purchase viagra no rx
generic cialis vs brand cialis
cialis no rx
cialis tadalafil
discount on cialis
buy pfizer viagra in canada
viagra commercial blues song
generic form of viagra
no prescription viagra sample
buy uk viagra
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013026

การประกอบสร้างสำนึกสองมาตรฐานของประชาชนฯ: ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

Filed under : POLITICS

“ความอยุติธรรมในชีวิตประจำวันเหล่านี้มีส่วนไม่น้อยในการประกอบสร้างประสบการณ์ทางการเมืองและนำไปสู่การแสวงหา บุคคล สถาบัน นโยบาย หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่จะมาตอบสนองต่อสภาพปัญหาทางกฎหมายที่ต้องเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวันของตนที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง”

 

การประกอบสร้างสำนึกเรื่อง “สองมาตรฐาน” ของประชาชนจากประสบการณ์ปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวัน

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

“เมื่อการทำงานนอกภาคเกษตรของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้เป็นงานที่ต้องเข้าไปสัมพันธ์กับรัฐมากขึ้น และมักจะละเอียดอ่อนกับการถูก/ผิดกฎหมายหรือถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการตามกฎหมาย เช่น การทำการค้าตามท้องถนน การขนส่งอย่างไม่เป็นทางการ (รถตู้ รถจักรยานยนต์รับจ้าง) ร้านค้าย่อย (ร้านเสริมสวยเล็กๆ ในหมู่บ้าน ฯลฯ) ความจำเป็นที่ต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับรัฐมากขึ้นกว่าชีวิตของชาวไร่ชาวนาปรกติ ทำให้พวกเขาพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมักจะใช้กฎหมายหรือการวินิจฉัยกฎหมายอย่างลูบหน้าปะจมูก เอกสารการวิจัยเรื่องสภาพปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวันของประชาชนและแนวทางการใช้กฎหมายเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหา ของอาจารย์ทศพล ทรรศกุลพันธ์ แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าชาวบ้านจำนวนมากมีความเห็นว่าการวินิจฉัยกฎหมายของเจ้าหน้าที่นั้นมีความไม่ถูกต้องมากมาย และเป็นไปอย่างเข้าข้างคนบางกลุ่มมากกว่าชาวบ้านธรรมดา การดำเนินชีวิตนอกภาคเกษตรกรรมของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้จึงประสบกับความ “เสี่ยง” หลายประการด้วยกัน”

อรรถจักร สัตยานุรักษ์ จากบทความเรื่อง “ทางเลือกสู่อนาคตของสังคมไทย”

 

บทความเรื่อง “การประกอบสร้างสำนึกเรื่อง “สองมาตรฐาน” ของประชาชนจากประสบการณ์ปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวัน” นี้เป็นความพยายามของผู้เขียนในการแสดง “ภาพลักษณ์” และ “เปิดพื้นที่” ให้กับความขัดแย้งในชีวิตประจำวันของสามัญชนไทย ที่มักถูก “มองข้าม” หรือ “เก็บกด” ซ่อนเร้นไว้ภายใต้วาทกรรม “เมืองไทยนี้ดี คนไทยมีน้ำใจ รู้รักสามัคคี” ว่าแท้ที่จริงแล้ว หากค้นหาความจริงที่ปรากฏอยู่ในชีวิตธรรมดาของประชาชนนั้นล้วนแต่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งหลากหลายรูปแบบ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่ความขัดแย้งเหล่านั้นมิได้ถูกยกระดับเข้าสู่การรับรู้ของสาธารณชน หรือแม้กระทั่งคนจำนวนไม่น้อยที่ตกในสถานการณ์เหล่านั้นก็จำต้อง “ยอม” รับเอาผลในการระงับข้อพิพาทไปด้วยใจที่คลางแคลง หรือเจ็บแค้น

ความอยุติธรรมในชีวิตประจำวันเหล่านี้มีส่วนไม่น้อยในการประกอบสร้างประสบการณ์ทางการเมืองและนำไปสู่การแสวงหา บุคคล สถาบัน นโยบาย หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่จะมาตอบสนองต่อสภาพปัญหาทางกฎหมายที่ต้องเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวันของตนที่เต็มไปด้วย “ความเสี่ยง” ด้วยเหตุที่ตนนั้นมีอำนาจด้อยกว่า ประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับความเหลือมล้ำของอำนาจย่อมมีส่วนในการก่อสำนึกเรื่อง “ความไม่เป็นธรรม” ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจบรรจบเข้ากับวาทกรรมทางการเมืองเรื่อง “สองมาตรฐาน” ในการเมืองระดับชาติได้อย่างแนบแน่น เนื่องจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับปัญหาความไม่เป็นธรรมทีประชาชนประสบในชีวิตประจำวันก็มีโครงเรื่องที่ไม่ต่างจากเรื่องเล่าทางการเมืองระดับชาติ ที่ว่าด้วยการใช้อำนาจของอำมาตย์ในการล้มล้างหรือขัดขวางการเมืองของคนธรรมดาสามัญซึ่งต้องการกำหนดอนาคตตนเองและสังคม แต่โดนลบล้าง “เสียง” ด้วยอำนาจนอกระบบกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร หรืออคติของบุคคลในองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการประจำ ทหาร หรือตุลาการ ซึ่งได้ถูกเปิดโปงให้เห็นสายสัมพันธ์แบบ “คนมีเส้น” ที่อยู่เหนือ ครรลองนิติรัฐ และวิถีทางของประชาธิปไตย

จากงานวิจัยเรื่อง “สภาพปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวันของประชาชน และแนวทางการใช้หลักกฎหมายเบื้องต้นในการแก้ไข” ของข้าพเจ้าก็ให้ข้อสรุปได้บางประการว่า อำนาจที่น้อยของประชาชนนั้นมิได้มีเพียงอำนาจทาง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่น้อยกว่าคู่กรณี คู่พิพาท หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่อาจหมายถึงความด้อยกว่าด้าน “เส้นสาย” “ความรู้” และ “ภาพลักษณ์” นั่นหมายความว่างานวิจัยและบทความวิจัยชิ้นนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสะสม “ทุนทางสังคม” “ทุนทางวัฒนธรรม” และ “ทุนทางสัญลักษณ์” ในการเสริมสร้างอำนาจของตน เพื่อนำไปเสริมกลยุทธ์ในการต่อสู้ ต่อรอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นแก่ตน ดังนั้นบทความจึงจะแสดงให้เห็นทั้งภาพรวมของ ข้อพิพาททางกฎหมายในชีวิตประจำวันของประชาชน ตัวอย่างกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นรายละเอียดที่น่าสนใจบางคดี และแนวทางในการนำ “ความรู้ทางกฎหมาย” เบื้องต้น มาใช้เสริมสร้างอำนาจในการต่อสู้ ต่อรอง ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยอำนาจ ด้อยทุนทั้งหลาย เพราะข้อดีประการหนึ่งของการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการระงับข้อพิพาทก็คือ มนุษย์ทั้งหลายย่อมได้รับรองสถานะอย่างเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย แม้จะมีอำนาจหรือต้นทุนน้อยแค่ไหนก็ตาม

แนวทางแก้ไขปัญหาที่ประชาชนต้องประยุกต์ใช้กฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายให้กลายเป็นเครื่องมือของตนให้ได้นั้น ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการใช้กฎหมาย และย่อมสื่อโดยนัยยะว่าหากไม่ใช้กฎหมายตามแนวทางที่บทความนี้แสดงต่อท้ายสภาพปัญหาแต่ละเรื่อง ชีวิตของประชาชนจะต้องเผชิญกับความเสียเปรียบและก่อให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่จะก่อ “สำนึกสองมาตรฐาน” ต่อกระบวนการยุติธรรมและผู้มีอำนาจในรัฐ/สังคม อย่างไรบ้าง

การเขียนบทความจากงานวิจัยเรื่องนี้ต้องทำการรวบรวมข้อมูลจาก 2 ส่วนด้วยกัน คือ
1) เอกสารสภาพปัญหาด้านกฎหมายในชีวิตประจำวัน รวบรวมจากงานความเรียงประสบการณ์สะเทือนใจด้านกฎหมายที่นักศึกษาได้นำเสนอไว้ในความเรียงเรื่อง “กฎหมายในทัศนคติของข้าพเจ้า” หัวข้อ “ประสบการณ์สะเทือนใจด้านกฎหมายที่เคยพานพบมา” จำนวน 2,197 ชุด ซึ่งมีประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่ปรากฏออกมาถึง 3,228 ประเด็น อันเป็นฐานข้อมูลหลักในการวิจัยเชิงปริมาณ และคุณภาพ

2) การรวบรวมสถิติปัญหาทางกฎหมายของประชาชนจากสถิติคดีที่ฟ้องร้องในศาลยุติธรรมและศาลปกครองชั้นต้นเท่าที่สามารถเข้าถึงได้ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อเป็นการตรวจสอบความถี่ของคดีว่ามีความสอดคล้องกับสถิติที่เกิดจากการเก็บข้อมูลจากความเรียงหรือไม่

งานวิจัยได้ใช้ความเรียงของนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชาความรู้เบื้องต้นกฎหมายทั่วไป เรื่อง “กฎหมายในทัศนคติของข้าพเจ้า” หัวข้อ “ประสบการณ์สะเทือนใจด้านกฎหมายที่เคยพานพบมา” จำนวน 2,197 เรื่องพบประเด็นปัญหาทางกฎหมายทั้งสิ้น 3,228 ประเด็น (ในความเรียง 1 เรื่องของนักศึกษาอาจมีประเด็นปัญหาทางกฎหมายมากกว่า 1 ประเด็น) ซึ่งจะใช้ฐานประเด็นทางกฎหมายเป็นสัดส่วนทั้งหมดทางสถิติ (3,228 ประเด็น คิดเป็น 100%) โดยการจัดว่าสภาพปัญหาของนักศึกษาอยู่ในประเภทใด จะพิจารณาจากข้อพิพาทหลักของเรื่องว่าเกี่ยวเนื่องกับประเด็นทางกฎหมายด้านใด

ซึ่งสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่างๆดังต่อไปนี้

ประเด็นกระบวนการทางกฎหมาย
– ปัญหากระบวนการทางปกครอง 35 ประเด็น คิดเป็น 1.08%
– ปัญหากระบวนการทางอาญา 157 ประเด็น คิดเป็น 4.86%
– ปัญหากระบวนการทางแพ่ง 41 ประเด็น คิดเป็น 1.27%
– ปัญหากระบวนการแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา 31 ประเด็น คิดเป็น 0.95%

ประเด็นกฎหมายมหาชน/ปกครอง
– ปัญหาสัญญาทางปกครอง 37 ประเด็น คิดเป็น 1.14%
– ปัญหาคำสั่งทางปกครอง 53 ประเด็น คิดเป็น 1.64%
– ปัญหาเจ้าพนักงานกระทำทางปกครอง 61 ประเด็น คิดเป็น 1.88%
– ปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวกับรัฐ รัฐธรรมนูญ การใช้สิทธิพลเมืองและการเมือง 95 ประเด็น คิดเป็น 2.94%

ประเด็นกฎหมายอาญา
– เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 211 ประเด็น คิดเป็น 6.53%
– ความผิดต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย 17 ประเด็น คิดเป็น 0.52%
– ความผิดต่อชีวิต 72 ประเด็น คิดเป็น 2.23%
– ความผิดต่อร่างกาย 149 ประเด็น คิดเป็น 4.61%
– ความผิดต่อเพศ 49 ประเด็น คิดเป็น 1.51%
– ความผิดต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง 61 ประเด็น คิดเป็น 1.88%
– ความผิดต่อทรัพย์/ฉ้อโกง 325 ประเด็น คิดเป็น 10.06%
– ความผิดต่อเอกสาร 17 ประเด็น คิดเป็น 0.52%
– ความผิดลหุโทษ 59 ประเด็น คิดเป็น 1.82%

ประเด็นทางกฎหมายแพ่ง
– บุคคล 72 ประเด็น คิดเป็น 2.23%
– ครอบครัว 43 ประเด็น คิดเป็น 1.33%
– หุ้นส่วน,บริษัท 37 ประเด็น คิดเป็น 1.14%
– นิติกรรมสัญญา 329 ประเด็น คิดเป็น 10.19%
– หนี้ 156 ประเด็น คิดเป็น 4.83%
– ทรัพย์/ทรัพย์สินทางปัญญา 241 ประเด็น คิดเป็น 7.46%
– ละเมิด/จัดการงานนอกสั่ง/ลาภมิควรได้ 167 ประเด็น คิดเป็น 5.17%
– เอกสาร/ตั๋ว/เช็ค 61 ประเด็น คิดเป็น 1.88%
– มรดก 43 ประเด็น คิดเป็น 1.33%
– ปัญหาการใช้สิทธิทั่วไป 118 ประเด็น คิดเป็น 3.65%

ประเด็นกฎหมายเฉพาะอื่นๆที่มีความถี่สูง
– คดีจราจรทางบก 277 ประเด็น คิดเป็น 8.58%
– คดีผู้บริโภค 181 ประเด็น คิดเป็น 5.60%
– คดีแรงงาน 33 ประเด็น คิดเป็น 1.02%

โดยประเด็นที่มีความถี่สูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่
1. นิติกรรมสัญญา 329 ประเด็น คิดเป็น 10.19%
2. ความผิดต่อทรัพย์/ฉ้อโกง 325 ประเด็น คิดเป็น 10.06%
3. คดีจราจรทางบก 277 ประเด็น คิดเป็น 8.58%
4. ทรัพย์/ทรัพย์สินทางปัญญา 241 ประเด็น คิดเป็น 7.46%
5. เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 211 ประเด็น คิดเป็น 6.53%
6. คดีผู้บริโภค 181 ประเด็น คิดเป็น 5.60%
7. ละเมิด/จัดการงานนอกสั่ง/ลาภมิควรได้ 167 ประเด็น คิดเป็น 5.17%
8. ปัญหากระบวนการทางอาญา 157 ประเด็น คิดเป็น 4.86%
9. หนี้ 156 ประเด็น คิดเป็น 4.83%
10. ความผิดต่อร่างกาย 149 ประเด็น คิดเป็น 4.61%
การเก็บข้อมูลเชิงสถิติซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลของนักศึกษาที่ลงเรียนในวิชาความรู้เบื้องต้นกฎหมายทั่วไป อาจยังไม่เพียงพอต่อการนำมาเป็นตัวแทนประชากรในการกล่าวอ้างว่าเป็น ประชาชนผู้ได้เผชิญสภาพปัญหาทางกฎหมายทั่วประเทศไทย ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ลองนำข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับคดีความทางกฎหมายที่เข้าสู่กระบวนการของ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม และการแจ้งความต่อสถานีตำรวจมาเป็นตัวเสริมให้เห็นถึงแนวโน้มและสัดส่วนของสภาพปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยแสดงให้เห็นผลการวิจัยว่า
หากพิจารณาเรื่องที่ฟ้องคดีปกครองต่อศาลปกครองชั้นต้น ตั้งแต่เปิดทำการถึงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓ พบว่า เรื่องที่ฟ้องมากที่สุดคือคดีเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล มีจำนวน ๑๔,๒๔๐ คดี รองลงมา คือคดีเรื่องที่เกี่ยวกับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯจำนวน ๑๐,๗๗๓ คดี และคดีเรื่องที่เกี่ยวกับการพัสดุ สัญญาทางปกครองฯ จำนวน ๘,๑๒๘ คดี จะเห็นว่าคดีส่วนใหญ่ที่เข้าสู่กระบวนการของศาลปกครองมักเป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องกันเองระหว่างหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนภายนอกที่มีข้อพิพาทกับรัฐจะเป็นเรื่อง การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ก็คือ การออกคำสั่งทางปกครองให้มีการเวนคืนที่ดิน รองลงมาก็เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาทางปกครอง

ข้อมูลจากศาลปกครองอาจไม่ทำให้เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับสภาพปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวันของประชาชนมากนักเนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับประชาชน ซึ่งมีประชาชนจำนวนไม่มากที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ปัญหาทางกฎหมายที่พบจากความเรียงจะเกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาในนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแพ่ง หรือกฎหมายอาญา และกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวเนื่องเสียมาก ดังนั้นสถิติข้อมูลคดีที่ขึ้นสู่ศาลยุติธรรมจะมีส่วนเติมเต็มภาพรวมของข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับสภาพปัญหาทางกฎหมายที่มักเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของประชาชน

รายงานจำนวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา 5 อันดับสูงสุดของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร (ข้อมูลจากสำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม )

ศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร
คดีแพ่ง
1. ขอจัดการมรดก จำนวน 72,595 คดี
2. ละเมิด จำนวน 20,359 คดี
3. ยืม จำนวน 14,643 คดี
4. ซื้อขาย จำนวน 6,657 คดี
5. ขับไล่ จำนวน 6,309 คดี
คดีผู้บริโภค
1. สินเชื่อบุคคล / กู้ยืม / ค้ำประกัน จำนวน 148,414 คดี
2. บัตรเครดิต จำนวน 71,206 คดี
3. กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวน 56,108 คดี
4. เช่าซื้อ (รถยนต์) จำนวน 31,557 คดี
5. เช่าซื้อ (อื่นๆ) จำนวน 9,746 คดี

คดีอาญา
1. พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ จำนวน 160,478 คดี
2. พ.ร.บ.จราจรทางบก จำนวน 106,679 คดี
3. พ.ร.บ.การพนัน จำนวน 63,228 คดี
4. พ.ร.บ.คนเข้าเมือง จำนวน 34,231 คดี
5. ความผิดฐานลักทรัพย์ จำนวน 31,739 คดี

จากข้อมูลสถิติคดีที่เข้าสู่ศาลยุติธรรมจะเห็นว่าคดีที่เข้าสู่สาระบบของศาลยุติธรรมเป็นจำนวนมาก ได้แก่ คดีผู้บริโภค มรดก นิติกรรมสัญญา ทรัพย์ ละเมิด ในทางแพ่ง และ คดียาเสพย์ติด ความผิดต่อทรัพย์ ลหุโทษ และความผิดต่อหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เข้าเมืองผิดกฎหมาย ในทางอาญา ซึ่งจะเห็นแนวโน้มว่าค่อนข้างมีความสอดคล้องในระดับหนึ่งกับข้อมูลที่ได้จากความเรียงของนักศึกษา อย่างไรก็ดีจะเห็นว่ามีข้อมูลบางส่วนไม่ตรงกัน เช่น คดียาเสพย์ติด คนเข้าเมือง ที่แทบไม่ปรากฏเลยในงานความเรียงของนักศึกษา ก็เนื่องด้วยนักศึกษาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับคดีเหล่านี้ซึ่งมักเกิดกับ ผู้เสพ/ค้ายาเสพย์ติด คนต่างด้าว ซึ่งไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกับนักศึกษา และคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่เป็นคนกลุ่มเปราะบาง (Vulnerable Group) ที่กระบวนการของรัฐและกฎหมายมองว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงจึงมีมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดจนเกิดคดีเข้าสู่กระบวนการมาก ซึ่งคดีกลุ่มนี้ต้องใช้งานวิจัยเชิงคุณภาพที่เจาะเข้าไปหากลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง คดีเหล่านี้จึงไม่อยู่ในขอบเขตของงานที่มุ่งแสวงหาสภาพปัญหาทางกฎหมายที่ตอบต่อชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่

ดังนั้น คดีทางแพ่งส่วนใหญ่จึงมีความสอดคล้องกับสถิติของความเรียง ส่วนคดีอาญาจะมีความสอดคล้องกันในภาพรวมแต่จะต่างในภาพเฉพาะคดียาเสพย์ติดและเข้าเมืองผิดกฎหมาย

จากข้อมูลที่ได้จากสถิติการแจ้งความไปยังสถานีตำรวจจะพบว่า คดีที่มีจำนวนมากที่สุด คือ ความผิดต่อทรัพย์ ส่วนคดีที่เกี่ยวกับความผิดต่อ ร่างกาย ชีวิต และเพศ จะมีจำนวนลดหลั่นลงไป ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับสถิติที่ได้จากความเรียง และไม่ปรากฏคดีเกี่ยวกับยาเสพย์ติด กับคนเข้าเมืองเนื่องจากคดีทั้งสองเป็นเรื่องมาตรการของรัฐในเชิงรุก ส่วนคดีที่มีการแจ้งความจะเป็นคดีเชิงรับ ซึ่งเกิดจากประชาชนมีปัญหาหรือข้อพิพาทแล้วจึงมาแจ้งความ ซึ่งตรงกับแนวทางของงานวิจัยที่มุ่งแสวงหาปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของประชาชน

ต่อจากนี้จะแสดงผลการวิเคราะห์ในเชิงลึกเพื่อให้เห็นผลวิจัยเชิงคุณภาพว่า หากต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของประชาชน การไร้ความรู้เบื้องต้นทางกฎหมายจะทำให้ประชาชนต้องเสี่ยงต่อความเสียเปรียบและด้อยอำนาจต่อรองอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าหากไร้ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายหรืออำนาจรัฐในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาทั้งหลายเสียแล้ว ประชาชนในสังคมไทยจำเป็นต้องมีทุนใดบ้างในการแก้ปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวันของตน ดังจะมีการวิเคราะห์ตามกรณีศึกษาที่ปรากฏในงานความเรียงของนักศึกษา ซึ่งในส่วนของ “แนวทางแก้ไข” จะเป็นเนื้อหาที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์เพิ่มเติมหลังจากได้วิเคราะห์สภาพปัญหาและวิธีการแก้ไขของตัวนักศึกษาแล้ว กรณีศึกษาต่างๆที่น่าสนใจ มีต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

ตำรวจค้นบ้าน , พบของผิดกฎหมายไม่ตรงกับหมายศาล
บ้านข้าพเจ้าเคยถูกหมายศาลมาค้นบ้านในเรื่องเจ้ามือหวยและเรื่องยาเสพติดแล้วก็ไม่พบสิ่งเหล่านี้ แต่ไปพบปืนเก่าที่ใช้งานไม่ได้แล้ว เป็นปืนยาวด้ามไม้ มีทะเบียนสลักหลังที่ปืนแล้ว แต่มีปัญหาคือปืนไม่ได้ย้ายทะเบียนจากจังหวัดสระบุรีขึ้นมาที่ลำปาง ซึ่งตอนหลังย้ายบ้านจากสระบุรีมาที่ลำปาง ตำรวจจึงเชิญตัวพ่อข้าพเจ้าไปโรงพัก พอตอนประกันตัวกลับไม่ มีตำรวจคนไหนยอมเซ็นให้ประกันตัว ซึ่งหมายศาลมาอีกอย่างหนึ่งแต่กลับถูกตั้งข้อหาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเห็นว่าเขาเอาอะไรมาตัดสินว่าบ้านของเราเป็นเจ้ามือหวยใต้ดินค้ายาเสพติด ซึ่งที่บ้านไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมาย

วิธีแก้ ในภายหลังมาทราบจากตำรวจว่ามีเพื่อนบ้านเป็นคนมาแจ้ง มันเป็นการกลั่นแกล้ง ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติสุดท้ายเรื่องจบที่ศาล ในข้อหาปืนไม่ได้มีการโอนย้ายก็เสียค่าปรับกันไป และอีกประเด็นคือ ทางศาลสงสัยว่ามีการขอหมายค้นอย่างหนึ่งแต่กลับมาเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งทางเราสามารถยื่นฟ้องได้ แต่พ่อไม่อยากยืดเยื้อเวลา แต่เรื่องนี้ก็ถือเป็นบทเรียนอย่างหนึ่ง

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักการตรวจค้นและจับกุมตามหมายศาลในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งกรณีนี้เป็นการพบของผิดกฎหมายแต่อยู่นอกเหนือขอบเขตของคดีที่ศาลอนุญาตตามหมายศาล การพบของผิดกฎหมายย่อมสามารถตั้งข้อกล่าวหาในลักษณะของการพบสิ่งผิดกฎหมายซึ่งหน้าได้ แต่การใช้กระบวนการที่ไม่ตรงกับคำขอต่อศาลย่อมมีผลให้เป็นข้อต่อสู้ในประเด็นความชอบของกระบวนการตรวจค้น

สัญญาค้ำประกันซื้อรถ , เจ้าพนักงานรับสินบน, ทนายข่มขู่
บิดาข้าพเจ้าไปเซ็นค้ำประกันการซื้อรถยนต์ ต่อมาผู้ซื้อรถไม่ได้ส่งค่างวดตามบริษัทกำหนดหลายเดือน บริษัทเจ้าของรถจึงต้องมีการดำเนินการฟ้องศาลแต่ตัวเจ้าของรถได้นำรถออกจนอกจังหวัดหายไป บริษัทเจ้าของรถจึงฟ้องศาลขอให้ผู้ค้ำประกันทั้งสองคนเป็นผู้รับผิดชอบและติดตามนำรถมาคืนให้ได้ในเวลา 75 วัน หากเกินกำหนดให้ผู้ค้ำประกันชดใช้ค่าทนาย ค่างวด ค่าปรับต่างๆ รวมถึงค่างวดที่จะมาถึงในงวดต่อๆมาด้วย บิดาข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องกฎหมาย ศาลจึงนำหนังสือยินยอมมาให้ข้าพเจ้าเซ็นโดยไม่ชี้แจงซักนิด โดยบิดาข้าพเจ้าต้องทำตามที่ศาลมีคำสั่งทนายบริษัทมาบอก บิดาข้าพเจ้าหลงเชื่อ จนเมื่อไปขอให้ตำรวจช่วย โดยมีค่าติดตามหรือค่าเสียเวลา บิดาข้าพเจ้าเสียเงินให้ตำรวจครั้งแรก 20,000 บาท และตามมาอีกหลายพันในครั้งต่อๆมา หลายเดือนผ่านไปไม่มีความคืบหน้ากระทั่งต้องไปต่อว่าและประสานงานบอกเลขรถ สีรถ ยี่ห้อ แลรูปพรรณสัณฐานของเจ้าของให้กับเพื่อนตำรวจด้วยกันในจุดต่างๆ เพื่อที่จะสามารถติดตามรถคืนบริษัทแต่ผ่านไป 2 เดือนก็ไร้วี่แวว

วิธีแก้ บริษัทเจ้าของรถยื่นเรื่องต่อศาลให้ขอให้ยื้อระยะเวลาออกไปอีก จนครึ่งเดือนพบเห็นผู้ซื้อรถพร้อมรถได้ย้อนกลับมาที่บ้าน จึงได้รีบแจ้งตำรวจและหมายศาลที่มีคำสั่งให้สามารถยึดรถไว้ ทำให้บิดาข้าพเจ้ารอดจากการรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมด

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักกฎหมายค้ำประกัน และการติดตามเจ้าของทรัพย์มาบังคับชำระหนี้ วิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งกรณีนี้นายประกันจะตกอยู่ในสถานะผู้รับผิดชอบชำระหนี้ให้แก่บริษัทและสามารถฟ้องไล่เบี้ยเอากับคนที่ตนเข้าค้ำประกันให้ และสามารถติดตามทรัพย์เพื่อนำมาบังคับคดีให้กลายเป็นทรัพย์ที่ใช้ชำระหนี้ได้

ที่สาธารณะ, ทำให้เสียทรัพย์, เดือดร้อนรำคาญ
เป็นเรื่องของที่ดินทำกินของทางบ้านเนื่องจากที่ดินผืนนี้เมื่อก่อนเป็นที่สาธารณะ แล้วเข้าไปจับจองเมื่อประมาณ 30 กว่าปีก่อน และที่ดินผืนนี้ก็ได้ถูกเซ้งต่อมาเรื่อยๆแบบไม่มีเอกสารการจับจองแต่มีการทำมาหากินที่สุจริตและเปิดเผยซึ่งเป็นที่รับรู้ของคนในย่านนั้นโดยทั่วไป วันหนึ่งทางรัฐก็ได้ให้ไปมีการขั้นเอกสารสิทธิ แต่ในระยะนั้นทางร้านข้าพเจ้ายังไม่ได้เข้ามาทำมาหากินที่ที่ดินตรงนี้และเจ้าของในขณะนั้นก็ได้ละเลยการทำโฉนด กระทั่งปิดการทำโฉนด และกระทั่งมีบุคคลหนึ่งย้ายเข้ามาบริเวณข้างๆที่ดินผืนนี้และได้รู้ว่าที่ดินดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิจึงไปร้องเรียนเทศบาลว่าเราบุกรุก เพราะหลังจากที่ไปร้องเรียนที่เทศบาลในกรณีแรกที่ว่า ร้านส่งกลิ่นเหม็น เทศบาลเข้ามาตรวจสอบก็ทำให้มีการติดตั้งปล่องควัน กรณีสอง บุกรุกพื้นที่ เทศบาลบอกว่าให้รื้อถอน เราเลยดำเนินการฝากเรื่องนี้ให้กับลูกศิษย์ของท่านคือเจ้าของหนังสือพิมพ์ชื่อดังในจังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการต่อสู้ทางคดีความ กระทั่งเรื่องมันดำเนินการนานประมาณ 2 ปีกว่า จนสุดท้ายฝ่ายเรายอมให้คดีถึงที่สุด แต่ไม่เพียงเท่านั้น คนคนนั้นยังทำการขึ้นป้ายโฆษณาคร่อมร้านค้าของข้าพเจ้าในปัจจุบันทำให้เราไม่สามารถทำมาหากินได้จึงอยากขอปรึกษาว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง พอมีกฎหมายใดบ้างที่จะลงโทษได้หรือไม่

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักการยืนยันสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และการละเมิด โดยมีทั้งกระบวนการทางแพ่ง และทางปกครองในการแก้ไขปัญหา การรังวัดแนวเขตที่ดินสามารถทำได้โดยนำแนวเขตที่ล้อมสี่ด้านของที่ดินไปยืนยันที่สำนักงานที่ดินเพื่อออกเอกสารสิทธิ หลังจากนั้นก็ดำเนินการให้มีการรื้อถอนป้ายที่คร่อมร้านอันเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตอันก่อให้เกิดการละเมิด ทั้งนี้ต้องฟ้องร้องที่ศาลแพ่งในเรื่องสิทธิในที่ดิน และรื้อถอนป้ายออก ส่วนเรื่องความสะอาดของร้านเป็นขั้นตอนทางปกครองที่ต้องยืนยันกับเทศบาลว่าได้ทำตามมาตรฐานแล้ว

สิทธิชุมชน , ประกอบอาชีพภาษีสรรพสามิตสุรา
หมู่บ้านฉันเกือบทุกครอบครัวมีอาชีพกลั่นสุราพื้นบ้านขายเพื่อยังชีพ ซึ่งก็ได้เสียภาษีตามกฎระเบียบของกรมสรรพสามิตเป็นสุราถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อเปรียบเทียบกับสุราที่ขายตามท้องตลาดแล้วซึ่งรัฐบาลปล่อยให้สุราประเภทนี้เข้ามามีสิทธิอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับสุรากลั่นชุมชน ซึ่งได้กำหนดให้สุรากลั่นชุมชนนี้ต้องเสียอากรแสตมป์เฉลี่ยขวดละ ประมาณเกือบยี่สิบบาท ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นมาตรการหนึ่งของรัฐบาลที่พยายามจะกำจัดสุรากลั่นชุมชนออกไปจากระบบตลาด หากไม่ปฏิบัติตามกฏหมายอากรแสตมป์ที่เป็นการเฉพาะจากกรมสรรพสามิตโรงงานผลิตสุรากลั่นนี้กาจะถูกนำเสนอกฎหมายให้ปิดโรงงาน ทั้งหมดนี้เป็นความจริงทางเศรษฐศาสตร์เกิดคำถามว่าใครเป็นผู้ผลิตสุรากลั่นชุมชน ซึ่งก็คือชาวบ้าน ประชาชนตาดำๆที่หาเลี้ยงปากท้องไปวันๆ หากรัฐบาลบีบบังคับด้วยกฎหมาย พวกเขาจะยังชีพอยู่อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ในการที่ต้องมีกฎหมาย ข้าพเจ้าไม่สามารถมองเห็นถึงสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกันเลย

ไม่ใช่การออกกฎหมายมาเพื่อการฆ่าประชาชน แต่หมายถึงการให้มีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการต่างๆทั้งลดอัตราภาษี ลดอัตราการใช้แสตมป์ขั้นต่ำ ที่ทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมให้พวกเขาได้รับสิทธิที่ควรจะเป็น

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักสิทธิชุมชน และเสรีภาพในการประกอบอาชีพอย่างอิสระและเป็นธรรม การออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งกรณีนี้เป็นอำนาจของกรมสรรพสามิตในการกำหนดอัตราภาษีก็จริง แต่อัตราดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ต้องตั้งอยู่บนหลักเหตุผลและความชอบธรรม ซึ่งกรณีนี้ต้องฟ้องต่อศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญเพื่อชี้ขาดว่ารัฐต้องยึดถือสิทธิชุมชนว่าจะสามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือถูกจำกัดสิทธิโดยกฎหมายของกระทรวงการคลังที่จัดเก็บภาษีสุราท้องถิ่นมากกว่าสุรานำเข้า

อัยการเรียกรับเงิน
ชายคนหนึ่งได้กระทำความผิดในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งเป็นความผิดอาญา และทางเจ้าทุกข์ได้ยื่นเรื่องฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งผู้กระทำผิดก็ได้ยอมรับว่าตนได้กระทำผิดจริง เมื่อคดีถึงมือพนังงานอัยการ ตกเย็นพนักงานอัยการได้มาที่บ้านของผู้กระทำผิด โดยเข้ามาเรียนร้องเงินเป็นจำนวนหลายหมื่นบาทเพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาพ้นผิด ด้วยความที่ไม่อยากรับผิดญาติของผู้กระทำผิดจึงได้นำเงินตามที่อัยการเรียกร้องให้ไปตามเพื่อแลกกับการพ้นผิด แต่แล้วเหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่ตกลงกัน ผู้กระทำความผิดก็ต้องขึ้นศาลและรับผิดตามที่ศาลได้ตัดสิน งานนี้เสียทั้งเงินและยังต้องรับโทษอีก เรื่องทำให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมบ้านเมืองเรายังมีจุดที่ยังควรแก้ไขปรับปรุงเป็นอย่างมาก

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักกฎหมายอาญาว่าด้วยความรับผิดของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมที่กระทำผิดต่อหน้าที่ ซึ่งกรณีนี้การเรียกรับเงินสินบนถือเป็นความผิดทางอาญา สามารถแจ้งความดำเนินคดีต่อตำรวจไปยังศาลอาญา หรือร้องเรียนไปยังสำนักงานอัยการภาค อัยการสูงสุดเพื่อให้มีการตรวจสอบและดำเนินคดีต่ออัยการคนดังกล่าวตามกฎหมาย

ด่านลอย , เจ้าพนักงานประพฤติมิชอบ , ทำร้าย
พี่ชายผมและพี่สะใภ้เดินทางไปบ้านญาติที่อยู่ในซอยค่อนข้างเปลี่ยวแต่ไม่ไกลจากชุมชนมากนัก ซึ่งพบด่านตำรวจจึงหยุดให้ตรวจตามปกติ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ขอตรวจค้น และพบหนังสือพิมพ์กีฬาฉบับหนึ่งเขาจึงถามว่าเล่นพนันฟุตบอกหรือ พี่ชายผมปฏิเสธไปเพราะไม่มีหลักฐานอื่นได้ เขาจึงเปลี่ยนประเด็น และบอกว่าเป็นบุคคลต้องสงสัยที่มีประวัติเคยค้ายาเสพติด พี่ชายและพี่สะใภ้ผมจึงปฏิเสธอีกครั้ง ขณะเดียวกันพี่ชายผมกำลังโทรศัพท์กลับมาที่บ้านเพื่อบอกให้แม่ได้ทราบเจ้าหน้าทีคนกล่าวดึงโทรศัพท์ออกและรุมทำร้ายพี่ชายผม พร้อมกับพูดว่า “ มึงหัวหมอนักหรือ” จากนั้นเอาโทรศัพท์ไปคุย และแนะนำตัวว่าเป็น สารวัตกำนัน และบอกแม่ผมว่าพี่ชายถูกจับเพราะมากับผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติด ซึ่งแม่ได้ปฏิเสธ จากนั้นเจ้าหน้าที่คนนั้นรับปากทางโทรศัพท์ว่าจะช่วยดูแลพี่ชายผม ซึ่งจริงๆแล้วได้ทำร้ายพี่ชายผมไปแล้วจากนั้นก็ได้ปล่อยตัวพี่ชายผมและพี่สะใภ้ผมกลับมา หลังจากนั้นแม่จึงรีบไปแจ้งความที่ สภอ.เมือง แต่ สภอ.กลับให้ไปแจ้งที่ สน.ท้องที่ เมื่อไปถึงที่ท้องที่กลับบอกว่าไม่มีการตั้งด่านที่นั้น หากมีการตั้งด่านจะมีแต่ที่ สภอ.เท่านั้น ซึ่งก่อนกลับได้ไปแวะที่เกิดเหตุหลังจากเดิม 3 ชม. ก็ไม่พบการตั้งด่านใดๆ เมือ่กลับไปที่ สภอ.เมืองอีกครั้ง จึงได้ลงบันทึกประจำวัน และเจ้าหน้าที่ก็ได้พูดปัดความรับผิดชอบว่าคนทำร้ายเป็นสารวัตกำนันไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ อบต.ให้ไปเอาผิดที่นั้นเอง เช้าวันรุ่งขั้นแม่จึงโทรศัพท์ติดต่อไปแต่ถูกปฏิเสธและถูกพูดเชิงดูถูก แม่จึงโทรไปหากำนันท้องที่ ซึ่งกำนันคนนั้นก็พูดและถามด้วยความรำคาญทั้งยังเยาะเย้ยและดูถูกโดยไม่สนใจแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนั้นแม่จึงโทรศัพท์ไปที่ อบต.อีกครั้ง และได้พบนายกฯอบต.แม่จึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ซึ่งเขายอมรับฟังเหตุผลและสนทนาด้วยพร้อมกับรับปากว่าจะตักเตือนเจ้าหน้าที่ในสังกัด และกล่าวขอโทษแม่ แม่จึงยอมยุติเรื่องไว้เท่านี้ แต่ส่วนผมเห็นว่าเป็นการกระทำที่ใช้อำนาจที่มิชอบ

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานต้องกระทำตามกรอบของกฎหมาย และความผิดต่อร่างกายทางอาญา ซึ่งกรณีนี้มีการตั้งด่านลอยโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ร้อยเวรประจำการ และยังมีการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย จึงเป็นการกระทำผิดอาญาสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ หากคดีไม่คืบหน้าอาจร้องเรียนไปยัง ปปช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

รัฐอายัดเงินตาม กม ฟอกเงิน ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
น้าสะใภ้ของนักศึกษาได้เขียนเช็คเงินสดไว้ล้วงหน้าให้แก่ลูกค้าและลูกน้องจำนวน 4-6คน โดยไม่ทราบว่าจะเกิดเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงขึ้น และไม่ทราบว่ากลุ่มลูกค้าเหล่านั้นจะนำเช็คเงินสดไปขึ้นธนาคารเป็นช่วงเวลาพร้อมๆกัน จึงทำให้ยอดรวมของจำนวนเงิน ที่เกิดจาการทำธุรกรรมผ่านในวันนั้นเกิดยอดจำกัด 2,000,000 บาท น้าสะใภ้ของนักศึกษาถูกจึงรัฐสั่งอายัดเงินทั้งหมดในทุกธนาคารของน้าสะใภ้ไม่ให้สามารถทำธุรกรรมใดได้จนกว่ายอดเงินที่เกิดการถ่ายเทในวันนั้นได้รับการตรวจสอบสอบจากทาง ปปง. แล้วว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ชุมนุม จนกระทั่ง ณ ขณะนี้ก็เป็นเวลากว่าสองปีแล้วทางรัฐบาลก็ยังตรวจสอบไม่เสร็จ ทำให้ธุรกิจต้องปิดกิจการลง

หาหลักฐานบิลชำระเงินสด แฟ็กซ์ ที่ใช้ทำธุรกิจมารับรองความบริสุทธิ์ และต้องไปขึ้นศาลเพื่อแจ้งความบริสุทธิ์ใจต่อศาลตามการนัดหมายของศาล

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาญา ซึ่งต้องใช้หลักกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล ซึ่งกรณีนี้มีการใช้กฎหมายพิเศษที่มีลักษณะละเมิดสิทธิดังกล่าว และสร้างภาระในการพิสูจน์ให้กับประชาชน จึงต้องมีการฟ้องเพิกถอนการออกคำสั่งอายัดบัญชีของ ปปง. ในศาลยุติธรรมตาม พรบ.การฟอกเงินฯ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเนื่องจาก พรบ.ความมั่นคง พรก.ฉุกเฉินฯ ตัดสิทธิของประชาชนในการฟ้องศาลปกครองให้ตรวจสอบการใช้อำนาจตามกฎหมายทั้งสอง จึงต้องมีการผลักดันให้มีการแก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของประชาชนอีกต่อไป

ถูกยิง , ยกครอบครัวหนี, คดีไม่คืบหน้า
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี 2534 เมื่อครอบครัวข้าพเจ้าเปิดกิจการโรงแรมอยู่ที่ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในคืนเกิดเหตุ พ่อข้าพเจ้าพูดคุยธุรกิจอยู่กับผู้มาติดต่อในเวลาดึกพอสมควร ข้าพเจ้าและแม่นอนในห้อง แต่มีเสียงหนึ่งทำให้เราสามคนตื่นมาดู นั้นคือเสียงปืน แล้วออกไปดูพบว่าพ่อมีเลือดอาบทั่วทั้งตัว แม่พาพ่อไปส่งโรงพยาบาล แพทย์สรุปอาการว่าพ่อถูกยิง 11 นัด จากวันนั้น แม่ได้พยายามดำเนินการทุกอย่าง แจ้งความและรอการพิจารณาคดี แต่กระบวนการทางกฎหมายไม่อาจหาผู้กระทำผิด และดำเนินการลงโทษได้ อ้างว่าไม่มีพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ ทั้งๆที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในบ้าน ด้วยความกลัวจะเกิดเหตุการณ์ขึ้นซ้ำสอง ครอบครัวเราจึงย้ายกิจการออกจากสมุย เดินทางไปเรื่อยๆ จนมาประกอบกิจการร้านอาหารเล็กๆที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนวันหนึ่งพ่อได้เปิดหนังสือพิมพ์เจอข่าวรับสมัครงานที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ครอบครัวเราจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่แม่ฮ่องสอนด้วยกันเพื่อหนี เพราะไม่สามารถทำอะไรได้ เมื่อจนถึงวันนี้ กฎหมายก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ไม่สามารถจับผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ความทรงจำทีเจ็บปวดของครอบครัวก็ค่อยๆเลือนรางไป กฎหมายก็คงจะลืมคดีที่ครอบครัวของข้าพเจ้าต้องประสบไปแล้วเช่นกัน

วิธีแก้ไข ครอบครัวข้าพเจ้าทำได้แค่ “หนี” ความกลัวส่งผลให้ครอบครัวข้าพเจ้าต้องทิ้งทุกอย่างทีมี ทั้งกิจการที่สร้างเนื้อสร้างตัวกับครอบครัว เพื่อน ญาติพี่น้อง ทุกอย่าง ที่ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าครอบครัวเราอยู่ที่ไหน เพื่อความปลอดภัยของชีวิต ที่กลับมามีชีวิตไม่มีหลักไม่มีฐาน เพราะเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิต

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักคดีความผิดต่อชีวิตทางอาญา และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และกระบวนการคุ้มครองผู้เสียหายและพยาน ซึ่งกรณีนี้หากได้แจ้งความให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแล้วไม่คืบหน้า อาจร้องไปยังกองปราบและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อเร่งรัดคดี หรือร้องเรียน ปปช. ปัจจุบันมีกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพที่ให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อในคดีอาญาและมีกองทุนฯซึ่งสามารถช่วยเหลือเบื้องต้น รวมถึงขอเข้าโครงการคุ้มครองพยานได้อีกด้วย หากตำรวจและอัยการสั่งไม่ฟ้อง ก็อาจแต่งตั้งทนายให้ฟ้องคดีต่อศาลได้เองเพื่อเอาผิดต่อผู้ร่วมกระทำผิดและให้ชดเชยสินไหมทดแทนด้วย

ของหายในห้างสรรพสินค้า
สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จังหวัดชลบุรี ข้าพเจ้าด้วยอารมณ์สนุกสนานร่าเริงได้ออกไปเที่ยวกรุงเทพตามประสาเด็กต่างจังหวัด ไปเดินห้างฯแห่งหนึ่ง ด้วยความเห็นว่าห้องน้ำสวยมากมีไฟสีส้มและกระจกบานใหญ่บนผนัง จึงคว้าโทรศัพท์มาถ่ายรูปอยู่นาน จนลืมโทรศัพท์ที่วางไว้ หลังจากล้างมือ แล้วเดินออกไป จนนึกขึ้นได้จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา แต่กลับไม่พบจึงรีบกลับไปที่ห้องน้ำ แล้วถามป้าทำความสะอาดว่าพบเห็นหรือไม่ ป้าตอบว่า “ไม่รู้ไม่เห็นมีนี่นา” จากนั้นฉันจึงไปที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ห้างฯเพื่อสอบถาม และให้ลองถาม รปภ.ห้างฯดูว่ามีใครพบเห็นหรือไม่ หลังจากนั้นไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ของห้างฯ 2 คน มาเชิญพวกเราไปที่ห้องรักษาความปลอดภัย พวกเราช่วยกันซักถามแม่บ้าน แต่เธอก็ตอบปฏิเสธ ไม่นานนัก ก็มีทนายความประจำห้างฯเข้ามา เพื่อมาไกล่เกลี่ย คุณทนายปากเอกก็สรุปให้การว่า เราไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน คนของเขาไม่ผิดและจะไม่มีการรับผิดชอบใดๆเกิดขึ้น ฉันคว้ากระเป๋ามากอดแน่นและก้าวออกมาด้วยความสับสนและผิดหวัง ถือว่าเป็นประสบการณ์ร้ายที่มีค่ามากสำหรับฉันจากคนรอบข้าง

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของสถานที่มีหน้าที่ตามธรรมดาในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้มาใช้บริการ และความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ ซึ่งห้างฯมีหน้าที่ต้องชดเชยค่าเสียหายแก่ลูกค้าเมื่อมีของสูญหายในบริเวณที่อยู่ใต้การควบคุมของห้างฯ และไม่มีอำนาจในการควบคุมตัวลูกค้าไปอยู่ในสถานที่ปิดทึบและใช้พฤติกรรมข่มขู่ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดต่อเสรีภาพสามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้

หย่าร้าง , สินสมรส , ทรัพย์ที่ดิน , อสังหาริมทรัพย์
คุณพ่อกับคุณแม่แต่งงาน คุณแม่ได้ย้ายไปอยู่ชนบทกับคุณพ่อ และคุณตาก็ได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากการเกษียณ คุณตาและคุณยายจึงคิดที่จะนำเงินไปสร้างบ้านที่ชนบทใน ที่ดินของคุณพ่อข้าพเจ้า โดยคุณตาใช้เงินทุ่มเทกับบ้านหลังนั้น เมื่อสร้างบ้านเสร็จตาและยายก็ได้อาศัยบ้านหลังนี้ต่ออีกประมาณ 2 ปี ก็เกิดเรื่องขึ้น คุณพ่อและคุณแม่ข้าพเจ้าหย่าร้างกัน คุณแม่จึงพาข้าพเจ้าและน้องสาวขึ้นมาอยู่ในเมืองเช่นเดิม โดยอาศัยบ้านเช่า โดยคุณตาและคุณยายก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเช่นเดิม แต่ต่อมา ประมาณ 1 ปี คุณพ่อข้าพเจ้าก็ได้แต่งงานใหม่ ซึ่งภรรยาใหม่คุณพ่อได้ทำงานอยู่ที่ว่าการศาลจังหวัดลำพูนและเธอก็รู้เรื่องกฎหมาย เธอจึงบอกให้คุณพ่อไล่คุณตาออกไปจากที่ดินตรงนั้นเพราะเธอต้องการจะขายบ้านพร้อมที่ดิน โดยอ้างว่าที่ดินที่สร้างบ้านนั้นเป็นของคุณพ่อ ฉะนั้นเธอมีสิทธิ์ที่จะไล่คุณตาออก และมีสิทธิ์ที่จะขายบ้านด้วย คุณตาจึงได้แต่อ้อนวอน จากนั้นคุณพ่อและภรรยาใหม่ก็ไม่มาหาคุณตาอีกประมาณ 2 อาทิตย์แต่ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเป็นเอกสารจากศาลให้คุณตาไปขึ้นศาล ซึ่งเธอได้ดำเนินคดีทางกฎหมายข้อหาบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว คุณตาจึงต้องยอมไปขั้นศาล แถมยังต้องยอมแพ้คดีความให้ย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 7 วัน ทุกคนในบ้านเสียใจมาก โดยเฉพาะคุณแม่ที่คิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ และหลังจากนั้นบ้านหลังนี้ก็ถูกประกาศขายทันที ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าโลกช่างไม่มีความยุติธรรมเลย ข้าพเจ้าจึงอยากเรียนรู้กฎหมายไว้บ้าง เผื่อข้าพเจ้าและน้องสาวจะต้องเกิดปัญหาในเรื่องการแบ่งทรัพย์สินกับภรรยาใหม่ของคุณพ่ออีกแน่นอน

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักกฎหมายทรัพย์ และสินสมรส ซึ่งกรณีนี้ต้องพิสูจน์ว่าที่ดินดังกล่าวพ่อได้มาในช่วงสมรสแล้วหรือไม่ ถ้าใช่ถือเป็นสินสมรสต้องแบ่งกับแม่เมื่อมีการหย่าร้าง หากไม่ใช่จะกลายเป็นสินส่วนตัวของพ่อ และสิ่งปลูกสร้างใดที่อยู่เหนือที่ดินจะกลายเป็นส่วนควบไปกับที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประธาน จึงต้องมีการไปจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินให้กลายเป็นสิทธิอยู่อาศัยเหนือที่ดิน หากไม่มีการดำเนินการก็จะเป็นเรื่องของเจ้าของที่ดินในการฟ้องบังคับขับไล่ให้บุคคลออกจากที่ดินของตน อย่างไรก็ดีอาจดำเนินการขอให้มีการรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินก่อนที่จะมีการขายที่ดินในฐานะผู้เป็นเจ้าของตัวบ้านของตาและยาย

หุ้นฯ , กู้ยืม, ทะเลาะและทำร้าย , บุกรุก
เหตุการณ์ในสมัยยังเยาว์วัยของข้าพเจ้า บิดา มารดา ประกอบธุรกิจส่วนตัว ค่อนข้างมีฐานะดี จึงเป็นที่พึ่งของญาติพี่น้องและผองเพื่อนในการกู้ยืมเงินยามขาดแคลน และมีเพื่อนของบิดาของข้าพเจ้าคนหนึ่งซึ่งมีพี่น้องและผองเพื่อนในการกู้ยืมเงินยามขาดแคลน และมีเพื่อนของบิดาของข้าพเจ้าคนหนึ่งซึ่งมีความสนิทสนมกันมากมาขอกู้ยืมเงินเพื่อไปเข้าหุ้นส่วนกับญาติพี่น้องเพื่อประกอบธุรกิจบางอย่าง บิดาของข้าพเจ้าเห็นเป็นเรื่องไม่เสียหายและเชื่อใจว่าจะต้องได้เงินคืนเหมือนดังญาติพี่น้องคนอื่นๆ แต่เนื่องจากหลังที่ธุรกิจของพ่อเริ่มก้าวสู่วิกฤตภายใต้เศรษฐกิจฟองสบู่ พ่อจึงทวงเงินก้อนหนึ่งคืนจากเพื่อนคนนี้ แต่เค้าก็ปฏิเสธที่จะคืนเงินและอ้างว่าแน่จริงเอาหลักฐานการกู้ยืมเงินมาโชว์สิแล้วจะให้เงิน ด้วยความโมโหจึงเกิดการทะเลาะวิวาทกันขั้น บิดาฟ้องร้องข้อหาทำร้ายร่างกายและบุกรุกถิ่นที่อยู่อาศัย แล้วเงินก็ไม่ได้คืนแถมยังต้องเสียค่าปรับอีกต่างหากจะร้องเรียนกับใครก็ไม่ได้ เพราะเป็นความสับเพล่าของตัวท่านเอง เหตุการณ์ในครั้งนี้จึงฝังใจข้าพเจ้าและครอบครัวเป็นอย่างมาก แต่ถึงแม้ในเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้พ่อต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเพื่อน เสียใจ รวมทั้งต้องเสียธุรกิจอันเป็นที่รักไปแต่ยังคงไว้ซึ่งความเข้าใจในครอบครัวหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นผ่านพ้นไปพ่อก็กลายเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ สนใจกฎหมายต่างๆ มากขึ้นเพราะต้องการที่จะนำความรู้เรื่องกฎหมายต่างๆมาเป็นเกาะป้องกันจากผู้ที่ไม่หวังดี เหตุการณ์ร้ายๆนั้นก็ไม่เกิดขึ้นอีกเพราะบิดาของข้าพเจ้าได้ตระหนักดีแล้วว่าการรู้แต่ไม่นำมาใช้นั้นส่งผลร้ายเช่นไร

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วน สัญญากู้ยืม และการบังคับชำระหนี้ หรือความผิดฐานฉ้อโกง รวมถึงความผิดฐานทำร้ายร่างกายและบุกรุก ซึ่งพ่ออาจฟ้องให้มีการชำระหนี้ด้วยการหาหลักฐานเอกสาร หากไม่มีอาจเปลี่ยนเป็นการฟ้องอาญาฐานฉ้อโกง และให้มีการนำสืบทางแพ่งเพื่อบังคับตามสัญญาการเข้าเป็นหุ้นส่วนเพื่อแบ่งปันผลประกอบการตามที่ตกลงไว้ ส่วนวิธีการบังคับชำระหนี้ด้วยการบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้อื่นและทำร้ายร่างกายถือเป็นวิธีการที่ไม่ชอบและต้องรับผิดทางอาญาด้วย

สัญญาค้ำประกัน , สามีผู้ซื้อขโมยรถหนี , เจ้าพนักงานไม่รับแจ้งความรถหาย
แม่ข้าพเจ้าได้รู้จักและสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นรุ่นน้อง ด้วยความสนิทกันเพื่อนแม่จึงมาขอให้เป็นผู้ค้ำประกันเพื่อจะซื้อรถ ซึ่งแม่ก็ไม่ได้พูดหรือปรึกษาใดๆกับคนในบ้านเลย ซึ่งแม่ก็ได้รับปากเป็นผู้ช่วยเหลือและค้ำประกันการซื้อขายรถให้กับเพื่อนร่วมงานคนนี้ เมื่อมาวันหนึ่งสามีของเพื่อนแม่คนนี้ ก็ได้ขโมยรถที่ซื้อนี้ไป เพื่อนแม่จึงมาบอกแม่และขอคำปรึกษาอยู่บ่อยๆ และได้ไปแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจบอกว่าไม่ถือเป็นการขโมยเพราะไม่เห็นคนขโมย และไม่ยอมให้เราแจ้งความ ดังนั้นรุ่นน้องของข้าพเจ้าก็ต้องชดใช้เงินให้กับทางร้านที่ซื้อรถมาโดยที่พยายามตามหาสามีด้วย เรื่องนี้ทำให้ทางบ้านข้าพเจ้าเกิดการทะเลาะกันขึ้น และในที่สุดก็หาตัวสามีรุ่นน้องเพื่อนร่วมงานของแม่ได้พบว่า ได้มีการเอารถไปขายที่ด่านลาว และก็หายตัวไป แต่กระนั้นตอนนี้รุ่นน้องแม่ก็ได้ผ่อนเงินให้กับรถที่อดีตสามีได้นำไปขายและขอบคุณแม่ข้าพเจ้า

ทำให้เป็นบทเรียนว่าจะทำการใดก็ต้องปรึกษากันถึงจะเป็นญาติสนิทกันแค่ไหนหรือไม่ก็ไม่ควรจะไว้ใจ เราต้องรอบคอบก่อนที่จะทำอะไรลงไปเพราะอาจส่งผลกระทบที่ตามมา และเพราะในตอนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายเพียงพอที่จะรู้เรื่องราวในการฟ้องร้องหรือเรียกสิทธิใดๆ

แนวทางแก้ไข
หลักนายประกันในทางแพ่ง หลักทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาเป็นสินสมรสต้องรับผิดและชอบร่วมกัน และเรื่องความผิดต่อทรัพย์ในทางอาญา ซึ่งกรณีนี้นายประกันตกอยู่ในฐานะผู้รับภาระชำระหนี้รถ หากผู้ซื้อไม่สามารถชำระหนี้ได้ ส่วนคดีอาญาตำรวจต้องรับแจ้งความเพราะไม่จำเป็นต้องเห็นตัวผู้กระทำผิด ซึ่งภรรยาของผู้ที่เอารถไปต้องรับภาระชดใช้หนี้ต่อไปหากรถหาย แต่เจ้าหนี้อาจฟ้องนายประกันก่อน แล้วนายประกันไปไล่เบี้ยต่อได้

ความเสียหายจากการบริการทางการแพทย์
คุณยายเข้ารักการรักษาที่ รพ.ประจำอำเภอด้วยโรคเกาต์ เป็นเวลา 2-3 วัน และในวันสุดท้ายที่จะออกจาก รพ. คุณยายได้แจ้งแพทย์ประจำคนไข้ว่าตนเองปวดฟัน หมอจึงส่งตัวต่อขูดหินปูนก่อนที่จะกลับบ้าน แต่เมื่อหูดหินปูนเสร็จ คุณยายมีเลือดออดจากฟันไม่ยอมหยุด ญาติจึงได้แจ้งต่อแพทย์ทราบอาการ แพทย์ได้กล่าวว่าเป็นอาการธรรมดาของคนที่ขูดหินปูน จึงได้นำยาพารามาให้ทาน วันถัดมาปากคุณยายเริ่มบวม มีหนองและมีกลิ่น หมอที่มาดูอาการก็ได้จ่ายยาพาราต่อไปอีก พร้อมทั้งเอาสำลีมาอุดทั่วปาก วันรุ่งขึ้นใบหน้าคุณยายบวมสีหน้าคล้ำ และมีกลิ่นเหม็นรุ่นแรงมาก และเมื่อนำลำสีออกพบว่ามีเชื้อราตรงปาก ญาติจึงขอให้หมอตรวจไขสันหลัง ระหว่างที่รอผลญาติได้ทำเรื่องขอส่งตัวไปรักษาต่อใน รพ.ประจำจังหวัด แต่รพ.เดิมบ่ายเบี่ยงให้รอเวลาไว้ก่อน สุดท้ายญาติก็ได้ส่งตัวคนไข้ไปยัง รพ ประจำจังหวัดแต่ไม่มีอาการใดส่งมาด้วยเลย เนื่องจาก รพ.เดิมไม่ได้ให้เอกสารใด หมอที่ รพ. ประจำจังหวัดช่วยชีวติอย่างเต็มทีแล้วแต่ช่วยไม่ทันเพราะเชื้อได้ลามไปถึงสมองแล้ว สุดท้ายคุณยายได้เสียชีวิต ในงานศพ ผอ. โรงบาลประจำอำเภอได้ให้เงินช่วยเหลืองานศพ 2100 บาท และบอกให้ยุติเรื่องนี้เสีย ฝ่ายญาติผู้ตายไม่ยอม จึงได้นำเรื่องไปขอความช่วยเหลือในหน่วงงานต่างในกรุงเทพที่ให้ความช่วยเหลือด้านนี้โดยตรง

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักกฎหมายละเมิดซึ่งนำสู่ความรับผิดทางอาญาและการชดเชยค่าสินไหมในทางแพ่ง ซึ่งกรณีนี้ต้องนำสืบให้เห็นถึงความประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ เพื่อชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเสียหายกับความประมาท ซึ่งสามารถฟ้องร้องได้ตามกระบวนการยุติธรรมปกติโดยแจ้งความต่อตำรวจ หรืออาจใช้กระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งฟ้องที่ศาลแพ่ง เนื่องจากยังไม่มี พรบ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการด้านสาธารณสุขฯ

สัญชาติ , รถชนเพราะเอาทรายมากอง
มารดาข้าพเจ้าเริ่มการดำเนินการขอสัญชาติไทยเพื่อให้เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ ถูกทนายความคนหนึ่งพยายามไปติดต่อเพื่อดำเนินการขอสัญชาติเป็นคนไทยหลอกเอาเงินไปมาก แต่แม่ข้าพเจ้าก็พยายาม แม้ต้องเสียเงินมาก และตามทนายความกล่าวอ้างต้องรอนานถึง 8 ปี เหลืออีกเพียงยื่นเรื่องส่งกลับให้รัฐมนตรีเซ็นอนุมัติก็เกิดการรัฐประหาร ทำให้การพิจารณาจึงถูกระงับไว้ และโดยปกติการขอสัญชาติควรจะขอตามสามีที่เป็นคนไทยอยู่แล้ว แต่ทนายของข้าพเจ้ากลับยื่นเรื่องเป็นสัญชาติตามลูกสาว จนผลสุดท้ายที่ดูเหมือนว่าจะไม่สำเร็จเพราะการรัฐประหารแต่เรื่องกลับเกินคาด ขณะนี้แม่ข้าพเจ้าได้รับสัญชาติแล้ว แต่จดหมายกระทรวงมาช้า 15 วันแม่ข้าพเจ้าเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุไปก่อนจะรับรู้เรื่องนี้ ได้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุเดือนตุลาคม 2550 จังหวัดสุโขทัยมีการเตรียมงานเพื่อปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์สำหรับงานเตรียมลอยกระทง การก่อสร้างของบริษัทก่อสร้างจะมีเสียงบ่นชาวบ้านบ้างที่ว่างอุปกรณ์ก่อสร้าง หรือกองทราย กองอิฐไว้บนถนน

จนเมื่อวันที 26 ตุลาคม แม่และพี่สาวข้าพเจ้าเดินทางโดยรถจักรยานยนต์ออกจากโกดังเก็บของเพื่อกลับไปร้าน และในคืนนั้นเป็นวันที่การไฟฟ้ามีนโยบายปิดไฟริมถนนพอดี พี่สาวข้าพเจ้าบอกว่าคืนนั้นทัศนะวิสัยไม่ดี ประกอบกับกองดินที่เกิดเหตุเป็นกองดินกองแรกที่เมื่อขับออกไปจะเจอโดยไม่ตั้งตัวเป็นดินลูกรังซึ่งสีเรียบไปกับพื้นถนนแสงไฟจากหน้ารถสาดไปไม่ถึง ไม่มีสัญญาณใดๆเตือน ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แม่ข้าพเจ้ามีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะไม่ได้สติ โคม่าอยู่ห้องฉุกเฉิน หลังจากนั้นที่จัดการงานศพ ตำรวจเรียกตัวพี่สาวไปสอบปากคำ และตั้งข้อหาในฐานะเป็นผู้ต้องหาที 1 บริษัทก่อสร้างเป็นผู้ต้องหาที่ 2 รถขนดินเป็นผู้ต้องหาที่ 3 ข้าพเจ้ารู้สึกไม่เป็นธรรม และเมื่อตำรวจเขียนสำนวนฟ้องแล้วก็พยายามเร่งให้พี่สาวข้าพเจ้าเซ็นยอมรับคำสำนวน แต่ข้อความในสำนวนไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะได้อธิบายว่าพี่สาวข้าพเจ้าขับขี่รถด้วยความเร็วสูง ที่ไม่เป็นความจริง ประกอบกับทนายความที่พี่สาวข้าพเจ้าติดต่อไว้ติดธุระไม่สามารถมาดูสำนวนดังกล่าวได้ ภายหลังทนายพี่สาวข้าพเจ้าทราบก็พยายามแก้ไขแต่ไม่ทัน เพราะตำรวจส่งสำนวนไปศาลแล้ว ขณะที่ศาลได้เรียกพี่สาวข้าพเจ้าไปขั้นศาล 2 ครั้งซึ่งจำเลยที่ 3 คือรถขนดินศาลตัดสินว่าไม่ผิดเพราะได้ปฏิบัติตามคำสั่งนายจ้างบริษัทก่อสร้าง ในการเรียกไต่สวนครั้งแรกก่อนการไต่สวนครั้งที่สองบริษัทก่อสร้างพยายามเจรจากับพี่สาวข้าพเจ้าว่าจะจ่ายแปดหมื่นบาทแล้วรับสารภาพทั้ง 2 ฝ่ายแล้วจบไป ซึ่งบริษัทก่อสร้างพูดเข้าข้างตนเองเพื่อหลอกให้พี่สาวข้าพเจ้ารับสารภาพที่จริงแล้ว เป็นเงินจาก พ.ร.บ. ของรถจักรยานยนต์ข้าพเจ้าที่จะจ่ายเมื่อการตัดสินสิ้นสุดลง แต่พี่สาวข้าพเจ้าไม่รับข้อเสนอในการชดเชยค่าโรงพยาบาล ค่าจัดการงานศพต่างๆ ข้าพเจ้าจึงรู้สึกไม่เป็นธรรมซึ่งขณะนี้ปัญหาคดีความยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลอยู่

แนวทางแก้ไข
ใช้หลักการได้สัญชาติ หลักละเมิดและความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และกระบวนการยุติธรรม ในส่วนของพยาน ซึ่งกรณีแรกแม่สามารถได้สัญชาติจากการสมรสกับพ่อโดยเอาทะเบียนสมรสไปยืนยันต่อทะเบียนราษฎร์ ส่วนกรณีรถชนนั้นต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความประมาทเลินเล่อของเทศบาลที่นำรถมาจอดบนถนนสาธารณะทำให้เกิดรถชนจนผู้ขับถึงแก่ความตาย และการเซ็นเอกสารโดยไม่ได้อ่านก็สามารถนำขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อมิให้นำเอกสารมาปรักปรำตัวเอง

จากการวิเคราะห์กรณีศึกษาข้างต้นแล้ว สามารถถอดบทเรียนและสังเคราะห์เงื่อนไขทางสังคม อำนาจรัฐ และกระบวนการยุติธรรมที่บ่มเพาะสำนึก “สองมาตรฐาน” ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนคนสามัญ โดยเฉพาะกรณีข้างต้นที่กระบวนการทางกฎหมายจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง แต่ในหลายกรณีบุคคลหรือองค์กรทางกฎหมายไม่อาจอำนวยความยุติธรรมให้กับสามัญชนคนด้อยอำนาจดังที่ประชาชนคาดหวัง ซึ่งก่อร่างสร้างสำนึก “ความไม่เป็นธรรม” ที่จะเป็นเชื้อไฟให้กับการเคลื่อนขบวนการทางสังคมที่ใช้เรื่อง “ความอยุติธรรม” เป็นประเด็นหลักในการเคลื่อนไหว หรือการฉวยใช้เป็น “ประเด็นหลัก” ในการจัดตั้งขบวนการทางการเมือง ซึ่งการสร้างกระบวนการคิดและแก้ไขปัญหาทั้งที่พานพบในชีวิตประจำวันและการเมืองระดับชาติจึงสอดประสานและเร้าอารมณ์ความรู้สึกแก่ประชาชนจำนวนมากผู้เข้าร่วมเป็นมวลชนของขบวนการอย่างที่ชนชั้นนำ และนักคิดจำนวนมากคาดไม่ถึง

จากสภาพปัญหาทางกฎหมายข้างต้น หากประชาชนต้องการแก้ไขปัญหาด้วยกระบวนการทางกฎหมายจะต้องดำเนินด้วยวิธีการไปยังองค์กรที่จะนำเสนอด้านล่าง อันได้แก่

วิธีการใช้สิทธิ
ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเยียวยาด้วยวิธีการใด
• ปัญหาความผิดทางอาญาต้องแจ้งความเจ้าหน้าที่ปกครองหรือตำรวจ
• ตำรวจจะสืบสวนสอบสวนแล้วทำสำนวนให้อัยการส่งฟ้องศาล
• ปัญหาทางแพ่งเกี่ยวเนื่องกับอาญาให้เราขอตำรวจอัยการกำหนดสินไหม
• ปัญหาแพ่งล้วนๆ เราต้องเรียกร้องใช้สิทธิเองก่อนในฐานะเจ้าหนี้
• หากไม่สำเร็จให้แต่งทนายหรือฟ้องเองไปยังศาลแพ่งเพื่อบังคับชดใช้หนี้
• ปัญหากับเจ้าพนักงานให้แจ้งไปยังผู้บังคับบัญชา หน่วยงานต้นสังกัด
• หากไม่คืบหน้าให้แจ้งไปยังคณะกรรมการสิทธิฯ ผู้ตรวจการแผ่นดิน
• อาจฟ้องศาลปกครองได้ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับรัฐ มิชอบฟ้องศาลอาญาได้

การบังคับตามสิทธิในช่องทางที่กฎหมายรับรอง
องค์กรและหน่วยงานที่รับเยียวยาสิทธิ
ศาลรัฐธรรมนูญ – เรื่องที่ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ศาลปกครอง – เรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเมิด
ศาลยุติธรรม – ตำรวจ นักการเมือง ละเมิดสิทธิ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน – ทุกเรื่องที่ละเมิดสิทธิของประชาชน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน – เรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเมิด
ปปช. – คดีเจ้าพนักงานรัฐทุจริต ประพฤติมิชอบ
อัยการ – ขอความเป็นธรรมในคดีอาญา
ฝ่ายบริหาร – กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
ฝ่ายนิติบัญญัติ – คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนและกิจการยุติธรรม
องค์กรรับเรื่องราวร้องเรียนภายในองค์กรต่างๆ – กตร. กฤษฎีกา
สภาทนายความ – ทุกเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย
หลังจากได้นำเสนอแนวทางในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาทางกฎหมายในชีวิตประจำวันของประชาชนไปแล้วจะเห็นได้ว่า แท้ที่จริงแล้วการแก้ไขปัญหาด้วยกฎหมายในประเด็นต่างๆโดยเน้นไปที่การใช้วีการหรือช่องทางกฎหมายเป็นหลักสำคัญ จะต้องใช้เวลาและการตอบสนองจากองค์กรทางกฎหมายของรัฐเป็นอย่างมาก เพื่อนำหลักกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้ทั้งในเชิง “สาระ” ของข้อพิพาท และ “กระบวนการทางกฎหมาย” ในการระงับข้อพิพาท การใช้กฎหมายหรือองค์กรทางกฎหมายจึงอาจเป็นแนวทางในการต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิและแสวงหาทางเลือกในการระงับข้อพิพาทอย่างสันติสำหรับประชาชนที่ไม่ง่ายสำหรับสามัญชนผู้อำนาจด้อยกว่า

ในทางกลับกัน ผู้ที่มี “เส้นสาย” “ฐานะทางเศรษฐกิจ” “ตำแหน่งแห่งที่” หรือ “ความรู้ทางกฎหมาย” ที่ดีกว่า ก็มักอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าในความขัดแย้งเหล่านั้น แม้จะมีความชอบธรรมน้อยกว่าหากปรับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาตามลายลักษณ์อักษร ความยุติธรรมตามกฎหมายที่ได้เขียนไว้ล่วงหน้า โดยยังไม่ได้นำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริง จึงไม่อาจอำนวยความยุติธรรมทางสังคมให้กับผู้ที่มีต้นทุนน้อย/อำนาจน้อยในสังคม และประสบการณ์เหล่านั้นก็ได้ประกอบสร้างสำนึกเรื่อง “สองมาตรฐาน” ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนคนสามัญจำนวนไม่น้อยในสังคมไทย
บรรณานุกรม

นักศึกษาวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย 176100 ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เอกสารงานความเรียงเรื่อง “กฎหมายในทัศนคติของข้าพเจ้า” จำนวน 2,197 ชุด, 2551-2554.
หนังสือภาษาไทย
__________, เอกสารการสอนชุดวิชา 40101 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป,พิมพ์ครั้งที่ 31, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2544
โกเมศ ขวัญเมือง, สิทธิกร ศักดิ์แสง, การศึกษาแนวใหม่ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป,สำนักพิมพ์ วิญญูชน, 2549
จิตติ ติงศภัทิย์, แก้ไขปรับปรุงโดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย,พิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม ,สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549
ชัยศักดิ์ อ่อนประดิษฐ์ มุมกฎหมาย : มุมพื้นฐานความรู้กฎหมายทั่วไป,พิมพ์ครั้งที่ 1,สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2546
ดิเรก ควรสมาคม ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย,พิมพ์ครั้งที่ 6 ,สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2553
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย,พิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม ,สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546
มานิตย์ จุมปา ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมาย ,พิมพ์ครั้งที่ 8 ฉบับปรับปรุง, สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551
ธงทอง จันทรางศุ กฎหมายใกล้ตัว : กฎหมายน่ารู้ฉบับ “สารพัน-บันเทิง”,พิมพ์ครั้งที่ 2,สำนักพิมพ์อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2546
หยุด แสงอุทัย, แก้ไขปรับปรุงโดย สมยศ เชื้อไทย ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 17, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2552
ฐานข้อมูลอินเตอร์เน็ต
สำนักแผนงานและงบประมาณ :: สำนักงานศาลยุติธรรม www.coj.go.th/oppb/info.php
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ www.royalthaipolice.go.th
สำนักงานศาลปกครอง
http://www.admincourt.go.th/03-JUDGEMENT/01-JUDGMENT_INTERESTED/JudgMent.html