all pills generic viagra
cialis tabletten
generic cialis 5mg
canadian viagra for sale
viagra canada free sample
cialis drug test
generic viagra price comparison
viagra buy now
generic viagra caverta
cheap cialis pill
cheap viagra on internet
consumer report on generic cialis
generic cialis overnight cheapest
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011024

การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : POLITICS

“การเลือกตั้งครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เพราะเป็นเลือกตั้งที่แต่ละฝ่ายล้วนมุ่งหวังที่จะเข้าไปมีส่วนในการจัดระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับพลเมืองให้เป็นไปตามที่กลุ่มของตนฝันและวางแผนเอาไว้”

 

การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เพราะเป็นเลือกตั้งที่แต่ละฝ่ายล้วนมุ่งหวังที่จะเข้าไปมีส่วนในการจัดระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับพลเมืองให้เป็นไปตามที่กลุ่มของตนฝันและวางแผนเอาไว้

หากลองสรุปความมุ่งหวังของแต่ละกลุ่มในการจัดระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจนี้ จะแบ่งได้ออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มต้องการความเปลี่ยนแปลงไปสู่ “ความเสมอภาค” กลุ่มที่ต้องการค่อยๆ เปลี่ยนโดยรักษาสถานะเดิมไว้ให้ได้มากเท่าที่ทำได้ และกลุ่มที่สามต้องรักษาสถานะเดิมเอาไว้ทั้งหมด

กลุ่มที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงไปสู่ “ความเสมอภาค” เป็นกลุ่มการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ภายใต้เงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ในช่วงที่ผ่านมากำลังอยู่ในช่วงของการก่อร่างสร้างตัวทางเศรษฐกิจและเริ่มที่จะสามารถขยับเลื่อนฐานะของตนก้าวขึ้นในระดับที่สูงมากขึ้นกว่าเดิม  โอกาสของความหวังในการเลื่อนชนชั้นกำลังเปิดกว้างมากขึ้น แต่การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้ทำให้กลุ่มนี้ประสบปัญหาของการเลื่อนฐานะจนทำให้เกิดความผิดหวังกับการเมืองอย่างรุนแรง และได้เกาะกลุ่มเพื่อเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนถูก “ฆาตกรรมโดยรัฐ“ ในปีที่ผ่านมา

คนกลุ่มนี้มีความคับข้องใจต่อเส้นแบ่งชนชั้นทางสังคมของสังคมไทยมานานแล้ว แต่ได้ “ตกผลึก” เป็นกระแสร่วมกันของกลุ่มเมื่อได้สร้างระบบการสื่อสารที่สามารถทำให้เกิดการ “เคลื่อนย้ายและระดม” อย่างเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมการเมือง ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน, เครือข่ายการสื่อสารทางตรงของกลุ่มการค้านอกระบบ ฯลฯ

กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ได้ผลักดันความต้องการทางการเมืองของตนผ่านพรรคเพื่อไทย และเป็นแรงที่สำคัญในการณรงค์หาเสียงให้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าในอนาคตความสัมพันธ์ของกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้กับพรรคเพื่อไทยจะมีลักษณะผันแปรไปในสองลักษณะ ได้แก่การแปรรูปเป็น  “กองกำลัง” ที่ขึ้นตรงต่อแกนนำของพรรคและการใช้พรรคเพื่อไทยเป็นฐานในรัฐสภา

ลักษณะแรก การแปรรูปเป็น “กองกำลัง” ที่ขึ้นตรงต่อแกนนำของพรรค ผมใช้คำว่า “กองกำลัง” ในที่นี่เพื่อจะเน้นว่าจะผูกพันจงรักภักดีต่อแกนนำมากกว่าความเป็นสมาชิกพรรคหรือผู้ร่วมทางทางการเมืองธรรมดา การแปรรูปเช่นนี้เกิดขึ้นได้หากแกนนำพรรคสามารถทำตัวเป็น “ผู้นำเดี่ยว” ที่จะทำให้ความฝันและความหมายของชีวิตส่วนตัวและชีวิตทางสังคมในอุดมคติของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมาได้ (ผู้นำในประวัติศาสตร์ที่ทั้งมาจากการเลือกตั้งและไม่ได้มาจากการเลือกตั้งได้ทำการ “แปรรูป” พลเมืองให้กลายเป็นกองกำลังส่วนตัวอันทำให้เขาสามารถอยู่ในอำนาจได้อย่างเนิ่นนาน)

การแปรรูปกลุ่มการเมืองให้กลายเป็น “กองกำลัง” ส่วนตัวของแกนนำพรรคการเมืองจะทำให้กลุ่มการเมืองนี้แตกสลายไปทันที ปีกหนึ่งที่มีจำนวนไม่มากนักก็จะปลีกตัวออกมาอยู่อีกฝั่งหนึ่งแต่ก็จะมีบทบาททางการเมืองไม่มากนัก

โอกาสในการถูกแปรรูปให้ไปเป็น “กองกำลัง”ส่วนตัวของแกนนำพรรคการเมืองจะเกิดขึ้นได้ หากกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ไม่พยายามที่จะขมวดความคิดของตนเองให้เป็นเอกภาพมากกว่านี้ การใช้ความคิดรวบยอดเรื่อง “สองมาตรฐาน” หรือ “ไพร่-อำมาตย์” จะมีเสน่ห์ต่อการรวมตัวเป็นกลุ่มการเมือง แต่ความคิดรวบยอดนี้ยังไม่สามารถแตกออกเป็นชุดความคิดทางการเมืองที่จะผนวกรวมผู้คนให้เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นระบบได้ ซึ่งกลับจะทำให้การแปรรูปจากกลุ่มการเมืองอิสระไปสู่ “กองกำลัง”ส่วนตัวเกิดได้ง่ายขึ้น

ลักษณะที่สอง การใช้พรรคเพื่อไทยเป็นฐานในรัฐสภา กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้มีแกนนำหลายคนที่ได้แสดงความคิดเห็นทำนองว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่ดำเนินการเมืองตามเป้าหมายของกลุ่มตนเอง กลุ่มตนก็พร้อมที่จะคัดค้านและแตกหักกับพรรคเพื่อไทย การทำให้การเมืองเป็นของมวลชลผ่านพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในฐานะพรรคการเมืองหากได้เป็นรัฐบาลย่อมต้องการที่จะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดซึ่งก็จะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางการเมืองของกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ได้อย่างเต็มที่

โอกาสที่กลุ่มการเมืองจะใช้พรรคเพื่อไทยเป็นฐานในการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความเสมอภาคจะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อแกนนำของกลุ่มการเมืองจะต้องทำงานกับมวลชนอย่างหนักในการทำความเข้าใจว่าการเมืองในรัฐสภานั้นไม่สามารถตอบสนองได้อย่างเต็มที่และทันที เช่น การเรียกร้องหาคนผิดและความรับผิดชอบในกรณี “ฆาตกรรมหมู่โดยรัฐ” ก็อาจจะถูกทำให้ล่าช้าและเบี่ยงเบนไป หากพรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถสร้างฐานในระบบราชการได้แน่นหนาเพียงพอ กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้อาจจะต้องผิดหวังกับพรรคเพื่อไทยไม่น้อยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ได้จัดสายใยความสัมพันธ์ภายในกลุ่มได้อย่างเป็นเครือข่ายและมีความเหนียวแน่นกันมากขึ้นภายใต้เงื่อนไขของการถูกบีฑามาด้วยกัน กลุ่มนี้จะเป็นคะแนนเสียงพื้นฐานที่มากมายเพียงพอให้พรรคเพื่อไทยมีน้ำหนักมากในการจัดตั้งรัฐบาล

กลุ่มที่สองได้แก่ กลุ่มที่ต้องการค่อยๆ เปลี่ยนโดยรักษาสถานะเดิมไว้ให้ได้มากเท่าที่ทำได้ เราจะพบเห็นว่าได้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างกว้างขวางในสังคมไทย คนจำนวนไม่น้อยเริ่มเห็นแล้วว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไป และสังคมการเมืองจำเป็นที่จะต้องได้รับการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจกันใหม่ แต่ขณะเดียวกันกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้โดยมากแล้วเป็นผู้ที่เคยได้เปรียบในสังคมมาก่อน จึงไม่ปรารถนาที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและฉับพลันอันจะทำให้กลุ่มของตนสูญเสียสิ่งที่เคยได้รับมา

กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้จะเล่นการเมืองของตนผ่านพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าจำนวนไม่น้อยจะรู้สึกผิดหวังและไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์ แต่พวกเขาไม่มีตัวเลือกที่เป็นพรรคการเมืองอื่น อย่างไรก็ตาม การเกาะกลุ่มของกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้จะไม่เหนียวแน่นเท่ากับกลุ่มแรก เพราะไม่ได้มีการเกาะกลุ่มหรือสร้างเครือข่ายทางสังคมการเมือง การสื่อสารก็จะเป็นการสื่อสารทางอ้อมผ่านสื่อมวลชนหรือสื่อสารกันบนประเด็นการเมืองหนึ่งๆ เท่านั้น

แม้ว่ากลุ่มการเมืองกลุ่มนี้มองเห็นว่าควรจะต้องจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมกันใหม่เพื่อที่จะทำให้สังคมเคลื่อนไปได้ แต่เนื่องจากไม่มีสภาพเป็นกลุ่มอย่างจริงจังจึงทำให้ไม่มีการสร้างความรู้และความเห็นพ้องกันว่าควรจะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจไปในรูปลักษณะใด และอะไรควรจะเป็นฐานของสังคมที่ปรับให้รองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ความอ่อนแอของการรวมตัวกันทำให้กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ไม่สามารถสร้าง “ญัตติ” สาธารณะได้ จึงทำให้ต้องทอดทิ้งความหวังของตนให้พรรคประชาธิปัตย์กระทำแทน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็จะพบว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ ซึ่งจะทำให้กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้จะพยายามหา “ตัวเลือกใหม่” ทางการเมืองมาแทนประชาธิปัตย์ต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งที่จะมาถึงคนกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยก็ต้องยอม “กลืนเลือด“ เลือกพรรคประชาธิปัตย์

กลุ่มที่สามต้องรักษาสถานะเดิมเอาไว้ทั้งหมด กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มก้อนของชนชั้นนำและเครือข่ายในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงกลุ่มชนชั้นนำในระบบราชการ กลุ่มการเมืองนี้ไม่สามารถจะมีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของตนได้อย่างชัดเจน ความพยายามที่จะรักษาสถานะเดิมเอาไว้ทำให้กลุ่มนี้ต้องเล่น “ไพ่” ผ่านพรรคประชาธิปัตย์ แต่ขณะเดียวกันก็รู้ดีว่าการดำเนินงานการเมืองเพื่อรักษาสถานเดิมเอาไว้นั้นยากมากที่สุดโดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน

การปรับตัวของกลุ่มที่สามภายหลังการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่แล้วน่าจะมีทางเลือกอยู่สองทาง ได้แก่ การค่อยๆ ปรับตัวลดอำนาจตนเองลง และการระดมใช้อำนาจทุกส่วนที่เหลืออยู่จรรโลงระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิม

แนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่า ได้แก่การค่อยๆ ปรับตัวลดอำนาจตนเองลง ซึ่งแนวทางนี้ต้องอาศัยพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลคอยช่วยเหลืออย่างมาก แต่ก็ต้องติดขัดในหลายปัจจัยเพราะจะนำไปสู่ความขัดแย่งภายในกลุ่มของตนเอง ซึ่งหากผู้นำกลุ่มไม่สามารถจะสร้างความเห็นพ้องในการปรับตัว โอกาสจะเกิดการดำเนินการทางการเมืองลักษณะที่สองก็จะเกิดขึ้น

การระดมใช้อำนาจทุกส่วนที่เหลืออยู่จรรโลงระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิมจะกลายเป็นแนวทางที่ก่อให้เกิดปัญหารุนแรงในสังคมตามมา อันอาจจะหมายถึงการสูญเสียอำนาจเดิมของกลุ่มตนเองเร็วขึ้น

ท่ามกลางเงื่อนไขของการเมืองที่มีความคิดในเรื่องการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจแตกต่างกันเช่นนี้  ยุทธศาสตร์การประคับประคองให้ช่วงการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสังคมให้ขัดแย้งและปะทะกันน้อยที่สุดควรจะเป็นอย่างไร โดยที่ทำให้ “ทุกฝ่าย” รู้สึกว่ามีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่งคอยคานไว้ในระดับที่ไม่กล้าทำอะไรที่เป็นการ “หักด้ามพร้าด้วยเข่า” เพื่อที่จะทำให้การต่อรองในการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจดำเนินไปได้อย่างไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อกันอีก

หากมองการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ ด้วยยุทธศาสตร์การประคับประคองสังคม ก็คือการเลือกตั้งที่ทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดชนะขาดแบบถล่มทลาย (ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่การพุ่งเป้าที่พรรคเพื่อไทย หากแต่ผู้ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็ต้องรับรู้ด้วยว่าพรรครัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมี “ลูกไม้“ การเมืองอีกที่จะทำให้ตนเองชนะได้มากขึ้น) เพื่อที่จะทำให้รัฐบาลมีความอ่อนแอในระดับที่ประชาชนสามารถที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อรองการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจกันได้โดยที่รัฐบาลอ่อนแอนั้นต้องเป็นผู้จัดทำให้เกิด “ พื้นที่” ในการต่อรอง

ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่มุ่งให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมที่ไม่สามารถใช้อำนาจเด็ดขาดได้ อาจจะดูขัดกับหลักการการเลือกตั้งรัฐบาลในโลกตะวันตก แต่อย่าลืมนะครับว่ารัฐบาลพรรคเดียวที่เข้มแข็งของโลกตะวันตกนั้นอยู่ในสังคมที่เข้มแข็งด้วย ประชาชนในโลกตะวันตกมีช่องทางในการต่อรองกับรัฐอย่างมีพลังและประสิทธิภาพมากมาย แต่สังคมไทยยังไม่เข้มแข็งขนาดนั้น

ส่วนข้อโต้แย้งเดิมๆ ที่ว่ารัฐบาลผสมจะอ่อนแอและทำอะไรไม่ได้ เป็นเพียง “มายาคติ” เพราะรัฐบาลผสมที่อ่อนแอกลับทำให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้น การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยกลับจะทำให้สังคมสามารถที่จะต่อรองได้มากขึ้นตามไปด้วย

การเลือกตั้งเป็นสิทธิส่วนบุคคลก็จริง แต่จำเป็นที่จะต้องมองให้เชื่อมต่อระหว่างเราในฐานะบุคคลกับสังคมการเมืองในอนาคต จึงขอฝากทุกท่านให้ลองคิดถึงการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้สังคมไทยเราเดินหน้าไปได้อย่างไม่นองเลือดอย่างที่ผ่านมาครับ

พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 27 พฤษภาคม และ 3 มิถุนายน 2554