non generic viagra
generic cialis pills celias
viagra oral side effects
5 mg cialis
viagra to order
woman and viagra
generic viagra lowest prices
try cialis for free
buy online viagra
buy viagra by pill
free viagra coupon
generic viagra over the counter
buy cialis no prescription
viagra canada
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011053

การเมืองใน(นัก)กฎหมาย:เมื่อนิติราษฎร์เคลื่อนไหว นิติรัฐไทยก็สั่นคลอน

Filed under : POLITICS

“ข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหารเป็นผลกระเทือนทางการเมืองทั้งหมด  เพราะการเมืองขณะนี้ถูกวางอำนาจโดยอำนาจนอกระบบซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเข้าสู่อำนาจโดยผ่านการรัฐประหาร”

การเมืองใน(นัก)กฎหมาย : เมื่อ “นิติราษฎร์” เคลื่อนไหว นิติรัฐไทยก็สั่นคลอน

กมลวรรณ ชื่นชูใจ

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

kamolwan45@gmail.com

บทความนำเสนอในที่ประชุมวิชาการรัฐศาสตร์แห่งชาติประจำปี ๒๕๕๔ วันที่ ๘-๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ ณ โรงแรมเซนทารา เชียงใหม่

บทคัดย่อ

บทความเรื่อง “การเมืองใน(นัก)กฎหมาย : เมื่อ “นิติราษฎร์” เคลื่อนไหว นิติรัฐไทยก็สั่นคลอน” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปฏิกริยาทางการเมืองภายใต้ระบบนิติรัฐ ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์เนื่องในโอกาสครบรอบ ๕ ปีของการรัฐประหาร ๑๙ กันยา ประการสำคัญ คือให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  

จากการศึกษาพบว่า

๑. ข้อเสนอดังกล่าวนำมาซึ่งข้อถกเถียงทางวิชาการนิติศาสตร์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากศาลไทยยอมรับว่าอำนาจของรัฐาธิปัตย์ที่ได้มาจากการรัฐประหารเป็นความชอบธรรม  ซึ่งตั้งอยู่บนปรัชญาแบบสำนักปฏิฐานนิยม ซึ่งเป็นความคิดกระแสหลักของนิติรัฐไทย  แต่นิติราษฎร์ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง  

๒.ข้อเสนอให้คำพิพากษาอันเนื่องมาจากการรัฐประหารระหว่าง ๑๙ กันยายน-๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นโมฆะ ย่อมจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง เช่น การคืนทรัพย์สินให้พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ซึ่งหมายความว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นสูญเปล่า

ปรากฎการณ์ดังกล่าวยืนยันถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและการเมือง สิ่งนี้คือรูปธรรมของการเมืองในกฎหมาย

คำสำคัญ : การเมืองในกฎหมาย, การรัฐประหาร,นิติราษฎร์, นิติรัฐ, เคลื่อนไหว

Abstract

The article of “Politics in Legal Framwork [lawyer] : Nitirart Shakes the Concept of Legal State in Thai Context” aims to study Thai political reaction under the legal state system as a result of the movement of a group of law lecturers named Nitirart (The Enlightened-Jurists) on the occasion of the fifth anniversary of the September 19 Coup d’etat. The paramount suggestion is to avoid the outcome of the latest coup in Thai history. The study shows

:

  1. Nitirart’s suggestion causes a wide discussion among Thai legal experts. Thai court believes that the sovereign power arising from a coup d’etat is justifiable. This assertion is based on the positivism, which is, in fact, the mainstream concept of legal state in Thai context. But Nitirart rejects this concept completely.
  2. If all adjudications resulting from the coup d’etat from September 19 – 30, 2006 are invalid, as recommended by Nitirart, there will certainly be drastic structural changes of Thai political power. For example, all the assets (forfeited as decided by the Supreme Court) shall be returned to former PM Pol Col Thaksin Shinawatra who was overthrown the September 19 coup. In such case, the movement of Alliance of People for Democracy – over the past few years – will prove to be in vain.

This phenomenon confirms a close relationship between law and politics. This is a concrete example of political concept in the legal context.

Keywords: political law, coup d’etat, The enlightened-jurists, legal state, movement

บทนำ

นิติรัฐเลือกสนองผองอำนาจ

นิติราษฎร์เลือกมวลชนคนส่วนใหญ่

นิติรัฐประหารเหี้ยนอธิปไตย

นิติราษฎร์ไล่รัฐประหารนั้นฯ

(สุจิตต์ วงษ์เทศ ศิลปินแห่งชาติ : ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔)

บทนำที่ ๑. ความสั่นคลอนในกฎหมาย

“…..เราถูกสอนมาว่าเมื่อคณะรัฐประหารทำรัฐประหารสำเร็จก็เป็นรัฐาธิปัตย์…..แม้คณะรัฐประหารหมดอำนาจไปแล้ว กฎหมาย…ก็ยังมีผล..ต่อไป …ในทางกฎหมายสามารถย้อนกลับไป…ประกาศว่าสิ่งที่ทำมานั้น…เป็นโมฆะ …เพื่อที่จะ..เอาตัวผู้กระทำผิดในเวลานั้นมาลงโทษ…เป็นข้อเสนอที่รุนแรงแหลมคมมาก ๆ  เพราะว่าเราเปิดแนวคิดอันใหม่ในวงวิชาการในทางนิติศาสตร์..”[1]

“…..หลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เพราะตั้งอยู่บนฐานของเสียงข้างมากเฉย ๆ แต่เพราะเป็นเสียงข้างมากที่ยืนยันหลักการถือกฎหมายเป็นใหญ่ หรือ…หลักนิติธรรม นั่นคือ…ข้อพิพาททั้งปวงต้องได้รับการวินิจฉัยจากศาลยุติธรรม… กล่าวอีกอย่างก็คือ อำนาจสูงสุดแม้จะเป็นของประชาชน แต่ก็จำกัดโดยกฎหมายเสมอ และกฎหมาย…ก็ต้องตัดสินโดยผู้พิพากษาซึ่งเป็นอิสระ…” [2]

“จะต้องทำให้ระบบยุติธรรมของศาลไทยไม่ยอมรับการรัฐประหารด้วย เพราะการรัฐประหารที่ผ่านมาใช้ทั้งรถถังและอำนาจตุลาการ สร้างความชอบธรรมให้กับคณะรัฐประหาร” [3]

“….นักวิชาการต้องตีแผ่ถึงความไม่เป็นธรรม หรือการเอื้อประโยชน์อันมิชอบดังกล่าวให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงความเป็นจริง ไม่เสนอหลักการอันก่อผลประหลาดทางวิชาการ คลาดเคลื่อนต่อหลักการทางวิชาการที่ถูกต้องแท้จริง…” [4]

“….คนเป็นนักวิชาการ… เราจะตัดขาดตนเองออกจากสังคมไม่ได้ เราจะ…นั่งอยู่ในห้องสมุด… ในขณะที่เราเห็นว่าที่เราสอนหนังสือกับสังคมคนละเรื่องกัน… ถ้าเราพอจะทำอะไรให้สังคมบ้างในทางความคิด เราควรจะต้องทำ นี่คือสิ่งที่ผมทำ…”[5]

“สังคมไทยควรจะทำจิตให้ว่าง เปิดใจรับฟังข้อเสนอเหล่านี้ให้มากขึ้น โดยพิจารณาในลักษณะของวิชาการ รับฟังเหตุและผลของแต่ละฝ่ายให้มากกว่าเดิม ซึ่ง คอป.เองก็จะรับฟัง และอาจนำไปปรับใช้เพื่อเป็นแนวทางตามข้อเสนอของ คอป.ต่อไป” [6]

“…ขอแสดงความชื่นชมกับกลุ่มนิติราษฎร์ที่มีความกล้าหาญทางวิชาการและจริยธรรม…” [7]

บทนำที่ ๒. ความสั่นคลอนในการเมือง

“…พอล้างคำพิพากษา….ก็ต้องคืน(ทรัพย์สินของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร). แต่ว่าพอเริ่มกระบวนการใหม่จะอายัดทรัพย์สินอะไรก็ว่ากันใหม่ ต้องคืนทรัพย์สิน…ให้เขาก่อน เพราะเราล้างตัวคำพิพากษา หรือคดี….ที่ศาลพิพากษาให้พ้นผิด  ต้องถือว่าต้องเริ่มใหม่  คือไม่ว่าจะเป็นคุณหรือผลร้ายกับคนซึ่งเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหากระทำความผิด ก็ถือว่ายังไม่เคยมีการดำเนินกระบวนการพิจารณาใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ใช่การนิรโทษกรรม การล้างมลทินหรือการอภัยโทษ…”[8]

“…๑๑.ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้ว เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา (คราประยูร) ถนอม (กิตติขจร) ประภาส (จารุเสถียร) สฤษดิ์ (ธนะรัชต์)  จอมพล ป.(พิบูลสงคราม)  อ.ปรีดี (พนมยงค์) หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำผิดต่อนายกทักษิณ (ชินวัตร)..” [9]

“….อยู่ที่การลบล้าง ว่าเราจะลบล้างกันแค่ไหนอย่างไร …การย้อนกลับไปจึงถูกจำกัดช่วงเวลา คือ 19 กันยา (๒๕๔๙) ถึง 30 กันยา (๒๕๔๙) เป็นเบื้องแรก…ซึ่งก็เท่ากับว่าคณะรัฐประหารได้กระทำผิดรัฐธรรมนูญ…และเป็นกบฏ..จะต้องถูกดำเนินคดี.. เรื่องนี้สังคมไทยควรชำระชะล้างกันเสียที…เมื่อกลัวรัฐประหารจึงไม่กล้าแตะสิ่งซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหา มันก็เกิดรัฐประหารขึ้นเรื่อย ๆ …ก็เราถูกขังอยู่ในความคิด…กลุ่มนิติราษฎร์พยายามที่จะปลดปล่อยเราออกจากกรงขังความคิดแบบนี้ เราควรจะเป็นอิสระจากความคิดแบบนั้นได้แล้ว….”[10]

“…..ข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหารเป็นผลกระเทือนทางการเมืองทั้งหมด  เพราะการเมืองขณะนี้ถูกวางอำนาจโดยอำนาจนอกระบบซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเข้าสู่อำนาจโดยผ่านการรัฐประหาร….”[11]

“…หากทำตามคำแถลงของกลุ่มนิติราษฎร์ คนที่รักทักษิณก็จะพอใจ แต่คนที่เกลียดทักษิณก็จะไม่พอใจ แล้วคน ๒ กลุ่มนี้ก็ออกมาประท้วงกัน ซึ่งคงจะเกิดกลียุคขึ้นอีกครั้งในแผ่นดินไทย..”[12]

“ขณะนี้บ้านเมืองต้องการนิติรัฐไม่ใช่นิติราษฎร์ และหากทำตามข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์..จะทำให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงซึ่งไม่เป็นผลดี…” [13]

“…นิติราษฎร์ต้องระวังว่าจะทำให้เกิดความแตกแยกหรือไม่ ทุกอย่างต้องเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ต้องใช้กระบวนการยุติธรรมแก้ปัญหา..” [14]

“…น่าประหลาดที่เขามองไม่เห็นว่า การรัฐประหาร และการสังหารหมู่ประชาชนกลางเมือง ทำให้เกิดความแตกแยกที่ร้าวลึกจนยากจะสมานได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่กลับเห็นว่าความคิดเห็นที่ต่างจากเขานั้นทำให้บ้านเมืองแตกแยก…” [15]

ข้อความข้างต้น เกิดขึ้นภายหลังที่นักวิชาการกฎหมายที่เรียกตัวเองว่า “นิติราษฎร์” [16] แถลงข้อเสนอต่อสังคมไทยในวาระครบรอบ ๕ ปี ของการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้[17]

“รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ กลุ่มนิติราษฎร์ จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้

๑.ประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และการกระทำใด ๆ ที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.)ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น และไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๒.ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๓.ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง ที่อาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นผลต่อเนื่องจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๔.ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาลที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นอันยุติลง”

ข้อเสนอทางวิชาการทั้ง ๔ ข้อจาก “คณะนิติราษฎร์” ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในจารีตประเพณีทางการศาลภายใต้ระบบนิติรัฐไทยอย่างรุนแรง จารีตดังกล่าวเป็นรากฐานอันมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม ข้อเสนอที่สั่นคลอนระบบคิดของกระบวนการยุติธรรมสามารถพิจารณาได้ในประเด็นดังต่อไปนี้

๑.นิติรัฐและนิติธรรมบรรทัดฐาน : กระแสหลักและทวนกระแส

๒.ออกแบบนิติรัฐ : ปัองกันการปฏิวัติด้วยกฎหมาย

๓.Enlightened jurists : “คำพากษา” : นิติรัฐจารีตที่ถูก “รื้อถอน”

๔.นิติราษฎร์ : “ปีศาจ” ของนักรัฐประหาร

๑.นิติธรรมและนิติรัฐบรรทัดฐาน : กระแสหลักและทวนกระแส

ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  ด้วยเหตุผลว่า “ทำลายนิติรัฐประชาธิปไตย” [18] นั้น เกิดจากความเห็นที่ว่า นักกฎหมายยอมจำนนต่ออำนาจของคณะรัฐประหารและถูกสอนให้เชื่อและยอมรับคำพิพากษาที่เกิดจากกฎหมายหรือคำสั่งของรัฐประหาร หรือยอมรับในอำนาจของคณะรัฐประหาร [19]

ภายหลังที่กลุ่มนิติราษฎร์แถลงข้อเสนอต่อสังคมไทย นักวิชาการกฎหมายจำนวน ๒๓ คน ได้แถลงตอบโต้ว่า “การกล่าวอ้างหลักนิติรัฐต้องคำนึงถึงการคุ้มครองประชาชนที่มีความสุจริต” [20] ต่อข้อเสนอเรื่องการคุ้มครองประชาชนผู้สุจริตนั้นกลุ่มนิติราษฎร์อธิบายว่า “ถ้าบุคคลนั้นสุจริต ได้สิทธิมาโดยสุจริต ไปลบล้างเขาไม่ได้ ในระบบอื่น ๆ ในโลก ในกรณีนาซีเยอรมัน เวลาล้างคำพิพากษา เขาไม่กระทบคนสุจริต คือมีหลักการคุ้มครองคนสุจริต ไม่ได้ทำลายทั้งหมด”[21]

ภายใต้หลักการนิติรัฐเช่นเดียวกัน นายถาวร เสนเนียม ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นว่า หากย้อนกลับไปดูหลังเหตุการณ์ ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ กฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นเป็นกฎหมายที่บังคับใช้โดยมีหลักนิติรัฐ นิติธรรม และการต่อสู้คดีก็ทำตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเปิดเผย ไม่ปิดบังอำพราง หรือยุตินิติรัฐ นายถาวร เสนเนียม ตั้งคำถามต่อกลุ่มนิติราษฎร์ว่า “ดังนั้น การจะมาอ้างเหตุผลดังกล่าว อยากถามว่าเป็นการกระทำที่ชอบโดยหลักนิติรัฐหรือไม่อย่างไร …การกระทำที่ถึงที่สุดแล้วอาจจะเป็นการทำลายหลักนิติรัฐหรือนิติธรรมก็ได้” [22]

ข้อเสนอให้ยกเลิกคำพิพากษาที่เป็นผลพวงของการรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ ถูกตอบโต้จากสภาทนายความ โดยสัก กอแสงเรือง ประธานสภาทนายความ อดีต คตส.ออกแถลงการณ์ว่า “การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินทำหน้าที่ในการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.ช่วยให้การสอบสวนในคดีที่มีความสับสนและการฉ้อราษฎร์บังหลวงส่งแก่อัยการสูงสุด และนำไปฟ้องยังศาลยุติธรรม เป็นกระบวนการยุติธรรมตามปกติ” [23]

ในขณะที่นายสัก กอแสงเรือง ออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มนิติราษฎร์ในนามสภาทนายความ นั้น ทนายความกลุ่มหนึ่งในนามกลุ่มทนายความและนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ตอบโต้กรณีที่นายสัก กอแสงเรือง ในนามนายกสภาทนายความที่ยอมรับการรัฐประหารว่า “การรัฐประหารทุกครั้งถือเป็นการทำลายหลักนิติธรรมและทำลายกลไกของระบอบประชาธิปไตย” [24] และต้องถือว่า “การรัฐประหาร” [25] ถือเป็นอาชญากรรมต่อประชาธิปไตยและความมั่นคงของรัฐ การยอมรับเท่ากับสภาทนายความสนับสนุนอาชญากรรมต่อความมั่นคงของรัฐและระบอบประชาธิปไตย  ส่วนกรณีการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ นั้น ทนายความกลุ่มสิทธิมนุษยชนมีความว่าควรแก้ไข เพราะกฎหมายฉบับนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง การถูกนำไปใช้ดังกล่าวทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ส่วนประเด็นที่นายสัก กอแสงเรือง ยืนยันว่า คตส.ได้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมนั้น ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีความเห็นว่า “ผลของต้นไม้พิษ (Fruit of the poisonous tree) ย่อมมีพิษ” การดำเนินการของ คตส. โดยมาจากต้นไม้ที่ไม่ชอบ คตส.ย่อมเป็นผลไม้ของต้นไม้ที่ไม่ชอบ จึงไม่มีอำนาจดำเนินการใด ๆ ดังนั้น จึงไม่ต้องพิจารณาต่อไปว่า คตส.ได้ดำเนินกระบวนการตามกระบวนการยุติธรรมปกติหรือไม่ เพราะมีที่มาโดยมิชอบ” นอกจากนี้กลุ่มทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังมีความเห็นว่าการที่นายสัก กอแสงเรือง ประธานสภาทนายความไปรับตำแหน่งใน คตส.นั้นเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การตอบโต้ของนักกฎหมายจึงเกิดขึ้นอย่างชัดเจนใน ๒ ส่วน คือกลุ่มนักกฎหมายที่เป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยและนักกฎหมายที่เป็นทนายความ

ข้อถกเถียงถึงการนิยามความหมายที่ถูกต้องของนิติรัฐ นิติธรรม รวมถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ดี ( due process) ได้รับการยอมรับจาก คมสัน โพธิ์คง หนึ่งใน ๒๓ นักวิชาการที่ออกมาตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์ว่ายังเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการนิติศาสตร์ว่าคืออะไร [26] สอดคล้องกับความเห็นของ คณิต ณ นคร ที่ว่า “นิติรัฐในสังคมไทยเป็นปัญหาที่รุนแรง…” [27] โดยคณิต ณ นคร มีความเห็นว่าหากกระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นที่พึ่งของประชาชน การมีกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีประสิทธิภาพสามารถป้องกันการยึดอำนาจได้

ข้อยืนยันที่ชัดเจนว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหา คือ การยอมรับในแถลงการณ์ของสภาทนายความ โดยสัก กอแสงเรืองที่ว่า “…สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารในขณะนั้นได้ใช้อำนาจ เงินครอบงำพรรคการเมืองอื่น จนสามารถรวบรวมเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจเด็ดขาดในรัฐสภา ใช้อำนาจบริหาร และอำนาจเงินครอบงำสื่อสารมวลชน และองค์กรอิสระ จนทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไม่บรรลุผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และมีการทุจริต ประพฤติมิชอบ เพื่อหาประโยชน์แก่ตนเอง และพวกพ้อง จนกระทั่งเป็นเหตุให้มีการรัฐประหาร” [28] ความเห็นนี้สอดคล้องกับแถงการณ์ของอาจารย์นิติศาสตร์ ๒๓ คนที่ว่า “การทำลายหลักกฎหมายและความชอบธรรม การกระทำทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่ชอบธรรม ทุจริตการเลือกตั้ง ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง หลอกลวงปิดบังประชาชน แทรกแซงกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือพวกพ้อง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในเนื้อหาที่แท้จริง แต่กลับกลายเป็นเพียงการปกครองในระบอบเผด็จการเสียงข้างมาก ที่อาศัยรูปแบบแอบแฝงภายใต้เสียงข้างน้อยที่มากกว่ากลุ่มเสียงอื่นเป็นฐาน เพื่อกระทำการอันเป็นประโยชน์แก่บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น” [29]

ในแถลงการณ์ยังกล่าวย้ำในตอนท้ายว่า ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์เป็นข้อเสนอที่ละเลย “บริบททางสังคมสืบเนื่องก่อนการรัฐประหารอันเป็นต้นเหตุของความเลวร้ายที่แท้จริงคือ พฤติกรรมของนักการเมืองในอดีตก่อนการรัฐประหารเป็นเผด็จการรัฐสภา มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง และแทรกแซงองค์กรตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ทำให้ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความไม่ชอบธรรมดังกล่าว ด้วยกระบวนการปกติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ได้ อันเป็นการทำลายหลักนิติธรรมและหลักประชาธิปไตย” [30]

แถลงการณ์ย้ำให้เห็นถึงปัญหาความอ่อนแอของกระบวนการยุติธรรมถึง ๒ ครั้ง คือ “แทรกแซงกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม” ในย่อหน้าที่ ๕ ภายใต้หัวข้อหลักประชาธิปไตย[31] และ “แทรกแซงองค์กรตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม” ในย่อหน้าสุดท้าย ๙ ในหัวข้อเดียวกัน

ความเห็นต่อเหตุแห่งปัญหาความอ่อนแอของกระบวนการยุติธรรมไทยของทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นต่างกัน คือ

ฝ่ายที่คัดค้านนิติราษฎร์เห็นว่า ฝ่ายการเมืองแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม นั่นหมายความว่า ปัญหาความอ่อนแอของกระบวนการยุติรรมเพิ่งปรากฏในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จนเป็นเหตุแห่งการยึดอำนาจ คำถามคือ หากกระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ ดังความเห็นของคณิต ณ นคร หมายความว่ากลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐสามารถดำเนินไปตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ตามความต้องการของสัก กอแสงเรือง แล้วการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย

ฝ่ายนิติราษฎร์เห็นว่า เป็นปัญหาของวิธีคิดในเชิงนิติปรัชญา และส่งผลให้สังคมไทยโดยเฉพาะนักกฎหมายที่จำต้องยอมรับการรัฐประหาร

จากข้อสรุปของ ๒ ฝ่ายว่า “กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง” หรือปัญหา “๒ มาตรฐาน” น่าจะเป็นจุดที่ชี่ให้เห็นปัญหาในมาตรฐานของ “นิติรัฐไทย” ซึ่งควรตรวจสอบความคิดเรื่องบรรทัดฐานของนิติรัฐและนิติธรรมในระดับปรัชญา การเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ เป็นการเสนอให้มีการตรวจสอบในระดับนิติปรัชญา

ดังนั้น ความขัดแย้งของนักกฎหมายทั้ง ๒ ฝ่าย จึงเป็นการต่อสู้ที่ลึกซึ้งในระดับปรัชญา ซึ่งสามารถพิจารณารายละเอียดดังต่อไปนี้

๑.๑ ความเป็นอิสระของศาล

กิตติศักดิ์ ปรกติ เป็นผู้เสนอประเด็นความเป็นอิสระของศาล ข้อเสนอของกิตติศักดิ์ ปรกติ เป็นการตอกย้ำว่า เหตุใดสังคมไทยจึงต้องเชื่อมั่นในนิติปรัชญากระแสหลัก นิยามความหมายของคำว่าอิสระนั้น คือปราศจากการแทรกแซงใด ๆ เมื่อปราศจากการแทรกแซงจึงเชื่อมั่นได้ว่า คำพิพากษานั้นบริสุทธิ์ ยุติธรรม ปราศจากอคติ ปลอดจากการเมือง ซึ่งเป็นอิทธิพลความคิดจากการทำให้นิติศาสตร์มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้น “คำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมย่อมต้องได้รับการแก้ไขจากอำนาจตุลาการด้วยกัน การปล่อยให้อำนาจนิติบัญญัติอ้างอำนาจประชาชนเข้าแทรกแซง ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงหรือลบล้างคำพิพากษานั้น ย่อมขัดต่อหลักความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ”[32] และยืนยันว่า แม้อำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน แต่ก็จำกัดโดยกฎหมายเสมอ และกฎหมายก็ต้องตัดสินโดยผู้พิพากษาซึ่งเป็นอิสระ หลักความเป็นอิสระของศาลได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ เพราะเชื่อว่าอำนาจฝ่ายตุลาการเป็นผู้ถ่วงดุลกับอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ เช่นรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้กำหนดความเป็นอิสระไว้ในมาตรา ๑๙๗ [33] ซึ่งสอดคล้องกับกฎบัตรสากลของผู้พิพากษา (Universal Charter of the Judge) [34]

คำยืนยันในหลักการว่าด้วยความเป็นอิสระแต่เพียงอย่างเดียวของนักกฎหมายกระแสหลักนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่มีมิติอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องในพื้นที่ที่เรียกว่า “ความยุติธรรม” แต่อย่างใด การนำเสนอแต่เพียงบางส่วนอาจทำให้ความเข้าใจเรื่องหลักความเป็นอิสระนั้นไม่ครบถ้วน นอกจากรัฐธรรมนูญจะรองรับความอิสระแล้ว รัฐธรรมนูญยังยอมรับความถูกต้อง รวดเร็วของกระบวนการยุติธรรมด้วย โดยระบุว่าความอิสระนั้นเป็นไปโดย “ถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”

คำถามคืออย่างไรจึงถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรมตามกฎหมาย ด้วยมีตัวอย่างคดีถือว่าเป็นความยุติธรรมแบบ ๒ มาตรฐานเกิดขึ้นเสมอ และเป็นคำถามจากสังคม ในกรณีนี้ กลุ่มนิติราษฎร์ยกตัวอย่างคดีเขายายเที่ยง[35]

นอกเหนือจากหลักนิติรัฐจะถูกทั้ง ๒ ฝ่ายหยิบยกขึ้นมาสนับสนุนเหตุผลของตนเองแล้ว  หลักนิติธรรม (Rule of Law) ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่ถูกนำเสนอเช่นกัน

กิตติศักดิ์ ปรกติ  มีความเห็นว่า หลักการปกครองที่ถือเสียงข้างมากนั้นจะดำรงอยู่เพียงลำพังมิได้ ต้องยืนอยู่บน “หลักการถือกฎหมายเป็นใหญ่ หรือที่เรียกกันว่าหลักนิติธรรม” [36] คำนี้เป็นหัวใจสำคัญของกฎหมาย เป็นคำสำคัญที่ถูกใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อยู่ภายใต้กฎหมายว่าจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียม นิติรัฐและนิติธรรมจึงเป็นโวหารที่สร้างความชอบธรรมให้กับการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายนั้นจะถูกใช้อย่างถูกต้อง คำว่านิติรัฐและนิติธรรมจึงทำให้ความสงสัยต่อเป็นธรรมอัน “ยุติ”

ในแถลงการณ์ของ ๒๓ นักกฎหมายที่ตอบโต้ข้อเสนอของฝ่ายนิติราษฎร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หลักนิติธรรมต้องดำเนินภายใต้หลักสุจริต และคุ้มครองประชาชนที่มีความสุจริตจากการใช้อำนาจอันฉ้อฉลของผู้มีอำนาจรัฐ “หาใช่เป็นเพียงเครื่องมือทางวาทกรรมสำหรับผู้ซึ่งหวังผล ในการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องที่กระทำการอันทุจริตหยาบช้า ประพฤติมิชอบ และกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักนิติธรรม จะใช้เพื่อกล่าวอ้างคุ้มครองตนจากกระบวนการตรวจสอบ และกระบวนการยุติธรรมที่ชอบธรรม โดยหวังแต่ได้ประโยชน์ว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรม แต่เมื่อไม่ได้ประโยชน์ก็กล่าวอ้างว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม”[37] นอกจากนี้ในแถลงการณ์ยังกล่าวว่า การปกครองที่ยึดหลักเสียงข้างมากไม่ฟังเสียงข้างน้อย ไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมที่มีอยู่ตามกฎหมาย เป็นการยึดเสียงข้างมากที่ “ขาดสำนึกตามหลักนิติธรรมที่มีความสำคัญยิ่งในฐานะหลักการที่กำกับความชอบด้วยกฎหมายและความชอบธรรมของการปกครองแบบประชาธิปไตย”[38]

นักกฎหมายกระแสหลัก และนักกฎหมายทวนกระแสต่างยืนยันสภาพของนิติรัฐ คำถามคือ นิติรัฐแบบใดจะมีสภาพเป็นนิติธรรม ตัวอย่างคำสั่งศาลที่ชวนให้ตั้งข้อสงสัยถึงสภาพ “นิติธรรม” เช่น คดีที่ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งว่า การตายของคน ๗๘ คน จากการสลายการชุมนุมหน้า ส.ภ.ตากใบ จังหวัดปัตตานีนั้นเป็นเพราะ “ขาดอากาศหายใจ”[39] สภาพการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกตั้งคำถามถึง “นิติธรรม” เกิดขึ้นชัดเจนในกรณี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้  คำถามเหล่านี้นักกฎหมายยังไม่มีอธิบายต่อสังคม

๒.ออกแบบนิติรัฐ : ปัองกันการปฏิวัติด้วยกฎหมาย

“…เราสู้ในทางความคิด เราใช้เทคนิคในทางกฎหมายเข้าสู้กับเทคนิคในทางกฎหมาย ถ้าคุณสามารถเขียนพระราชบัญญัติหรือเขียนรัฐธรรมนูญนิรโทษกรรมการทำผิดที่เป็นรัฐประหารได้ โดยคุณอ้างว่าในเวลานั้นคณะรัฐประหารเป็นรัฐาธิปัตย์แล้ว ผมก็บอกว่านักกฎหมายอย่างเราก็สามารถคิดค้นวิธีการในการที่จะสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และโดยอำนาจของประชาชนที่เป็นรัฐาธิปัตย์เราสามารถประกาศลบล้างหรือประกาศความเสียเปล่าของการนิรโทษกรรมได้ ข้อเสนอของเรา….จะถูกนำเอาไปให้ประชาชน…ตัดสินใจ เป็นอำนาจที่มีความชอบธรรมเต็มเปี่ยม……เพราะไม่มีทางเป็นไปไม่ได้ถ้าจะทำ …ทำไมคุณคิดนิรโทษกรรมคุณทำได้ แล้วทำไมผมจึงคิดถึงเรื่องการทำให้นิรโทษกรรมเป็นโมฆะ ทำไมจะทำไม่ได้ … อำนาจนิรโทษกรรมเป็นอำนาจเถื่อนด้วยซ้ำ อำนาจที่เกิดจากรถถัง เกิดจากปืน ทำไมเรายอมรับ แต่เที่ยวนี้อำนาจที่ล้มล้างรัฐประหารเป็นอำนาจที่เกิดจากประชาชน ทำไมเราบอกว่าทำไม่ได้…” [40]

การนิรโทษกรรมของ คมช.ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖,๓๗ เมื่อใช้รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้เขียนไว้ในมาตรา ๓๐๙ ดังนี้

“มาตรา ๓๖ บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย…หรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูป…ที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน… จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้…..และให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่ง…. เป็นประกาศหรือคำสั่ง…ที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๓๗ บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจ… เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน…. หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง” [41]

มาตรา ๓๐๙ : มาตรา ๓๐๙ บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการยึดอำนาจที่ภายหลังการยึดอำนาจต้องเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมตนเอง เป็นการใช้กลไกกฎหมายปกป้องตนเองจาการดำนินคดีในข้อหากบฎ จรัญ โฆษณานันท์ ตั้งข้อสังเกตว่า “เป็นวัฒนธรรมการเมืองแบบไทย ๆ ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่คณะราษฎร์ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษในการที่ออกประกาศซึ่งมีข้อความที่จ้วงจาบต่อการกระทำของกษัตริย์ โดยนำดอกไม้ธูปเทียนทูลเกล้าถวายตามประเพณีด้วย” [42] การนิรโทษกรรมจึงสามารถทำได้โดยการเขียนรัฐธรรมนูญรับรอง ซึ่งนิติราษฎร์มีความเห็นว่าต้องยกเลิกเนื่องจากมีการทำให้การรัฐประหารมีความชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญ [43]

ข้อเสนอในการใช้กฎหมายเป็นกลไกในการป้องกันการปฏิวัติในความเห็นของคณะราษฎร์นั้น จะทำได้ต่อเมื่อต้องทำลายล้างความชอบธรรมของคณะรัฐประหารที่เปรียบเสมือน “เกราะกำบังทางกฎหมาย” ที่คณะรัฐประหารสร้างไว้ในรัฐธรรมนูญเสียก่อน จากนั้นจึงดำเนินการโดยกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญโดยอำนาจของประชาชน ซึ่งจะต้องกำหนดหมวดว่าด้วยการลงโทษผู้กระทำการรัฐประหารเอาไว้ด้วย  วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ยืนยันว่า สามารถออกแบบกฎหมายให้ป้องกันการรัฐประหารได้  และสิ่งนี้คือสิ่งที่ฝ่ายตรงกันข้ามหวาดกลัว เพราะเขารู้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะทำเช่นนั้น

ข้อเสนอในการออกแบบกฎหมายป้องกันการรัฐประหารนี้ [44]วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้ให้เห็นว่าการรัฐประหารที่ผ่านมา คมช.ไม่ได้ใช้อำนาจโดยตรง แต่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เช่นการยุบพรรคการเมือง ซึ่งเมื่อก่อน ทันทีที่คณะปฏิวัติยึดอำนาจสำเร็จได้ประกาศยุบพรรคการเมืองด้วยอำนาจของตนเอง แต่การปฏิวัติในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้นการทำการยุบพรรคโดยการตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ คือใช้อำนาจของตุลาการรัฐธรรมนูญทำแทน นั่นหมายความว่า การรัฐประหารเข้าใกล้กฎหมายมากขึ้น  และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือที่ทำให้วัตถุประสงค์ของรัฐประหารบรรลุผล แม้ว่าผลของการรัฐประหารเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อประชาชนมีอำนาจต้องสร้างบทเรียนขึ้นในสังคมไทยว่าจะยอมรับผลการรัฐประหารหรือไม่ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เสนอวิธีการโดยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และกำหนดหมวดว่าด้วยการลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร ๑๙ กันยา ไว้ ซึ่งต้องลบล้างกฎหมาย คำสั่ง ที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร จากนั้นจึงไปยกเลิกการนิรโทษกรรมในรัฐธรรมนูญชั่วคราวพุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖,๓๗  และรัฐธรรมนูญพุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๙ [45]

ข้อเสนอดังกล่าวนั้น กิตติศักดิ์ ปรกติ มีความเห็นว่าขัดต่อหลักความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ เว้นแต่สิ่งลบล้างไปนั้น มิได้มีฐานะเป็นคำพิพากษา “การจะลบล้างโดยใช้อำนาจนิติบัญญัติย่อมพอจะฟังได้ ไม่ต่างอะไรกับการแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั่นเอง” [46]

ปัญหาคือ จะลบล้างคำพิพากษาอันเป็นผลพวงของรัฐประหารด้วยวิธีใด ในความเห็นของ กิตติศักดิ์ ปรกติ ไม่สามารถใช้อำนาจนิติบัญญัติมาลบล้างคำพิพากษาที่เกิดจากอำนาจตุลาการได้ แต่ นิติราษฎร์เสนอว่าการลบล้างต้องทำโดยกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านการทำประชามติ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง

เราจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องของการออกแบบกฎหมาย ที่หากตกอยู่ในนิติจารีตแบบเก่าย่อมไม่สามารถทำได้ เว้นแต่จะทำลายจารีตนั้นลงเสีย ดังนั้น ความขัดแย้งของทั้ง ๒ ฝ่ายจึงเป็นเรื่องของวิธีคิดในทางกฎหมาย คำถามคือวิธีคิด หรือรากฐานปรัชญาแบบใดที่จะทำให้กฎหมายรับใช้สังคมและการเมือง

เมื่อพิจารณาตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า เราสามารถออกแบบนิติรัฐให้รับใช้การเมืองได้ ดังประสบการณ์การเขียนรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน จากที่อำนาจการเขียนรัฐธรรมนูญอยู่ภายใต้การกำกับของชนชั้นนำจำนวนหนึ่งมาตลอดระยะเวลาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง การชี้ให้เห็นปัญหาว่าการเมืองไทยต้องแก้ไขด้วยการปฏิรูปการเมือง  การปฏิรูปนั้นต้องทำผ่านอำนาจของรัฐธรรมนูญ ในที่สุดสังคมไทยก็มีบทเรียนในการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

๓.enlightened-jurists : “คำพากษา” : นิติรัฐจารีตที่ถูก “รื้อถอน”

“…เมื่อใน พ.ศ.๒๕๐๑ คณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกคตรองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมาด้วยคำแนะนำหรือยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร หรือสภานิติบัญญัติก็ตาม” [47]

“…คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ สรุปว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดในทุกข้อกล่าวหา ส่วนอีก 4 พรรคมีความผิดจริง จึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทย รวมทั้งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้ง 4 พรรค มีกำหนด 5 ปี” [48]

กลุ่มนิติราษฎร์ให้เหตุผลการเรียกตนเองว่า enlightened-jurists ว่า “เพียงเพื่อปฏิเสธความเชื่อ จารีตอันงมงายอันปรากฎในวงวิชาการนิติศาสตร์ และอยู่บนหนทางของการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และท้าทายสถาบันทั้งหลายทั้งปวงในทางกฎหมายที่ไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผลที่สามารถยอมรับได้” [49]

สายธารทวนกระแสในปรัชญากฎหมายไทยต่อการปฏิเสธ“ความเชื่อจารีตอันงมงาย” ได้พุ่งพรูขึ้นท่ามกลางนิติปรัชญากระแสหลักมาก่อนหน้านี้ โดย จรัญ โฆษณานันท์ นักนิติปรัญาแห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี ๒๕๓๑ จรัญ ได้ยกคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นเครื่องยืนยัน ดังนี้[50]

– “ในการรัฐประหาร ๒๔๙๐ ศาลยอมรับว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๔๙๐ ว่าเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์ มิฉะนั้นประเทศชาติจะตั้งอยู่โดยความสงบมิได้ จรัญ โฆษณานันท์ อ้างความเห็นของ หยุด แสงอุทัย  ศาสตราจารย์ แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า  “คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ เป็นตัวอย่างอันดีที่จะพิจารณาว่า ศาลยุติธรรมจำต้องรับรองผลของการปฏิวัติรัฐประหาร”[51] นอกจากนี้ จรัญ โฆษณานันท์ ยังได้ยกตัวอย่างคำพิพากษาอื่น เช่น

-“แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งนั้นยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่”[52]

ดังนั้นการ “ปฏิเสธความเชื่อ จารีตอันงมงายอันปรากฎในวงวิชาการนิติศาสตร์” นั้นคือการปฏิเสธคำพิพากษาที่เป็นผลพวงของการรัฐประหาร

นอกจากนี้ความเชื่อนี้อาจรวมถึงความเชื่อที่ว่าศาลเป็นที่สถิตย์แห่งความยุติธรรม การวิพากษ์วิจารณ์อำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการเป็นสิ่งที่มีความละเอียดอ่อนในทางการเมือง ดังนั้นคำพิพากษาจึงไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ได้ แม้ว่าสิ่งที่ตนได้รับอาจจะไม่มีความยุติธรรมในกรณีผู้มีส่วนได้เสียคดีป่าไม้สาละวินอันดด่งดังในอดีต ซึ่งประดิษฐ์ หุตะสิงห์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “ไม่คิดกลั่นแกล้งใครหรือเข้าข้างคู่ความฝ่ายใด เราต้องเชื่อศาลในการให้ความยุติธรรม” [53] ความเชื่อมั่นต่อคำพิพากษาของศาลหรือความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม ปรากฏตัวอยู่เสมอในความคิดของชนชั้นนำไทย ดัง ความเห็นของ ผู้บัญชาการทหารบกต่อความเห็นในข้อเสนอของนิติราษฎร์ว่า  “เพราะทุกอย่างต้องเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ต้องใช้กระบวนการยุติธรรมแก้ไขปัญหา”[54]

ปัญหาที่ผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีไม่ต้องการให้มีการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษานั้น บวรศักดิ์ อุวรรณโน มีความเห็นว่า เพราะสังคมไทยยังก้าวไม่พ้นสังคมแบบอำนาจนิยมในขณะที่ยุโรปซึ่งเป็นต้นกำเนิดกฎหมายสมัยใหม่นั้นข้ามพ้นมาแล้ว สังคมยุโรปจึงมีอำนาจควบคุมรัฐ ทั้งกลไกการออกฎหมายและกลไกการบังคับใช้กฎหมาย [55] ดังนั้น ข้อหาละเมิดอำนาจศาลจึงเป็นสิ่งที่ปิดกั้นสิทธิในการเรียกร้องสิทธิของตนเองตามกฎหมายไปโดยปริยาย ดูเหมือนว่า ข้อหาละเมิดอำนาจศาลจะเป็นสิ่งที่สังคมไทยกลัวเสียยิ่งกว่าข้อหาอื่นในคดีอาญา ทั้งที่เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์แล้วไม่ใช่โทษอาญาร้ายแรง

เมื่อพิจารณาเหตุใดอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายภายใต้คำพิพากษาจึงสูงส่ง ไม่อาจเปลี่ยนแปลง ไม่อาจแตะต้อง  เราจะพบว่า กระบวนการที่ทำให้เชื่อว่ากฎหมายคือความยุติธรรมนั้นมิได้ทำผ่านช่องทางของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น การตอกย้ำความเชื่อนั้นกระทำผ่านชนชั้นนำของไทยด้วย ชนชั้นนำของไทยได้แสดงออกถึงความเชื่อมั่นต่อกฎหมายในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่สังคมเกิดวิกฤติ ดังกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้พระราชบัญญัติบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  อิทธิพลความเชื่อนี้ยังปรากฎในผู้นำพรรคประชาธิปัตย์คนอื่น เช่น นายชวน หลีกภัย ที่ได้รับฉายาว่าจอมหลักการ เนื่องจากเหตุผลว่า เขาดำเนินการทางการเมืองทุกอย่างอยู่บนหลักฎหมายที่ไม่เคยถูกตรวจสอบ  ดังกรณีที่ พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของนักสิทธิมนุษยชน และก่อเกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ [56] ความเชื่อมั่นว่า “กฎหมาย” หรือนัยยะหนึ่งคือ “นิติรัฐ” จะสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาการเมืองได้แสดงให้เห็นใน คตส. ในการการสัมมนาเรื่อง วันนี้ของ คตส.กับก้าวที่สองของการพัฒนาธรรมาภิบาล ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ว่า “ดังนั้น วันนี้จึงอยากให้มีกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้นักการเมืองกอบโกยผลประโยชน์ได้อีกต่อไป .ซึ่งถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าระบอบที่คิดแบบ พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร) จะหมดไป”[57] เขายกตัวอย่างทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณฯ ที่ คตส.ไม่สามารถตามได้ เช่น เครื่องบินราคา ๑,๕๐๐ ล้านที่ระบุไว้ในหนังสือ เรื่องทักษิณ Who Are You ? ที่เขียนโดย รท.หญิง สุนิศา เลิศภควัต [58]

เหตุนี้ กฎหมายจึงเป็นวาทกรรมชุดใหญ่ที่ไม่เคยถูกตั้งคำถาม กฎหมายได้ผูกขาดนิยามความหมายของความยุติธรรม  กฎหมายหรือความยุติธรรมเป็นพื้นที่ของอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอำนาจของผู้พิพากษา  กฎหมายเป็นพื้นที่ของความรู้ เป็นพื้นที่ของอำนาจทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรม  ที่ไม่มีรู้ว่าจะสำแดงอำนาจในรูปแบบใด เมื่อคนไปศาลจะรับรู้ได้ถึงอำนาจดังกล่าว เปรียบเสมือนวาทกรรมผีในสังคมไทย เมื่อเป็นพื้นที่ของอำนาจจึงไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์  ถึงแม้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ความไม่ยุติธรรมในกฎหมายในหลากหลายมิติ แต่ดูเหมือนจะไม่เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นครั้งนี้ มีรายการที่วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น รายการจับแพะของสถานีไทยพีบีเอส  หรือการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยนั้นมี ๒ มาตรฐาน สิ่งนั้นไม่สั่นคลอนความเชื่อมั่นสูงสุดของระบบความเชื่อในนิติรัฐไทยเท่ากับข้อเสนอของนิติราษฎร์ เพราะนิติราษฎร์ได้รื้อถอนความคิดอันธรรมดาสามัญของนิติจารีตแบบไทยที่ถูกปิดกั้นไว้ในนามของความศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎหมาย ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ทำให้ศาลไทยและสังคมไทยจำนวนมากยอมจำนนกับการรัฐประหาร ได้รื้อถอนความเชื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศรัทธาสูงสุดต่อกระบวนการยุติธรรม หากพื้นที่ของกระบวนการยุติธรรมเป็นพื้นที่ของความศักดิ์สิทธิ์ การต่อสู้ทางความคิดก็เกิดขึ้นในปริมณฑลของกลุ่มบุคคลที่สถาปนาหรือ “ปลุกเสก” ความศักดิ์สิทธิ์ให้กับกฎหมายหรือความยุติธรรมเสียเอง พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่เก็บกดปิดกั้นบุคคลภายนอกด้วยเหตุผลหรือมายาคติของความศักดิ์สิทธิ์ การเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์จึงมีพลังและได้รับการตอบรับ เพราะทำให้เห็นว่า “ความศักดิ์สิทธิ์ภายใต้คำพิพากษา” ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องนั้น สามารถ “รื้อถอน” ด้วยวิธีการใดได้  นั่นคือการรื้อถอนมายาคติในความยุติธรรม  เหตุนี้ข้อเสนอของนิติราษฎร์จึง “รุนแรงและแหลมคมมาก ๆ” ดังที่วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อธิบาย

เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความศรัทธาต่อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แท้จริงคืออิทธิพลความคิดของสำนักคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) ซึ่งได้รับการหยั่งรากในสังคมไทยโดยกรมหลวงบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ที่อธิบายไว้ใน “คำอธิบายว่าด้วยกดหมาย”[59] ที่ว่า “…เราจะต้องระวังอย่าคิดเอากดหมายไปปนกับความดีความชั่วฤาความยุติธรรม กดหมายเป็นคำสั่งเป็นแบบที่เราจะต้องประพฤติตาม แต่กดหมายนั้นบางทีก็จะชั่วได้ ฤาไม่ยุติธรรมก็ได้ ความคิดว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรเป็นยุติธรรม อะไรไม่ยุติธรรม มีบ่อที่จะเกิดขึ้นมาหลายแห่ง เช่น ตามศาสนาต่าง  ๆ แต่กดหมายนั้นเกิดขึ้นได้แห่งเดียว คือจากผู้ปกครองแผ่นดิน ฤาที่ผู้ปกครองแผ่นดินอนุญาตเท่านั้น” [60] เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่แปลกที่ศาลไทยจะยอมรับให้คณะรัฐประหารเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน เพราะกรมหลวงราชบุรีฯ ไม่ได้ตั้งคำถามต่อความดีชั่วของกฎหมายและความยุติธรรม

ดังนั้น ปรากฎการณ์ “รื้อถอน” คำพิพากษาใน ๒ ประเด็น คือ

๑.คดี ๑๓ คดี ที่ คตส.ส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงทางการเมืองตัดสิน และ

๒.คำพิพากษายุบพรรค (ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์) โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญภายใต้อำนาจของรัฐธรรมนูญ (๒๕๔๙) ฉบับชั่วคราว จึงเป็นความพยายามในการนิยามความหมายใหม่ต่อ “ความยุติธรรม” และล้มล้างนิยามความหมายเดิม อาจสรุปได้ว่า เป็นการช่วงชิงการสร้างวาทกรรมใหม่ให้กับความยุติธรรม

ปัญหาการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษายังเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่สามารถก้าวข้ามได้ ในขณะที่ข้อเสนอให้ยกเลิกคำพิพากษาจึงเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่สามารถคิดได้ ข้อเสนอของนิติราษฎร์ที่ให้รื้อถอนคำพิพากษาจึงสั่นคลอนจารีตประเพณีของนักกฎหมายไม่น้อย เพราะได้ตั้งคำถามกับความยุติธรรมตามกฎหมาย และต่างเชื่อมั่นว่ากฎหมายคือคำตอบของสังคม

๔.นิติราษฎร์ : “ปีศาจ” [61] ของนักรัฐประหาร

หากข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ได้รับการขานรับจากสังคมไทย หมายความว่า ข้อเสนอผ่านกระบวนการไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ปรากฎการณ์นั้นอาจเปรียบได้กับ “ปีศาจ” ที่หลอกหลอนคณะรัฐประหารและผู้สนับสนุนการรัฐประหาร ดังนี้

๑.ความเข้าใจในความมายของมาตรา ๑๑๒ที่ต่างกัน ระหว่างฝ่ายกลุ่มนิติราษฎร์และผู้สนับสนุนกับฝ่ายที่คัดค้านข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์และผู้สนับสนุน

แม้ข้อแถลงเนื่องในวันครบรอบ ๕ ปี ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จะไม่มีข้อเสนอที่ให้แก้ไขมาตรา ๑๑๒ แต่เป็นข้อเสนอจากการเสวนา เรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔  แต่ประเด็นการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ถูกทำให้สังคมเข้าใจว่าถูกนำเสนอในวาระครบรอบ ๕ ปีของการรัฐประหาร ประเด็นการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ เป็นการเพิ่มความเข้มข้นของการตอบโต้กับกลุ่มนิติราษฎร์ โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ในขณะที่ สัก กอแสงเรือง ประธานสภาทนายความ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ในอีก ๔ วันต่อมา คือวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๔ นอกจากนี้   คำนูน สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ยังตั้งข้อสังเกตในรายการคนเคาะข่าวเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ ว่า กลุ่มนิติราษฎร์ “ไปไกลกว่าทักษิณ และเขาจะอุ้มทักษิณไปสู่จุดที่เขาคิด หรือเป็นภาพฝันของประเทศไทยที่เขาต้องการ คือประชาธิปไตยสมบูรณ์ ซึ่งเขาเชื่อว่ามันเกิดขึ้นเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ตนคิดว่าอ่านอาจารย์วรเจตน์ (ภาคีรัตน์) ออก รู้ว่าอาจารย์วรเจตน์คิดอะไรอยู่ ….ประเด็นสำคัญ คือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มีรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือราชอาณาจักรสยามทุกฉบับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธันวาคม ๒๔๗๕ เป็นต้นมา โดยมาตรา ๘ ระบุว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” อันนี้คือคุ้มครองทั้งสถาบันกษัตริย์ และองค์กษัตริย์ เมื่อมีรัฐธรรมนูญมาตรา 8 จึงเป็นที่มาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ สมมติไม่มีรัฐธรรมนูญมาตรา ๘ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ก็ไม่มีฐานรองรับ” [62]

การตอบโต้ที่สอดคล้องต้องกันเกิดขึ้นจาก นายถาวร เสนเนียม ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความเห็นว่า “การเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ มองเห็นได้ชัดว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีคนของรัฐบาลอยู่เบื้องหลัง….โดยวัตถุประสงค์สุดท้ายที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการการเห็นคือการเปลี่ยนแปลงหรือสถาปนารัฐไทยใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างที่เคยมีการพูดกันในกลุ่มเสื้อแดง ดังนั้นขอให้ประชาชนที่นึกถึงคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านในเชิงสันติและต่อสู้เพื่อขจัดความคิดของคนบางคนที่วิวัฒนาการมาจากการปกครองแบบคอมมิวนิสต์..”[63] ความสำคัญของมาตรา ๑๑๒ ในความเห็นของพรรคประชาธิปัตย์ปรากฎในคำให้สัมภาษณ์ของ นายพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรัฐบาลอภิสิทธิ ๑ ว่า “..สำหรับประเทศไทย สถาบันเป็นยิ่งกว่าสัญลักษณ์แต่เป็นความมั่นคงแห่งรัฐ สิ่งเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  ๑๑๒ ในหมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ไม่ใช่กระทบเรื่องชื่อเสียง หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นกระทบความมั่นคงของประเทศ ของคนไทยทั้งประเทศไม่ใช่ความผิดส่วนตัวที่มีคนเรียกว่าสิทธิมนุษยชนขณะนี้ได้ปิดเวบไซต์ไปกว่า ๒,๐๐๐ เวบแล้ว ซึ่งยังเหลืออีก ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ เวบ และมีคดีที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก ๔๐ คดี…”[64]

ความหวาดระแวงของฝ่ายที่เห็นต่างจากกลุ่มนิติราษฎร์ได้หยิบยกแนวคิดแบบ “คอมมิวนิสต์” ซึ่งเป็นหัวข้อขัดแย้งของสังคมไทยขึ้นมาอธิบาย สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่านักการเมืองยังคงหวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์อยู่

การตอบโต้โดยยกประเด็นการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ มานั้นถูกนำเสนอนั้นไม่มีรายละเอียดในเชิงวิชาการ นอกจากเป็นเรื่องของความจงรักภักดี และสถาบันกษัตริย์จะต้องอยู่เคียงคู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงว่าข้อเสนอเรื่องมาตรา ๑๑๒ นั้น เสนอมานานแล้ว[65] และไม่ได้เสนอให้มีการยกเลิก แต่ให้ปรับปรุงให้มีความเหมาะสม ต่อความเห็นที่ว่ามาตรา ๑๑๒ เป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อกลั่นแกล้งกันในทางการเมืองนั้น ปรากฎในกรณีของนายจักรภพ เพ็ญแข กรณีที่เขาบรรยายให้นักข่าวต่างประเทศเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งในรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยแสดงความเห็นที่พาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์  และถูกแจ้งความดำเนินคดีภายหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเขามีความเห็นว่าเขาถูกกลั่นแกล้ง [66] โดยมีการแปลความหมายที่ต่างกันระหว่างผู้พูดและพรรคประชาธิปัตย์ผู้ตีความ [67]

ความขัดแย้งเรื่องมาตรา ๑๑๒ นั้นมีมาก่อนหน้าการแถลงของกลุ่มนิติราษฎร์ให้ยกเลิกผลพวงของการรัฐประหาร ๒๕๑๙ เนื่องจากหลายฝ่ายเห็นว่า มาตรา ๑๑๒ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ต่างจากข้อหา “ภัยคอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น  ดังนั้น จะมีคำอธิบายใดที่จะทำให้ข้อเสนอของนิติราษฎร์มีความน่ากลัวได้เท่ากับข้อหาการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัวมากกว่าที่จะเปิดใจยอมรับเหตุผลในทางวิชาการ

๒.ข้อหากบฏ แม้ดูเหมือนว่าข้อหา “คอมมิวนิสต์” หรือ “การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จะเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย และไม่กฎหมายไม่อาจมีพลังในการควบคุมได้ตามเจตารมย์ของตัวกฎหมายเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายคัดค้านนิติราษฎร์โดยเฉพาะคณะรัฐประหารรู้อยู่แก่ใจ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( ICT) ทราบดีว่า มีเวบไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพจำนวนมากที่ยังปรากฎอยู่ในพื้นที่ของโลกไซเบอร์ แต่สิ่งนั้นยังไม่ใช่ “ภัยใกล้ตัว” เท่ากับว่า เมื่อข้อเสนอของนิติราษฎร์เป็นจริง สิ่งที่วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เรียกว่าสังคมไทยต้องชำระชะล้างกันเสียที สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นด้วยพลังของนิติรัฐคือ ซึ่งก็เท่ากับว่าคณะรัฐประหารได้กระทำผิดรัฐธรรมนูญ…และเป็นกบฏ…คณะรัฐประหารจะต้องถูกดำเนินคดี.. เรื่องนี้สังคมไทยควรชำระชะล้างกันเสียที “เอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งก็เท่ากับว่าคณะรัฐประหารได้กระทำผิดรัฐธรรมนูญ…และเป็นกบฏ…คณะรัฐประหารจะต้องถูกดำเนินคดี”

การเปลี่ยนแปลงในนิติรัฐเช่นนี้กระทบต่อโครงสร้างการเมืองไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

๓.การสูญเปล่าทางการเมืองของฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหาร

เนื่องจากว่าผลพวงของการล้างคำพิพากษาที่เกิดจากคำสั่งของคณะรัฐประหารระหว่าง ๑๙ กันยายน –๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ จะทำให้คนที่ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษากลับคืนสู่สถานะเดิมเท่าที่จะทำได้ใน ๒ ประเด็น คือ

๑.ผลคำพิพากษา  ๑๓ คดี ที่ คตส.ส่งเรื่องไปยัง ปปช.และ ปปช.สั่งฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น การยึดทรัพย์พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ซึ่งวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ให้คำตอบชัดเจนว่าต้องคืน และดำเนินการกระบวนการพิจารณาใหม่ นั่นคือนำเข้าสู่ “กระบวนการยุติธรรมที่ยุติธรรม” ในความเห็นของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ความสูญเปล่าในการทำหน้าที่ของ คตส.อาจพิจารณาได้จากแถลงการณ์ตอบโต้ของสภาทนายความ และของ ๒๓ อาจารย์นิติศาสตร์

๒.ผลจากการยุบพรรคการเมือง [68]

เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อเสนอของนิติราษฎร์จึงอาจเปรียบได้กับ  “ปีศาจ” แห่งกาลเวลาที่สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลก(นิติ)เก่า ความคิดเก่า และสร้างจารีตใหม่ ทำให้เกิดความหวาดกลัว

๕.สรุป

การศึกษาเรื่อง “การเมืองใน(นัก)กฎหมาย : เมื่อ “นิติราษฎร์” เคลื่อนไหว นิติรัฐไทยก็สั่นคลอน” นอกจากจะพิจารณาใน ๔ ประเด็นที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็นเพิ่มเติม เช่น เรื่องจริยธรรมทางวิชาการในแถลงการณ์ของ ๒๓ อาจารย์นิติศาสตร์ ว่า “…นักวิชาการควรมีสำนึกสำคัญในทางวิชาการในหลักการสำคัญที่สำคัญของการเป็นนักวิชาการคือ ต้องมีคุณธรรมและมีสำนึกในทางจรรยา (วิถีการครองตนที่ดีงาม) ของการนำเสนองานทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของงานวิชาการหรือวิชาชีพด้านกฎหมายนั้น ต้องเน้นถึงความสุจริต ความถูกต้องมีความสมเหตุสมผล ความเป็นธรรม และมุ่งต่อผลประโยชน์สังคม และประชาชนโดยรวม อันเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นักวิชาการต้องตีแผ่ถึงความไม่เป็นธรรม หรือการเอื้อประโยชน์อันมิชอบดังกล่าวให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงความเป็นจริง ไม่เสนอหลักการอันก่อผลประหลาดทางวิชาการ คลาดเคลื่อนต่อหลักการทางวิชาการที่ถูกต้องแท้จริง นักวิชาการที่ละเลยหรือบิดเบือนหลักการทางวิชาการ ถือว่าเป็นผู้ขาดไร้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม หรือจรรยาบรรณอันงดงามในวิชาการและวิชาชีพที่ดี นักวิชาการที่เลือกกล่าวแต่เรื่องที่เอื้อประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือพวกพ้องโดยเฉพาะ และงดเว้นการนำเสนออย่างกล้าหาญในหลักการที่ถูกต้องในเรื่องสำคัญเป็นการสร้างความเสียหายต่อสังคมโดยรวมโดยมิอาจแก้ไขได้”[69]

ต่อปัญหาเรื่องจริยธรรมทางวิชาการนั้น วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อธิบายว่า “คนเป็นนักวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชน กฎหมายมหาชนเกี่ยวพันกับสังคม เราจะตัดขาดตนเองออกจากสังคมไม่ได้ เราจะให้ตัวเองนั่งอยู่ในห้องสมุด นั่งอ่านหนังสือ ในขณะที่เราเห็นว่าที่เราสอนหนังสือกับสังคมคนละเรื่องกัน มันไม่เป็นอย่างเดียวกัน เราสอนหลักประชาธิปไตย สอนเรื่องความยุติธรรม สังคมมันไม่เป็นแบบนั้น  ถ้าเราพอจะทำอะไรให้สังคมบ้างในทางความคิด เราควรจะต้องทำ นี่คือสิ่งที่ผมทำ ถามว่ารู้ไหมว่าทำแบบนรี้จะถูกโจมตีจากผู้เสียผลประโยชน์จากข้อเสนออันนี้ รู้ แต่ถามว่ารู้แล้วทำให้เราไม่ทำหรือ ทำให้เราหวาดกลัว ไม่กล้าทำหรือ..ส่วนเราทำไปแล้วคนจะบอกว่าข้อเสนอไปเอื้อประโยชน์กับใครไปประเมินเอาเอง…”[70]

เหตุที่กฎหมายและการเมืองมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นข้อเสนอในเชิงความคิดของกลุ่มนิติราษฎร์จึงก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในพื้นที่ ๒ ปริมณฑทล คือ พื้นที่ของกฎหมาย และพื้นที่ของการเมือง จากการอภิปรายข้างต้น จึงสรุปได้ว่า เมื่อ “นิติราษฎร์” เคลื่อนไหวนิติรัฐไทยจึงสั่นคลอน

บรรณานุกรม

หนังสือและบทความ

กิตติศักดิ์ ปรกติ. “สิ่งที่คล้ายกันพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่ไม่พึงปฏิบัติอย่างเดียวกันกับสิ่งที่ต่างกัน” www.oknation.net/blog/chaisawang สืบค้นเมื่อ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔

กมลวรรณ ชื่นชูใจ. “การจับกุม “ชาวเขา” บ้านปางแดง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่” วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๔๗

กมลวรรณ ชื่นชูใจ. “นิติรัฐที่รุนแรง : วาทกรรมกฎหมายภายใต้สถานการณ์ “ฉุกเฉิน” ” บทความการประชุมวิชาการรัฐศาสต์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติครั้งที่ ๑๑ ณ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

จรัญ โฆษณานันท์, นิติปรัชญา. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, กรุงเทพมหานคร : ๒๕๓๑

นิธิ เอียวศรีวงศ์. “นิติรัฐหรือนิติราษฎร์” หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

สราวุธ เบญจกุล “ความเป็นอิสระในการพิจารณาคดีของผู้พิพากษา”  www.manager.co.th สืบค้นเมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

สื่อจากอินเตอร์เนต

ธีระ สุธีวรางกูร. “สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย – กรณีศึกษาเขายายเที่ยง”  www.enlightened-jurists.com สืบค้นเมื่อ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔

รายการ คนเคาะข่าว ทางสถานี ASTV เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔

รายการ Hot Topic  โดย จอม เพชรประดับ สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ www.touch.whatsontv.co.uk สืบค้น ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔

รายการ Intelligence สถานี  voicetv โดยจอม เพชรประดับ สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ดูรายละเอียดใน  www.utube.com สืบค้นเมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔

ข่าวค่ำสถานีโทรทัศน์  DNN ดูรายละเอียดใน  www.utube.com สืบค้นเมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔

“กลุ่มทนายความและนัก กม.เพื่อสิทธิมนุษยชน” สวน “สัก กอแสงเรือง” แถลงหนุนนิติราษฎร์ หนังสือพิมพ์ข่าวสด ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ สืบค้นจาก www.khaosod.co.th สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

“คณิตแนะสังคมเปิดใจฟังข้อเสนอนิติราษฎร์” www.posttoday.com สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

“ผบ.ทบ.” ชี้ข้อเสนอ “นิติราษฎร์” ทำแตกแยก  www.khaosod.co.th สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

“นิติราษฎร์แถลงแจงข้อเสนอหลังถูกวิจารณ์ยับ” ใน www.oknation.com สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

“ “นิติราษฎร์” ปัดรับงาน อดีต คมช.หวั่น “กลียุค” ดูรายละเอียดใน หนังสือพิมพ์สยามรัฐฉบับวันที่ ๒๒ กัยายน ๒๕๕๔ หน้า ๑๐

“สภาทนาย” ออกแถลงการณ์ อัด “นิติราษฎร์” ชี้เอื้อประโยชน์อดีตพวกพ้องนักการเมือง ทำสังคมแตกแยก www.matichon.co.th สืบค้นเมื่อ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔

“๒๓ นักวิชาการชำแหละนิติราษฎร์ประหลาด” www.muslimtoday.in.th สืบค้น ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

www.enlightened-jurists.com สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

www.prachatai.com สืบค้นเมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

www.arayachon.org/feed สืบค้นเมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

www.transparency-thailand.org สืบค้นเมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

www.wikipedia.org สืบค้นเมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

หนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๐ หน้า ๑๐

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ หน้า ๖

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ๓๑  มกราคม ๒๕๕๒ หน้า ๓

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๓ หน้า ๑๑

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔

หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ หน้า ๑๑

“จี้ รื้อกฎหมายก่อการร้าย” หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔

ภาคผนวก

๑.รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ๒๕๔๙

มาตรา ๓๖ : บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ

ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใดและไม่ว่าจะประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไปและให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นจะกระทำก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นประกาศหรือคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๓๗ : บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ของหัวหน้าและคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไป เพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการรวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

๒.รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐

มาตรา ๓๐๙ : มาตรา ๓๐๙ บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

๓.คำให้สัมภาษณ์ของนายจักรภพ เพ็ญแข มีดังนี้

We are led into to beliving that the best f form of government is guided democracy or democracy with His Majesty gracious guidance. It has a continual development of idea and beliefs into the current situation in which I see as a clash or the clash between democracy and paronage system. มีการแปล ๒ สำนวนดังนี้

๑.สำนวนของ จักรภพ เพ็ญแข : เราถูกชักนำให้เชื่อว่ารูปแบบของรัฐบาลที่ดีที่สุด คือ ประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำหรือภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

๒.สำนวนของพรรคประชาธิปัตย์ : เราถูกชักจูงให้เชื่อว่ารูปแบบของการปกครองที่ดีที่สุด คือ การปกครองแบบประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำอันสง่างามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

๔.คดีที่ คตส.ส่งให้ ปปช.พิจารณา และ ปปช.ส่งฟ้องยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน ๑๓ คดี

๑.กรณีการจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจสอบวัตถุระเบิด CTX

๒.กรณีท่อร้อยสายไฟใต้ดินสนามบินสุวรรณภูมิ

๓.กรณีการเลี่ยงภาษีเงินได้จากการขายหุ้น (หุ้นชินคอร์ป)

๔.กรณีเงินกู้ (Exim Bank)

๕. กรณีการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว

๖.กรณีการจัดซื้อกล้ายาง

๗.กรณี การจ้างก่อสร้างและการจัดซื้ออุปกรณ์ห้องปฏิบัติการกลาง (Central Lab)

๘.กรณี แอร์พอร์ตลิงค์

๙. กรณีการปล่อยเงินกู้ธนาคารกรุงไทย (กฤษดามหานคร)

๑๐.กรณีการจัดซื้อจัดจ้างเอกชนโดยการเคหะแห่งชาติ (โครงการบ้านเอื้ออาทร)

๑๑.กรณีร่ำรวยผิดปกติ (76,000 ล้านบาท) การแปลงภาษีสรรพสามิตและอื่นๆ

๑๒.กรณีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.

๑๓.กรณีการจัดซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ที่ดินรัชดาภิเษก)


[1] ความเห็นของ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน รายการ Hot Topic ใน www.utube.com สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

[2] ความเห็นของ กิตติศักดิ์ ปรกติ ในเฟสบุ๊ค ที่ตอบโต้เมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๔ ขณะเดินทางเข้าร่วมประชุม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน www.oknation.net/blog/chaisawang สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

[3] ความเห็นของ อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในรายการข่าวค่ำทางสถานีโทรทัศน์  DNN วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ ใน  www.utube.com สืบค้นเมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔

[4] ข้อโต้แย้งข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ โดยคณาจารย์คณะนิติศาสตร์  นำโดย บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณะกรรมการ คตส. (ซึ่งขณะเป็นกรรมการฯเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า))  หน่วยงานที่ตั้งขึ้นโดยอำนาจของ คปค.และภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินการทางกฎหมายต่อรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร

[5] ความเห็นของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ สัมภาษณ์โดย จอม เพชรประดับ ในรายการ intelligence สถานี voicetv ใน www.utube.com สืบค้นเมื่อ  ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔

[6] ความเห็นของ คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ให้สัมภาษณ์เมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ คูรายละเออียดใน “คณิตแนะสังคมเปิดใจฟังขอเสนอนิติราษฎร์” www.posttoday.com

[7] ข้อความในเฟสบุ๊คของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดูหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ หน้า ๖

[8] ความเห็นของ วรเจตน์ ภาคีรัตน์  สัมภาษณ์โดย จอม เพชรประดับ ใน รายการ Hot Topic ดู www.utube.com สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

[9] หนึ่งใน ๑๕ คำถาม ที่สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถามกลุ่มนิติราษฎร์ ในเฟสบุ๊ค ที่พาดพิงถึง อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และมีปฏิกริยาโต้กลับจาก ดุษฎี บุญทัศนกุล บุตรสาว อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ รวมถึงการที่นักศึกษาเก่าทำจดหมายเปิดผนึกถึงสภามหาวิทยาลัย ขอให้ตรวจสอบและยุติพฤติกรรมสนับสนุนระบอบเผด็จการของ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน ภายหลังสมคิด เลิศไพฑูรย์ จึงถอดข้อความนี้ออกไป ดูรายละเอียดใน www.prachatai.com และwww.arayachon.org/feed

[10] ความเห็นของ วรเจตน์ ภาคีรัตน์  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน รายการ Hot Topic : สืบค้นจาก  www.utube.com

[11] ความเห็นของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ศาสตราจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ข่าวค่ำสถานีโทรทัศน์  DNN วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ ดูรายละเอียดใน  www.utube.com สืบค้นเมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔

[12] คำให้สัมภาษณ์ในรายการ สภาท่าพระอาทิตย์ สถานีโทรทัศน์ ASTV เช้าวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๕ ของพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาสรรหา อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขานุการ คมช. ดูสยามรัฐฉบับวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔ หน้า ๑๐

[13] อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้าน ดูสยามรัฐรายวัน ประจำวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔ หน้า ๑๐

[14] คำให้สัมภาษณ์ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โฮชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ดูสยามรัฐรายวันฉบับวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ หน้า ๑๑

[15] นิธิ เอียวศรีวงศ์ “นิติรัฐหรือนิติราษฎร์” หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

[16] ก่อตั้งเมื่อ ๑๙ กันยาน ๒๕๕๓ ประกอบด้วยอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน ๗ คน ได้แก่  ๑.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ๒.ปิยะบุตร แสงกนกกุล ๓.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา ๔.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล ๕.ธีระ สุธีวรางกูร ๖.สาวตรี สุขศรี ๗.ปูนเทพ ศิรินุพงศ์

[17] ดูรายละเอียดใน www.enlightened-jurists.com

[18] ประกาศฉบับที่ ๑ ของกลุ่มนิติราษฎร์ใน www.enlightened-jurist.com

[19] คำอธิบายของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ใน รายการ Hot Topic ดูรายละเอียดใน www.utube.com

[20] “๒๓ อาจารย์ชำแหละนิติราษฎร์ประหลาด” ข้อ ๒ หลักนิติธรรม ” www.muslimtoday.in.th

[21] คำให้สัมภาษณ์ของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ในรายการ Hot Topic สัมภาษณ์โดยจอม เพชรประดับ ใน  www.touch.whatsontv.co.uk

[22] “สับกลุ่มนิติราษฎร์” สยามรัฐรายวัน วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔ หน้า ๑๐

[23] ดูรายละเอียดแถลงการณ์ใน ข่าวสดออนไลน์ประจำวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ สืบค้นเมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

[24] ดูรายละเอียดแถลงการณ์ใน ข่าวสดออนไลน์ประจำวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ สืบค้นเมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

[25] อ้างแล้ว

[26] คมสันต์ โพธิ์คง หนึ่งใน ๒๓ อาจารย์ ให้สัมภาษณ์เติมศักดิ์ จารุปราณ ในรายการ คนเคาะข่าว ทางสถานี ASTV เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔

[27] คณิต ณ นคร อภิปรายในการสัมมนาเรื่อง การขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยหลักนิติธรรม ดูรายละเอียดใน “จี้ รื้อกฎหมายก่อการร้าย” หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔ หน้า ๑๒

[28] ดูแถลงการณ์ของสภาทนายความได้ในแถลงการณ์ตอบโต้ของกลุ่มทนายความสิทธิมนุษยชน www.khaosod.co.th สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

[29] ดูแถลงการณ์ของกลุ่ม ๒๓ อาจารย์ได้ที่ www.muslimtoday.in.th สืบค้น ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

[30] อ้างแล้ว

[31] แถลงการณ์ของอาจารย์ ๒๓ คน ที่ตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์มี ๓ ประเด็น คือ ๑.หลักการทางจริยธรรมของอาจารย์ ๒.หลักนิติธรรม ๓.หลักประชาธิปไตย

[32] ความเห็นของ กิตติศักดิ์ ปรกติ ในเฟสบุ๊ค ที่ตอบโต้เมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๔ ขณะเดินทางเข้าร่วมประชุม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน www.oknation.net/blog/chaisawang สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

[33] “มาตรา ๑๙๗ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”

[34] “ความเป็นอิสระของผู้พิพากษานั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ของความยุติธรรมภายใต้กฎหมายมันแยกขาดออกไปไม่ได้ ทุกสถาบันและทุกหน่วยที่มีอำนาจไม่ว่าจะในระดับชาติหรือในระดับนานาชาติ จะต้องเคารพ คุ้มครอง และปกป้องความเป็นอิสระนั้น”

[35] ดูรายละเอียดใน ธีระ สุธีวรางกูร

[36] ดูเชิงอรรถที่ ๒

[37] ดู“๒๓ นักวิชาการชำแหละนิติราษฎร์ประหลาด” www.muslimtoday.in.th  สืบค้น ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

[38] อ้างแล้ว

[39] ดู “๔ ปีของการเดินทางในการค้นหาความจริงกรณีความตายที่ตากใบ” www.prachatai.com/journal สืบค้นเมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

[40] วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Intelligence สถานี voicetv เมื่อ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ รับฟังได้ใน www.utube.com สืบค้นเมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

[41] รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ ในส่วนที่ถูกเสนอให้ยกเลิก ดูภาคผนวกที่ ๑

[42] ไพโรจน์ ชัยนาม “รัฐธรรมนูญ บทกฎหมายและเอกสารสำคัญในทางการเมือง” อ้างใน จรัญ โฆษณานันท์ หน้า ๑๐๖

[43] ดูรายละเอียดในสำนักข่าวเนชั่น “นิติราษฎร์แถลงแจงข้อเสนอหลังถูกวิจารณ์ยับ” ใน www.oknation.com สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

[44] ดูการสัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ในรายการ intelligence สถานี voicetv โดยจอม เพชรประดับ www.utube.com สืบค้นเมื่อ  ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔

[45] ดูรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ มาตราได้ในภาคผนวกที่ ๑ และ ๒

[46] ดูความเห็นของ กิตติศักดิ์ ปรกติ ในเฟสบุ๊ค ที่ตอบโต้เมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๔ ขณะเดินทางเข้าร่วมประชุม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน www.oknation.net/blog/chaisawang สืบค้นเมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

[47] คำพิพากษีกาที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน จรัญ โฆษณานันท์  หน้า  ๑๐๘

[48] การรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ ส่งผลให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ คมช.แต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญใหม่ ดูรายละเอียดเรื่อง “คดียุบพรรคการเมือง ๒๕๔๙” ได้ใน  www.wikipedia.org ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

[49] ดูรายละเอียดในแถลงการณ์ฉบับที่ ๑ แจ้งเกิด enlightened-jurists.com ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓ ใน enlightened-jurists.com

[50] คำพิพากษาที่ ๔๕/๒๔๙๖ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน จรัญ โฆษณานันท์  หน้า  ๑๐๓

[51] อ้างแล้ว

[52] คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๔/๒๕๒๓ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน จรัญ โฆษณานันท์ หน้า ๑๐๘

[53] ดังกรณีตัวอย่าง ผู้มีส่วนได้เสียซึ่งสื่อมวลชนระบุว่าไม่ต้องการเปิดเผยรายชื่อ ในคดีป่าสาละวิน ๒๕๔๒ ยกรูปธรรมปัญหาขึ้นมาตั้งข้อสังเกตคำสั่งอันไม่เหมาะสมศาลจังหวัดตากให้เพิกถอนคำสั่งกรมป่าไม้ที่ยึดไม้ของกลาง ทำให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม เพราะเขาเห็นว่า “…เรื่องนี้วิพากษ์วิจารณ์มากไม่ได้ เพราะเป็นคำพิพากษาของศาล…. ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนเพิกถอนคำสั่งการอายัดไม้ ทั้งที่คดีป่าสาละวินยังไม่ยุติ” ข้อสังเกตดังกล่าวทำให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนต้องออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชน และตามด้วยการยืนยันโดยปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน กมลวรรณ ชื่นชูใจ  ๒๕๔๘ การขีดเส้นใต้ทำโดยเจ้าของบทความชิ้นนี้

[54] ดู www.khaosod.co.th

[55] จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย อ้างในกมลวรรณ ชื่นชูใจ ๒๕๔๘ หน้า ๘๖

[56] ดูรายละเอียดใน กมลวรรณ ชื่นชูใจ ๒๕๕๓ “นิติรัฐที่รุนแรง : วาทกรรมกฎหมายภายใต้สถานการณ์ “ฉุกเฉิน”

[57] การเสวนาจัดโดยโครงการดุษฎีบัณฑิต ดูรายละเอีดเพิ่มเติมใน www.transparency-thailand.org

[58] อ้างแล้ว

[59] สะกดด้วย ด.เด็ก ดู จรัญ โฆษณานันท์ หน้า ๓๕

[60] ดู จรัญ โฆษณานันท์ ๒๕๓๑ หน้า ๓๕

[61] สาย สีมา พระเอกวรรณกรมซีไรท์เรื่องปีศาจ ของเสนีย์ เสาวพงษ์ กล่าวว่า “ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความก้าวหน้าของ กาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที…ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถจะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป…” วรรคทองของวรรณกรรมเรื่องนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในหมู่นักอ่าน

[62] รายการ คนเคาะข่าว ดำเนินรายการโดย เติมศักดิ์ จารุปราณ สถานี ASTV

[63] หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ประจำวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔ หน้า ๑๐

[64] หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ๓๑  มกราคม ๒๕๕๒ หน้า ๓

[65] กลุ่มนิติราษฎร์จัดเสวนาเรื่อง กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔ ดูรายละเอียดใน www.sianimtelligence.com สืบค้นเมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

[66] หนังสือพิมพ์ข่าวสดวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๐ หน้า ๑๐

[67] ดูภาคผนวกที่ ๓

[68] ดูรายละเอียดใน www.transparency-thailand.org สืบค้น ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

[69] ดูแถลงการณ์ของ ๒๓ อาจารย์คณะนิติศาสตร์

[70] ดูการสัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ในรายการ intelligence สถานี voicetv โดยจอม เพชรประดับ  www.utube.com สืบค้นเมื่อ  ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔