viagra prescription australia
brand cialis prices
generic viagra discussion forum
cheap cialis online
cheap buy viagra
how do i purchase viagra
cialis cod
where can i buy viagra
buy online viagra
buy viagra best price
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013025

ความจำเป็นของการศึกษา “ประวัติศาสตร์ธุรกิจ”: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“ความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาประวัติศาสตร์สองสามทศวรรษหลังนี้เน้นอยู่ที่ความเข้าใจ “อดีต” เพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจให้แก่ผู้คนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเน้น “ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง” ประวัติศาสตร์ประชาชน หรือการศึกษาจากมุมผู้ถูกกดทับ”

ความจำเป็นของการศึกษา “ประวัติศาสตร์ธุรกิจ”
บทความปริทัศน์หนังสือ Diversification Retail and Distribution in Thailand ของ Endo Gen

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

1.
การตั้งหัวเรื่องของบทความนี้ว่าความจำเป็นในการศึกษา “ประวัติศาสตร์ธุรกิจ” ออกจะเป็นเรื่องที่แปลกอยู่ไม่น้อยในสังคมวิชาการไทย เพราความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ถูกจำกัดตัวอยู่เฉพาะบางด้านของชีวิตทางสังคมมนุษย์ ประกอบกับความสนใจในความรู้เรื่องธุรกิจก็มักจะเน้นกันเพียงรูปแบบของการบริหารจัดการธุรกิจโดยไม่ได้คิดคำนึงถึงมิติทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

แม้ว่าก่อนหน้านี้ สังคมไทยก็สนใจประวัติศาสตร์ธุรกิจกันพอสมควร และมีงานศึกษาจำนวนไม่น้อยที่มีคุณภาพดี ไม่ว่าจะในแวดวงมหาวิทยาลัยหรือนอกมหาวิทยาลัย เช่น คุณวิรัตน์ แสงทองคำ หรือคุณ วิษณุ โชลิตกุล ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความ/งานประวัติศาสตร์ธุรกิจที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจำนวนมาก แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจก็ยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

คำถามหลักๆ ของคณาจารย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจก็มักจะออกมาทำนองว่าศึกษาไปทำไมประวัติศาสตร์ธุรกิจก็เลือกศึกษาการบริหารธุรกิจเลยไม่ดีกว่า แม้ในภาควิชาประวัติศาสตร์เองเท่าที่ทราบก็มีเพียงภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น ที่มีรายวิชาประวัติศาสตร์ธุรกิจแทรกอยู่

ความจำเป็นในการเริ่มต้นศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจในสังคมไทยก็เพราะพลังของ “ธุรกิจ” ได้ฝังเข้าไปสู่สังคมและได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมให้เปลี่ยนแปลงมากขึ้นกว่าเดิมมาก ความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่จะเกิดขึ้นนับเนื่องจากนี้ไปปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจ

เราควรและจำเป็นที่จะต้องศึกษาประวัติศาสตร์ “ธุรกิจ” ก็เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ใช่การศึกษาเรื่องราวในอดีตเพื่อความรู้ของอดีต หากแต่เป็นการศึกษาอดีตเพื่อจะตอบคำถามของปัจจุบัน คำถามและความใคร่รู้เกี่ยวกับอดีตในแต่ละยุคแต่ละสมัยเกิดขึ้นจากการกำหนดของสภาพสังคมในปัจจุบันกาลนั้นๆ ความเปลี่ยนแปลงของความรู้ประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้นตลอดเวลาที่สังคมเปลี่ยนแปลง เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงจากพลังของธุรกิจจึงยิ่งเป็นความจำเป็นมากขึ้นที่จะต้องศึกษาธุรกิจอย่างเป็นประวัติศาสตร์

ความสนใจในประวัติศาสตร์ธุรกิจในโลกเริ่มอย่างเข้มข้นมาขึ้นในทศวรรษ 1960 ในญี่ปุ่นก่อตั้ง Business History Association ในปี 1964 ก็เพราะอำนาจของธุรกิจและองค์กรทางธุรกิจได้ขยายเข้าไปสู่ชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจเองก็ปรารถนาที่จะเข้าใจการขยายอิทธิพลของตนที่มีต่อสังคมให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อตอบคำถามเช่นนี้ในปัจจุบันขณะนั้นจึงทำให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจเพิ่มมากขึ้น

2.
หนังสือ “ Diversification Retail and Distribution in Thailand” ของ Endo Gen ถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นบุกเบิกที่สำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจของสังคมไทย จึงสมควรที่จะต้องนำมาแสดงให้เห็นถึงแนวทางที่สำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจ

อาจารย์เอนโดได้เลือกศึกษาถึงธุรกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตของผู้คนในขอบเขตที่กว้างขวางและกินลึกลงสู่ความเปลี่ยนแปลงของการดำรงชีวิตของผู้คน โดยศึกษาความเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของระบบธุรกิจการค้าและการค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค

เมื่อเริ่มต้นการศึกษา อาจารย์เอนโดก็คิดเหมือนๆ กับนักวิชาการโดยทั่วไปที่เชื่อว่าเมื่อบริษัทค้าส่งจากต่างชาติได้ขยายบทบาทเข้ามาในประเทศที่กำลังพัฒนา ระบบการค้าปลีกและค้าส่งแบบเดิมที่มีอยู่ก็จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจนไม่สามารถที่จะดำรงธุรกิจของตนต่อไปได้ ซึ่งก็เป็นกรอบความคิดที่มักจะใช้ทั่วไปในการศึกษาผลกระทบหรืออิทธิพลจากต่างชาติที่เข้ามาสู่ประเทศกำลังพัฒนา

แต่เมื่ออาจารย์เอนโดได้ศึกษาข้อมูลจากการสัมภาษณ์บริษัทที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและบริษัทจัดจำหน่ายจำนวนหนึ่ง พบว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ทำธุรกิจเฉพาะกับบริษัทค้าปลีกรูปแบบใหม่เท่านั้น แต่ยังคงค้าขายกับร้านค้าปลีก/ค้าส่งแบบเดิม (Traditional retail and distribution businesses) และร้านยี่ปั้วในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งหมายความว่ากรอบความคิดที่มักจะใช้กันนั้นไม่น่าจะใช้ในการอธิบายระบบการค้าปลีกค้าส่งในสังคมไทยได้

อาจารย์เอนโดได้เปลี่ยนความคิดจากที่เคยเชื่อว่าระบบการค้าปลีกค้าส่งแบบใหม่จะนำมาซึ่ง “การปฏิวัติ “ (revolution) ในการค้าปลีกและค้าส่ง โดยเห็นว่าอย่างน้อยจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ใช่ “การปฏิวัติ” เพราะการค้าปลีกและค้าส่งแบบเดิมยังดำรงอยู่และในหลายพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ กลับมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นอีกด้วย

หนังสือเล่มนี้ได้เริ่มต้นให้ความรู้และความเข้าใจในประเด็นการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งของพ่อค้าเชื้อสายจีนที่ได้ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 โดยเข้าไปมีส่วนสัมพันธ์กับบริษัทจากตะวันตกที่ได้ขยายการค้าสินค้าอุปโภคบริโภคเข้ามาในประเทศ อาจารย์เอนโดได้ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งที่ขยายตัวอย่างมากทั้งในกรุงเทพและเขตภูมิภาคต่างๆ (หน้า 40-55)

พร้อมกันนั้น อาจารย์เกนก็ได้ทำให้มองเห็นการขยายตัวของการค้าปลีกและการค้าส่งในรูปแบบใหม่ๆ ที่ขยายตัวมากขึ้น ในบทที่ 4 ได้การขยายตัวและรูปแบบการจัดการแบบใหม่ๆ ที่เข้าในสังคมไทย โดยศึกษาถึงยุทธศาสตร์ที่บริษัทต่างๆเหล่านี้ได้คิดและใช้เพื่อที่จะเข้ามาครองพื้นที่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นการค้าส่งแบบแม็คโคร (Cash and Carry) ห้างสรรพสินค้า (Hypermarket) ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Stores) อาจารย์ศึกษาลงไปถึงยุทธศาสตร์ในการเปิดร้านค้าย่อยภายใต้บริษัทใหญ่ (Chain Stores)

อาจารย์เอนโดทำให้เราเข้าใจยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของบริษัทค้าปลีกค้าส่งในสังคมไทยได้ชัดเจนขึ้น เพราะได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างทางยุทธศาสตร์/ยุทธวิธีของบริษัทเดียวกันในประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยอันเกิดขึ้นเพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรมของสองสังคม เช่น การขายอาหารพร้อมรับประทานในร้าน 7/11 ของญี่ปุ่นขายดีกว่าในไทย เป็นต้น

3.
นอกจากการชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวของบริษัทค้าปลีกค้าส่งรูปแบบใหม่ที่ได้กลายเป็น “ผู้เล่นรายใหญ่” ของวงการค้าปลีกค้าส่งแล้ว อาจารย์เอนโดได้ชี้ให้เห็นถึงจังหวะของการขยายตัวที่ช้าลงของบริษัทใหญ่เหล่านี้จนทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการทำตลาด ซึ่งการขยายตัวที่ช้าลงเกิดจากตลาดผู้บริโภคแบบเดิมยังคงอยู่กับการค้าแบบเดิมไม่ว่าจะเป็นตลาดสด หรือร้านค้าปลีกแบบเดิม ซึ่งอาจารย์เอนโดก็ได้ตั้งคำถามเอาไว้ว่าอุตสาหกรรมการค้าส่งแบบเดิมล่มสลายจริงหรือ และได้ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ล่มสลายลงไปอย่างที่เข้าใจกันโดยทั่วไป

บรรดาผู้ประกอบการการค้าปลีกและส่งแบบเดิมได้ปรับตัวอย่างมากเพื่อที่จะอยู่รอดและพัฒนาก้าวหน้าขึ้น ด้วยการใช้การบริหารจัดการสมัยใหม่แบบเดียวกับที่บริษัทยักษ์ใหญ่ใช้ ขณะเดียวกันก็สามารถที่จะแข่งขันได้ด้วยการลดต้นทุนการบริหารร้าน/บริหารงาน เช่น ไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น

การอธิบายการดำรงอยู่ของธุรกิจการค้าปลีกค้าส่งแบบเดิม อาจารย์เอนโดได้ใช้ความคิดในเรื่องโครงสร้างตลาดผู้บริโภคมีความหลากหลายไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันโดยใช้คำว่า “Mosaic-Structured Consumer market” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจการค้าปลีกค้าส่งมีหลายรูปแบบดำรงอยู่ร่วมกันทั้งแบบใหม่และแบบเก่า การค้นคว้าลงในรายละเอียดที่น่าทึ่ง เช่น การอธิบายว่าทำไมชาวบ้านยังคงไปซื้อของที่ตลาดสด อาจารย์เอนโดก็ไปค้นข้อมูลว่าเพราะชาวบ้านมีตู้เย็นขนาดเล็กจึงทำให้ต้องไปตลาดทุกวัน เป็นต้น

อาจารย์เอนโดได้สรุปไว้ชัดเจนว่าแม้การค้าส่งค้าปลีกแบบใหม่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสังคมไทย แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายและเปลี่ยนแปลงทุกอย่างอย่างที่เคยเข้าใจกันมาก เพราะทุกรูปแบบของการค้าปลีกและส่งล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาการได้กำไรไม่มากพออย่างที่คาดหวัง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับในญี่ปุ่นแล้วแตกต่างกันมากทีเดียว

การศึกษาของอาจารย์เอนโดมีความสำคัญมากในฐานที่เป็นอิฐก้อนแรกๆ ปูทางให้แก่การศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจอย่างคำนึงถึงบริบทของสังคม และเป็นการศึกษาข้อมูลรายละเอียดที่เน้นหนักสำหรับการพิสูจน์แต่ละประเด็น ขณะเดียวกันก็ใช้การศึกษาเปรียบเทียบที่ยิ่งทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาที่ศึกษากับบริบทของแต่ละสังคมชัดเจนขึ้น

กล่าวได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่นักประวัติศาสตร์ นักบริหารธุรกิจ ควรที่จะต้องอ่านอย่างยิ่งเพราะหากไม่เข้าใจพลวัตรของธุรกิจที่สัมพันธ์กับสังคมแล้ว ก็ยังไม่มีทางที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้รวมทั้งจะไม่มีทางที่จะ “บริหารธุรกิจ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็น “a must” สำหรับผู้สนใจในหลายสาขาวิชา แต่หากว่าผู้อ่านเป็นผู้สนใจในวัฒนธรรมก็คงจะรู้สึกว่าหากเปรียบเทียบหนังสือเล่มนี้กับอาหาร ก็คงจะบอกได้ว่า “อร่อยมาก” แต่ยังไม่อิ่ม เพราะการอธิบายการบริโภคไม่สามารถจะอธิบายได้ด้วยเงื่อนไขปัจจัยเชิงกายภาพเท่านั้น หากแต่จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจระบบวัฒนธรรมด้วย เช่น การบริโภคอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานจะพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ปัจจุบันนี้มีความกระดากอาย/เขินต่อสังคมในการที่จะนั่งรับประทานอาหารคนเดียวในร้านอาหารทั่วไป หรือ การไปตลาดสดไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการการต่อรองราคา หรือตู้เย็นมีขนาดเล็กเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างการสมาคมในรูปแบบหนึ่ง เป็นต้น การศึกษาความหมายของการบริโภคเชิงวัฒนธรรมจะทำให้เกิดความเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่สัมพันธ์กับการค้าปลีกค้าส่งของไทยชัดเจนมากขึ้น

4.
แม้ว่าความตระหนักถึงอิทธิพลของธุรกิจเพิ่มมากขึ้นและฝังเข้าไปในชีวิตทางสังคมเศรษฐกิจของมนุษย์ แต่การขยายตัวของการศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจเท่าที่ผ่านมากลับเป็นส่วนการศึกษาที่กลุ่มธุรกิจยังคงสามารถครอบงำและใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด เพราะแนวโน้มการศึกษามักจะจำกัดตัวอยู่ในขอบเขตของการทำธุรกิจ/บริษัท/ยุทธศาสตร์การปรับตัว เป็นต้น

ความรู้ประวัติศาสตร์เป็นการเพิ่มอำนาจ (Empowerment) ให้แก่ผู้รู้ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ธุรกิจกระแสหลักเท่าที่ผ่านมาก็เป็นการเพิ่มอำนาจให้เฉพาะกลุ่มนักทุน/ธุรกิจเท่านั้น ในแง่นี้ ประวัติศาสตร์ธุรกิจกระแสหลักจึงเป็นเทคนิคและเครื่องมือของอำนาจของกลุ่มทุนที่จะครอบคลุมสังคมไว้ให้ได้มั่นคงขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาประวัติศาสตร์สองสามทศวรรษหลังนี้เน้นอยู่ที่ความเข้าใจ “อดีต” เพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจให้แก่ผู้คนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเน้น “ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง” (History From Below) ประวัติศาสตร์ประชาชน (People History) หรือการศึกษาจากมุมผู้ถูกกดทับ (Subaltern Studies)

ด้วยความสำนึกว่าพลังของธุรกิจได้ฝังเข้าไปในชีวิตของสังคมแล้ว จึงควรที่จะทำให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจในอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ได้แก่ การศึกษาพลวัตรของกระบวนการดำเนินธุรกิจในมิติต่างๆนั้น ได้กระทบผู้คนและเปลี่ยนแปลงผู้คนไปอย่างไร เพื่อที่จะทำให้เข้าใจพลังของธุรกิจมากขึ้น เช่น ในหนังสือรวมบทความเรื่อง “International Business History: A Contextual and Case Approach” โดย Dennis M.P. McCarthy เป็นต้น

การศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจก็เป็นเช่นการศึกษาประวัติศาสตร์ทั่วไป คือมีความเป็นสหวิทยาการโดยธรรมชาติ หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ “กลวง” เพราะไม่มี “วินัย/กฎเกณฑ์” ของศาสตร์หรือความเป็นวิชาที่ตายตัวมากำกับ จึงทำให้เกิดประวัติศาสตร์ด้านต่างๆ และประวัติศาสตร์แนวต่างๆ ที่หลากหลายที่ปรับแนวคิดของศาสตร์ต่างมาใช้อธิบาย “อดีต”

ประวัติศาสตร์ธุรกิจจึงสามารถที่จะศึกษา “อดีต” ของสังคมจากด้านพลังของธุรกิจได้อย่างกว้างขวาง ไม่จำเป็นที่จะต้องจำกัดตัวเองอยู่ในแวดวงของการศึกษาการเติบโตของบริษัท การย้ายฐานธุรกิจสู่ต่างชาติ หรือยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีของธุรกิจ หากแต่สามารถที่จะศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในสังคมที่เป็นผลมาจากยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีทางการค้าของบริษัทต่างๆ

ความจำเป็นที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจผ่านมุมมองผลกระทบที่มีต่อผู้คนในสังคม ยิ่งจะทำให้ประวัติศาสตร์ธุรกิจมีความหมายต่อสังคมมากขึ้นกว่าเดิมมาก และน่าจะกลายเป็นเสน่ห์อย่างยิ่งต่อผู้ศึกษาและผู้อ่านงานประวัติศาสตร์ เช่น กระบวนการทำให้ “สินค้า” เปลี่ยนแปลงจากสินค้าฟุ่มเฟือยมาสู่ความจำเป็นที่จะต้องมี (From Luxury to Necessity) เพื่อที่จะทำให้เกิดการขยายตัวของการขายสินค้าไปอย่างกว้างขวาง ส่งผลทำให้ผู้คนจำนวนมากกว่ามากถูกกระตุ้นให้ใช้ชีวิตเพียงเพื่อ “ความสนุก ความสะดวก ความสบาย” เท่านั้น

ผลกระทบของการขยายตัวของธุรกิจที่ทำให้เกิดความหมายของชีวิตที่มีแต่ “ ความสนุก ความสะดวก ความสบาย” ปรากฏในทุกสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เติบโตมาพร้อมๆ กับธุรกิจเหล่านี้ คนญี่ปุ่นรุ่นราวคราวเดียวกับผมทั้งที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหรือทำงานบริษัททั่วไปก็จะพูดถึงเด็กรุ่นใหม่ว่าความมานะพยายามที่จะเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตนั้นลดลงมาก เด็กนักศึกษาไทยก็เช่นเดียวกัน พวกเขาพยายามจะหลีกหนีความ “ยากลำบาก” ตลอดเวลา

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพลังของธุรกิจที่ทำให้สินค้าของตนซึมลึกเข้าไปสู่ระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของผู้คน แม้ว่าในโลกวันนี้ เราไม่สามารถปฏิเสธธุรกิจได้ แต่จะทำอย่างไรให้ผู้คนในโลกสามารถที่จะเข้าตนเองว่าถูกกำกับในส่วนที่ลึกที่สุดของความเป็นมนุษย์ เพื่อที่ทำให้เราทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างที่มองเห็นด้านงดงามและด้านอัปลักษณ์ของแต่ละฝ่ายและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน