best price cialis
cialis canada pharmacy
cialis samples free
cialis without prescription
viagra label
cialis alternative
viagra cost cvs
viagra generico
viagra for momen
canadian viagra safe
canadian viagra
cialis pills for men
viagra no prescription canada
cialis samples free
compare cialis prices online
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011021

การเมืองของผู้หญิง: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“ความรู้สึก “เสี่ยง” ต่อการสูญเสีย “ความรักและครอบครัวเดี่ยว” มีสูงขึ้นมาก จึงทำให้เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้ “มายาสาไถ” ที่ไม่สามารถสอนกันอย่างเป็นหลักวิชาได้ ความนิยมในละครลักษณะนี้ จึงเป็นความจำเป็นของผู้หญิงในสังคมไทยโดยแท้”

การเมืองของผู้หญิง

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

 

ความเรียงที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ “ดอกส้มสีทอง” ในสองด้านด้วยกัน

ด้านแรก เป็นการทำความเข้าใจว่าทำไมละครโทรทัศน์ไทยทั้ง “ดอกส้มสีทอง” และเรื่องอื่นๆ ที่มีโครงเรื่องทำนองเดียวกันได้รับความนิยมมากมาโดยตลอด อีกด้านหนึ่ง จะทำความเข้าใจในกระแสต่อต้านละคร “ดอกส้มสีทอง” ที่ขึ้นมาอย่างกว้างขวาง

ความนิยมละครโทรทัศน์ไทยที่มีโครงเรื่องคล้ายคลึงกับ “ดอกส้มสีทอง” มีมานานแล้ว กล่าวได้ว่าวรรณกรรมผู้หญิงที่มีโครงเรื่องลักษณะนี้ได้เริ่มต้น/ถูกเขียนขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 2490 ต่อมาเมื่อโทรทัศน์เข้ามาแทนการอ่านหนังสือ ก็ได้ทำให้เกิดการนำวรรณกรรมเก่าในทศวรรษดังกล่าวมาผลิตซ้ำ/ดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ละครทำนองนี้ได้รับความนิยมอย่างมากมาโดยตลอด ก็เพราะละครได้เสนอความเข้าใจและความเจนจัดใน “การเมืองของผู้หญิง” ซึ่งก็คือ “การเมืองของความรักและครอบครัว (เดี่ยว)” ผู้ชมส่วนใหญ่ที่เป็นผู้หญิงจะสามารถสื่อสารได้กับละคร ก็เพราะละครจะกลายเป็นแหล่งการเรียนรู้ การอ้างอิงสำหรับบทบาทของตนเองในการต่อสู้ทาง “การเมือง” ของ “ความรักและครอบครัว (เดี่ยว)” 

การเรียนรู้ “การเมืองผู้หญิง” ของผู้ชม เช่น การแย่งผัวชาวบ้านในนามของความรักจะต้องเล่นเกมอะไรและอย่างไรบ้าง ที่สำคัญการจะรักษาผัวเอาไว้ให้ได้ก็จะต้องเรียนรู้ว่าคนที่จะมาแย่งเขาจะเล่นเกมอะไรและเมียหลวงจะตอบโต้เกมต่างๆ ได้อย่างไร แน่นอนว่าเกมแย่งชิงหรือเกมรักษาผัวเอาไว้ให้ได้ในละครโทรทัศน์นั้นตื้นเขิน แต่การเรียนรู้นี้ก็จะกลายเป็นแหล่งอ้างอิงว่าเห็นไหมใครๆ เขาก็ทำกันแบบนี้

การนำเสนอกลวิธีการ “ชิงรักหักสวาท” ด้วยมารยาสาไถและการตอบโต้ด้วยกลวิธีต่างๆ นานา ซึ่งนางเอกหรือเมียหลวงอาจจะไม่ทำเองแต่ก็มักจะมีผู้ช่วยนางเอกเป็นคนทำหรือเป็นคนบอกให้พระเอกรู้ซึ่งถึงมารยาสาไถ นางเอกก็จะเล่มเกมรักษา “ผัว” เอาไว้ด้วยความนิ่ง สงบ ซึ่งก็เป็นมารยาสาไถแบบหนึ่งซึ่งผู้ชมเองก็จะด่านางเอกว่าทำไมเธอได้ซื่อบื้อ-ไม่รู้เรื่องรู้ราวได้ขนาดนี้ และผู้ชมที่เป็นภรรยาหลวงก็จะทำปฏิญาณต่อหน้าโทรทัศน์ว่าชั้นจะไม่ซื่อบื้ออย่างนี้แน่นอน

แกนหลักของวรรณกรรมและละครเหล่านี้ คือ ความพยายามจะจรรโลงรักษา “ความรักและครอบครัว (เดี่ยว)” เอาไว้ โดยที่จะแสดงหรือสร้างให้ผู้อ่าน/ผู้ชมมองเห็นถึงความสูงส่งของครอบครัวและความรักด้วยการสร้างบทบาท “ตัวเอก” (ไม่จำเป็นต้องเป็นนางเอกหรือพระเอก) ไม่ว่าฝ่ายหญิงหรือชายให้เด่นชัดว่ากำลังจะทำลายความรักและครอบครัว และตัวเอกลักษณะนี้มักจะประสบโศกนาฏกรรมในตอนท้ายเรื่อง

การดำเนินเรื่องก็จะเน้นอยู่การนำเสนอกลวิธีการ “ชิงรักหักสวาท-แย่งผัวชาวบ้าน” ด้วยมารยาสารไถในทุกรูปแบบ ตามที่คำกล่าวของไทยสมัยก่อนนั้นชัดเจนครับว่า “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา” การเอาผัวชาวบ้านมาเป็นผัวตัวเองไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะครับ ต้องใช้วิชาการที่สั่งสมมาเนิ่นนานทีเดียว และ “ผิดไหมหากฉันจะแย่งผัวเขาเพราะว่าฉันและเขารักกัน” คำตอบสำหรับคนทั้งคู่/ผู้หญิงและผัวชาวบ้าน ก็คือไม่ผิด และ “ผิดไหม” หากฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาผัวฉันเอาไว้ แม้จะต้องทำเสน่ห์ยาแฝด คำตอบก็ไม่ผิดสำหรับเมียหลวงอีกนั่นแหละ

การเรียนรู้และการอ้างอิงการเมืองของผู้หญิงในเรื่อง “ความรักและครอบครัว (เดี่ยว)” นี้ เป็นหัวใจของการดูละครโทรทัศน์ของผู้หญิงไทย ก็เพราะสังคมไทยไม่ได้พยายามจะสร้างระบบของการเรียนรู้ความสัมพันธ์ทางสังคมอะไรเลยแม้แต่น้อย

ผู้หญิงถูกสร้าง “ภาพ” และ “การจองจำทางอัตลักษณ์” ว่า จะต้องเป็นผู้หญิงดี เรียบร้อย และ ฯลฯ สารพัดที่จะต้องดี ซึ่งเป็นภาพที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นคน ขณะเดียวกัน ก็ได้ “จองจำ” ผู้หญิงเอาไว้ ไม่ให้กล้าแสดงออกอย่างที่ผู้หญิงเป็นจริงๆ การเรียนความสัมพันธ์ทางสังคมจึงต้องเรียนรู้ผ่านสื่อวรรณกรรมและละครโทรทัศน์ 

ขณะเดียวกัน การเล่นการเมืองของผู้หญิงก็จะถูกเก็บเอาไว้ให้เป็นความลับเฉพาะผู้หญิง จะไม่พยายามเปิดเผย “การเมืองของผู้หญิง” สู่สาธารณะโดยทั่วไป เพราะจะทำให้ไม่ดี/ไม่เหมาะสม เนื่องจากขัดแย้งกับภาพผู้หญิงดีที่กักขังผู้หญิงทั้งหมดเอาไว้ (แม้กระทั่งกะเทยที่แต่ง “หญิง” ก็ยังถูกกักขังไว้ด้วยความเป็นผู้หญิงไทยที่ดี ได้แก่ จะทำตัววี้ดว้ายกระตู้วู้แบบกะเทยที่ไม่แต่งหญิงนั้น ไม่ได้อย่างเด็ดขาด)

พร้อมกันนั้น สังคมไทยก็ยังคงจองจำผู้หญิงไว้ด้วยการให้ความหมาย/ความสำคัญของผู้หญิงในอุดมคติอยู่ที่การมีครอบครัว แม้ว่ากรงขังนี้อาจจะผ่อนแรงรัดรึงไปบ้างแล้ว แต่หากผู้หญิงคนทำงานที่ไม่มีครอบครัวตอบตัวเองอย่างจริงใจ ก็จะพบว่ากรงขังนี้ยังส่งผลต่อจิตใจไม่มากก็น้อย จึงทำให้การรักษา “ความรักและครอบครัว (เดี่ยว)” ยังคงเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงไทย

อีกด้านหนึ่ง การดูและอินไปกับละครจึงเป็นการผ่อนคลายหรือขยาย “กรงขัง” ผู้หญิงออกไปจนรู้สึกสบายอย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง

ในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมของเพศตรงกันข้ามมีเข้มข้นมากขึ้น แต่สังคมไทยกลับไม่สามารถสร้าง “จริยธรรม” ใหม่ ที่จะทำให้คนมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงได้ จึงส่งผลให้เกิดเพศสัมพันธ์นอกการสมรสหรือนอกการตกลงของสังคมมากขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ความรู้สึกถึงการอยู่รอดปลอดภัยของ “ความรักและครอบครัว (เดี่ยว)” ก็กระทบกระเทือนอย่างมากตามไปด้วย ดังที่ประจักษ์ชัดว่าสถิติการหย่าร้างสูงมากกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์ของการสมรส

ความรู้สึก “เสี่ยง” ต่อการสูญเสีย “ความรักและครอบครัวเดี่ยว” มีสูงขึ้นมาก จึงทำให้เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้ “มายาสาไถ” ที่ไม่สามารถสอนกันอย่างเป็นหลักวิชาได้ ความนิยมในละครลักษณะนี้ จึงเป็นความจำเป็นของผู้หญิงในสังคมไทยโดยแท้

การพิจารณาตัดสินละครไทยจึงไม่น่าจะทำกันง่ายๆ อย่างที่ทำกันในตอนนี้ หากแต่ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนถึง “สาร” ที่ “สื่อ” ได้นำเสนอออกมา ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะคิดอย่างไร้เดียวสา เช่น คิดว่าเด็กไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ ซึ่งไม่จริงเพียงแต่ว่าเด็กยุคนี้มีช่องการแสดงออกมากกว่าเท่านั้นเอง ซึ่งสังคมต้องสร้างการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างเพื่อนมากกว่าจะกังวลว่าเป็นผลมาจากการดูละคร

ถามจริงๆ เถอะ ตอนพวกคุณอยู่ ป. 6 หรือ ป. 7 (สมัยก่อน) คุณไม่อยากเห็นของเพศตรงกันข้ามหรือ ถ้าตอบว่าไม่ แปลว่าคุณผิดปกติตั้งแต่เด็กแน่ๆ (ฮา)

การเมืองของผู้หญิง (ตอนจบ)

 

การเรียนรู้ความสัมพันธ์ทางสังคมที่เป็นจริงในฐานะมนุษย์ของผู้หญิงในสังคมไทยมีพื้นที่ไม่มากนักและระดับหนึ่งจำเป็นที่จะต้องแฝงอยู่ในสื่อ เช่น รายการโทรทัศน์ เพราะการพูดหรือเรียนรู้อย่างเป็นทางการจะขัดแย้งอยู่กับภาพลักษณ์ “ผู้หญิงดี” ที่สังคมไทยสร้างเป็นกรงขังผู้หญิงเอาไว้

แต่อย่างไรก็ตาม มีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลายปริมณฑลที่เริ่มเปิดช่องให้แก่การสื่อสารทางสังคมเพื่อชีวิตจริงของผู้หญิง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์

ดังปรากฏในช่วงสิบปีหลัง โอกาสในการเรียนรู้การดำรงอยู่ชีวิตจริงได้เปิดกว้างมากขึ้น นิตยสารต่างๆ ได้ปรับตัวเองเพื่อตอบสนองการเรียนรู้เช่นนี้ นิตยสารหัวนอกเกือบทั้งหมดจะมีคอลัมน์ที่สอนเทคนิคเรื่องเพศอย่างเข้มข้นมากกว่าละครโทรทัศน์เสียอีก นิตยสารของไทยที่อยู่คู่ผู้หญิงไทยมาเนิ่นนานกว่ายี่สิบปี เช่น คู่สร้างคู่สมก็ได้ปรับเปลี่ยนการตอบปัญหาเรื่องเพศไปอย่างมากมายทีเดียว

คุณศรีวตาภรณ์ แซ่ลิ้ม นักศึกษาประวัติศาสตร์ระดับปริญญาตรี ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำรายงานส่งผมเรื่องทำนองว่า “ความเปลี่ยนแปลงของวิธีคิดเรื่องเพศในคอลัมน์ตอบคำถามเพศศึกษา” ในนิตยสารคู่สร้างคู่สม พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในระบบคิดของผู้ถาม (อาจจะเป็นไปได้ว่าคำถามถูกสร้างขึ้น แต่การสร้างขึ้นนั้น ผู้สร้างก็ย่อมตระหนักว่าจะตั้งคำถามอย่างไร จึงจะสอดคล้องกับระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของผู้อ่าน) ซึ่งสะท้อนว่าการเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างเพศนั้นเดินไปข้างหน้าไกลมากกว่าการสอนเพศศึกษาในระบบการศึกษาไทย

(ผมกำลังวางแผนศึกษาความเปลี่ยนแปลงของนิตยสารคู่สร้างคู่สมอย่างเป็นประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของสังคม เพื่อหวังว่าเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจ “ประวัติศาสตร์ระบบความรู้สึก” ของสังคมไทย หากคิดอะไรออกมากกว่านี้จะนำมาเขียนให้อ่านกันครับ)

เราจะพบเช่นกันว่านิตยสารที่พยายามจะจรรโลงความเป็น “ผู้หญิงไทย” ที่ดีงาม ก็จำเป็นที่จะต้องถอนตัวจากบรรณพิภพไป เพราะผู้หญิงอ่านน้อยลงจนหาสปอนเซอร์ไม่ได้

ที่น่าสนใจ ได้แก่ การปรับตัวรับกับความต้องการเรียนรู้ความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้หญิงเพราะผู้หญิงเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุด สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้เพิ่มรายการที่เป็นการถ่ายทอดความรู้ในความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้หญิงอย่างกว้างขวางและหลากหลายที่สุด

ด้วยการที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้ปรับตัวรับกับความต้องการการเรียนรู้ทางสังคมของผู้หญิงนี้เอง จึงน่าจะมีส่วนทำให้ผู้บริหารตัดสินใจให้ละคร “ดอกส้มสีทอง” ออกอากาศ เพราะเชื่อว่าจะทำให้มีผู้ชมล้นหลามแน่ๆ ซึ่งก็เป็นจริงตามคาดการณ์เอาไว้ และขณะเดียวกัน ก็กล้าแข็งขืนกับอำนาจรัฐที่บีบบังคับในเรื่องละครดังกล่าว

แต่ก็น่าประหลาดใจ ที่พลังของความต้องการเรียนรู้ความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้หญิงก็เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง แต่ทำไมจึงมีกระแสต่อต้านละคร “ดอกส้มสีทอง” ที่ขึ้นมาอย่างกว้างขวางเช่นเดียวกัน

ผมคิดว่ากระแสต่อต้านนี้น่าจะมาจากสามประการด้วยกัน

ประการแรก ความวิตกกังวลของสังคมไทยต่อความสามารถในการจะจรรโลงรักษา “ความเป็นไทย-ความเป็นผู้หญิงไทย” ได้ก่อให้เกิดกระแส “ตื่นตระหนกเกินเหตุ” (Panic) ขึ้นเป็นครั้งคราวตลอดมา เพราะสังคมไทยถูกทำให้เชื่อว่าความดีงามของสังคมไทยเป็นเรื่องเฉพาะของเลือดหรือดีเอ็นเอ ไม่ได้มองว่าทุกอย่างหรือทุกสรรพสิ่งล้วนแปรเปลี่ยน (ผมจึงงงๆ เสมอมาว่าเวลาพูดกันว่าสังคมไทยเป็นสังคมพุทธศาสนา แล้วทำไมไม่เข้าใจหลักเบื้องต้นของพุทธศาสนานี้ได้)

ดังนั้น อะไรที่ถูกกระพือให้เห็นว่าจะหลุดออกจาก/ทำร้าย/ทำลาย ความเป็นไทย-ความเป็นผู้หญิงไทยที่ดีงาม (ที่ถูกสร้างขึ้นและทำให้เชื่อว่าเป็นจริง) ก็จะเกิดความตื่นตระหนกและมักจะเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการเสมอมา

หากมีอะไรที่เป็นสมบัติเฉพาะของคนไทยสมัยใหม่นี้ ผมว่าน่าจะเป็นความรู้สึกตื่นตระหนกจนเกินเหตุกับความเป็นไทยนี่แหละครับ เหมือนกับสังคมที่มีปมด้อย ไม่รู้จะเอาอะไรไปอวดชาวโลกได้ ก็ต้องสร้างนิยายเรื่อง DNA ของความเป็นไทยครับ

ประการที่สอง ความอ่อนแอในการเลี้ยงดูลูกหลานของครอบครัวเดี่ยวของชนชั้นกลางในสังคมไทย ซึ่งด้านหนึ่งทำให้พ่อแม่จะวิตกอย่างมากกับการเลี้ยงดูลูก เพราะครอบครัวเดี่ยวไม่สามารถที่มีใครจะสอน/อยู่กับลูกได้อย่างครอบครัวขยายแบบเดิม ดังนั้น จึงมักจะมองหา (เรื่อง) เหตุที่อาจจะนำมาซึ่งความล้มเหลวของลูก/หลานตลอดเวลา ในอีกด้านหนึ่ง ก็จำเป็นที่จะต้องปล่อยให้ลูกหลานถูกเลี้ยงด้วยโทรทัศน์

สภาพเช่นนี้ จึงทำให้เกิดการสร้างกระแสต่อต้านได้ง่ายและเป็นชนวนต่อเนื่องไปได้อย่างดี ดังที่ปรากฏการเสนอข่าวเด็กชั้นประถมอยากดูของเพื่อนต่างเพศ เป็นต้น

เหตุผล ประการที่สาม ผมคิดว่าเป็นเพราะข้อจำกัดของเวลาละครโทรทัศน์ที่มีไม่ยาวนัก เมื่อประกอบเข้ากับสถิติคนเข้าชมที่สูงมาก จึงทำให้คนทำละครพยายามหาทาง “ยืด” แต่เผอิญการตัดสินใจ “ยืด” กลับไปเน้นอยู่ที่ฉากอีโรติกและฉากการแสดงที่โอเวอร์ จึงทำให้การสื่อสารในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นจำกัดอยู่เพียงการรับรู้ภาพเฉพาะที่เน้นในการ “ยืด” ให้ละครยาวขึ้น (ตรงจุดนี้ต้องโทษผู้เขียนบท “ยืด” ครับ)

กระแสการต่อต้านโดยเฉพาะสองประการแรกเช่นนี้ ก็จะทำให้การต่อต้านเป็นเช่นไฟไหม้ฟาง เพราะไม่สามารถมีทางออกทางอื่นได้นอกจากจะใช้อำนาจรัฐปิดกั้น ซึ่งก็ไม่มีทางที่จะทำได้ ผมคิดว่าน่าจะทำให้กระแสการต่อต้านนี้ขยับยกระดับมาสู่การพูดคุยกันที่มากกว่าความตื่นตระหนกจนเกินเหตุกับความกังวลในการเลี้ยงลูกของครอบครัวเดี่ยวชนชั้นกลางไทยครับ

สื่อมวลชนทั้งหลายน่าจะลองเปิดเวทีกลางสำหรับการสื่อสารเสวนาในเรื่องนี้ให้กว้างขวางมากขึ้นนะครับ

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 และ 20 พฤษภาคม 2554