Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011029

การเมืองฟิลิปปินส์: เสถียรภาพทางการเมืองกับประชาธิปไตยด้อยประสิทธิภาพ

Filed under : POLITICS

“กล่าวได้ว่าเส้นทางความเป็นประชาธิปไตยและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ดูมีเสถียรภาพและมีความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน …แต่ทว่าเพราะอะไรกันทำให้กลายเป็นประเทศที่เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงมากประเทศหนึ่งในปัจจุบัน มีขบวนการต่อต้านอำนาจของรัฐเกิดขึ้นอย่างมาก”

 

 

การเมืองการปกครองฟิลิปปินส์: เสถียรภาพทางการเมืองกับประชาธิปไตยด้อยประสิทธิภาพ

                                                                                                                                                                                                                                                                          

วรวิทย์  ไชยทอง 

นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

 

ลักษณะเด่นและความสำคัญของการเมืองฟิลิปปินส์

  

หากจะถามว่าประเทศใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับอิทธิพลทางการเมืองจากตะวันตกมากที่สุด ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ในอดีตจนถึงในปัจจุบัน คำตอบคงหนีไม่พ้นฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ตกอยู่ในอาณานิคมของสเปนกว่าสามศตวรรษต่อด้วยสหรัฐอเมริกาอีกกว่าครึ่งศตวรรษ จนกระทั่งการประกาศเอกราชในปี 1946[1] วัฒนธรรมของคนฟิลิปปินส์จึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมแบบคาทอลิกจากสเปนในช่วงการครอบครองอย่างยาวนานดังกล่าว ภายใต้สเปนและสหรัฐฯทำให้เกิดการผสมผสานกันทางวัฒนธรรมระหว่างวัฒนธรรมพื้นเมือง วัฒนธรรมมุสลิม วัฒนธรรมสเปนและอเมริกัน ศีลธรรมแบบคริสศาสนาได้เข้ามาพร้อมกับการเป็นอาณานิคม และมีบทบาทอย่างมากในการครอบงำบรรทัดฐานของสังคม ประชาชนชาวฟิลิปปินส์จึงมีวัฒนธรรมทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับการอุปถัมภ์ค้ำจุนซึ่งกันและกัน มีลักษณะครอบครัวที่ใกล้ชิดแบบสเปนแต่มีความทันสมัยแบบอเมริกัน สังคมและสิ่งแวดล้อมในฟิลิปปินส์ภายใต้การครอบครองของสเปนและสหรัฐฯเป็นสิ่งกำหนดให้ฟิลิปปินส์มีความเป็นอยู่เช่นปัจจุบัน

ฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการปฏิวัติชาติจากอาณานิคมมีการประกาศเอกราชของตนเองแต่ก็ถูกสหรัฐอเมริกาช่วงชิงอำนาจอธิปไตยไปภายในพริบตา[2] ถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการประกาศหลักการสิทธิมนุษยชน มีการหยั่งเสียงสอบถามความเห็นทางการเมืองของประชาชนเป็นประเทศแรก ในเรื่องประเด็นความเท่าเทียม/ความเสมอภาคทางเพศนั้นฟิลิปปินส์เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่หญิงชายมีสิทธิสภาพเท่าเทียมกันมากที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากอิทธิพลและวัฒนธรรมเสรีประชาธิปไตยแบบอเมริกันที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงอาณานิคมนั่นเอง ทั้งในเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความเจริญรุดหน้ามากที่สุดในเอเชีย กล่าวคือในช่วงทศวรรษที่ 50-60 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟิลิปปินส์ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและงบประมาณจำนวนมากจากประเทศสหรัฐอเมริกา

กล่าวได้ว่าเส้นทางความเป็นประชาธิปไตยและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ดูมีเสถียรภาพและมีความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน ฟิลิปปินส์ดูเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าจนยากที่ใครจะตามทันในห้วงขณะหนึ่ง แต่ทว่าเพราะอะไรกันทำให้ประเทศที่ดูเป็นประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในเอเชีย กลายเป็นประเทศที่เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงมากประเทศหนึ่งในปัจจุบัน มีขบวนการต่อต้านอำนาจของรัฐเกิดขึ้นอย่างมาก โดยรัฐขาดประสิทธิภาพในการจัดการนอกจากการประนีประนอม เกิดกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองนอกระบบอำนาจรัฐจำนวนมากที่เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม เกี่ยวพันกับผลประโยชน์และนโยบายสาธารณะระดับชาติจนเกิดปรากฏการณ์การคอรัปชั่นขนาดใหญ่ ฟิลิปปินส์จึงเต็มไปด้วยการเมืองแบบเส้นสาย อำนาจรัฐในฟิลิปปินส์จำเป็นต้องพึ่งพิงและได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มก้อนอำนาจอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งอำนาจนอกระบบดังกล่าวใช้วิธีการรุนแรงอย่างยิ่งในทางการเมือง เช่นกรณีการสังหารนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและนักข่าวกว่าครึ่งร้อยในจังหวัดกินดาเนาเมื่อหลายปีก่อนเป็นต้น แต่การอธิบายว่าระบบอุปถัมภ์ที่ฝังลึกในวิถีชีวิตคนรวมทั้งบรรดาผู้นำทำให้ค่านิยมประชาธิปไตยไม่แพร่หลาย ไม่แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตจิตใจ ก่อให้เกิดการปกครองแบบเจ้าพ่อและการทุจริตคอรัปชั่นในทุกระดับ[3] เป็นผลให้ประชาธิปไตยฟิลิปปินส์ขาดเสถียรภาพเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอในการทำความเข้าใจสังคมฟิลิปปินส์ เพราะยังขาดการเชื่อมโยงทำความเข้าใจในหลายๆมิติ เช่น มิติดด้านเศรษฐกิจเป็นต้น

การเมืองแบบปิตาธิปไตย

 

รัฐปิตาธิปไตยโดยหลักการแล้ว เป็นรัฐที่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางอำนาจของผู้ที่ต้องการเข้ามามีอำนาจ ขาดระบบราชการที่เข้มแข็ง แต่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากภายนอกอย่างในกรณีประเทศฟิลิปปินส์ที่ได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา รการทำความเข้าใจจุดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญจนนำฟิลิปปินส์มาสู่การเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพเป็นการเมืองแบบปิตาธิปไตยอย่างในปัจจุบัน อาจเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจการเมืองยุคประธานาธิบดีมาร์กอส มาร์กอสที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกใน ค.ศ. 1965 ด้วยความเฉลียวฉลาดในการบริหารประเทศทำให้ประเทศฟิลิปปินส์ในยุคมาร์กอสช่วงแรกก่อนการประกาศกฎอัยการศึกเกิดความเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากสหรัฐอเมริกา ในการเลือกตั้งครั้งที่สอง ปรากฏว่ามาร์กอสได้ใช้เงินซื้อเสียงจำนวนมาก[4] เกิดการคอรัปชั่นโดยเฉพาะเพื่อนพ้องบริวารของมาร์กอสเองจึงทำให้เกิดการประท้วงจากประชาชน มาร์กอสจึงใช้โอกาสนี้ประกาศกฎอัยการศึกจัดการกับความวุ่นวายดังกล่าว  ควบคุมสิทธิ เสรีภาพและการแสดงออกทางการเมืองของพลเมืองกว่า 13 ปี มาร์กอสประกาศนโยบายสังคมใหม่ (New-Society) เพื่อพัฒนาสังคมการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่าในกระบวนการดำเนินนโยบายดังกล่าวเกิดการทุจริต เอื้อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การลงทุนในหมู่พวกพ้องบริวารอย่างมหาศาล เศรษฐกิจในประเทศฟิลิปปินส์ถูกเรียกจากนักวิชาการว่าทุนนิยมพวกพ้อง (Crony Capitalism) ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะล้มละลายเนื่องมาจากการขาดเสถียรภาพในการจัดการและการแก้ปัญหา ซึ่งได้หมักหมมต้นตอการพัฒนาดังกล่าวอยู่เป็นเวลานาน จนท้ายที่สุดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ต้องเข้ามาจัดการกับระบบเศรษฐกิจและบทบาทของรัฐใหม่  นอกจากเศรษฐกิจในสมัยมาร์กอสจะล้มเหลวและสร้างปัญหาเรื้อรังทางการพัฒนาอย่างมากในภายหลังแล้ว มาร์กอสยังเล่นการเมืองแบบสกปรกกล่าวคือมาร์กอสใช้อำนาจในการจัดการฝ่ายที่คิดต่างหรือผู้ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทั้งเปิดเผย คือการใช้กองกำลังเข้าจัดการ หรือแบบซ่อนเร้น คือการสั่งฆ่า  ในช่วงหลังเกิดความไม่พอใจการปกครองของมาร์กอสอย่างรุนแรงมากขึ้น กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองต่างๆ เช่นกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ นักศึกษา ทหารบางกลุ่ม ชนชั้นกลางก้าวหน้าที่ต้องการเสรีภาพทางการเมือง แม้แต่กลุ่มประชาสังคมทางศาสนา ก็ได้เริ่มรวมตัวกันเพื่อต่อต้านต่ออำนาจการปกครองของเผด็จการมาร์กอส การเคลื่อนไหวมีความรุนแรงและยกระดับการเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางมากขึ้นหลังจากการลอบสังหารวุฒิสมาชิกอาควิโน ผู้นำฝ่ายค้านของฟิลิปปินส์ เกิดการรวมตัวต่อต้านมาร์กอสในกรุงมะนิลาโดยเรียกขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวว่าการปฎิวัติโดยพลังประชาชน (People Power Revolution) มีประชาชนจำนวนเกือบหนึ่งล้านคนออกมาต่อต้านมาร์กอส จนสหรัฐอเมริกาซึ่งเคยสนับสนุนเผด็จมาร์กอสในการดำรงอำนาจต้องเปลี่ยนข้างมาอยู่ข้างเดียวกับประชาชนฟิลิปปินส์ 

จะเห็นได้ว่าการเมืองฟิลิปปินส์ซึ่งถูกอธิบายว่ามีลักษณะแบบปิตาธิปไตย มีลักษณะของการอุปถัมภ์สูงนั้น มีความชัดเจนมากในยุคของมาร์กอสที่ได้ใช้อำนาจของตนอย่างเผด็จการเอื้อประโยชน์ทางการเมืองและโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกพ้อง บริวาร จนเกิดความไม่มีเสถียรภาพและเสรีภาพทางเศรษฐกิจ 

การเมืองหลังการล่มสลายของระบอบมาร์กอสนั้น จึงเริ่มเข้าสู่ยุคการพัฒนาทางการเมืองอย่างชัดเจน (Political Development) อากิโน ภรรยาของวุฒิสภาอาควิโนที่เสียชีวิต ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน  ยุคนี้เป็นยุคสมัยที่การเมืองฟิลิปปินส์มีการพัฒนาอย่างมาก กล่าวคือ อากิโนได้ลงมติสอบถามประชาชน ปรากฏว่าประชาชนต้องการการพัฒนาทางการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากประชาชนอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการของมาร์กอสมาเป็นเวลานาน อากิโนเริ่มเน้นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้มีเสรีภาพและเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนมากยิ่งขึ้น มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี1935 ใหม่ การเมืองช่วงอากิโนเป็นช่วงที่มีการพัฒนาทางการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ 

หลังยุคอากิโน นายฟิเดล รามอส ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี ในยุคนี้เป็นยุคแห่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ในช่วงแรก รามอส ก็ผลักดันนโยบายการเพิ่มอำนาจประชาชนเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน รามอสมีความฉลาดเฉลียวอย่างมากในการใช้นโยบายการทูตเพื่อการพัฒนาซึ่งถือเป็นจุดเด่นของการเมืองในช่วงนี้ รามอสใช้การทูตเป็นหลักเพื่อดึงและเจรจาด้านการลงทุน จนก่อให้เกิดการลงทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งยังเน้นการส่งเสริมผู้ประกอบการทางธุรกิจทั้งในระดับกลางเพื่อขยายฐานทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น และขนาดย่อยเพื่อเพิ่มความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสร้างเขตเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก การเมืองยุครามอสจึงเป็นการเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากช่วงอากิโนที่เน้นการพัฒนาทางการเมืองเป็นหลัก 

เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่เข้ามา เอสตราดา ซึ่งอดีตเคยเป็นดาราชื่อดัง ขวัญใจคนยากจน เพราะมีนโยบายที่กระจายทรัพยากรเข้าสู่ชนชั้นล่างมากที่สุดได้รับการเลือกตั้งเข้ามา นโยบายทางเศรษฐกิจหลายอย่างของเอสตราดากระจายความมั่งคั่งสู่ชนชั้นล่างคนยากจนซึ่งมีเป็นจำนวนมากในฟิลิปปินส์อย่างมาก จนทำให้เกิดความนิยมต่อตัวเอสตราดาเป็นอย่างยิ่ง แต่แล้วเมื่อเกิดการกล่าวหาเอสตราดาว่ารับสินบนจากบ่อนการพนันเถื่อน รวมทั้งการเอาเครือญาติพี่น้องพรรคพวกเข้ามาเป็นที่ปรึกษา การอนุมัติเงินของรัฐบาลสนับสนุนบริษัทในเครือญาติ เป็นต้น แม้การรับเงินจากแหล่งการพนันเถื่อนจำนวนมากพบว่าเอสตราดาเองนำเงินนั้นมาช่วยคนจนก็ตาม[5] แต่เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ภายหลังประชาชนออกมาขับไล่เอสตราดาอีกครั้งเรียกว่า People Power ครั้งที่สอง จนเขาต้องหลุดออกจากตำแหน่ง กล่าวได้ว่าประชาสังคมในฟิลิปปินส์มีความเข้มแข็งอย่างมากเมื่อดูจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในสองช่วงที่ผ่านมา ยุคเอสตราดานั้นก็ได้แสดงความเด่นชัดในเรื่องการเมืองแบบปิตาธิปไตยที่เน้นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์และการเมืองแบบพวกพ้องในการเมืองการปกครองฟิลิปปินส์อีกครั้ง

ประธานาธิบดีอาโรโย ก็ได้เข้ามารับตำแหน่งจากเอสตราดา อาโรโยมีความโดดเด่นในด้านการทูต อาโรโยสามารถสร้างนโยบายสันติภาพกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ แต่ภายหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 ทำให้อาโรโยหันมาร่วมมือและเน้นการจัดการอย่างรุนแรงกับกลุ่มกบฏในฟิลิปปินส์เอง ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นเครือข่ายการก่อการร้ายที่โยงใยกันกับกลุ่มอัลกอดะห์ 

ปัญหาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือเรื่องความขัดแย้งทางศาสนาที่ในส่วนภาคใต้ของฟิลิปปินส์เองนั้นมีประชาชนกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่เป็นจำนวนมาก แต่คนส่วนใหญ่ในฟิลิปปินส์นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งในบางช่วงสมัยนั้น รัฐบาลมีนโยบายการปฏิรูปที่ดินกระจายการกระจุกตัวของประชากร จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในเขตพื้นที่ประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้ชาวอิสลามไม่พอใจจนเกิดการต่อต้านเพื่อต้องการขอแยกดินแดน 

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ทุกสมัยโดยเฉพาะในยุคหลังสุดอย่างอาโรโยนั้น ต้องเน้นสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มอิทธิพลอื่นๆอย่างมากเพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อหยุดยั้งการเรียกร้อง การต่อต้านใดๆ การจัดสรรผลประโยชน์ทั้งโดยปกปิดและเปิดเผยจึงกลายเป็นความจำเป็นของการเมืองเชิงอิทธิพลในฟิลิปปินส์ 

 

การเมืองด้านอิทธิพล เจ้าพ่อ และอำนาจท้องถิ่น

 

เนื่องจากความหลากหลายทางศาสนา ภูมิศาสตร์ของประเทศที่ประกอบไปด้วยเกาะจำนวนมาก บวกกับจำนวนประชากรฟิลิปปินส์ที่มีเป็นจำนวนมาก ฟิลิปปินส์มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง เกิดความยากจนขึ้นเป็นอย่างมาก ขบวนการเคลื่อนไหวเช่นขบวนการเคลื่อนไหวคอมมิวนิสต์ในปัจจุบันก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากประชาชนในท้องที่ เพราะรัฐไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรทางอำนาจและเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง คนทั่วไปในฟิลิปปินส์ยังประสบกับความยากจนอยู่มาก ดังนั้นการเมืองเชิงอิทธิพลจึงเกิดจากนักการเมืองหรือ เจ้าพ่อ ท้องถิ่นที่มีอำนาจจากการยินยอมยอมรับของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ และเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจจะเข้ามาทางการซื้อเสียง โดยการเมืองเชิงอิทธิพลเหล่านี้จะเป็นผู้สร้างสายสัมพันธ์ทางอำนาจกับรัฐบาลกลางเพื่อควบคุมหรือจัดการตามแนวโน้มเชิงนโยบายของรัฐบาลกลาง ดังที่ทราบกันว่าสังคมฟิลิปปินส์มีความหลากหลายมากและวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตยที่ถูกปลูกฝังโดยระบบการเรียนรู้แบบอเมริกันที่เน้นความสำคัญของเสรีภาพและปัจเจกบุคคล ภายใต้สังคมที่มีการพัฒนาแบบทุนนิยมที่ไร้ประสิทธิภาพก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความหลากหลาย ซับซ้อนของปัญหา กลไกอำนาจท้องถิ่นจึงเกิดขึ้น ในลักษณะการเมืองแบบเจ้าพ่อเชิงอุปถัมภ์ ที่มีรัฐบาลกลางเป็นผู้นำจัดสรรความมั่งคั่งสูงสุด ประเด็นดังกล่าวนี้มีความชัดเจนอย่างมากในยุคของประธานาธิบดีอาโรโยที่มีสายสัมพันธ์กับตระกูลอัมพาทวน ซึ่งได้ก่ออาชญากรรมฆ่าฝ่ายตรงข้ามและสื่อมวลชนกว่า 57 ศพ ทำให้อาโรโยที่เคยมีสายสัมพันธ์เป็นพวกเดียวกันต้องประกาศตัดสายสัมพันธ์กับตระกูลนี้อย่างรวดเร็ว[6]

 

การเมืองภายใต้โครงสร้างอำนาจนำของมหาอำนาจโลก

 

แน่นอนว่าหลังอาณานิคมสเปนเข้ามาครอบครองดินแดนปัจจุบันของฟิลิปปินส์เป็นเวลานานกว่าหลายร้อยปีนั้น ได้ทิ้งร่องรอยทางวัฒนธรรมทางสังคมการเมืองไว้อย่างมาก โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางสังคม ศาสนา ระบบอุปถัมภ์ ความเป็นพวกพ้อง หลังจากประกาศเอกราชจากสเปน ฟิลิปปินส์ตกเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกาอีก โดยสหรัฐฯ ใช้ฟิลิปปินส์เป็นฐานที่มั่นสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ทางทหารโดยเฉพาะในยุคการต่อสู้กับขั้วอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ฟิลิปปินส์จึงเป็นประเทศที่มีความสำคัญอย่างมากต่อสหรัฐอเมริกา และสหรัฐจึงต้องทำทุกวิถีทางในการเข้ามาบงการ/ออกแบบ/ควบคุม ทั้งในเชิงโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในฟิลิปปินส์ สหรัฐกระทำทุกวิถีทางในการครอบงำการเมืองฟิลิปปินส์ในช่วงการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์แม้จะขัดกับหลักเสรีประชาธิปไตยก็ตามเช่น การที่สหรัฐฯสนับสนุนเผด็จการมาร์กอสที่กดขี่ประชาชน เพื่อการรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพของกองทัพสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์ [7] นอกจากนั้นสหรัฐอเมริกายังสร้างระบบการศึกษา ตั้งมหาวิทยาลัยและเปิดการเรียนการสอนโดยยึดแนวทางการเรียนรู้อย่างเสรีเช่นเดียวกับอเมริกา ทำให้ประชาชนชาวฟิลิปปินส์เป็นคนที่กระตือรือร้นและตระหนักเรื่องการเมือง สิทธิ เสรีภาพอย่างมาก หลังเหตุการณ์การก่อการร้ายในสหรัฐฯ สหรัฐฯได้โหมกระหน่ำทำสงครามการก่อการร้ายอย่างรุนแรง ฟิลิปปินส์ในสมัยอาโรโยก็ตอบรับกับนโยบายดังกล่าวของบุช สหรัฐฯได้มอบเงินจำนวนมาก และส่งกำลังทางทหารเข้ามาฝึกฝนกองกำลังในฟิลิปปินส์เพื่อต่อสู้กับกบฏในบริเวณตอนใต้ของประเทศซึ่งสหรัฐฯเห็นว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายอัลกอดะห์ จะเห็นได้ว่าการเมืองการปกครองฟิลิปปินส์นั้นก็ตกอยู่ภายใต้ระเบียบทางการเมืองแบบสหรัฐอเมริกาที่มีอำนาจนำในการกำหนดทิศทางนโยบายทางการเมืองเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน แต่ก็ใช่ว่าการเมืองดังกล่าวจะเต็มไปด้วยความราบลื่น เพราะในอดีต ก็มีกลุ่มประชาชนที่ต่อต้านการครอบงำทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาอยู่เสมอเช่น กรณีการเรียกร้องให้ขับไล่กองทัพอเมริกาออกจากฟิลิปปินส์เป็นต้นร 

 

ประชาสังคมกับการเมือง

 

ลักษณะสำคัญของการเมืองฟิลิปปินส์ที่มีความโดดเด่นอย่างมากโดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน คือการเมืองในพื้นที่ภาคประชาสังคม การเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกภาครัฐเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลกลุ่มแรกๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์นี่เอง คือการก่อตั้งองค์กรการเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบการเลือกตั้งที่เสรี (National Movement for Free Election: NAMFREL) เพื่อจับตาการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์ ถือเป็นกลุ่มโครงการของประชาสังคมแรกในเอเชียที่คอยจับตาตรวจสอบการเลือกตั้งในรูปแบบอาสาสมัครซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก[8] 

การเคลื่อนไหวต่อต้านต่อชนชั้นปกครอง อำนาจรัฐ ของประชาสังคม ประชาสังคมในฟิลิปปินส์ที่โดดเด่นสองครั้งที่เคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้ประธานาธิบดีที่ทุจริต คอรัปชั่นคือ People Power ครั้งที่ 1 ที่กลุ่มประชาชนเดินขบวนจำนวนมากเพื่อขับไล่ระบอบเผด็จการมาร์กอสจนประสบความสำเร็จ ต่อมาคือการเคลื่อนไหวทีเรียกว่า People Power ครั้งที่ 2 การเคลื่อนไหวของประชาชนเพื่อประท้วงการทุจริตของประธานาธิบดีเอสตราดาร การเคลื่อนไหวทางการเมืองในระดับประชาสังคมทั้งสองครั้งนั้นมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก นั่นแสดงให้เห็นความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนชาวฟิลิปปินส์นั่นเอง นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวนอกภาครัฐของฟิลิปปินส์ ก็เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่นองกรณ์เอกชนตรวจสอบการเลือกตั้งเป็นต้น   

ชาติ (ไม่) นิยมในการเมืองฟิลิปปินส์

 

กองทัพฟิลิปปินส์มีความน่าสนใจในแง่การไม่เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดหลักการไว้ชัดเจนเรื่องอำนาจของฝ่ายพลเมืองที่อยู่เหนือกองทัพ และทหารก็ยินยอมต่อหลักการดังกล่าวมาอย่างยาวนานจะเป็นบรรทัดฐานทางการเมือง[9] การเมืองฟิลิปปินส์ในปัจจุบันแม้จะปราศจากการแทรกแซงของทหาร แต่ก็เป็นการเมืองแบบอุปถัมภ์โดยรัฐกับเจ้าพ่อ ซึ่งความสัมพันธ์เส้นสายทางอำนาจดังกล่าวก็ได้ขับเคลื่อนการเมืองฟิลิปปินส์มาจนถึงปัจจุบัน การตอบคำถามที่สำคัญอีกประการคือเรื่องชาตินิยม เราจะพบว่าชาตินิยมกลายเป็นเรื่องที่พูดกันมากในช่วงการต่อสู้กับอาณานิคมของสเปนโดยมีวีรบุรษปัญญาชนอย่างโฮเซ่ ริซัล[10] แต่หลังจากการเข้ามาของสหรัฐอเมริกานั้น การเมืองฟิลิปปินส์ถูกออกแบบให้มีเสถียรภาพภายใต้ความอ่อนแอของพลังทางสังคม กล่าวคือด้วยสภาพทางภูมิประเทศและความหลากหลายของผู้คน ศาสนา ซึ่งแม้จะมีระบบการศึกษาที่พยายามผูกโยงความแตกต่างหลายๆ อย่างของประชาชนเข้าด้วยกันแต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถกระทำได้อย่างทั่วถึง ความแตกต่างอย่างมากของวัฒนธรรมซึ่งขาดการผูกโยงกันทางอัตลักษณ์ความเป็นชาติอย่างแนบแน่น ทำให้เกิดปัญหาความแตกต่าง แตกแยกของผลประโยชน์อย่างชัดเจนนำมาสู่การต่อต้านต่ออำนาจรัฐ และโดยเฉพาะในบริบทของการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ด้อยประสิทธิภาพกับจำนวนประชากรจำนวนมากซึ่งยากจน จึงนำไปสู่ช่องว่างให้เกิดอำนาจเก่า คืออำนาจแบบ เจ้าพ่ออิทธิพล เข้ามาแทรกแซง การทำงานที่บกพร่องของกลไกรัฐกับสังคม

จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมของคนฟิลิปปินส์ที่มีสำนึกความเป็นปัจเจกมากในชนชั้นกลาง ภายใต้สังคมที่มีคนยากจนห่างไกลเป็นจำนวนมาก เสถียรภาพทางสังคม วัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องและมองจากมุมของผลประโยชน์ส่วนรวมจึงเกิดขึ้นอย่างไม่เพียงพอ กล่าวคือ รัฐฟิลิปปินส์ไม่สามารถใช้ชาตินิยมให้เกิดประโยชน์และความเป็นธรรมทางสังคมขึ้นมาได้ ชาตินิยมฟิลิปปินส์จึงกระจุกตัวและถูกไม่ให้ความสำคัญจากคนยากจน คนชายขอบ ชนชั้นล่าง การเมืองแบบอิทธิพล เจ้าพ่ออุปถัมภ์ การก่อการร้าย ขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและได้รับการยอมรับจากประชาชนท้องที่เสียด้วย กรณีฟิลิปปินส์ในเรื่องชาตินิยมนี้ อาจเปรียบเทียบได้กับชาตินิยมในอินโดนิเซีย เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศของทั้งสองประเทศที่ประกอบไปด้วยเกาะจำนวนมาก มีความหลากหลายทางชาติพันธ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ประชาชนจึงมีสำนึกถึงความเป็นท้องถิ่น (Localism) มากกว่าการคำนึกถึงความเป็นชาติ ตรงนี้ก็อาจนับเป็นอุปสรรคสำคัญในกระบวนการพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่ เพราะกรอบการพัฒนาทางเศรษฐกิจการเมืองแบบสมัยใหม่นั้นเกิดขึ้นบนฐานหลักของรัฐแบบสมัยใหม่ที่ใช้อำนาจอย่างชอบธรรมผ่านกฎหมายและนโยบายรัฐที่ไม่เลือกปฏิบัติและมีผลบังคับใช้อย่างเสมอหน้า ความขัดแย้งระหว่างปัญหาความแตกต่างหลากหลายดังกล่าวจึงเกิดขึ้น ดังนั้น ชนชั้นปกครองของทั้งสองประเทศจึงต้องมีกระบวนการสร้างความเป็นชาติ งานของเบน แอนเดอร์สัน เรื่องชุมชนจินตกรรม(Immagine Community) อธิบายการสร้างการจินตนาการร่วมถึงชุมชนชาติ ผ่านรูปแบบของภาษาเดียวกัน อัตลักษณ์เดียวกัน ศิลปะ สถาปัตยกรรม ฯลฯ เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เนื่องจากความหลากหลายของสังคม ผู้คน วัฒนธรรม ทำให้ชาตินิยมในประเทศดังกล่าว ไม่ใช่ชาตินิยมที่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ แต่มีลักษณะ ผิดรูปผิดแบบ ผิดกาลเทศะ หรือถูกใช้อย่างผิดเจตนารม หรือไม่ตอบสนองต่อ แนวคิดชาตินิยมแบบรัฐพัฒนาประชาธิปไตย 

การเมืองฟิลิปปินส์กับข้อถกเถียงเชิงทฤษฏีทางรัฐศาสตร์

 

การเมืองฟิลิปปินส์มีความน่าสนใจในแง่ของการเป็นการเมืองที่สถาปนาระบบการเมืองโดยมีโครงสร้างแบบประชาธิปไตยภายใต้อิทธิพลและวัฒนธรรมทางสังคมการเมืองแบบอเมริกัน การเมืองฟิลิปปินส์ถ้ามองจากตัวกลไกการเมือง ระบบการเมืองแล้ว เราจะพบว่าการเมืองฟิลิปปินส์มีเสถียรภาพทางการเมืองการปกครองมากเพราะปราศจากการปกครองโดยทหารอย่างสิ้นเชิง ทหารกลายเป็นเครื่องมือทางการบริหารของฝ่ายพลเรือนผิดกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์มากจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น อีกทั้งประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมที่ต่อต้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลก็มีความเป็นมาที่น่าชื่นชม คำถามสำคัญคือแล้วทำไมการเมืองฟิลิปปินส์จึงดูด้อยประสิทธิภาพกว่าที่ควรจะเป็น เช่น ความสามารถในการจัดการปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำไมคนฟิลิปปินส์จึงยังยากจน ทำไมจึงเกิดขบวนการต่อต้านอำนาจรัฐบาลขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำไมพรรคคอมมิวนิสต์จึงได้รับความชื่นชมจากชาวบ้านอย่างมากในปัจจุบันเป็นต้น

ก่อนจะตอบคำถามดังกล่าวนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมาทำความเข้าใจกับลักษณะรัฐ ทำความเข้าใจกับชนชั้นปกครอง การใช้อำนาจ ในหลายมิติ เพื่อนำไปสู่การเชื่อมโยงภาพความสัมพันธ์รัฐและสังคมในฟิลิปปินส์ และทำให้เข้าใจภาวะสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ได้ดียิ่งขึ้น

ในทางการเมือง  การอธิบายรัฐและชนชั้นปกครองของฟิลิปปินส์โดยทำความเข้าใจจากแนวคิดของ Max Weber นับว่าสามารถช่วยวางกรอบความคิดเป็นแนวทางเพื่อทำความเข้าใจลักษณะรัฐและชนชั้นปกครองได้เป็นอย่างดี  Weber อธิบายว่าในการพิจารณาความสัมพันธ์ทางสังคม เราต้องเข้าใจหลักของคำสองคำหลักคือ อำนาจ (Power)  กับสิทธิอำนาจ (Authority) อำนาจคือ โอกาสที่บุคคลสามารถมีการกระทำร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายและความตั้งใจได้แม้จะถูกต่อต้านจากบุคคลอื่น ส่วนสิทธิทางอำนาจนั้น คือสิทธิอันชอบธรรมที่จะคาดหวังให้ผู้อื่นเต็มใจเชื่อฟังคำสั่งของตน สิทธิทางอำนาจมีที่มาได้สามแบบ[11] คือ

สิทธิอำนาจตามประเพณี (Traditional Authority) คือการมีอำนาจตามที่ขนบธรรมเนียมประเพณีกำหนดไว้ สิทธิอำนาจลักษณะนี้มีในสังคมดังเดิมและในสังคมปัจจุบัน

สิทธิอำนาจบนรากฐานของบุญบารมี (Charismatic Authority)ร เป็นสิทธิอำนาจอันเกิดจากคุณลักษณะของผู้นำที่มีบุญบารมีปรากฏเป็นที่ยอมรับนับถือ

สิทธิอำนาจที่อยู่บนหลักของเหตุผลหรือทางกฎหมาย (Rational-Legal Authority) คืออำนาจที่จะกระทำสิ่งต่างๆซึ่งถูกต้องตามหลักของเหตุผลหรือบทบัญญัติของกฎหมาย

แนวคิดเรื่องอำนาจและที่มาแห่งอำนาจของ Weber นับว่ามีอิทธิพลอย่างมากในการศึกษาทางรัฐศาสตร์ เมื่อนำแนวการวิเคราะห์ทางอำนาจของ Weber มาวิเคราะห์สังคมฟิลิปปินส์ เราจะพบว่าการมองภาพการเมืองฟิลิปปินส์ที่มีลักษณะการปกครองแบบรัฐปิตาธิปไตยผสมกับการเมืองท้องถิ่นแบบเจ้าพ่ออุปถัมภ์อย่าชัดเจนมากยิ่งขึ้น กล่าวคือจะเห็นได้ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์สามารถมีอำนาจนำเหนือพลังทางการเมืองอื่นๆ ซึ่งพลังดังกล่าวมีอิทธิพลทางอำนาจต่อท้องถิ่นของตนในเชิงฐานอำนาจแบบสิทธิอำนาจของบุญบารมี (Charismatic Authority) ใช้การอุปถัมภ์ค้ำจุนต่อประชาชนที่อยู่ห่างไกลหรือไม่สามารถสัมผัส/เข้าถึงอำนาจรัฐแบบราชการได้ ให้เข้ามาอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ซ้อนระบบเข้าไปอีกจากรัฐ เช่นกรณีรัฐบาลอาโรโยที่นักวิชาการเห็นว่าสามารถอยู่ได้เพราะสายสัมพันธ์กับอำนาจท้องถิ่น ไม่เฉพาะแค่รัฐบาลอาโรโย่เท่านั้น การเมืองฟิลิปปินส์ยังมีกลไกรัฐที่อ่อนแอและไม่สามารถเข้าถึง/ตอบสนองต่อความหลากหลายทางสังคม วิถีชีวิต ความคิดทางการเมืองของประชาชนฟิลิปปินส์ได้ ในทุกยุคทุกสมัยรัฐบาลก็ต้องควบคุมให้การเมืองอิทธิพลท้องถิ่นอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐและช่วยเป็นปากเสียงหรือควบคุมการเคลื่อนไหวต่างๆ ในท้องถิ่นตนโดนแลกกับผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจจากรัฐ ดังนั้น รัฐและการเมืองอิทธิพลท้องถิ่นต้องสัมพันธ์กันอย่างระบบอุปถัมภ์ต่างตอบแทนเรื่อยมา การเมืองฟิลิปปินส์ที่ดูมีเสถียรภาพจึงถูกชำแระให้เห็นถึงการใช้อำนาจ/การเมืองแบบบุญบารมีและแบบอำนาจตามประเพณีมากกว่า อำนาจตามกฎหมายหรือเหตุผล และนี่คือภาพสำคัญอีกภาพหนึ่งในการทำความเข้าใจสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในส่วนระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้น Kingsbury[12] เรียกการเมืองฟิลิปปินส์ว่าเป็นประชาธิปไตยแบบคณาธิปไตย เป็นการเมืองแห่งพลังอำนาจของครอบครัว ซึ่งครอบงำการเมืองอยู่โดยกลุ่มครอบครัวที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เข้าควบคุมกระบวนการทางการเมืองและธุรกิจของประเทศโดยมีครอบครัวลักษณะดังกล่าว ประมาน 400 ตระกูล เป็นผลมาจากจารีตทางการเมืองเดิม[13]

ในทางเศรษฐกิจ  กรอบการวิเคราะห์รัฐและสังคมในทางทฤษฎีเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมนั้น งานชิ้นที่สำคัญคืองานของ ศาสตราจารย์โยะชิฮะระ คุนิโอะสองชิ้น ชิ้นแรก คุนิโอะศึกษาสภาพสังคมเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมเสรี คุนิโอะเสนอว่า[14] ในฟิลิปปินส์นั้นเกิดปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอันเกิดจากปัญหาการแทรกแซงของรัฐในกลไกตลาดซึ่งไร้ประสิทธิภาพและไม่ทำให้เกิดเสถียรภาพในระบบการแลกเปลี่ยน กลไกตลาดเสรี ประการต่อมาคือการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ล่าช้าหรือไม่สอดคล้องกับบริบทความจำเป็นทางเศรษฐกิจของตน จำเป็นต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างชาติอย่างเดียว ประการสุดท้ายคือการกีดกันทางเชื้อชาติคือทุนชาวจีนของฟิลิปปินส์ กระบวนการเหล่านี้ได้นำมาสู่การกีดกันทุนนิยมออกจากการเป็นหัวหอกนำการพัฒนา คุนิโอะเรียก อาการปรากฏของระบบทุนนิยมใหม่นี้ว่า “ทุนนิยมเทียม”(Ersatz Capitalism)

งานวิจัยอีกชิ้นที่คุนิโอะศึกษาการทำงานของระบบทุนนิยมในฟิลิปปินส์ที่สำคัญคือการศึกษาพัฒนาการของชาติและรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเปรียบเทียบฟิลิปปินส์และไทย คุนิโอะเสนอว่า[15] ทุนนิยมในประเทศไทยทำงานได้ดีกว่าฟิลิปปินส์ ประการแรกคือทัศนคติของรัฐบาลไทยที่มีต่อทุนชาวจีนมีการเลือกปฏิบัติน้อยกว่าฟิลิปปินส์ เพราะฟิลิปปินส์มีการจำกัดการลงทุนของการลงทุนจากต่างชาติ ประการที่สอง การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกลไกตลาดของรัฐบาลฟิลิปปินส์มีมากกว่าไทย รัฐบาลฟิลิปปินส์กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำไว้สูง เป็นนักแทรกแซงควบคุมเงินตราต่างประเทศ มีการตั้งรัฐวิสาหกิจไปในทางที่ผิดเป็นตัวจักรหาเงินให้ผู้บริหาร การปล่อยเงินกู้เป็นไปตามคำสั่งผู้นำรัฐบาล การแทรกแซงของรัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่สามารถทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อสาธารณะชนได้ ในขณะที่ไทยมีลักษณะเสรีกว่าอย่างมาก ประเด็นที่สาม คือรัฐบาลไทยมีความสามารถในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมีวินัยได้ดีกว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์มีปัญหาความวุ่นวายจากการเคลื่อนไหวของขบวนการคอมมิวนิสต์ ความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมกับคริสเตียน รวมทั้งปัญหาอาชญากรรมที่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในการลงทุนดำเนินกิจการต่างกับไทยที่มีความรุนแรงน้อยกว่า ปัญหาคอมมิวนิสต์กระจุกอยู่แถบชายแดน แม้จะมีการรัฐประหารหลายครั้งแต่แต่ละครั้งก็ปราศจากการต่อสู้ ไม่มีครั้งใดที่กระทบต่อเศรษฐกิจ หรือแทบไม่เกิดผลกระทบต่อสามัญชนเลย โดยสรุปประเด็นสำคัญอีกประการคือคุนิโอะชี้ว่าที่เศรษฐกิจของไทยมีความเจริญมากกว่าฟิลิปปินส์เพราะว่าประเทศไทยมีความเป็นชาติที่แท้จริง (Echt Nation) มากกว่าประเทศฟิลิปปินส์เป็น

งานวิจัยทั้งสองชิ้นจึงตอกย้ำต่อข้อเสนอตามแนวทางเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่อธิบายประสิทธิภาพสูงสุดของรัฐจะเกิดขึ้นได้เมื่อปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรีมากที่สุด ดังนั้นเศรษฐกิจการเมืองในฟิลิปปินส์ไม่มีประสิทธิภาพก็เพราะทุนนิยมเทียม (รับแทรกแซงกลไกตลาดอย่างไร้ประสิทธิภาพ,กีดกันการลงทุนจากต่างชาติ,ด้อยการพัฒนาเทคโนโลยี) นั่นเอง

การต่างประเทศ: การเมืองภายใต้อำนาจจักรวรรดินิยมอเมริกา

 

เดวิด ฮาร์วีย์ เสนอว่าผู้สร้างอำนาจนำ (Hegemon) ใดๆ ก็ตาม, ถ้ายังต้องการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แห่งการสระสมทุนอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด (Endless Capital Accumulation), มันจำเป็นต้องขยายออกไป เพิ่มขนาดออกไป และเพิ่มความรุนแรงแห่งอำนาจของมัน [16](Intensify Its Power)

การทำความเข้าใจจักรวรรดินิยมอเมริกันในแง่นี้เป็นทฤษฎีจักรวรรดินิยมแบบมาร์กซิสที่เน้นความสำคัญของทุนภายใต้การทำงานของสังคมและรัฐ-ชาติแบบทุนนิยม เป็นการมองการเมืองอเมริกาที่เข้ามามีบทบาทต่อประเทศฟิลิปปินส์ในแง่ของการเข้ามาครอบครองเพื่อหาประโยชน์ทางการขูดรีดทางเศรษฐกิจและทรัพยากรอันมีค่า โดยเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองให้เป็นแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย รมีระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดเสรี เพื่อก่อให้เกิดเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายทุนและปัจจัยการผลิตมากยิ่งขึ้น การมองการเมืองฟิลิปปินส์ภายใต้แนวคิดจักรวรรดินิยมในแง่นี้จึงเน้นความสำคัญทางเศรษฐกิจที่เป็นพลังผลักดันให้เกิดการขยายตัวของทุนจนนำมาสู่การขยายฐานทางอำนาจไปสู่ดินแดนอาณานิคม นั่นคือสหรัฐอเมริกาเห็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจและต้องทำประเทศฟิลิปปินส์ให้เป็นประเทศที่เน้นระบบตลาดเสรี จึงต้องมีปฏิบัติการทางการเมืองต่อฟิลิปปินส์

นอกจากทฤษฎีจักรวรรดินิยมแบบมาร์กซิสที่เน้นความสำคัญทางเศรษฐกิจยังมี ทฤษฎีจักรวรรดินิยมที่ถูกเสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยม คือแนวคิด Imperialism  ของ Joseph Schumpeter ซึ่ง Schumpeter มองจักรวรรดินิยมเกิดจากความต้องการและสัญชาติญาณของมนุษยชาติ[17] ที่ต้องการทำสงครามหรือเข้ายึดครองดินแดนโดยเกิดจากความโน้มเอียงทางจิตใจมากกว่าเศรษฐกิจกำหนด Schumpeterมองว่าแนวคิดจักรวรรดินิยมแบบนี้ไม่เข้ากับยุคทุนนิยมและจะหมดความสำคัญไป ข้อถกเถียงและคำอธิบายสำคัญที่เกิดจากทฤษฏีจักรวรรดินิยมนี้จึงน่าสนใจในการอธิบายการเมืองภายใต้โครงสร้างอำนาจโลกของฟิลิปปินส์ เพราะสหรัฐฯ นั้นเห็นความสำคัญของยุทธศาสตร์ทางการทหารของฟิลิปปินส์มากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯจึงต้องเข้ามาครอบนำทางการเมืองในระดับโครงสร้างเพื่อใช้ฟิลิปปินส์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม เห็นได้ชัดในช่วงสงครามกับอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์จนกระทั่งในปัจจุบันคือ สงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่สหรัฐฯก็ให้ฟิลิปปินส์เข้าไปจัดการกับขบวนการก่อการร้ายในภาคใต้ของฟิลิปปินส์เอง โดยสหรัฐฯ สนับสนุนทั้งการทหาร การฝึกสอน งบประมาณ[18]เป็นต้น  ฟิลิปปินส์จึงเป็นประเทศหนึ่งที่ถูกนำเสนอโครงสร้างทางการเมืองรูปแบบของประชาธิปไตยที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้กำหนด และยังต้องการให้เกิดขึ้นกับประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[19]

การเมืองการปกครองฟิลิปปินส์ : ภาพสะท้อนการเมืองการปกครองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

รัฐแบบปิตาธิปไตยที่อำนาจรัฐแปลงเปลี่ยนไปตามกลุ่มก้อนทางอำนาจที่เข้ามาครอบงำอำนาจรัฐแบบฟิลิปปินส์นั้น เกิดขึ้นภายใต้ระบอบการเมืองที่ดูมีเสถียรภาพอย่างมาก แต่ด้วยสภาพทางสังคมที่มีความแตกต่างในทางวัฒนธรรมจนกระทั่งแนวคิดชาตินิยมที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนักเพราะเป็นชาตินิยมที่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ ในส่วนชนชั้นล่าง คนยากจน คนชายขอบในฟิลิปปินส์ปัญหาด้านเศรษฐกิจปากท้องเป็นปัญหาสำคัญลำดับแรก คนจนในฟิลิปปินส์ที่ไม่สามารถเข้าถึงอำนาจการจัดการทางนโยบายของรัฐในฟิลิปปินส์มีเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดช่องว่างการก่อตัวของอำนาจแบบอิทธิพลและการเมืองแบบเจ้าพ่ออุปถัมภ์ขึ้นครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ทำหน้าที่เชื่อมโยงการเมืองระดับชาติเข้ากับการเมืองที่หลากหลายของท้องถิ่น รัฐบาลฟิลิปปินส์จะสามารถอยู่ในอำนาจนำได้ก็ต้องดูแลเชื่อมสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองอิทธิพลเหล่านี้เพื่อควบคุมให้เกิดความเรียบร้อย การเมืองแบบปิตาธิปไตยที่ที่เน้นสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับอำนาจอิทธิพลท้องถิ่นนั้น นอกจากจะเกิดขึ้นในฟิลิปปินส์แล้ว ยังสามารถทำความเข้าใจลักษณะการใช้อำนาจดังกล่าวในกรณีของอินโดนีเซียซึ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และมีความแตกต่างทางภูมิศาสตร์อย่างมากเช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ ดังนั้น คนอินโดนีเซียอาจคล้ายคลึงกันในแง่นิยมความเป็นท้องถิ่นมากกว่าชาติแต่น้อยกว่าฟิลิปปินส์ เพราะชาตินิยมในอินโดนีเซียมีความเข้มแข็งกว่าฟิลิปปินส์ ชนชั้นนำอินโดนีเซียใช้การเมืองแบบชาตินิยมต่อสู้กับอาณานิคม สร้างชาติให้เข้มแข็งขึ้นด้วยการขยายภาษาของชาติ ผ่านระบบการศึกษาสมัยใหม่[20] เป็นต้น ลักษณะการใช้อำนาจการปกครองของชนชั้นนำในอินโดนีเซียจึงมีทั้งด้านที่เป็นเหตุผลทางกฎหมายสมัยใหม่และด้านของการประสานประโยชน์กับชนชั้นนำทางการเมืองและกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น หรือกลุ่มชนชั้นนำทางธุรกิจอีกด้วย

ในกรณีของประเทศบรูไนนั้น บรูไนมีการปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำทางการปกครองและการบริหารสูงสุด การเมืองในบรูไนจึงเป็นการเมืองที่ปิดตาย การกำหนดนโยบายการจัดการทรัพยากรใดๆ ล้วนมาจากการตัดสินของพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น คำถามคือแล้วทำไมคนบรูไนจึงยินยอมต่ออำนาจนำเด็ดขาดของกษัตริย์ไม่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองเลย การตอบคำถามดังกล่าวก็ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจอำนาจและลักษณะการใช้อำนาจของกษัตริย์บรูไนที่เน้นการจัดสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึงเป็นอย่างมาก คนบรูไนมีความเป็นอยู่ที่ดีอันเนื่องมากจากความร่ำรวยจากการเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเลียมดังกล่าวมีมูลค่ามหาศาลและถูกผูกขาดกิจการเป็นของรัฐกษัตริย์ บรูไนจึงมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูงและนำความมั่งคั่งดังกล่าวมาจัดสรรให้กับประชาชนบรูไนให้มีความเป็นอยู่ดี ประกอบกับการใช้กลไกรัฐจัดการกับความคิดทางการเมืองที่เห็นต่าง ลักษณะอำนาจเป็นอุปถัมภ์ดังกล่าวคล้ายคลึงกับฟิลิปปินส์เพียงแต่ชนชั้นปกครองฟิลิปปินส์มีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนทางอำนาจมากกว่าบรูไนที่มีเพียงคนเดียว อำนาจแบบปิตาธิปไตยลักษณะอำนาจที่แปรผันกับอุดมการณ์ของชนชั้นนำ อำนาจแบบบุญบารมีจึงสามารถอธิบายรัฐและชนชั้นปกครองในเอเชียตะวันออกแยงใต้ได้ในระดับหนึ่ง

ในเรื่องบทบาทรัฐในการเมืองฟิลิปปินส์ต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจนั้น งานวิจัยของคุนิโอะ[21]  ชี้ให้เราเห็นภาพการทำงานของทุนนิยมในฟิลิปปินส์ที่มีความบกพร่องจากการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐที่ไม่ทำให้เกิดการกระตุ้นเสถียรภาพการทำงานของระบบตลาดอย่างเสรี ก่อให้เกิดระบบทุนนิยมพวกพ้อง (Crony Capitalism) ที่ขัดขวางการทำงานของระบบตลาดเสรี ทั้งยังด้อยต่อการพัฒนาทางเทคโนโลยีซึ่งไม่สอดรับกับภาคการผลิต และรัฐยังมีนโยบายกีดกันชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในฟิลิปปินส์ ยกเว้นสหรัฐอเมริกา นี่คือตัวอย่างที่คุนิโอะเห็นว่าทุนนิยมในฟิลิปปินส์กลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ทำงานภายใต้การแสวงหากำไรจากผู้แสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจและนักเก็งกำไร นายทุนแบบแปลกๆ คือนายทุนแบบอิทธิพล (Crony Capitalist) รวมบทบาทรัฐนำการพัฒนาทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ที่ด้อยประสิทธิภาพ ซึ่งธุรกิจยังถูกผูกขาดด้วยนายทุนอิทธิพลดังกล่าวจึงทำให้ทุนนิยมฟิลิปปินส์เป็นทุนนิยมเทียม

จะเห็นได้ว่าถ้าเราเปรียบเทียบการทำงานของระบบทุนนิยมดังกล่าวกับประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เราจะพบว่าทุนนิยมในประเทศที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างคือ กรณีของอินโดนีเซียซึ่งในช่วงยุคหลังเป็นเอกราชนั้นมีลักษณะทางเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกับฟิลิปปินส์ เพราะมีการกีดกันโดยรัฐต่อทุนต่างชาติและนโยบายกีดกันชาวจีน มีการใช้อำนาจรัฐในการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องทั้งในเชิงรูปธรรมทางนโยบายและงบประมาณเป็นต้น แต่ในภายหลังการเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยแบบมีผู้นำและยุคระเบียบใหม่ ก็ยังคงมีปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกันในลักษณะของอำนาจที่เกิดจากการแทรกแซงของกลไกนอกระบบเศรษฐกิจ แต่เปลี่ยนจากการเมืองแบบอิทธิพลที่มีกลุ่มก้อนทางอำนาจนอกระบบเข้มแข็งเป็นนายทุนราชการ (Bureaucratic Capitalism) [22] เช่นในสมัยซูฮาโต้นั้น พบว่าซูฮาร์โตได้ใช้เครือข่ายอุปถัมภ์ระหว่างสำนักประธานาธิบดีของเขาเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัทผลิตน้ำมันระดับชาติและมูลนิธิต่างๆ [23] 

 

การเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ :  การเมืองของการสร้างการครองความคิดจิตใจ

 

แนวคิดการครองความคิดจิตใจ[24] (Hegemony) เป็นทฤษฎีทางการเมืองของ อันโตนิโอ กรัมชี นักคิดทางการเมืองแนวมาร์กซิสชาวอิตาลี่ อธิบายว่าการครองความคิดจิตใจ (Hegemony) นั้น คือการที่ชนชั้นปกครองทำให้เกิดการยินยอมยอมรับอย่างกว้างขวางของชนชั้นผู้ถูกปกครอง โดยการทำให้เกิดการยินยอมยอมรับดังกล่าวนั้นไม่ได้ผ่านการบังคับหรือใช้กำลัง แต่คือการโน้มน้าวผู้คนให้ยอมรับต่อคุณค่าทางการเมืองและศีลธรรมของชนชั้นปกครองจนเกิดการยินยอมยอมรับในระดับของจิตสำนึก[25] กลายเป็นสามัญสำนึก (Common Sense)ในระดับชีวิตประจำวัน ดังนั้น บทบาทของรัฐจึงมีหน้าที่ในการสร้างการครอบงำและปลูกฝังความคิดแก่ชนชั้นผู้ถูกปกครองให้ยอมรับในคุณค่าทางการเมืองและอำนาจของชนชั้นปกครอง ส่วนสังคมนั้นกรัมชี่มองว่าสังคมคือส่วนประกอบที่สำคัญสองส่วนคือ สังคมการเมือง (Political Society) และประชาสังคม (Civil Society) สังคมการเมืองเป็นเรื่องของภาครัฐ รัฐบาล การใช้อำนาจเชิงกลไก ส่วนประชาสังคมเป็นพื้นที่ของภาคเอกชน รัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาสังคมเรียกว่า รัฐด้านจริยธรรม (Ethical State) หรือรัฐด้านวัฒนธรรม (Cultural State)[26] โดยการสร้างการครองความคิดจิตใจต้องทำสงครามช่วงชิงพื้นที่ทางความคิด (War of cialis no prescription position) เพื่อสร้างการยินยอม (Consent) ภายในประชาสังคม ควบคู่ไปกับการทำสงครามช่วงชิงที่มั่น (War of Movement) ที่ใช้วิธีการแบบกลไกบังคับ (Coercion) ภายในสังคมการเมือง

เราสามารถอธิบายความสัมพันธ์ทางอำนาจของรัฐและสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ด้วยการอธิบายผ่านกรอบคิดดังกล่าวที่ศึกษาการเมืองและอำนาจเพิ่มเติมจากมาร์กซิสในอดีตที่เน้นความสำคัญทางเศรษฐกิจและพลวัตรทางชนชั้นเป็นหลัก กล่าวคือ แนวคิดดังกล่าวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาการเมืองเชิงอุดมการณ์ของชาติในภูมิภาคนี้

กล่าวคือชนชั้นปกครองหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีต การทำให้เกิดการยินยอมต่อการใช้อำนาจนั้น มักใช้ผ่านการบังคับทางการทหาร (Coercion) ซึ่งเป็นช่วงของการเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ทางการเมือง แนวคิดเรื่องความเป็นรัฐ-ชาติเข้ามาก่อให้เกิดการแบ่งหน้าที่ในทางการเมืองอย่างชัดเจน การรวบรวมชาติจึงจำเป็นต้องใช้อำนาจแบบบังคับดังกล่าว เช่น ภายหลังแนวคิดเรื่องรัฐ-ชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ชนชั้นนำไทยจำเป็นต้องใช้กองกำลังทหารเพื่อไปปราบผู้ที่ทำตัวเป็นกบฏต่อต้านอำนาจจากส่วนการ ต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจ เช่นกบฏผีบุญ กบฏเมืองแพร่ กบฏแขกเจ็ดหัวเมืองทางภาคใต้เป็นต้น เพราะในอดีตการปกครองในสมัยก่อนไม่มีความชัดเจนในทางภูมิศาสตร์ แต่เมื่อกรอบคิดความเป็นรัฐสมัยใหม่เข้ามาก็ก่อให้เกิดการต่อต้านดังตัวอย่าง

นอกจากการใช้กลไกความรุนแรงจัดการแล้ว การจะทำให้ผู้คนในท้องที่ห่างไกลสยบยอมต่ออำนาจรัฐจากส่วนกลางกรุงเทพฯ ก็ต้องใช้การสร้างการยินยอมยอมรับในระดับอุดมการณ์กล่าวคือ  นอกจากใช้กลไกรัฐแบบรุนแรงบังคับด้วยกฎหมายแล้วชนชั้นนำไทยขณะนั้นยังต้องใช้โครงสร้างส่วนบนของสังคมคือ การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม เข้าไปอบรม กล่อมเกลา ปลูกฝัง ชนชั้นผู้ถูกปกครอง กลไกดังกล่าวทำหน้าที่สร้างคุณค่าความเป็นชาติ สร้างอัตลักษณ์ร่วมกัน และทำลายอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่หลากหลายเป็นอุปสรรคต่อการปกครอง สร้างความเป็นหนึ่งเดียว ผ่านวาทกรรมอุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์นิยมเป็นต้น   ดังกล่าวมาก็เป็นภาพการเคลื่อนไหวการใช้อำนาจของชนชั้นปกครองไทยในอดีตที่ต้องสร้างการยินยอมยอมรับ ควบคู่ไปกับการใช้ความรุนแรงและกลไกการบังคับทางกฎหมาย

จะเห็นได้ว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวทางอำนาจได้ดียิ่งขึ้นในการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ถ้าลองอธิบายการเมืองที่สำคัญเช่น ในประเทศพม่าเราจะพบว่าชนชั้นปกครองของพม่าใช้กลไกการบังคับ (Coercion) ต่อประชาสังคม มากกว่าการสร้างการยินยอมยอมรับ (Consent) กล่าวคือ รัฐบาลทหารปกครองด้วยระบบทหารที่ไม่เปิดให้ผู้ที่เห็นต่างได้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เมื่อเกิดการต่อต้านจากประชาสังคมเอง กองทัพพม่าก็เข้ามาใช้ความรุนแรง จับกุมคุมขัง เรื่อยมา กล่าวได้ว่าสังคมการพม่าเป็นรูปแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ

ในสิงคโปร์เองก็มีความน่าสนใจภายใต้กรอบการศึกษาดังกล่าว สิงคโปร์ก็ถือได้ว่าเป็นสังคมที่ไม่ค่อยเสรีนักในทางการเมืองเช่นเดียวกับสังคมพม่าแต่มีความรุนแรงน้อยกว่า เพราะสิงคโปร์ใช้กลไกการบังคับ (Coercion) ผ่านกฎหมายที่มีความเข้มงวด จำกัดสิทธิ เสรีภาพของพลเมืองอย่างมาก กฎหมายในสิงคโปร์มีโทษที่รุนแรงอย่างยิ่ง ประเด็นที่สำคัญจากแนวคิดนี้ในการเมืองสิงคโปร์ เราอาจนึกถึงช่วงการครองอำนาจของ ลี กวน ยู ที่ใช้กำลังปราบปรามฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรงเด็ดขาด และสร้างสร้างการครองความคิดจิตใจผ่านอุดมการณ์ ประชาคมนิยม (Communitarianism) ในสิงคโปร์ ปรัชญาสำคัญของอุดมการณ์ดังกล่าวคือการเน้นส่วนรวมแทนปัจเจก ลีเสนอประชาธิปไตยคุณค่าแบบเอเชีย (Asian Values) เพราะลีมองว่าประชาธิปไตยเสรีเป็นแนวคิดแบบตะวันตกไม่เหมาะกับสังคมเอเชีย แนวคิดประชาสังคมเป็นอุดมการณ์ที่เชิดชูชาติเหนือชุมชน,ปัจเจก สถาบันครอบครัวคือรากฐานของสังคม เน้นความเป็นเอกฉันท์มากกว่า การถกเถียง แข่งขัน เน้นความสามัคคี และเรียกร้องการเสียสละเพื่อชาติของพลเมือง

ในอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์มีความน่าสนใจในแง่ที่ว่า การสร้างการยินยอมยอมรับในช่วงหลังอาณานิคนนั้นมีลักษณะสำคัญ งานของ Ben Anderson นำเสนอภาพพลวัตรจินตนาการการสร้างชาติผ่านการใช้ภาษา โดยใช้ภาษากลางเป็นสื่อในการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติผ่านระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่เน้นความเสมอภาค อีกประเด็นที่สำคัญจากการศึกษาการเมืองเชิงอุดมการณ์ภายใต้กรอบคิดแบบกรัมชี่ คือ แนวคิดลัทธิปัญจศีลา เป็นต้น แนวคิดดังกล่าวต้องการโน้มนำให้ประชาสังคมอินโดนีเซียเห็นความสำคัญของชาติและความมั่นคง

นอกจากนั้นในลาวเองก็พบว่าชนชั้นปกครองของลาวใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการครองความคิดจิตใจ ต่อชนชั้นผู้ถูกปกครอง เช่นเดียวกับไทยและเขมร  ที่เน้นใช้อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการสร้างการครองความคิดจิตใจประชาชนเช่นกัน

โดยสรุปนั้นเราจะพบว่าวาทกรรมต่างๆ ของชนชั้นปกครองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังที่ได้ยกตัวอย่างไปบ้างนั้น ชนชั้นปกครองมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะควบคุมมีอำนาจเหนือประชาชน การมีอำนาจเหนือดังกล่าวกระทำผ่านการใช้การเน้นความรุนแรงที่ชัดเจนเช่นในชนชั้นปกครองในพม่า และด้วยการเน้นการสร้างความชอบธรรม ยินยอมยอมรับ ศรัทธา ในหมู่ประชาชน ที่ชัดเจนมากคือชนชั้นปกครองในไทย

ประชาสังคมกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองการเมือง : การต่อต้านต่ออำนาจการครองความคิด/จิตใจ

 

ประชาสังคม (Civil Society) ในที่นี้หมายถึงพื้นที่ไม่ใช่รัฐ/นอกภาครัฐทั้งหมด อาจกล่าวอย่างคร่าวๆ ได้ว่าเป็นพื้นที่ทางการเมืองและสังคมของภาคเอกชนก็ได้ ประชาสังคมคือพื้นที่ทางการเมืองแบบอุดมการณ์ พื้นที่ทางการเมืองของการต่อสู้ทางคุณค่า ความหมาย ปรัชญาและแนวคิด ผู้สร้างการครองความคิด (Hegemon) ใดๆ ก็ตาม หากต้องการสร้างอำนาจการครองความคิดจิตใจอย่างสมบูรณ์ (Complete Hegemony) แก่ชนชั้นผู้ถูกปกครองจำเป็นต้องทำสงครามช่วงชิงพื้นที่ทางความคิดผ่านการสร้างการยินยอม/ยอมรับในพื้นที่ประชาสังคมดังกล่าว มิฉะนั้นการสร้างอำนาจการครองความคิดก็ไม่สมบูรณ์และสุ่มเสี่ยงต่อการถูกต่อต้านอีกด้วย ดังนั้นการยึดครองพื้นที่ประชาสังคมนั่นเอง ที่ทำให้ชนชั้นปกครองสามารถสร้างการครองความคิดได้อย่างสมบูรณ์อย่างแท้จริง 

แต่ใช่ว่ากลุ่มก้อนทางอำนาจ (Power Bloc) ต่างๆ จะสามารถสร้างอำนาจการครองความคิดจิตใจได้โดยสดุดีเสมอไป เพราะอาจจะมีการต่อต้านจากกลุ่มก้อนทางอำนาจใหม่ ที่มีชุดทางอุดมการณ์อีกแบบที่ขัดแย้ง/สวนทางกัน เข้ามาทำสงครามช่วงชิงพื้นที่ทางความคิดแข่งกับกลุ่มก้อนทางอำนาจเดิมก็เป็นได้ นี่คือการเมืองที่เกิดขึ้นในภาคประชาสังคม การต่อต้านต่ออำนาจการครองความคิดจิตใจ อาจเกิดขึ้นในรูปของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองอื่นๆ ที่มีการต่อสู้ทางการช่วงชิงความคิดและสงครามช่วงชิงพื้นที่ด้วยดังเช่นกรณีพรรคคอมมิวนิสต์หรือกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนเป็นต้น 

ในการเมืองไทยพบว่ากลุ่มการเมืองอย่างกลุ่มคนเสื้อแดงก็ถือเป็นกลุ่มก้อนทางอำนาจใหม่ที่ต่อต้านต่อกลุ่มก้อนทางอำนาจเดิมที่ครองความคิดจิตใจชนชั้นผู้ถูกปกครองผ่านอุดมการณ์ชาตินิยม ศาสนา และพระมหากษัตริย์ กลุ่มคนเสื้อแดงมีชุดทางความคิดเรื่องชาติแบบใหม่ มีเป้าหมายทางการเมืองที่ท้าทายและต่อต้านแบบแผนอำนาจครอบงำแบบเดิมที่ชนชั้นปกครองไทยใช้กล่อมเกลาปลุกฝังพลเมืองไทยแต่เดิมมา 

ในฟิลิปปินส์พบว่าการต่อสู้ของภาคประชาสังคมทางการเมืองที่ขับไล่ชนชั้นนำฟิลิปปินส์มีความเข้มแข็งมาก แต่พบว่าชนชั้นนำเผด็จการดังกล่าวไม่มีความสามารถมากในการครองความคิดจิตใจพลเมือง เช่นเผด็จการมาร์กอส ที่ใช้กลไกการบังคับคือการประกาศกฎอัยการศึกสร้างความชอบธรรมทางการเมืองมากกว่าการสร้างการครองความคิดจิตใจ ดังนั้นเผด็จการมาร์กอสจึงถูกปลดออกอย่างง่ายดาย นอกจากการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมเพื่อต่อต้านอำนาจเผด็จการ การเมืองฟิลิปปินส์ยังมีการเคลื่อนของขบวนการต่อต้านอำนาจการครองความคิดจิตใจอีกมาก เช่นพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ต่อต้านวาทกรรมการพัฒนาภายใต้ระบอบทุนนิยมของรัฐ โดยการจับอาวุธขึ้นสู้ทำสงครามช่วงชิงพื้นที่ (War of movement) กับรัฐบาลเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่เชื่อมโยงกับศาสนาที่ต้องการต่อต้านต่อการครองความคิดในประเด็นทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์สังคมจากรัฐ โดยเรียกร้องการแบ่งแยกดินแดน แต่ทั้งสองขบวนการก็ถูกรัฐฟิลิปปินส์ใช้ความรุนแรงบังคับ (Coercion) ทั้งสิ้น

ในสิงคโปร์จะพบว่าประชาชนทำการต่อต้านต่อการควบคุมที่เข้มงวดของกฎหมายสิงคโปร์ที่เข้าบงการชีวิตพลเมืองสิงคโปร์อย่างละเอียดซับซ้อนมาก การต่อต้านมักเกิดขึ้นในระดับชีวิตประจำวัน เช่น การต่อต้านต่อกฎหมายรักษาความสะอาด เมื่อพ้นจากสายตาคน คนสิงคโปร์อาจจะคายหมากฝรั่ง ก้นบุหรี่ ทิ้งขยะตามถนน ถ่มน้ำลาย หรือแม้กระทั่งการปัสสาวะในลิฟท์โดยสาร เป็นต้น เพื่อประท้วงต่อความเข้มงวดทางสังคมซึ่งเป็นเป้าหมายหลักทางการปกครองของชนชั้นปกครองสิงคโปร์ที่ต้องการให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระเบียบวินัย

การเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับการทำความเข้าใจสังคมการเมืองไทย

 

การศึกษาสังคมไทยนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมทางการเมืองการปกครองของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เขียนเห็นว่ากรอบการอธิบายความชอบธรรมทางอำนาจของ Max Weber เป็นแนวทางการอธิบายที่ยังมีประโยชน์อยู่มาก เพราะอันที่จริงแล้วถ้าเราเอาหลักการเชิงโครงสร้าง-หน้าที่ของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยมาศึกษาเปรียบเทียบประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เราจะพบความบกพร่อง ความไม่ลงรอย อยู่หลายประการและแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ประชาธิปไตยของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงมีลักษณะผิดรูปร่าง หรือมีความพิเศษที่แตกต่างจากดินแดนอื่นอยู่มาก การทำความเข้าใจการเมือง สังคม และเศรษฐกิจในดินแดนดังกล่าวจึงต้องมองภาพรวมทั้งมิติทางสังคม มนุษย์ วัฒนธรรม จารีตประเพณี อุดมการณ์ ฯลฯ ในแต่ละประเทศอย่างเข้าใจ จึงจะพบว่ากระบวนการเป็นประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นไม่บรรลุตามเป้าหมายเสียที

ประโยชน์จากการศึกษารัฐในแบบของ Weber คือการมองรัฐในแบบ Patrimonial ที่มีพื้นฐานสิทธิอำนาจมาจากความชอบธรรมบนพื้นฐานของประเพณี รัฐแบบครอบครัวเน้นการอุปถัมภ์และมีเครือข่ายการเมืองแบบอิทธิพล รัฐแบบดังกล่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสองแบบ คือแบบอำมาตย์ เช่น อำมาตยาธิปไตยในไทย ที่สังคมการเมืองถูกครอบงำด้วยระบบราชการ ชนชั้นอำมาตย์ กับแบบกลุ่มอิทธิพล เช่น ในฟิลิปปินส์ ที่กลุ่มอิทธิพลนอกภาครัฐเป็นใหญ่ ผู้เขียนกล่าวถึงรัฐแบบปิตาธิปไตยในฟิลิปปินส์มามาก การเมืองแบบปิตาธิปไตยนั้นอาจเปรียบเทียบได้กับยุครัฐบาลทักษิณ ดำรงอำนาจทางการเมืองไว้ได้ด้วยการประสานเชื่อมโยงทางอำนาจกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่าการเมืองไทยช่วงนั้นเป็นปิตาธิปไตยเช่นฟิลิปปินส์ได้ แม้จะมีลักษณะทางอำนาจคล้ายคลึงกัน แต่เมื่อมาเปรียบเทียบทำการศึกษารัฐไทย ซึ่งต้องมองภาพโดยองค์รวมทั้งระบบ เราจะพบภาพสัมพันธภาพทางอำนาจแบบอำมาตยาธิปไตยที่ครอบงำสังคมการเมืองไทยมาอย่างช้านาน ยิ่งในบริบททางการเมืองหลังรัฐประหารปี 2549 นั้นอำนาจแบบอำมาตยาธิปไตยได้แสดงพลังทางการเมืองที่ต้องการแทรกแซงสังคมการเมืองไทยออกมาอย่างชัดเจน ภายใต้การยึดโยงและโน้มนำเอาวาทกรรมทางการเมืองที่แนบชิดกับสถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่นในการกำจัดฝ่ายตรงข้าม จำกัดการเรียกร้อง การประท้วง สนับสนุนนโยบายรัฐทั้งทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และการพัฒนาอื่นๆ ดังนั้น การศึกษารัฐไทยและการตอบคำถามลักษณะทางอำนาจจึงสามารถทำความเข้าใจได้ดีส่วนหนึ่งจากมุมมองแบบ Weber นั่นเอง

ต่อจากแนวคิดของ Weber งานศึกษาสังคมการเมืองไทยที่น่าสนใจ คืองานของ Riggs ในปี 1966[27] ริกส์เสนอแนวคิดอำมาตยาธิปไตยหรือรัฐข้าราชการในการเมืองไทย ริกส์เห็นว่าระบบการเมืองไทยนั้นระบบราชการยังมีอิทธิพลและมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งต่อกิจกรรมทางการเมือง[28] แนวคิดดังกล่าวมองว่าอำนาจต่างๆ ถูกกักไว้ภายในทหารและระบบราชการพลเรือน ขณะที่สถาบันอื่นๆ ในรัฐ เช่น รัฐสภา พรรคการเมือง ศาล หรือที่อยู่นอกรัฐเช่นในประชาสังคมนั้นมีลักษณะที่อ่อนแอ ดังนั้น การตัดสินใจใดๆ ในทางการเมืองและการนำนโยบายไปปฏิบัติจึงเป็นอำนาจของข้าราชการเท่านั้น แม้ว่าระบบราชการจะมีบางส่วนที่ทันสมัย แต่การแบ่งงานกันทำตามโครงสร้างหน้าที่แบบสังคมสมัยใหม่ยังบกพร่องอยู่มากทำให้ระบบทางการเมืองของสังคมไทยเป็นสังคมแบบปริซึมที่มีอำนาจหน้าที่ชัดเจนแบบสมัยใหม่แต่ด้อยประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่ารัฐและสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นไม่ใช่รัฐและสังคมตามจารีตแบบเก่า  แต่ก็ไม่ใช่รัฐและสังคมตามจารีตแบบใหม่

แนวคิดการอธิบายระบบการเมืองและลักษณะการใช้อำนาจดังกล่าวมานั้นก็สามารถอธิบายและทำความเข้าใจสังคมการเมืองไทยได้อย่างชัดเจนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะคำตอบของงานการศึกษาดังกล่าวเช่นจากงานของริกส์ที่ได้ศึกษาอำนาจแบบอำมาตยาธิปไตยนั้น ได้ปรากฏชัดเจนอย่างมากในการเมืองไทยปัจจุบันช่วงนับตั้งแต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมา แต่ยังขาดการเชื่อมโยงและทำความเข้าใจการเมืองเข้ากับเรื่องเศรษฐกิจ

ในเรื่องเศรษฐกิจนั้น เราจะพบว่าเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมของรัฐไทยนั้นค่อนข้างเสรี เมื่อเราเปรียบเทียบกับแนวคิดทุนนิยมเทียมของศาสตราจารย์คุนิโอะ เพราะรัฐไทยไม่มีการกีดกันเรื่องเชื้อชาติแบบในอดีต การแทรกแซงของรัฐยังมีอยู่แต่นับว่ามีการตรวจสอบและการกำหนดอำนาจการแทรกแซงที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อประสิทธิภาพของตลาดมากเช่นในอดีต ในเรื่องเทคโนโลยีนั้นก็ค่อนข้างทันสมัยพอสมควรถ้าไปดูภาคการผลิตในปัจจุบัน นั่นคือแนวคิดรูปธรรมทางเศรษฐกิจที่น่าจะเป็น ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันถ้ามองจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิก คือปัญหาทางการเมืองและการผูกขาดทางการค้าที่เกี่ยวพันกับนักการเมือง อันเนื่องมาจากระบบการเมืองไทยไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลทำงานได้อย่างไม่เต็มที่หรือไม่มีประสิทธิภาพ การเมืองถูกแทรกแซงโดยกองทัพและข้าราชาการที่เข้ามาพัวพันทางด้านเศรษฐกิจเข้าจนได้ เช่นกรณี ธุรกิจสื่อ เป็นต้น ดังนั้น ถ้าจะบอกว่าทุนนิยมของไทยยัง “เทียม” อยู่ก็คงไม่ผิด เพียงแค่มีความสมจริงเพิ่มขึ้นมากกว่าอดีตเท่านั้นเอง เศรษฐศาสตร์การเมืองแนวเสรีนิยมจึงมองปัญหาเศรษฐกิจในสังคมไทยว่าเกิดจากความบกพร่องของรัฐ ความล้มเหลวด้านการเมือง การบริหารของรัฐ

แต่สำหรับเศรษฐศาสตร์การเมืองแนวมาร์กซิสนั้น มองปัญหาทางเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจการเงินที่เกิดขึ้นในรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเกิดจากกลไกตลาดเอง[29] ซึ่งไร้ประสิทธิภาพด้วยการทำงานของตัวมันเอง เพราะทุนนิยมมีจุดร่วมของปัญหาที่ต้องประสบอย่างแน่นอนคือ แนวโน้มการลดลงของกำไร การผลิตเกินกำลังซื้อในตลาด โดยสรุปความล้อมเหลวของตลาดนี่เองที่เป็นต้นเหตุให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชียและไทยในปี 2540

ประเด็นเรื่องทหารนั้น เราจะพบว่าการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในพม่า ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องทหาร โดยเฉพาะสองประเทศแรก คือพม่ากับไทย ส่วนฟิลิปปินส์นั้น ทหารไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองอย่างค่อนข้างจะแน่นอน  ในพม่านั้นแทบจะพูดได้ว่าคงไม่มีโอกาสที่รัฐบาลพลเรือนจะเข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ เพราะรัฐบาลทหารพม่าได้ครอบงำการเมืองพม่ามาเป็นเวลานานและใช้ความรุนแรงในการปกครองประเทศยากที่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยจะมีอำนาจทางการเมือง ในไทยนั้น แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดการรัฐประหารโดยทหารในปี 2549 แม้ทหารจะยอมลงจากอำนาจ แต่ก็ได้ออกแบบโครงสร้างและสถาบันการเมืองไว้ รวมทั้งยังการวิพากษ์วิจารณ์กันชนว่าทหารมีบทบาทแทรกแซงทางการเมืองเบื้องหลังจนกระทั่งปัจจุบัน ทหารในสังคมไทยเป็นกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ยิ่งใหญ่มาก ทั้งทางอำนาจและงบประมาณ ทั้งยังใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเป็นอุดมการณ์เคลื่อนไหวทางการเมืองอีกด้วย

ประเด็นอุดมการณ์ชาตินิยมไทยต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เราจะพบว่ารัฐไทยในอดีตปลูกฝัง, ครอบงำทางความคิดในการมองประเทศเพื่อบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยทัศนคติแบบชาตินิยมอย่างมาก ตัวอย่างเช่นในแบบเรียนไทย รัฐไทยในอดีตสร้างจิตสำนึกชาตินิยม อุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยม มีการสืบทอดอุดมการณ์ดังกล่าวผ่านสื่อแบบเรียนที่เป็นกลไกรัฐ อุดมการณ์ชาตินิยมกระแสหลักจึงได้ครอบงำทัศนคติของคนไทยและสร้างอคติที่แฝงเร้นอยู่ในการนำเสนอเรื่องราวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแบบเรียนไทย[30] ที่ค่อนข้างลบหลู่ หรือมองประวัติศาสตร์เพื่อนบ้านในแง่ลบมากกว่า หรือมองประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างเหนือกว่าเพื่อนบ้าน จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวชาตินิยมในสังคมไทยปัจจุบันจึงยิ่งดูไร้เหตุผลมากขึ้นทุกที เพราะอุดมการณ์ชาตินิยมกระแสหลักเริ่มถูกต้านทาน/ต่อต้านเรื่อยมา

ในเรื่องศาสนานั้น ในฟิลิปปินส์นั้นศาสนาคริสต์เข้ามาพร้อมกับการเป็นอาณานิคมโดยช่วงแรกๆ มีบทบาทในการครอบงำบรรทัดฐาน กำหนดกฎระเบียบของสังคม อย่างมาก ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาเพิ่งจะถูกแยกบทบาททางอำนาจอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญปี  1935[31] ในลาว ฝ่ายซ้ายใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการต่อสู้โดยนำพระสงฆ์มาเป็นแนวร่วม[32] ในขณะที่ฝ่ายขวาและรัฐบาลกษัตริย์ไม่สามารถใช้ศาสนาต่อสู้ทางการเมืองกับฝ่ายซ้ายได้ ซึ่งต่างกับไทยเพราะชนชั้นนำไทยเช่นสถาบันกษัตริย์ไทยสามารถประยุกต์ใช้หลักธรรมและตีความศาสนาใหม่เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายขวาไทยเป็นหนึ่งในอุดมการณ์ชาตินิยม ใช้จัดการกับศัตรูทางการเมืองอย่างได้ผล เช่นกรณี 6 ตุลา หรือการสร้างวาทกรรมทศพิธราชธรรม กษัตริย์ธรรมราชา เป็นต้น

ในประเด็นเรื่องสถาบันกษัตริย์นั้น ถ้าจะเปรียบเทียบกับบรูไนนั้น เราจะพบว่ากษัตริย์บรูไนมีความชัดเจนในการลงมาปกครองประเทศภายใต้ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปฏิเสธประชาธิปไตยและเสรีภาพแต่มีการจัดการทางด้านเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง ประชาชนบรูไนได้รับสวัสดิการสังคมอย่างดี  ขณะที่สถาบันกษัตริย์ไทยมีสถานะที่อยู่เหนือการเมือง แต่ (ถูกใช้ให้-บรรณาธิการ) มีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ในการสนับสนุนการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับคนเสื้อแดงซึ่งเรียกร้องระบอบการเลือกตั้งเสรี รวมทั้งยังมีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อจำกัดการถกเถียง พูดคุยเรื่องสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์อย่างเสรี ขณะที่กลุ่มอำมาตย์ทางการเมืองอย่างองคมนตรี ทหาร ราชาการ นักการเมืองฝ่ายขวา ได้นำเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองและใช้เป็นข้ออ้างในการจัดการทางการเมืองของตน ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งในระบบเสรีประชาธิปไตย จนเกิดการต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน

 

บรรณานุกรม

ใจ อึ้งภากรณ์, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ข้อถกเถียงทางการเมือง, [ม.ป.ท] 2552,

ดวงสุดา ศรียงค์, ฐานทัพกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและฟิลิปปินส์ (1965-1984), วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529

นิยม รัฐอมฤต, การปกครองประชาธิปไตยนานาประเทศ, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2553

ยงยุทธ อิสรชัย,บทบาทภาครัฐกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองไทย, ใน เอกสารการสอนชุดวิชาเศรษฐกิจกับการเมืองไทย, พิมพ์ครั้งที่4, สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่8-15, 2552

โยะชิฮะระ คุนิโอะ, ชาติและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ฟิลิปปินส์และไทย, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2541

โยะชิฮะระ คุนิโอะ เขียน, รัศมิ์ดารา ขันติกุล และคณะ แปล, กำเนิดทุนนิยมเทียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2544

วารุณี โอสถารมย์, แบบเรียนไทยกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “เพื่อนบ้านของเรา” ภาพสะท้อนเจตนคติอุดมการณ์ชาตินิยมไทย, ใน รัฐศาสตร์สาร, ปีที่22 ฉบับที่3 2544

วุฒิกรณ์ ชูวัฒนานุรักษ์, การก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคหลังสงครามเย็น: วิเคราะห์แนวคิด การก่อการร้าย และขบวนการก่อการร้ายในไทยและฟิลิปปินส์, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549

วิทยา สุจริตธนารักษ์,การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองอินโดนีเซีย, กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ,2542

สีดา สอนศรี, ฟิลิปปินส์: จากอดีตสู่ปัจจุบัน(ค.ศ.1986-2006),กรุงเทพฯ: โครงการตำราและสิ่งพิมพ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2550

อนุสรณ์ ลิ่มมณี, ทฤษฏีเศรษฐกิจการเมืองยุคปัจจุบัน, กรุงเทพ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,2545

เอลชา ไชนุดิน เขียน, เพ็ญศรี สุมิตร แปล, ประวัติศาสตร์อินโอนีเซีย A Short History of where to buy cialis Indonesia,พิมพ์ครั้งที่2, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,2552

โฮเซ ริซัล เขียน, จิตรภรณ์ ตันรัตนกุล แปล, อันล่วงละเมิดมิได้, กรุงเทพ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2548

 

หนังสือภาษาอังกฤษ

Damien Kingsbury, South-East Asia A Political Prafile, South Melbourme: Oxford University Press, 2005.

David Foegacs , ed. A Gramsci Reader Selected Writings 1916-1935. London: Lawrence and where to get viagra Wishart,1988

David Harvey, The New Imperialism,UK: Oxford University Press 2003

Eva-Lotta E. Hedman, In the ordering viagra overnight delivery Name of buy cialis once daily Civil Society from Free Election Movement to People Power in Philippines, Honolulu: University of cialis prices Hawai’I Press, 2006

Fred Warren Riggs, Thailand : The Modernization of viagra online uk a Bureaucratic Polity, Honolulu : East-West Center, 1966

Grace Jamon, Mary G. Mirandilla, Religion and what is cialis professional Politics, in Rodolfo C. Severino, ed, Whither the viagra for cheap Philippines in the 21st Century?, Singapore : Insitute of Southeast Asian Studies,2007

John Funton, ed. Government and best cialis price Politics in Southeast Asia, Singapore : Insitute of Southeast Asian Studies , 2001

Kieran Allen, Max Weber A Critical Introduction, London: Pluto Press, 2004

Raul P. De Guzman and buying cialis Mila A. Reforma, Government and Politics of the viagra soft Philippines, New York: Oxford University Press, 1988

Tom Bottomore ed. A Dictionary of Marxist Thought.Oxford:Blackwell Publishers.1991.

William Case, Politics in Sourtheast Asia : Democratic or Less, Richmond Surrey : Curzon Press,2002

 

เว็บไซด์

นักวิชาการชี้รัฐบาลฟิลิปปินส์หล่อเลี้ยงด้วยสายสัมพันธ์ทางอำนาจกับอิทธิพลท้องถิ่น”  http://prachatai3.info/journal/2009/12/26821 


[1] สีดา สอนศรี, ฟิลิปปินส์: จากอดีตสู่ปัจจุบัน(ค.ศ.1986-2006),กรุงเทพฯ: โครงการตำราและสิ่งพิมพ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2550,17.

[2] โฮเซ ริซัล เขียน, จิตรภรณ์ ตันรัตนกุล แปล, อันล่วงละเมิดมิได้, กรุงเทพ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2548, (7)

[3] นิยม รัฐอมฤต, การปกครองประชาธิปไตยนานาประเทศ, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2553, 282.

[4] สีดา สอนศรี,2550,24.

[5] สีดา สอนศรี,2550,188.

[6] “นักวิชาการชี้รัฐบาลฟิลิปปินส์หล่อเลี้ยงด้วยสายสัมพันธ์ทางอำนาจกับอิทธิพลท้องถิ่น”  http://prachatai3.info/journal/2009/12/26821 

[7] ดวงสุดา ศรียงค์, ฐานทัพกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและฟิลิปปินส์ (1965-1984), วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529,74-80.

[8] Eva-Lotta E. Hedman, In the Name of Civil Society from Free Election Movement to People Power in Philippines, Honolulu: University of Hawai’I Press, 2006, 1-2.

[9] John Funton, ed. Government and Politics in Southeast Asia, Singapore : Insitute of Southeast Asian Studies , 2001, 277.

[10] Raul P. De Guzman and Mila A. Reforma, Government and Politics of the Philippines, New York: Oxford University Press, 1988,16

[11] Kieran Allen, Max Weber A Critical Introduction, London: Pluto Press, 2004, 100

[12]ดูการเมืองแบบคณาธิปไตยในฟิลิปปินส์ ใน  ่Damien Kingsbury, South-East Asia A Political Prafile, South Melbourme: Oxford University Press, 2005.288-318

[13] โดย Kingbury ได้ยกตัวอย่างตระกูลสำคัญที่เข้าครอบงำทางการเมืองในแต่ละท้องถิ่นเช่น  ตระกูล Cojuangcos ครอบครองจังหวัด Tarlac, ตระกลู Osmenas ครอบครองจังหวัด Cebu, ตระกูล Macapagals ครอบครอง จังหวัด Pampanga เป็นต้น ดู Damien Kingsbury, 2005.288.

[14] ดูโยะชิฮะระ คุนิโอะ เขียน, รัศมิ์ดารา ขันติกุล และคณะ แปล, กำเนิดทุนนิยมเทียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2544, 167-168.

[15] ดู โยะชิฮะระ คุนิโอะ, ชาติและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ฟิลิปปินส์และไทย, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2541

[16] David Harvey, The New Imperialism,UK: Oxford University Press 2003, 35.

[17] อนุสรณ์ ลิ่มมณี, ทฤษฏีเศรษฐกิจการเมืองยุคปัจจุบัน, กรุงเทพ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,2545,148-149

[18] วุฒิกรณ์ ชูวัฒนานุรักษ์, การก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคหลังสงครามเย็น: วิเคราะห์แนวคิด การก่อการร้าย และขบวนการก่อการร้ายในไทยและฟิลิปปินส์, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549,434.

[19] James A. Tyner, America’s strategy in Southeast Asia : From the viagra samples Cold War to the viagra samples Terror War (New York : Rowman, 2007) 61.

[20] เอลชา ไชนุดิน เขียน, เพ็ญศรี สุมิตร แปล, ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย  A Short History of Indonesia,พิมพ์ครั้งที่2, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,2552,409.

[21] ดู โยะชิฮะระ คุนิโอะ เขียน, รัศมิ์ดารา ขันติกุล และคณะ แปล, กำเนิดทุนนิยมเทียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2544,  และ โยะชิฮะระ คุนิโอะ, ชาติและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ฟิลิปปินส์และไทย, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2541

[22]  วิทยา สุจริตธนารักษ์,การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองอินโดนีเซีย, กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ,2542, 54-59.

[23] William Case, Politics in Sourtheast Asia : Democratic or Less, Richmond Surrey : Curzon Press,2002,36-37.

[24] ผู้ใช้แปลคำว่า Hegemony ว่า “การครองความคิดจิตใจ” ในวงวิชาการไทย คือสุชาย ตรีรัตน์ และพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ นอกจากนี้ยังมีการแปลในภาษาไทยอีกหลายอย่างเช่น  การครองความเป็นจ้าว, อำนาจนำ, อำนาจที่เหนือกว่า, การครองความเป็นใหญ่, การสถาปนาอำนาจนำ, อำนาจครอบงำ เป็นต้น โดยในรายงานชิ้นนี้ผู้เขียนรายงานเลือกใช้คำแปลแบบแรก เพราะค่อนข้างยึดกุมกับความหมาย เป้าหมายของรายงานได้ดีกว่า

[25] Tom Bottomore ed.A Dictionary of Marxist Thought.Oxford:Blackwell Publishers.1991.230-231

[26] David Foegacs , ed. A Gramsci Reader Selected Writings 1916-1935. London: Lawrence and Wishart,1988, 234.

[27] Riggs อธิบายสังคมการเมืองไทยช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองว่าเป็นสังคมการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตย ดู Fred Warren Riggs, Thailand : The Modernization of a Bureaucratic Polity, Honolulu : East-West Center, 1966

[28] ยงยุทธ อิสรชัย,บทบาทภาครัฐกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองไทย, ใน เอกสารการสอนชุดวิชาเศรษฐกิจกับการเมืองไทย, พิมพ์ครั้งที่4, สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่8-15, 2552, 8-12.

[29] ใจ อึ้งภากรณ์, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ข้อถกเถียงทางการเมือง, [ม.ป.ท] 2552, 224-227.

[30] วารุณี โอสถารมย์, แบบเรียนไทยกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “เพื่อนบ้านของเรา” ภาพสะท้อนเจตนคติอุดมการณ์ชาตินิยมไทย, ใน รัฐศาสตร์สาร, ปีที่22 ฉบับที่3 2544,76-77.

[31] Grace Jamon, Mary G. Mirandilla, Religion and Politics, in Rodolfo C. Severino, ed, Whither the Philippines in the 21st Century?, Singapore : Insitute of Southeast Asian Studies,2007,117.

[32] ใจ อึ้งภากรณ์, 2552, 168.