cialis online
buy discount propecia
canadian pharmacy
viagra professional
cheap viagra internet
the cheapest propecia online
best way to take cialis
brand cialis online pharmacy
when will generic viagra be available
cialis vs levitra
viagra overnight
cheap viagra online mastercard
cheapest viagra online
healthcare of canada pharmacy
cialis vs levitra reviews
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012043

ความล้มเหลวของการจำนำข้าวทุกเม็ด: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“การหายไปของเทคโนแครตในการกำกับนโยบายของรัฐซึ่ง ก็ถือได้ว่าเป็นกระบวนการเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตยแบบหนึ่ง แต่หากคิดในอีกด้านหนึ่ง การหายไปของเทคโนแครตในลักษณะที่กลายเป็นกลไกเชื่องๆ ของรัฐบาล กลับทำให้สังคมปราศจากพลังทางความรู้ในการต่อรอง/ต่อต้าน/หรือปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะที่จะทำร้ายสังคมไทย”

ความล้มเหลวของการจำนำข้าวทุกเม็ด : การสร้าง “ ความต้องการเทียม” ในตลาดเปราะบาง

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

หลักของการค้าขายในตลาดเสรีทั่วไป ได้แก่ การทำให้สินค้าของตนเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งทำได้ในหลายรูปแบบ เช่น ฉีกตลาดออกไปสู่ตลาดบนเพื่อทำให้ความแตกต่างของรสนิยมอันเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญในการบริโภค แต่สำหรับสินค้าที่มีความแตกต่างน้อย การผลิตก็ไม่สามารถฉีกตลาดไปได้ด้วยคุณลักษณะของสินค้า เช่น สินค้าการเกษตรทั่วไป วิธีการที่ต้องทำกันเพื่อทำให้สินค้าของตนนั้นขายได้และมีราคาดีขึ้น ก็คือ การทำให้สินค้านั้นๆมีน้อยลงในตลาดขณะที่ความต้องการมีเท่าเดิม ซึ่งก็ส่งผลให้สินค้านั้นมีราคาสูงขึ้นทันที เช่น เมื่อหลายปี (สิบปีกระมัง) บริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรแก้ปัญหาราคาไก่ตกต่ำด้วยการนำลูกไก่ไปทิ้งทะเล เป็นต้น

การทำให้สินค้าที่มีความแตกต่างน้อยหรือไม่มากนักนี้หายไปจากตลาดเพื่อที่จะทำให้สินค้าที่เหลืออยู่มีราคาสูงขึ้นนี้  เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการสร้าง “ความต้องการเทียม” ( Pseudo Demand) ซึ่งทำขึ้นเพื่อจะดึงเอาสินค้าที่ผลิตขึ้นมากจนทำให้ราคาตกต่ำนั้นไปอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ตลาด เช่น ทะเล เผาไฟ ยุ้งฉางหรือที่เก็บกักไว้เฉยๆ ฯลฯ อันทำให้สินค้าที่ผลิตขึ้นนั้นมีน้อยลงในตลาดนั้นเอง

การจัดการกับปัญหาราคาข้าวในประเทศไทย รัฐบาลทุกรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (ทศวรรษ ๒๕๒๐) เป็นต้นมาก็ดำเนินมาในลักษณะเดียวกัน คือ การสร้างความต้องการเทียมขึ้นมาในแต่ละปีนั่นเอง

แต่การจัดการกับปัญหาข้าวในรัฐบาลนี้แตกต่างจากเดิมในเรื่องขนาดของการสร้าง “ความต้องการเทียม” เพราะรัฐบาลที่ผ่านมามักจะประเมินว่าผลผลิตจะเกิดความต้องการของตลาดโลกจำนวนสักเท่าไร จากนั้นก็จะจัดสรรงบประมาณมาทำให้เกิดการ “จำนำ” ข้าว (ความต้องการเทียม)ในปริมาณที่คาดไว้ ซึ่งก็จะส่งผลให้ข้าวหายไปจากตลาดจำนวนตามที่คาด อันส่งผลทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นในตลาดซื้อขายทั่วไป

รัฐบาลนี้ได้ขยาย “ความต้องการเทียม” นี้ขึ้นครอบคลุมข้าวทุกเม็ดในตลาดของไทยหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือรัฐบาลสร้าง “ความต้องการเทียม” ในตลาดข้าวร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ในทางทฤษฏีแล้วข้าวจึงหายหมดจากตลาดภายใน แม้ว่าในทางปฏิบัติผู้ส่งออกและโรงสีเครือข่ายผู้ส่งออกย่อมมีเครือข่ายผู้ปลูกข้าวของตนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่มากพอที่จะส่งออกได้อย่างเดิม เพราะ “ความต้องการเทียม” ได้แย่งข้าวไปจนเกือบหมดตลาด

การสร้าง “ความต้องการเทียม” ครอบคลุมตลาดทั้งหมดเช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะคิดว่าจะสามารถควบคุมราคาตลาดข้าวในโลกได้ เพราะไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ดังนั้น หากไทยยังไม่ส่งออกข้าว ข้าวในตลาดโลกก็ลดลงซึ่งย่อมส่งผลต่อราคาที่ไทยจะขายต่อไปในอนาคตว่าจะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน

แต่การสร้าง “ความต้องการเทียม” ในตลาดการค้าข้าวของโลกวันนี้จะประสบกับปัญหาใหญ่ เพราะตลาดข้าวของโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว กล่าวคือ หลังจากทศวรรษ ๑๙๙๐ กลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในเอเชียที่ล่มสลายและหันกลับมาเดินทางสายเสรีนิยม ได้มุ่งเน้นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเริ่มจะสะสมทุนเบื้องต้นจากการผลิตเกษตรเพื่อขาย โดยเฉพาะข้าวได้ทำให้ตลาดข้าวของโลกตกในสภาวะ “ตลาดเปราะบาง” (Thin Market) มากขึ้น

“ตลาดเปราะบาง” เห็นได้ชัดเจนจากขนาดของตลาดและผู้ผลิตสินค้าป้อนตลาด เท่าที่ผ่านมาตลาดข้าวของโลกมีความต้องการที่ไม่เพิ่มมากนัก  เพราะหากราคาข้าวสูงขึ้นเกินไป ประเทศต่างก็ที่เคยซื้อข้าวก็จะหันไปบริโภคอาหารแป้งจากสินค้าเกษตรตัวอื่นแทน ดังนั้นตลาดจึงจะผันแปรอย่างรวดเร็วในกรณีที่ทีการผลิตข้าวเพื่อส่งออกเพิ่มแม้เพียงเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น เดิม เวียดนามไม่เคยส่งออกข้าว แต่เมื่อเวียดนามตัดสินใจส่งออกข้าวแม้ว่าปริมาณอาจจะไม่มากนัก เช่น ปีละหนึ่ง-สองล้านตัน ก็จะส่งผลให้ตลาดที่มีขนาดคงที่นั้นกระทบกระเทือนทางด้านราคาทันที

ดังนั้น ความหวังที่จะสร้าง “ความต้องการเทียม” ในประเทศไทยทั้งหมดจึงประสบปัญหาทันที เพราะทันทีที่ปริมาณข้าวในตลาดลดลง ราคากำลังจะเพิ่มสูงขึ้น เวียดนามได้ส่งออกเข้าไปสู่ตลาดทันที ส่งผลให้ความต้องการในตลาดโลกนั้นไม่เพิ่มมากขึ้นอย่างที่รัฐบาลนี้คาดหวังเอาไว้

การสร้าง “ความต้องการเทียม” ในตลาด “เปราะบาง” เช่นตลาดข้าวของโลกวันนี้ จึงทำให้รัฐบาลต้องรับภาระอันหนักหน่วงมากขึ้น เพราะรัฐกลายเป็นเจ้าของข้าวทั้งหมดที่ผลิตได้ และยังไม่รู้ว่าจะทยอยออกไปขายให้แก่ใครและขายที่ไหน สิ่งที่ต้องทำก็คือการหาบริษัทมาประมูลเพื่อนำออกออกจากยุ้งฉาง  ซึ่งก็ต้องปล่อยให้ประมูลในราคาที่ต่ำแน่นอน เพราะบริษัทที่จะมาประมูลย่อมไม่มีทางที่จะสู้ราคาที่สูงได้

รัฐบาลเองก็เห็นปัญหาอย่างชัดเจนนี้ แต่เนื่องจากทางออกทางเศรษฐกิจของการค้าโลกเหลือน้อยลงมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้ ทางรอดทางการเมืองทางหนึ่งก็คือ ใช้วิธีการประเมินนโยบายด้วยการเบนประเด็นมาอธิบายถึงการทะลายการผูกขาดการค้าข้าวแทน โดยมักจะกล่าวทำนองว่าเมื่อก่อนเราส่งออกมากแต่ชาวนาจน แต่วันนี่เราส่งออกน้อยแต่ชาวนากลับมีรายได้มากขึ้นเพราะการจำนำข้าว (ตลาดเทียม)  ซึ่งเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ รวมทั้งพยายามที่จะอธิบายว่าการส่งออกข้าวเกรดดียังทำได้เรื่อยๆ ดังนั้นประเทศไทยก็อาจจะลดการส่งข้าวเกรดต่ำราคาถูกหันไปสู่การผลิตข้าวเกรดสูงราคาแพงแทน

แต่ปัญหานี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่รัฐบาลอธิบายไว้

การสร้าง “ความต้องการเทียม” ให้มีขนาดเท่ากับตลาดในประเทศทั้งหมด จะทำให้เกิดการขยายตัวของการปลูกข้างเกรดต่ำที่ไม่ต้องการการดูแลมากนักเพิ่มมากขึ้นทันที เพราะการสร้าง “ความต้องการเทียม” เช่นนี้คือ การดึงภาระ “ความเสี่ยง” ทางเศรษฐกิจทั้งหมดออกจากบ่าของคนปลูกข้าว และการทำเช่นนี้จะทำให้คนจำนวนมากกลับมาสู่การผลิตที่ไม่ต้อง “เสี่ยง” อะไรเลยแบบนี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในชนบทที่ร่ำรวยอยู่แล้วก็จะลงทุนในการเพราะปลูกขนาดใหญ่ (Plantation) เพื่อผลิตข้างเกรดดี ราคาสูงเพิ่มมากขึ้น คนจำนวนมากที่กลับมาสู่การผลิตที่ไม่ต้อง “เสี่ยง” อะไรเลยแบบนี้ก็ไม่ใช่ชาวนาผู้ยากจนอย่างที่รัฐบาลโหมโฆษณาหรอกครับ

ดังที่จะเห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่กำลังเกิดจากโยบายการจำนำข้าวทุกเม็ด ได้แก่ การขยายตัวอย่างมากของการปลูกข้าวในฤดูกาลที่ผ่านมา และจะขยายตัวมากขึ้นในการปลูกข้าวนาปรังที่กำลังจะมาถึง เหตุผลง่ายๆ ก็คือ เมื่อไมมีความเสี่ยงด้านราคา การลงทุน/ลงแรงปลูกข้าวก็ได้กำไรเห็นๆ อยู่แล้ว ยกเว้นว่าจะเจอกับภัยธรรมชาติจนไม่ได้ผลผลิตเลย แต่นั้นแหละก็ยังได้โอกาสรับค่าชดเชยความเสียหายนั้นๆ จากรัฐ

ก็ต้องกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่การผลิตอะไรไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกหรือค้าขายอะไร หากไม่ต้องเสี่ยงทางด้านราคา ก็ย่อมเป็นแรงดึงดูดให้มีผู้เข้ามาสู่กิจกรรมนั้นมากขึ้น

ในพื้นที่ “ชนบท” ทั่วไปของสังคมไทย  นอกจากชาวนารวยที่ทำการปลูกข้าวในพื้นที่ที่กว้างขวางแล้ว ชาวนาบางเวลา (part-time farmer) ที่เดิมจะใช้เวลาทำงานนอกภาคเกษตรกรรมมากกว่าในภาคเกษตรกรรม ก็ได้หันกลับเข้ามาสู่การลงทุนในการปลูกข้าวมากขึ้น ชาวนาบางเวลาที่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ผันตัวเองออกไปประกอบธุรกิจขนาดกลางและเล็กในเขตเมืองได้ใช้เงินจากนอกภาคการเกษตรมาสู่การทำ “ธุรกิจปลูกข้าว” มากขึ้นในปีนี้

กล่าวได้ว่ากลุ่มชาวนาบางเวลานี้ได้ใช้ระบบการจ้างแรงงานและเครื่องจักรในทุกขั้นตอนของการปลูกข้าว ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นบริษัทปลูกข้าวขนาดกลางและเล็ก ส่วนใหญ่ของแรงงานที่ใช้ในการปลุกข้าวในภาคเหนือตอนบนและตอนล่างก็จะเป็นแรงงานต่างชาติ ส่วนเครื่องจักรที่มีราคาไม่แพงนั้น ชาวนาบางเวลาที่กำลังเป็นเจ้าของบริษัทปลูกข้าวขนาดเล็กก็จะลงทุนซื้อเอง ในขณะที่เครื่องจักรราคาแพงก็จะใช้วิธีการเช่า

แน่นอนว่ารายได้จากภาคเกษตรกรรมของครอบครัวชาวนาบางเวลากลุ่มนี้จะสูงมากขึ้นอย่างแน่นอน  และมีผลทำให้จำนวนครัวเรือนชาวนาที่จะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายนี้เพิ่มขึ้นจากประมาณหนึ่งล้านครัวเรือนมาเป็นสองถึงสามล้านครัวเรือนจากสี่ล้านครัวเรือน ซึ่งหมายถึงความชื่นชอบทางการเมืองต่อรัฐบาลจะเพิ่มสูงมากขึ้นทีเดียว

ปริมาณข้าวที่จะถูกผลิตในปีต่อๆไปจะสูงมากขึ้นๆ จนอย่างไรก็ตามในที่สุด รัฐบาลก็จะไม่สามารถที่จะดำเนินนโยบาย “ความต้องการเทียม” นี้ได้ต่อไปได้อย่างแน่นอน เพราะข้าวที่มีจำนวนมากขึ้นมหาศาลจะเข้าสู่นโยบายจำนำข้าวทุกเม็ด และจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของระบบการเงินการคลังมากขึ้นตามไปด้วย  เพราะจำนวนเงินงบประมาณที่จะต้องเข้าสู่นโยบายจำนำข้าวก็จะมีแต่สูงมากขึ้นๆ ตามไปด้วย และการระบายข้าวเก่าที่จำนำไว้ก็ยังไม่เห็นว่าจะทำได้ ข้าวใหม่กำลังจะเข้าสู่ยุ้งฉางของการจำนำ ดังนั้น จากนี้ไป เราจะต้องใช้เงินประมาณหนึ่งในสามของงบประมาณแผ่นดินในการรับจำนำข้าวที่เพิ่มสูงมากขึ้น หากไม่หยุดนโยบายนี้ก็อาจจะเป็นครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน

หากปล่อยให้เกิดการใช้งบประมาณแผ่นดินในลักษณะดังกล่าว ผลกระทบต่อสังคมไทยโดยรวมก็จะมีสูงมาก เพราะงบประมาณการลงทุนด้านอื่นๆที่สัมพันธ์กับชีวิตผู้คนทั้งหมดก็จะหดลงทันที เช่น นโยบายการศึกษา การสาธารณสุข พลังของการบริโภคภายในประเทศอันจะขยายตัวบ้างจากนโยบายจำนำข้าวทุกเม็ดไม่มีทางที่จะทำให้รัฐมีรายได้เพียงพอกับที่ใช้ไปอย่างแน่นอน

ผลประโยชน์เฉพาะหน้าปีหรือสองปีนี้ตกแก่ชาวนาบางเวลาจำนวนหลายล้านคน แต่คนทั้งหมดในสังคม รวมทั้งชาวนาบางเวลาทุกคนด้วย กำลังจะเผชิญหน้ากับวิกฤติทางการเงินการคลังที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในอนาคต ผมคิดว่าน่าจะแรงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ หลายเท่า

แม้ว่าอาจารย์อัมมาร์ สยามวาลา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสที่รู้เรื่องข้าวดีที่สุดในประเทศไทยจะท้วงติงและชี้ให้เห็นผลเสียอย่างชัดเจน (กรุงเทพธุรกิจ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๕ ,อัมมาร์: รัฐบาลพังไม่แคร์ แต่ห่วงประเทศจะพังเพราะจำนำข้าว) แต่รัฐบาลก็ไม่มีทางที่จะยุตินโยบายนี้ ไม่แม้กระทั่งจะทบทวนก็เพราะมองเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าพรรคการเมืองของตนนั้นจะได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นจากจำนวนชาวนาที่กระโดดเข้ามาสู่การปลูกข้าวที่มากขึ้นนี้

ทางออกเฉพาะหน้าในวันนี้เหลือน้อยลงๆ  อาจจะกล่าวได้ว่าเหลือเพียงสองทาง ได้แก่ การระดมผู้ส่งออกเดิมทั้งหมดซึ่งเป็นสายตระกูลที่ผูกขาดการค้าข้าวมาหลายชั่วอายุคนมาสู่การเป็น “เอเยนต์” ของรัฐบาลโดยกำหนดค่าตอบแทนตามปริมาณข้าวที่ส่งออกได้เพื่อที่จะระบายข้าวที่เก็บเอาไว้ โดยทั้งรัฐบาลและผู้ส่งออกรายใหญ่มาตกลงราคาพื้นฐานที่ทำให้รัฐบาลขาดทุนน้อยที่สุด ทางออกที่สองซึ่งยากมากและต้องใช้เวลานานมาก ได้แก่ การสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปข้าวให้หลากหลายมากที่สุด เพื่อที่จะเป็นการระบายข้าวที่เก็บเอาไว้ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค้าเพิ่มภายในประเทศ

จากนั้นรัฐบาลจะต้องหันกลับมาทบทวนว่าหากจะสร้าง “ความต้องการเทียม” ในตลาดโลกวันนี้จะต้องวางแผนอะไรเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งต้องศึกษาวิจัยให้ชัดเจนว่าชาวนาคือใคร ยังมี “ชาวนา” เหลือร้อยละเท่าไร  ผู้ประกอบการการนาหรือผู้จัดการนามีจำนวนเท่าไร เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เรากำลังวางแผนการตัดการงบประมาณไปบนความเชื่อเก่าๆ ว่ามีสังคมชาวนาและชาวนายากจนอยู่เต็มประเทศไทย  ซึ่งไม่จริงแล้วในวันนี้

เอาเข้าจริงๆ ในภาคเหนือ ชาวนาที่เป็นชาวนาจริงที่ยากจนก็ไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ เพราะพวกเขาปลูกข้าวเหนียวในพื้นทีเล็กน้อยเพื่อการบริโภคตลอดปีเท่านั้น

นโยบายช่วยเหลือคนจน/คนด้อยโอกาสเพื่อลดความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องมองให้เข้าใจด้วยว่าคนจน/คนด้อยโอกาสอยู่ตรงไหนและพวกเขาเหล่านั้นต้องการอะไร มิฉะนั้นนโยบายนี้ก็ไม่ได้ส่งผลดีอะไรตามที่ต้องการเลย

ในขณะที่เราเห็นอยู่แล้วว่ากำลังจะเผชิญอะไรในอนาคตอันใกล้นี้ แต่การทักท้วงของอาจารย์ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้รับการฟังเลย คำถามก็คือใครอีกเล่าจะทำให้เกิดการทบทวนนโยบายการจำนำข้าวทุกเม็ดนี้

หากพิจารณานโยบายการจำนำข้าวให้ชัดเจนนี้ ก็จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องเฉพาะของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น หากแต่รวมไปถึงกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านนโยบายการเงินและการคลัง  อย่างน้อยที่สุด สี่หน่วยงานหลักที่จะมีบทบาทในดูแลนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาค ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

แต่น่าประหลาดใจที่มีเพียงข้าราชการในกระทรวงคลังเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยมีจดหมายแสดงความวิตกกังวล และเสนอให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวที่เก็บเอาไว้ให้เร็วและมากที่สุด  และคุณวีรพงษ์ รางมางกูร ที่เคยกล่าวไว้ทำนองว่ารัฐบาลจะพังเพราะนโยบายจำนำข้าวนี้ ในขณะที่ผมไม่ได้ยินเสียงของหน่วยงานอื่นๆ เลยทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านี้โดยตรง

เมื่อสิบปีก่อน อาจารย์รังสรรค์ ธนะพันธ์ ได้ตั้งคำถามไว้ในบทความชื่อว่า  Technocrats หายไปไหน โดยชี้ให้เห็นว่าภายหลังจากที่รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมามีอำนาจก็ได้ทำให้กลุ่มเทคโนแครตที่ครั้งหนึ่งเคยมีบทบาทกำกับนโยบายของรัฐหมดอำนาจลงไป

หากคิดต่อจากบทความของอาจารย์รังสรรค์  ในด้านหนึ่ง การหายไปของเทคโนแครตในการกำกับนโยบายของรัฐซึ่ง ก็ถือได้ว่าเป็นกระบวนการเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตยแบบหนึ่ง แต่หากคิดในอีกด้านหนึ่ง การหายไปของเทคโนแครตในลักษณะที่กลายเป็นกลไกเชื่องๆ ของรัฐบาล กลับทำให้สังคมปราศจากพลังทางความรู้ในการต่อรอง/ต่อต้าน/หรือปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะที่จะทำร้ายสังคมไทย

วันนี้เอง จึงอยากจะเรียงร้องให้เทคโนแครตทุกหน่วยงาน และทุกคนในสังคมไทยช่วยกันมองไปข้างหน้าให้ไกลๆ เราจะปล่อยให้สังคมคาดหวังกับผลประโยชน์เฉพาะหน้าสั้นๆ ไม่ได้  อย่าลืมนะครับ มีเส้นแบ่งกันอยู่ระหว่างนโยบายประชานิยมแบบก้าวเข้าสู่สังคมสวัสดิการ กับนโยบายประชานิยมแบบผลประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น  เราต้องทำให้สังคมมีศักยภาพมากที่สุดในการเดินไปข้างหน้าพร้อมกันจินตนาการของสังคมที่ดีกว่า ไม่ใช่สังคมที่มีสายตาสั้นและมองเฉพาะช่วงเวลาอันใกล้เท่านั้น