viagra home recipe
buy viagra on internet
how to get viagra without a prescription
viagra 100mg dosage
le viagra
210 area code viagra
cialis generic purchase
viagra reviews critique
viagra street price
viagra doses
try before you buy viagra
viagra cheap and fast delivery
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012009

ความรัก อำนาจ และความเป็นการเมือง: ศิวัช ศรีโภคางกุล

Filed under : INTEGRATED SCIENCE > SOCIAL SCIENCE

“อำนาจของการผูกขาดความหมายของความรักเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ความรุนแรงหลายเหตุการณ์ในสังคมไทยมาจากคนจำนวนมากแต่งตั้งตนเองให้เป็น “ครู” คอยตรวจความประพฤติของประชาชนว่าคนเหล่านั้นรักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ในความหมายเดียวกับพวกเขาหรือไม่”

“ความรัก” “อำนาจ” และ “ความเป็นการเมือง”

ศิวัช ศรีโภคางกุล

บทความกึ่งวิชาการนี้ ข้าพเจ้าจะพยายามทำความเข้าใจ “ความรัก” ในท่วงทีแบบไม่ลงตัวหรือมองอย่างไรก็เป็นปัญหา (problematic) ยิ่งต้องมาสัมพันธ์กับ “อำนาจ” และ “ความเป็นการเมือง” ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เกิดคำถามต้องขบคิดต่อไปไม่จบสิ้น

หากเริ่มจากอำนาจกับความรัก หลายคนตระหนักดีว่าจากคนที่ไม่รู้จักกัน ความสัมพันธ์เชิงอำนาจจะเปลี่ยนไปทันทีที่ฝ่ายหนึ่งมี “ความรัก” ให้อีกฝ่าย ฝ่ายที่ถูกรักย่อมครองอำนาจเหนือกว่าซึ่งทำให้ฝ่ายที่รักต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้อีกฝ่ายมีความรักกลับมา หากเป็นเช่นนั้น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจจึงเริ่มเท่าเทียมกัน จนกระทั่ง ฝ่ายที่รักอาจจะมีอำนาจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากฝ่ายที่เคยถูกรักกลับมาเป็นฝ่ายที่มีความรักให้มากกว่า เมื่อนั้น การแสดงออกใดๆก็จะเป็นไปอย่าง “ถือไพ่เหนือกว่า” เสมอ ดังนั้น ความรักกับอำนาจจึงสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

ไม่เพียงแต่อำนาจที่ผ่านความสัมพันธ์ของมนุษย์  ทุกสังคมย่อมมีอำนาจในการผลิต “ความเชื่อ ความจริงและระบอบความจริง” และมีภาคปฏิบัติการวาทกรรมมารองรับให้ความจริงที่ว่านั้นดำเนินต่อไปเสมือนว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ (ไม่ควรตั้งคำถามใดๆต่อความจริงนั้น) ลองพิจารณาบางตัวอย่างเช่นอำนาจในการผูกขาด “ความจริง” เรื่อง “สี” ของความรัก เรามักจะบอกเสมอว่าสีที่แสดงออกถึงความรักต้องเป็นสีแดง สีชมพูและสีขาว แม้กระทั่งข้อสอบวิชาศิลปะจากการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต พ.ศ. 2553 ชั้น ม.6 ข้อ 1 ก็ตั้งโจทย์ว่า  “สีใดที่ใช้แทนความรัก 1.ดำ 2. แดง 3. ชมพู 4.ขาว” แน่ล่ะว่าข้อสอบปรนัยเช่นนี้ย่อมมีคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว คำเฉลยของข้อสอบก็ระบุว่าคำตอบคือสีแดง ต่อมาหลังจากได้รับการร้องเรียน สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติจึงอนุโลมให้คะแนนข้อนี้แก่ผู้เข้าสอบทุกคนฟรี ประเด็นไม่น่าจะอยู่ที่การอนุโลมภายหลังจากถูกร้องเรียน ประเด็นอยู่ที่การผูกขาดว่าความรักเท่ากับสีแดง ทั้งๆ ที่ความรักอาจจะอยากสื่อถึงสีอื่นๆ ก็ได้ ขาว ชมพู แม้กระทั่งสีดำ เพราะอย่างน้อยเคยมีผู้มองว่าสีดำแสดงออกถึงความเสียสละ เป็นต้น

หรืออำนาจในการผูกขาดความจริงเรื่องความรักว่าไม่เกี่ยวกับ “เงิน” โดยเฉพาะวาทกรรมที่มาจากผู้ทรงศีลธรรมของสังคม เรามักจะฉายภาพว่าความรักขึ้นอยู่กับความจริงใจ ความเข้าใจ แม้กัดก้อนเกลือกินก็ยอม ขอแค่เราได้รักกันเป็นพอ ฯลฯ อันที่จริง การกล่าวแบบนี้ไม่ใช่ว่าผิด แต่ในพื้นฐานชีวิตประจำวัน มีอะไรบ้างหรือทำอะไรบ้างที่ไม่ต้องใช้เงิน แม้กระทั่งจะเดินเข้าไปเอ่ยวาจาบอกรักใคร ยังต้องแต่งตัวใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมเนี้ยบๆ ลองพิจารณาข้อสอบปีเดียวกันวิชาสุขศึกษา ชั้นม.3 ข้อ 8 คือ ข้อใดสำคัญน้อยที่สุดของการเป็นครอบครัวที่ดี1. ความรัก 2. ฐานะทางการเงิน 3. การนับถือซึ่งกันและกัน 4. การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

แน่นอนว่าคำตอบคือข้อ  2 แต่ไม่ยักจะมีคำตอบว่าป่านนี้คู่ที่ว่าหย่ากันหรือยัง ปัญหาของโจทย์ข้อนี้ไม่ใช่อยู่ตรงที่อะไรสำคัญน้อยหรือมาก เพราะเรื่องดังกล่าวมันวัดไม่ได้ เป็นอัตวิสัยทั้งสิ้น หากให้ผู้ที่ให้ความหมายของการเป็นครอบครัวที่ดีในมุมมองของตนเองตอบว่าฐานะการเงินสำคัญที่สุด ก็ใช่ว่าจะผิด แต่นี่คือตัวอย่างการผูกขาดอำนาจว่าด้วยความรักอีกเรื่องหนึ่ง แม้แต่เพลงที่โด่งดังในปัจจุบันที่สร้างความหวังให้ “หนุ่มเฒ่าอีสาน” จำนวนมากคือเพลงผู้บ่าวเฒ่ากับสาววัยทีน ที่ฉายภาพว่าแม้ผู้ชายจะอายุเยอะแล้วก็สามารถมีแฟนเป็นสายวัยรุ่นได้ แต่หากมองหามายาคติของเพลงต้องไม่ลืมท่อนที่ว่า “อย่างน้อยค่าเทอมค่าหอ ก็บ่ต้องไปวิ่งหา…เงินมีแล้วในบัญชี ที่ขาดคือคนลงเอย แต่งมื้อใด๋เบิกไปเหมิดเลย บ่เคยขี้เหนียว” (ฮาาาาา)

อำนาจของการผูกขาดความหมายของความรักเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ความรุนแรงหลายเหตุการณ์ในสังคมไทยมาจากคนจำนวนมากแต่งตั้งตนเองให้เป็น “ครู” คอยตรวจความประพฤติของประชาชนว่าคนเหล่านั้นรักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ในความหมายเดียวกับพวกเขาหรือไม่ หากอีกฝ่ายบอกว่ารัก แต่ความหมายไม่เหมือนกัน แต่รักไม่ต่างกัน ครูก็จะบอกว่าไม่เชื่อและโจมตี พร้อมกับผลิตซ้ำว่าพวกนี้ไม่รัก ก็เป็นที่มาของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และ เหตุการณ์กลางปี 2553 รวมถึงความไม่พอใจของสังคมไทยจำนวนหนึ่งต่อกลุ่มคณะนิติราษฎร์ในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่อ่านข้อเสนอของอาจารย์เหล่านี้ให้ดีๆ จะพบว่าพวกเขารักสังคมไทยไม่น้อยไปกว่าใครเลย

นอกจากนี้ การใช้ความรักในฐานะเป็น “ภาพตัวแทน” (representation) ก็น่าระมัดระวังไม่แพ้กัน เรามักจะบอกว่า “คนไทย” ต้องรักกัน คำถามตามมาคือคนไทยคือใคร และจะไม่เพ้อฝันไปหน่อยหรือที่จะให้คน 67 ล้านคนต้องรักกัน หรือการบอกว่า คนไทยต้องรักชาติ คนไทยต้องรักสามัคคี อันที่จริงความรักไม่ได้เป็นสิ่งบังคับใดๆ ได้ เพราะต้องมาจากเจตจำนงเสรีของผู้ที่จะรักเอง

แม้กระทั่งความรักกับเรื่องเพศ เจตจำนงเสรีในอดีตก็ไม่เคยบังคับว่าชายและหญิงเท่านั้นต้องเป็นคู่กัน ในปรัชญายุคกรีก ความรักของชายกับชายเป็นเรื่องปกติ แต่ความรักของชายกับหญิงเป็นความจำเป็นเรื่องการสืบพันธุ์ แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตโสเกรตีสในบทสนทนา เฟโด ขณะที่เขารอดื่มยาพิษ ภรรยาและลูกเขาจะเข้ามาร่ำลา เขายังไล่ให้ภรรยาและลูกออกไปรอก่อน จากนั้นใช้เวลาสนทนาเรื่องความตาย ความตายที่ดีและจิตวิญญาณ นานแสนนานต่อสหาย ก่อนที่จะร่ำลาภรรยาและลูกเพียงสั้นๆ ก่อนตาย

ควรคิดต่อมาว่าแล้วความรักกับมิตรสำคัญอย่างไร Aristotle เคยกล่าวประโยคหนึ่งสำคัญมากในหนังสือ Nicomachean  Ethics (BookVII) ว่า  “หากไม่มีมิตรก็ไม่มีผู้ใดเลือกจะมีชีวิตต่อไป” (“Without friends no one would choose to live”)  ขณะที่หากโยง “ความรัก” เข้ากับ “ความเป็นการเมือง” วงวิชาการมักอ้างความหมายความเป็นการเมืองของ Carl Schmitt ที่ว่าคือการแยกศัตรูออกจากมิตร และไม่แปลกใจที่มิตรจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดศัตรูไม่ให้อยู่คุกคามพื้นที่สาธารณะของตน ศัตรูในที่นี้หมายถึงศัตรูทางการเมืองและในพื้นที่สาธารณะ แต่นักคิดอีกจำนวนหนึ่งก็แย้งว่าโจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เราปฏิบัติต่อศัตรูในฐานะมิตรให้ได้เสียมากกว่า และไม่ทำลายเขาเยี่ยง “ศัตรู”  (พิจารณาชัยวัฒน์ สถาอานันท์และแนวคิดของ Hannah Arendt ใน อภัยวิถี)  ดังนั้น การโยงความรักเข้ากับมิตรและศัตรูมีประโยชน์อย่างยิ่งตรงที่เราจะไม่เลือกใช้ความรุนแรงต่อคนที่ต่างไปจากเรา

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมอง “ความรัก” เช่นไร ก็ประสบปัญหาทั้งสิ้น คนจำนวนมากบอกว่าดิฉัน/กระผมรักคนๆ นี้มาก รักชาติมากๆ คำถามตามมาคือคนเหล่านี้กำลังรักตัวเอง รักเพื่อการครอบครองหรือปรารถนารักแบบใดกันแน่ หรือบางคนยอมทำร้ายตัวเอง แม้กระทั่งฆ่าตัวตายเพราะเสียใจเรื่องความรัก คำถามตามมาคือ แล้วเราเคยแสดงออกความรักเช่นนั้นแบบนั้นต่อคนรอบข้างที่เราไม่เคยชำเลืองมองหรือไม่

จดหมายอันเศร้าสะเทือนใจชื่อว่า “เวลาคือเดี๋ยวนี้ จดหมายถึงแอน แลนเดอร์”  ก็กล่าวว่าหากเราอยากบอกรัก เราควรตระหนักว่า “เวลาคือเดี๋ยวนี้ ถ้าเธอกำลังรักฉัน รักฉันเสียเดี๋ยวนี้ ขณะที่ฉันสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกที่อ่อนหวานและอ่อนโยนที่มาจากรักอันลึกซึ้งตรึงตรา รักฉันในตอนนี้ ขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ อย่าได้รอจนฉันจากไปแล้ว เธอจึงค่อยบรรจงจารึกคำหวานไว้บนศิลายะเยือกเหนือหลุมศพของฉัน ถ้าเธอมีความรู้สึกอ่อนโยนให้ฉัน บอกให้ฉันทราบเดี๋ยวนี้ อย่าได้รอจนฉันหลับ ไม่รู้ตื่น เพราะเวลานั้น ความตายจะขวางกั้นเราและฉันจะไม่ได้ยินเสียงของเธอแล้ว ดังนั้น ถ้าเธอรักฉัน แม้เพียงน้อยนิด โปรดบอกให้ฉันรู้ขณะที่ฉันยังอยู่ ชื่นชมความรู้สึกนี้ได้” หรือ คนจำวนมากอกหักทีไรหันหน้าเข้าหาสุราทุกที หารู้ไม่ว่าเจ้าของบริษัทน้ำเมากำลังยิ้มนับเงินสำราญใจ หรือกระแสที่สเป็คหนุ่มๆ สาวๆ ที่มาแรงคือต้องขาวตี๋หมวยน่ารัก นี่ก็คือความรักแบบอาศัยยีนส์ของคู่รักเป็นหลักเพื่อพัฒนาเผ่าพันธุ์ของตนเองให้ดีขึ้น (eugenics)  ก็ไม่ต่างจากรักสายเลือดตนเองเท่านั้นอยู่ดี ฯลฯ

อาจจะเหนื่อยนะครับ หรือว่าท้ายที่สุดเราอาจจะมาเปลี่ยนคำถามใหม่ แทนที่เราจะบอกว่าเราต้องรักกัน รักนู้นรักนี่ อาจจะรักกันให้น้อยลงก็ได้นะครับ แต่แค่เข้าใจกัน (understanding) เอาใจเขามาใส่ใจเรา (empathy) และพร้อมที่จะอดกลั้น (tolerance) ต่อผู้ที่เห็นต่างก็อาจจะเพียงพอ?