่วนคล้ายกับทฤษฎีระบบและรูปแบบโครงสร้าง-หน้าที่ ซึ่งนักทฤษฎีรัฐสมัยใหม่ละทิ้งกันไปนานแล้ว แต่ในที่นี้มันมีประโยชน์ที่เราจะนำโมเดลโครงสร้าง-หน้าที่มาใช้อธิบาย

การรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 และการรัฐประหาร 2549 สร้างความประหลาดใจแก่ผู้สันทัดกรณีทุกคน ทั้งนักข่าว นักวิชาการ รวมทั้งนักวิชาการชาวไทยเอง และนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง  ต่างพากันยอมรับว่าเหมือนถูกปลุกให้ตกใจตื่น ความคาดไม่ถึงนี้มีสาเหตุอยู่ CJG/รัฐไทยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ด้วยภาษาที่ใช้อธิบายในปัจจุบัน แว่นที่เราใช้มองรัฐไทยต้องเปลี่ยนเลนส์เสียใหม่ ในขณะนี้เรายังไม่ปรับโฟกัสและภาพทุกอย่างยังเบลออยู่

ภาพของรัฐไทยที่วาดให้เห็นนี้นำเสนอความเข้าใจถึงสิ่งที่ดำเนินไปตามความเป็นจริงมากขึ้น เราสามารถพูดถึงไม่เพียงแค่เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ แต่สามารถพูดถึงเครือข่ายกรมตำรวจ เครือข่ายกองทัพ  เครือข่ายกระทรวงมหาดไทย เครือข่ายนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เครือข่ายผู้พิพากษา ทำไมปมอันยุ่งเหยิงของชุมทางอำนาจเหล่านี้จึงยังคงมีอำนาจนำอยู่? ก็เพราะมันเป็นระบบที่ผลิตศูนย์กลางการปกครองที่มีหลายศูนย์ แต่ละศูนย์ก็มีอัตตาธิปไตยของตัวเอง ปมอันยุ่งเหยิงนี้ยังมีอำนาจนำ ก็เพราะมันเป็นการคานอำนาจในระบอบอัตตาธิปไตย เราต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง แต่เราไม่ต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง หากเขา (หรือเธอ หรือเธอที่เป็นตัวแทนของเขา) ควบคุมชุมทางอำนาจมากเกินไป ถ้ามีการควบคุมมากเกินไป  ถ้ามีการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดมากเกินไป ระบบจะสูญเสียสมดุล คนจำนวนมากจะรู้สึกสั่นคลอนเมื่อมันเกิดขึ้น  (ภาพสไลด์ที่ 4  เมื่อทักษิณอยู่ในอำนาจ)

ฉ.  ข้อสรุป โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี ผมมักเชื่อว่าสิ่งต่างๆ จะดีขึ้น ผมตื่นนอนทุกเช้าพร้อมกับความคิดว่าวันนี้ต้องเป็นวันดี ถึงแม้ผมมีเรื่องต้องกังวล เช่น การเขียนร่างคำบรรยายครั้งนี้ วันนี้อากาศน่าจะดีกว่าเมื่อวาน หนังสือเล่มต่อไปที่ผมอ่านน่าจะบอกอะไรบางอย่างที่ผมกำลังพยายามทำความเข้าใจเพื่อใช้ในโครงการวิจัยของผม ในการเลือกตั้งคราวหน้า เราน่าจะมีนายกรัฐมนตรีที่ดีกว่าคนก่อน นายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็ต้องดีกว่าเพราะคนก่อนมันแย่มาก อ่อนแอ ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่เด็ดขาด 

แต่สำหรับการเมืองไทย ผมกลับมองโลกในแง่ร้าย ผมไม่มีข้อเสนอแนะสำหรับทางออก (ข้อเสนอทางออกที่เป็นไปได้สำหรับสังคมไทย) อะไรต่ออะไรไม่มีทางดีขึ้นอีกยาวนาน ทั้งนี้เพราะจารีตอัตตาธิปไตยนี้ฝังแน่นอยู่กับเรามานานเหลือเกิน และเพราะศูนย์กลางอำนาจหลายๆ ศูนย์ที่ก่อรูปขึ้นเป็นรัฐไทยนั้น ต่างก็สามารถดำเนินการเป็นเอกเทศของตัวเอง

ผมไม่คิดว่าการก้าวไปข้างหน้าจะเกิดขึ้นได้แม้แต่ก้าวเดียวก็เป็นไปไม่ได้ จนกว่าเราจะเข้าใจว่าความเป็นจริงคืออะไรในภูมิภาคที่แวดล้อมประเทศไทย รวมทั้งในประเทศไทยเอง ทุกหนแห่งมีแต่การปกครองแบบอัตตาธิปไตย และประชาชนก็ต้องการมันหรือมีมันอยู่แล้ว หรืออยากมีและไม่ยอมสลัดมันทิ้งไป


[1]  ผมค้นดูในหนังสือเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ  David Streckfuss, Truth on Trial in Thailand (Routledge 2011) เพื่อดูว่าประเทศไทยสร้างหรือได้รับสืบทอดกฎหมายความมั่นคงภายในมาจากไหน แต่ผมไม่พบข้อสรุปที่ชี้ชัดเจน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง กฎหมายความมั่นคงภายในของไทยได้รับแรงบันดาลใจจากกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์ ผมค้นดูในหนังสือของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร, การใช้กฎหมายป้องกันคอมมิวนิสต์ (1974) แต่ก็ค้นไม่พบเช่นกันว่ากฎหมายนี้มีต้นตอมาจากไหน