cheapest propecia
buy cheap cialis online uk
canadian generic cialis
tadalafil
cialis australia paypal
where to get viagra cheap
viagra brand vs generic
canadian pharmacy cialis
levitra dosage
buy cialis online
discount viagra
buy cheap tramadol overnight
viagra jelly
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013027

ความหมายของตัวตน: พัฒนาการหนังสือแจกในงานศพ: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : SOCIAL SCIENCE

อาจารย์โยเนะโอะ อิฌิอิ ได้มอบมรดกสำคัญอย่างหนึ่งให้แก่วงวิชาการไทยศึกษาคือ การรวมรวบหนังสือแจกในงานศพมากกว่า ๖๐๐๐ เล่ม จากคุณจรัส พิกุล ไปไว้ที่ห้องสมุดของศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต โดยท่านได้ทำรายการบรรณานุกรมหนังสือทั้งหมดและพิมพ์เป็นเล่มเอาไว้จำนวน ๓ เล่มด้วยกัน”

ความหมายของตัวตน: พัฒนาการหนังสือแจกในงานศพ[1]

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

 

อาจารย์โยเนะโอะ อิฌิอิ ได้มอบมรดกสำคัญอย่างหนึ่งให้แก่วงวิชาการไทยศึกษา คือ การรวมรวบหนังสือแจกในงานศพมากกว่า ๖๐๐๐ เล่ม จากคุณจรัส พิกุล ไปไว้ที่ห้องสมุดของศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (Center for Southeast Asian Studies) มหาวิทยาลัยเกียวโต โดยท่านได้ทำรายการบรรณานุกรมหนังสือทั้งหมดและพิมพ์เป็นเล่มเอาไว้จำนวน ๓ เล่มด้วยกัน[2]

 

อาจารย์อิฌิอิ เป็นผู้ใส่ใจค้นคว้าหาความรู้อย่างยิ่ง ท่านจึงให้ความสำคัญแก่หนังสือแจกงานศพมาก ท่านตระหนักว่า “ในตอนต้นทศวรรษที่ ๑๙๖๐ นอกจากหนังสือบางจำพวกแล้วก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีหนังสือที่เขียนเป็นภาษาไทยออกเพื่อจำหน่ายในท้องตลาดเลย จะมีบ้างก็แค่หนังสือประเภทตำราเรียนหรือนวนิยายประโลมโลกย์เท่านั้น” และ “อย่างไรก็ดี มิใช่ว่าในสมัยนั้นจะไม่มีหนังสือประวัติศาสตร์หรือหนังสือวรรณคดีโบราณปรากฏอยู่ในประเทศไทยเสียเลยทีเดียว”  แต่ “หนังสือสำคัญเหล่านี้…ไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป เนื่องจากเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์เพื่อใช้แจกให้กับผู้ที่มาร่วมงานศพ…เป็นที่รู้จักดีในชื่อ ‘หนังสือแจกงานศพ’”

 

อาจารย์อิฌิอิ ได้กล่าวถึงหนังสือแจกงานศพไว้ว่า “สิ่งที่ทำให้หนังสือแจกมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับนักวิชาการก็คือ ในครึ่งแรกของหนังสือจะบันทึกทั้งประวัติชีวิตและสิ่งต่างๆที่ผู้ล่วงลับเคยกระทำไว้อย่างละเอียด สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่อุดมไปด้วยข้อมูลอันมีคุณค่ามหาศาล”

ความสำคัญของหนังสือแจกงานศพต่องานวิชาการนี้ จะเห็นได้ว่านักวิชาการชาวญี่ปุ่นรุ่นหลังอาจารย์อิฌิอิหลายท่าน  ได้ใช้ข้อมูลประวัติชีวิตและสิ่งต่างๆ ที่ผู้ล่วงลับได้บันทึกไว้ในหนังสือแจกงานศพมาสร้างผลงานวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ทรงคุณค่า เช่น  การศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการสะสมทุนในประเทศไทยของอาจารย์อากิระ สุเอฮิโร่[3]  การศึกษาเรื่องการเมืองจีนสยามของอาจารย์เออิจิ มูราชิมา[4] การศึกษาเกี่ยวกับการเมืองของการเคลื่อนสู่ประชาธิปไตยของอาจารย์โยชิฟูมิ ทามาดะ[5] เป็นต้น

 

เมื่อสิบห้าปีก่อน อาจารย์ทามาดะได้ให้โอกาสผู้เขียนไปทำงานวิจัยที่ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และได้อ่านหนังสือชุดของคุณจรัส พิกุลที่ห้องสมุดของศูนย์ฯ ในวันนั้น ผู้เขียนก็ได้รับรู้ว่าการรวบรวมหนังสือที่มีคุณค่านี้กระทำโดยอาจารย์อิฌิอิ และเมื่อได้นั่งอ่านอย่างจริงจังก็ได้สำนึกว่าหนังสือแจกเหล่านี้มีความสำคัญทางวิชาการมากมายเพียงใด ต่อมาเมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยนาโงยา และได้ไปร่วมงานเปิดศูนย์การสอนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยนานซาน ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนาโงยา ซึ่งในงานนั้นอาจารย์อิฌิอิเป็นประธานเปิดงาน ท่านก็ให้เกียรติผู้เขียนได้พบและพูดคุยกับท่านเป็นเวลานาน  จนเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๘ เมื่อคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยความร่วมมือและความช่วยเหลือของ “โครงการเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ” (Official Development Assistance หรือ ODA) จัดตั้งศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา (Japanese Studies Center) ขึ้นมา อาจารย์อิฌิอิ ก็ได้ให้ความกรุณารับเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาของศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา ซึ่งทำให้ศูนย์ญี่ปุ่นศึกษาเล็กๆ แห่งนี้เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการและนักวิจัยชาวญี่ปุ่น สถานกงสุลญี่ปุ่น ตลอดจนชาวญี่ปุ่นทั่วไปในจังหวัดเชียงใหม่ และแม้แต่เจ้าชายอากิชิโนะโนะมิยะซึ่งเสด็จเยี่ยมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อ พ.ศ.๒๕๕๔ก็ทรงมีพระกรุณาธิคุณเสด็จเยี่ยมศูนย์ญี่ปุ่นศึกษาด้วย

 

ความปรารถนาดีที่อาจารย์อิฌิอิมีต่อสังคมไทยโดยรวม และความกรุณาที่ท่านมอบให้แก่ศูนย์ญี่ปุ่นศึกษานับเป็นพระคุณอย่างสูง บทความสั้นๆ นี้จึงเป็นเสมือนสิ่งเล็กน้อยที่ผู้เขียนพอจะทำได้เพื่อตอบแทนพระคุณอาจารย์ หากมีความผิดพลาดหรือตื้นเขินผู้เขียนก็ขอน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว แต่หากมีคุณค่าอยู่บ้าง เช่น ทำให้วงวิชาการสนใจใช้ประโยชน์จากหนังสือแจกงานศพกว้างขวางขึ้น ผู้เขียนก็ขออุทิศ “คุณความดี” นี้ บูชาคุณอาจารย์อิฌิอิซึ่งเป็นนักไทยศึกษาชาวญี่ปุ่นที่มีคุณูปการอย่างสูงต่อวงวิชาการญี่ปุ่นและไทย

 

๒. การศึกษาหนังสือแจกงานศพในอดีตที่ผ่านมา

 

ในอดีตที่ผ่านมาวงการวิชาการเห็นถึงความสำคัญของหนังสือแจกงานศพค่อนข้างมาก มีงานเขียนจำนวนมากที่ใช้ข้อมูลจากหนังสืองานศพ และมีงานวิจัยหลายเรื่องที่วิเคราะห์หนังสืองานศพ อาจจำแนกออกได้เป็นหลายกลุ่มด้วยกัน

 

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ใช้ข้อสนเทศจากหนังสืองานศพมากที่สุด ได้แก่ การศึกษาประวัติของบุคคล  และการศึกษาประวัติของบุคคลเชื่อมต่อกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมือง  การศึกษาลักษณะนี้เป็นการศึกษาเฉพาะเล่มเฉพาะคนเพื่อหาข้อมูลประวัติของบุคคลนั้นๆ   ซึ่งก็จะทำให้เห็นบทบาทของบุคคล การสร้าง/เชื่อมเครือข่ายของบุคคลและบทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์  การสำรวจพบว่านักประวัติศาสตร์จะใช้ข้อสนเทศจากหนังสื่อแจกงานศพในด้านประวัติของบุคคลมากที่สุด[6]

 

กลุ่มที่สอง เป็นการศึกษาลักษณะสำคัญบางประการของหนังสือแจกงานศพ   ส่วนใหญ่มักเป็นการเล่าเรื่อง/อธิบายกำเนิดของหนังสือแจกงานศพ ที่มีข้อถกเถียงหลักได้แก่  หนังสือแจกงานศพฉบับแรกคือหนังสือเล่มไหน  ที่สำคัญได้แก่พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเรื่อง ตำนานหอพระสมุด  สงวน  อั้นคง สิ่งแรกในเมืองไทย สุลักษณ์ ศิวรักษ์  ประเพณีการแจกหนังสือ[7]

 

กลุ่มที่สาม เป็นการศึกษาของนักวิชาการสายบรรณารักษศาสตร์ ที่ถือได้ว่าเป็นการศึกษารุ่นบุกเบิก ได้แก่งานเขียนของสุพัฒน์ ส่องแสงจันทร์ ซึ่งศึกษาหนังสือแจกงานศพในระหว่าง ๒๕๐๑-๒๕๑๐ [8]  แสดงถึงประเภทของหนังสือที่นิยมพิมพ์แจก ที่แบ่งได้เป็น ๒ ประเภทด้วยกัน ประเภทแรกเป็นหนังสือเกี่ยวกับศาสนากับประเพณีการทำบุญ หนังสือแจกประเภทแรกนี้ สุพัฒน์ได้พบประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่ง คือหนังสือที่ถูกเลือกมาพิมพ์แจกมากที่สุดได้แก่หนังสือในชุด กฎแห่งกรรมของ ท.เลียงพิบูลย์  อีกประเภทหนึ่งจะเป็นงานเขียนทั่วๆ ไป เช่น ชีวประวัติบุคคลสำคัญ  การท่องเที่ยวตามทางรถไฟ ภาษาในราชสำนัก และในระยะหลังจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลมากขึ้น

 

การศึกษาในกลุ่มบรรณารักษศาสตร์ที่น่าสนใจอีกฉบับหนึ่งได้แก่ การศึกษาของGrant A. Olson เรื่อง Thai Cremation Volumes: A Brief History of a Unique Genre of Literature[9]  ซึ่งได้สรุปประเด็นข้อถกเถียงในเรื่องการพิมพ์หนังสือแจกฉบับแรก ขยายประเด็นที่ปรากฏในการศึกษาของสุพัฒน์ ส่องแสงจันทร์ และอธิบายถึงความพยายามรวบรวมหนังสือแจกงานศพจำนวนมากไว้ในที่เดียวกันคือที่วัดบวรนิเวศวิหาร

 

การศึกษาในระยะหลังที่น่าสนใจ ได้แก่ การศึกษาของนวลวรรณ ชั้นไพศาลศิลป์ เรื่อง การวิเคราะห์หนังสืออนุสรณ์งานศพที่จัดพิมพ์ในปี พ.ศ.๒๕๒๑-๒๕๓๐[10] และธัญญาลักษณ์ ใจเที่ยง เรื่องการวิเคราะห์หนังสืออนุสรณ์งานศพที่จัดพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๕๑[11] การศึกษาทั้งสองฉบับนี้มีความคล้ายคลึงกันในกรอบการวิเคราะห์แต่เป็นการศึกษาช่วงเวลาที่ต่อเนืองกันจาก พ.ศ.๒๕๒๐ –๒๕๕๑ ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงบรรณารักษศาสตร์ที่เก็บและรวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะและองค์ประกอบทั้งหมดของหนังสือแจกงานศพ

 

แม้ว่าจะมีการศึกษาเกี่ยวกับหนังสือแจกงานศพมาแล้วจำนวนไม่น้อย แต่ก็ยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่น่าสนใจที่ควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก ซึ่งในที่นี้จะเลือกศึกษาหนังสือแจกงานศพในแง่ที่หนังสือแจกงานศพสะท้อนความเปลี่ยนแปลง “ความหมายของชีวิต” ของคนไทย ซึ่ง “ความหมายของชีวิต” นี้มิได้เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงอย่างลอยๆ หากแต่มีรากฐานอยู่บนความเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์ทางสังคมในสังคมไทย

 

 

๓. หนังสือแจกงานศพกับ “ความหมายของชีวิต”

การศึกษาประวัติศาสตร์คือการศึกษาความเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์กับสรรพสิ่งรอบตัว ปรากฏการณ์หนึ่งหรือความเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งสิ้น

 

การพิจารณาหนังสือแจกงานศพในที่นี้จึงพิจารณาความเปลี่ยนแปลงของหนังสือแจกงานศพเพื่อที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของสังคมไทย

 

“ความหมายของชีวิต” ที่ผู้คนสำนึกหรือยอมรับ ย่อมมีผลอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมทางสังคมเพราะ “ความหมายของชีวิต” ย่อมรวมเอาอุดมคติ วิธีคิด โลกทัศน์ เป้าหมายในชีวิต ตลอดจนวิธีการในการบรรลุเป้าหมายของชีวิตที่คนๆ หนึ่งจะเลือกใช้ ซึ่ง “ความหมายของชีวิต” นี้มิได้เป็นของปัจเจกบุคคลโดดๆ เพราะบุคคลไม่ว่าจะมีจิตสำนึกแบบปัจเจกชนนิยมหรือไม่ก็ตาม ย่อมได้รับอิทธิพลจากสังคมและวัฒนธรรมที่ตนใช้ชีวิตอยู่ นอกจากนี้ “ความหมายของชีวิต” ยังไม่ใช่ความหมายที่หยุดนิ่งอยู่กับที่โดยปราศจากการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ซึ่งหนังสือแจกงานศพจะสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของ “ความหมายของชีวิต” ในแง่มุมที่กล่าวมานี้เป็นอย่างดี

 

ขณะเดียวกัน การสร้างความทรงจำผ่านหนังสือแจกงานศพก็ไม่ใช่ความทรงจำเฉพาะครอบครัวหรือความทรงจำของปัจเจกบุคคล ความทรงจำทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นผลผลิตของสังคมและเป็นส่วนของ “ความทรงจำร่วม”( Collective Memory)[12] กันทั้งสิ้น

 

ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ซึ่งเริ่มมีการจัดทำหนังสือแจกงานศพนั้น สังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากผลของการทำสนธิสัญญาเบาริง ทำให้โลกทัศน์ ค่านิยม และความสัมพันธ์ทางสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยที่จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิเริ่มเสื่อมสลายลง ดังนั้น “ความหมายของชีวิต” จึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ความเปลี่ยนแปลง “ความหมายของชีวิต” ของคนในสังคม ได้ทำให้เกิดผลสะเทือนต่อเนื่องไปสู่ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ อีกมากมาย เพราะ “ชีวิต” มีการเกิดและการตายใน “โลกนี้” เท่านั้น มิได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร หรือมีนรกและสวรรค์ให้กลัวและให้หวังอย่างที่เคยเชื่อกันมา

 

ท่ามกลางโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไปนี้ ชีวิตของมนุษย์ถูกทำให้สัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับสังคม และชีวิตมนุษย์ที่มีคุณค่าก็จะผูกพันอยู่ที่ว่าชีวิตนั้นได้ทำความก้าวหน้าให้แก่สังคมหรือไม่ มากน้อยเพียงใด และอย่างไร    การเกิดเป็นจุดเริ่มต้นตามธรรมชาติของชีวิต แต่การดำเนินชีวิตจวบจนวันตายกลายเป็นเรื่องที่มีความหมายต่อตัวตนของมนุษย์ว่าได้ทำให้เกิดคุณค่าประการใดต่อสังคมและ “คุณค่า” นี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องถ่ายทอดและสร้างประโยชน์ต่อคนในรุ่นหลังสืบต่อไปด้วย[13]

 

ความเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิตคนเช่นนี้  จึงทำให้ความตายกลายเป็น “พันธะกิจสุดท้าย” ที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้มีโอกาสทำประโยชน์แก่สังคม การเสียสละชีวิตหรือการตายเพื่อชาติบ้านเมืองจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ หากไม่มีโอกาสที่จะสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง ก็ต้องทำให้การตายอย่างธรรมดาสามัญนั้นมีคุณค่ามากที่สุด กล่าวได้ว่าเมื่อสังคมให้ความหมายแก่มนุษย์ด้วยการเน้นย้ำถึง “ร่างทางสังคม” (social body) การสูญสิ้น “ร่างทางสังคม” ก็ต้องอุทิศให้มีค่าต่อสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะแม้แต่ “พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี…” เมื่อ “นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์” จึงต้องให้มี “ความดี” หรือสิ่งอันมีคุณค่า “ประดับไว้ในโลกา” ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

 

ความเปลี่ยนแปลงความคิดดังกล่าวเมื่อประกอบเข้ากับเงื่อนไขทางสังคมในยุคสมัยนั้นสองด้าน คือ เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทำให้การพิมพ์หนังสือเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ง่ายมากขึ้นและอีกด้านหนึ่งได้แก่ เงื่อนไขของการ “ปฏิรูปประเทศ” และเริ่มขยายการศึกษาออกไป จึงทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ด้วยการอ่านหนังสือ  ทำให้เกิดความนิยมในการพิมพ์หนังสืองานศพขึ้นมาเพื่อจะทำให้นักเรียนและผู้ที่สนใจสามารถที่จะเข้าถึงการอ่านได้มากขึ้น

 

หนังสือแจกงานศพจึงประกอบไปด้วยสองส่วนหลัก ส่วนแรก ได้แก่ การประกาศให้คนรับรู้ในวงกว้างว่าผู้ตายได้กระทำการต่างๆ ที่มีคุณค่าต่อสังคมอย่างไร เพื่อตอกย้ำความหมายของ “ร่าง” ที่มีต่อ “สังคม”  ขณะเดียวกันในช่วงแรกๆ ของการพิมพ์หนังสือแจกงานศพ ได้ผนวกความคิดที่ว่า “การทำหนังสือแจกเท่ากับการทำบุญ” เอาไว้ด้วย โดยถือว่าเป็นการให้ทานที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ “วิทยาทาน” (ให้ความรู้เป็นทาน)

 

อีกส่วนหนึ่ง ได้แก่การเลือกเรื่องที่จะพิมพ์ ซึ่งการเลือกนี้จะขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมว่าในขณะนั้นสังคมต้องการความรู้/เรียนรู้เรื่องอะไร ซึ่งจะมีผลทำให้ทายาทหรือมิตรสหาย หรือองค์กรปัญญาชนที่ได้รับการขอร้องให้เลือกหนังสือ ตัดสินใจที่จะพิมพ์หนังสือเรื่องนั้นๆ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของสังคม มีจำนวนไม่มากนักที่เป็นการพิมพ์ผลงานเขียนของผู้ตายเอง ซึ่งในกรณีเช่นนี้ก็มักจะเป็นงานเขียนที่เกิดจากความปรารถนาของผู้ตาย หรือ “ร่างทางสังคม” ที่จะให้ความรู้ที่ตนสร้างขึ้นนั้นเป็นวิทยาทาน

๔. ความเปลี่ยนแปลงของหนังสือแจกงานศพที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความหมายของชีวิตและความสัมพันธ์ทางสังคม

การศึกษาหนังสืองานศพในแง่ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความหมายของชีวิตและความสัมพันธ์ทางสังคม อาจศึกษาโดยแบ่งออกเป็น ๓ ยุค ได้แก่ ยุคแรก เมื่อเริ่มมีการพิมพ์หนังสือแจกในทศวรรษ ๒๔๖๐  จนถึงต้นทศวรรษ  ๒๔๙๐ ยุคที่ ๒ ตั้งแต่มีการสร้าง “แบบแผน” ของหนังสือแจกในทศวรรษ ๒๔๙๐ จนถึงทศวรรษ ๒๕๒๐ และ ยุคที่ ๓ ยุคแห่งความหลากหลายของหนังสืองานศพในทศวรรษ ๒๕๒๐ จนถึงปัจจุบัน

 

ยุคแรก เมื่อเริ่มมีการพิมพ์หนังสือแจกในทศวรรษ ๒๔๖๐  จนถึงต้นทศวรรษ  ๒๔๙๐

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงด้านโลกทัศน์ของชนชั้นนำไทยในช่วงทศวรรษ ๒๔๐๐ เป็นต้นมา ทำให้ชนชั้นนำพยายามเปลี่ยนความหมายของชีวิตมนุษย์ในชาตินี้ให้มีสำคัญมากขึ้น ความตายที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่น่า “เศร้า” เพราะชีวิตที่จะสืบเนื่องไปในโลกหน้าหมดความหมายไปแล้วเนื่องจากไม่มี “ไตรภูมิ” ให้เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป การเสียชีวิตในชาตินี้ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะได้พบพานกันอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น การสร้างสิ่งที่เป็น “ความทรงจำ” ถึงผู้ที่สูญเสียจึงเข้ามาช่วยประคับประคองความรู้สึกโหยหาและอาลัยให้ทุเลาเบาบางลง

 

พร้อมกันนั้น ความหมายของชีวิตมนุษย์ที่สำคัญที่สุด ก็จะเป็นชีวิตที่อุทิศให้แก่ความก้าวหน้าของสังคมหรือชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ชีวิตที่อุทิศให้แก่การเรียนรู้ธรรมและประพฤติธรรม หรือการทำบุญให้ทานเพื่อจะขึ้นสวรรค์หรือบรรลุนิพพานในอนาคตกาลดังที่เคยเป็นมา

 

ด้วยเงื่อนไขของสังคมในช่วงก่อนหน้านี้ คือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ชนชั้นนำเท่านั้นสามารถเข้าไปสัมพันธ์กับการค้า จึงทำให้ชนชั้นนำเป็นคนกลุ่มแรกในสังคมไทยที่โลกทัศน์เปลี่ยนแปลงก่อนคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม  แต่ต่อมาเมื่อชนชั้นนำได้เริ่มสร้างรัฐแบบใหม่ซึ่งจำเป็นจะต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมในลักษณะใหม่ จึงทำให้เกิดความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการรับรู้ตัวตนของผู้คนในสังคม โดยกระทำผ่านระบบการศึกษาที่ขยายตัวมากขึ้น ทำให้คนในสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการและชนชั้นกลางในเขตเมืองรับรู้ความหมายของชีวิตที่เน้นการทำประโยชน์แก่สังคมและชาติบ้านเมืองในชาตินี้

 

ในบริบทดังกล่าวข้างต้นนี้เองที่หนังสือแจกงานศพเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความโหยหาอาลัยที่มีต่อผู้วายชนม์แล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าชีวิตที่ผ่านมาของผู้วายชนม์ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างว่างเปล่า หากแต่ได้ทำงานหรือปฏิบัติตัวให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

 

 

เนื่องจากในช่วงเริ่มต้นของการพิมพ์หนังสือแจกงานศพ เป็นช่วงเวลาที่รัฐต้องการลงทุนทางด้านการศึกษา หากแต่รัฐมีรายได้ไม่มากพอและไม่สามารถจะเจียดเงินงบประมาณมาสู่การศึกษาได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้การพิมพ์หนังสือแจกงานศพถูกดึงไปผนวกรวมกับการขยายความคิดว่าการพิมพ์หนังสือแจกเป็นการทำบุญหรือเป็นวิทยาทานด้วย

 

หนังสือแจกงานศพจึงเป็นหนังสือที่ตอบสนองความต้องการสร้างรัฐแบบใหม่ด้วยการพิมพ์หนังสือที่รัฐต้องการจะเผยแพร่ เช่น การค้นคว้าเกี่ยวกับพงศาวดาร  โบราณคดี หรือ วรรณคดีที่เป็นมรดกตกทอดมา  โดยเน้นว่าหากจะสร้างความทรงจำที่งดงามต่อผู้ตายก็จะต้องเลือก “หนังสือดี” ที่จะช่วยให้คนมีความรู้และทำให้เกิดความก้าวหน้าแก่ชาติบ้านเมือง

 

การสร้าง “หนังสือดี” ซึ่งเป็นกลไกอำนาจที่สำคัญอย่างหนึ่งของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์[14] จึงได้เข้ามาตอบสนองหนังสือแจกงานศพได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนั้น ผู้ที่จะจัดพิมพ์หนังสือแจกก็จะต้องมาขอให้สำนักหอพระสมุดวชิรญาณเป็นผู้คัดเลือกให้ และที่สำคัญก็จะขอให้ผู้มีอำนาจได้เขียนประวัติผู้ตายประกอบ โดยผู้มีอำนาจก็จะเขียนประวัติผู้ตายบนฐานของการคิดเกี่ยวกับความหมายของชีวิตที่ดีที่จะต้องอุทิศตนให้แก่ชาติบ้านเมือง จะเห็นได้ว่าสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรับเป็นผู้นิพนธ์ประวัติผู้วายชนม์เป็นจำนวนมากและต่อมาก็ได้พิมพ์รวมไว้ในหนังสือชุด “คนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก”

 

การพิมพ์หนังสือแจกงานศพได้เริ่มต้นในกลุ่มชนชั้นนำก่อน จากนั้นจึงได้ขยายออกไปกว้างขวางมากขึ้น  เมื่อเกิดการขยายตัวของระบบราชการและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดกลุ่มทางสังคมกลุ่มใหม่ขึ้นอย่างน้อยสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ และกลุ่มคนชั้นกลางที่ทำงานนอกระบบราชการ เช่น พ่อค้า นักหนังสือพิมพ์และคนขายทักษะเฉพาะตน กลุ่มทางสังคมกลุ่มใหม่นี้ แม้ว่าต่อมาจำนวนหนึ่งจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธความคิดในการมองมนุษย์กับสังคมในกรอบที่ชนชั้นนำแห่งรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สถาปนาไว้แต่อย่างใด

 

เป็นที่น่าสังเกตว่าหนังสือแจกงานศพในช่วงแรกนี้ ส่วนที่เป็นประวัติผู้ตายจะไม่ยาวนัก โดยจะเน้นเพียงให้เห็นว่าในชีวิตที่ผ่านมาของผู้ตายนั้นได้ทำประโยชน์อะไรให้แก่ชาติบ้านเมือง ซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นผู้ที่เป็นข้าราชการระดับต่างๆ เพราะข้าราชการต่างสำนึกว่าในฐานะที่ตนรับราชการก็ได้ทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง และในหนังสือแจกช่วงนี้จะไม่มีผู้อื่นเขียนความรู้สึกต่อผู้ตายอย่างที่ปรากฏในช่วงหลังแต่จะเน้นที่การเลือกเรื่องที่จะพิมพ์มากกว่า

 

ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในการพิมพ์หนังสืองานศพได้เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อเข้าสู่ทศวรรษ ๒๔๖๐ กล่าวคือได้เริ่มปรากฏการพิมพ์หนังสืองานศพที่ผู้วายชนม์เป็นผู้เขียนเอาไว้เองตั้งแต่ช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่  โดยมากจะมีลักษณะเป็นอัตชีวประวัติที่เล่าถึงชีวิตของผู้เขียนว่าได้ผ่านความยากลำบากมาอย่างไร และได้แก้ปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยศักยภาพของตนเองอย่างไร เช่น หนังสือ “ประวัติตระกูล ๓ ตระกูล และลิขิต สุณชาดก” ของนายฟุ้ง ฤทธาคนี เป็นต้น

 

กล่าวได้ว่าก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การพิมพ์หนังสือแจกงานศพเริ่มก้าวพ้นจากกรอบการกำกับโดยตรงของชนชั้นนำแห่งรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็ยังคงอยู่ในกรอบของความคิดเรื่องชีวิตที่มีค่าต่อชาติบ้านเมืองหรือยอมตายเพื่อชาติบ้านเมืองในลักษณะเดิม เพียงแต่เพิ่มการเน้นคุณลักษณะพิเศษของปัจเจกชนในการมีส่วนร่วมทำให้ชาติบ้านเมืองก้าวหน้ามากขึ้น

 

แม้ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางอำนาจหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ หนังสือแจกงานศพก็ยังคงมีความสืบเนื่องมากกว่าความเปลี่ยนแปลง เรื่องที่ถูกเลือกก็ยังคงเป็นเรื่องทางด้าน “ประวัติศาสตร์” หรือ “พงศาวดารและโบราณคดี” งานเขียนที่ถูกเลือกมาพิมพ์แจกมากที่สุด ได้แก่ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเข้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์, พระนิพนธ์ของพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นทิพยลาภพฤฒิยากร  ส่วนงานเขียนของสามัญชนที่ถูกเลือกมาพิมพ์แจกมากที่สุด ได้แก่ งานเขียนของหลวงวิจิตรวาทการ แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับพระราชนิพนธ์และพระนิพนธ์

 

ช่วงของการเริ่มต้นพิมพ์หนังสือแจกงานศพนี้ ได้เริ่มปรากฏการเลือกหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนา  โดยมากแล้วเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ที่ต้องการสร้างมาตรฐานของการนับถือศาสนาพุทธให้อยู่ในกรอบที่รัฐต้องการ ซึ่งจะแตกต่างจากหนังสือทางพุทธศาสนาที่ได้รับการพิมพ์แจกในยุคหลัง ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า

 

คำถามสำคัญประการหนึ่งก็คือ ทำไมในสังคมอุษาคเนย์ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ (คือช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐) จึงไม่เกิดหนังสือแจกงานศพลักษณะเดียวกัน คำตอบเบื้องต้นน่าจะได้แก่การที่หลายประเทศตกเป็นอาณานิคมของตะวันตกได้ทำให้การสร้างความทรงจำเรื่องการมีชีวิตอยู่และการตายเพื่อชาติบ้านเมืองของคนในสังคมไม่ใช่เรื่องที่บรรดาผู้ปกครองอาณานิคมต้องการ ประกอบกับการขยายการศึกษาในประเทศที่เป็นอาณานิคมไม่ได้ใช้ทรัพยากรที่มาจากการบริจาคของประชาชนแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ดังนั้น การเขียนประวัติผู้ตายในประเทศอื่นๆ จึงเกิดขึ้นภายหลังจากมีการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยม และเป็นการเขียนถึงเฉพาะผู้ที่เป็นวีรบุรุษในประวัติศาสตร์เท่านั้น

 

ยุคที่ ๒ ยุคแห่งการสร้าง”แบบแผน” ในทศวรรษ ๒๔๙๐ ถึงพ.ศ. ๒๕๒๐

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แก่ การขยายตัวของชนชั้นกลางอันเนื่องจากมาการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของระบบราชการ กล่าวคือหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง พ่อค้าจีนส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจที่จะลงหลักปักฐานในประเทศไทย เนื่องจากสงครามระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่จบลงด้วยชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้ชาวจีนเดินทางกลับประเทศจีนไม่ได้ ชาวจีนเหล่านี้เริ่มลงทุนในการขยายกิจการออกไปอย่างกว้างขวาง พร้อมกับรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามก็ได้วางแผนในการพัฒนาประเทศโดยรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จะสานต่อนโยบายดังกล่าวนี้ในขอบเขตที่กว้างขวางยิ่งขึ้นในทศวรรษ ๒๕๐๐เป็นต้นมา[15]

การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของระบบราชการดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และขยายตัวอย่างมากเมื่อมีการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ  ทำให้เกิดการขยายตัวของชนชั้นกลางขึ้นอย่างกว้างขวาง ทั้งที่เป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการและผู้ขายความชำนาญเฉพาะด้านต่างๆ

 

ชนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้มีขนาดที่ใหญ่โตจนถึงระดับที่สามารถสร้างและกำหนดให้ “รสนิยม” ของกลุ่มตนเองได้รับการสถาปนาขึ้นมาครองตลาด “ความเป็นไทย” ได้สำเร็จ ดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นประดิษฐกรรมใหม่ๆ ทางด้านความบันเทิง   ในด้านวรรณกรรม ก็เกิดวรรณกรรมที่เน้นคุณลักษณะของปัจเจกชนเป็นด้านหลัก เช่น ความรักของปัจเจกชนที่เป็นความรักอันปราศจากพรมแดนของชาติ ไม่มีชนชั้นและไม่มีศาสนา วรรณกรรมชนชั้นกลางเหล่านี้ได้ขยายตัวออกครอบคลุมสังคมคนอ่านในสังคมไทยมายาวนาน[16] ทางด้านวงการเพลงก็เกิดเพลงลูกกรุง ซึ่งวงดนตรีที่สำคัญและเป็นตัวแทนชัดเจนที่สุดก็ได้แก่วงดนตรีสุนทราภรณ์ นั่นเอง

 

การสร้างสรรค์ “รสนิยม” ทั้งหลายของชนชั้นกลางรุ่นใหม่หลังสงครามโลกนี้เกิดขึ้นเพราะว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้ดำรงชีวิตอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่  ซึ่งต้องการคำอธิบายใหม่ให้แก่ชีวิตของตนเองตั้งแต่เกิด จนตาย   ที่สำคัญคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากและมีอำนาจซื้อมากพอที่จะกำหนด “รสนิยม” ของพวกตนให้กลายมาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสังคมไทย

 

ดังนั้น จึงไม่ใช่เพียงแค่การเกิดและการดำเนินชีวิตที่ได้รับการสร้างสรรค์ความหมายขึ้นมาใหม่ความตายก็ถูกให้ความหมายใหม่เช่นกัน เพราะคุณค่าและความหมายของการมีชีวิตและความตายย่อมสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น

 

กล่าวได้ว่าการขยายตัวของชนชั้นกลางได้ทำให้เกิดการพิมพ์หนังสือแจกงานศพเพิ่มขึ้น และเป็นการขยายตัวบนฐานความเปลี่ยนแปลงความคิดเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ซึ่งลักษณะร่วมหลายประการของความคิดของชนชั้นกลางได้ส่งผลต่อการให้ความหมาย หรือการสร้างความทรงจำเกี่ยวกับความหมายของ “ความตาย”

 

ประการแรก ได้แก่ความสำนึกในศักยภาพของปัจเจกชน  เพราะความสำเร็จทางธุรกิจและความสำเร็จในการไต่เต้าในระบบราชการล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพิงความสามารถส่วนตัวมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันการเติบโตในระบบหรือโครงสร้างของสังคมไทยก็จะต้องผูกโยงเข้ากับเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ที่ขยายตัวมากขึ้น[17]

 

ประการที่สอง ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตดำเนินอยู่ในความต้องการที่จะตอบคำถามใหม่ให้แก่การมีชีวิตอยู่ และความหมายของชีวิตที่สัมพันธ์อยู่กับสังคมแนบแน่นมากกว่าเดิม หากนิยามว่าศาสนาคือระบบของสัญลักษณ์ซึ่งมีพลังในการอธิบายกระบวนการของชีวิตทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งพลังนี้ครอบคลุมทั้งอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ระบบศีลธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสภาวะแวดล้อม และยังเป็นรากฐานของแรงจูงใจของมนุษย์ด้วย จนกล่าวได้ว่าศาสนาเป็นการสร้างกฎทั่วไปในการอธิบายภาวะของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง[18] ก็จะเข้าใจได้ว่าเหตุใดการสร้างชุดคำตอบใหม่ให้แก่ชีวิตและความตายลักษณะใหม่จึงขยายตัวมากขึ้นเมื่อชีวิตคนไทยเปลี่ยนแปลงไป และความหมายใหม่เกี่ยวกับชีวิตและความตายนี้เองที่ส่งผลต่อการเลือกหนังสือที่จะพิมพ์แจกในงานศพ

 

ประการที่สาม ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงนี้ได้ทำให้เริ่มเกิดความแตกต่างระหว่าง “กลุ่มทางสังคม” ชัดเจนขึ้น  กล่าวได้ว่าได้เริ่มเกิดสังคมแยกย่อย เพราะระบบความรู้และระบบการทำงาน เป็นระบบที่เน้นการแบ่งงานกันทำและเป็นงานเฉพาะส่วนเสี้ยวของระบบ คนในสังคมไทยในช่วงนี้จึงเริ่มที่จะเป็นกลุ่มคนที่สัมพันธ์กันอยู่เฉพาะในกลุ่มของตนเองมากขึ้นกว่าเดิม  โอกาสที่จะทำความเข้าใจเพื่อนมนุษย์กลุ่มอื่นนอกเหนือจากกลุ่มตนนั้นลดลงไปเรื่อยๆ การที่คนแต่ละกลุ่มไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นนี้ จะกลายเป็นวิถีชีวิตจริงของคนทั่วไปอย่างเข้มข้นมากขึ้นในระยะหลัง ขณะเดียวกันการดำเนินชีวิตในสังคมที่เริ่มไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างแท้จริงแล้วนี้ ก็ได้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ต้องการไม่ให้ตนเองถูกละเมิดหรือเบียดเบียนจากคนอื่นๆ

 

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของระบบอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้  การสร้าง “ความทรงจำ” เกี่ยวกับผู้ตายก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กลุ่มชนชั้นกลางที่ได้กลายเป็นผู้สร้างแบบแผนของรสนิยมในหลายๆ ด้านก็ได้สร้างแบบแผนของหนังสือแจกงานศพขึ้นมาอย่างชัดเจน และเป็นแบบแผนที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

 

แม้ว่าหนังสือแจกงานศพในทศวรรษ ๒๔๙๐ เป็นต้นมา จะยังคงมีส่วนประกอบสองส่วนเช่นเดิม ได้แก่ ส่วนประวัติของผู้ตายและส่วนของหนังสือที่คัดสรรมา หากแต่มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นในทั้งส่วนแบบแผนการเขียนประวัติของผู้ตายและแบบแผนในการคัดเลือกหนังสือมาพิมพ์

 

ในส่วนของประวัติของผู้ตาย ที่แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือแจกในงานศพข้าราชการที่เน้นความสำเร็จในการทำงานราชการและความสำเร็จในการไต่เต้าขึ้นไปเป็นข้าราชการระดับสูง หากแต่มีหนังสือแจกในงานศพของนักธุรกิจที่เน้นความสำเร็จของผู้ตายในการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้น อาจจะกล่าวได้ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ทำให้บทบาทของนักธุรกิจมีความสำคัญมากขึ้นในระบบเกียรติยศของสังคมไทย แตกต่างจากเดิมที่มีแต่การเน้นเฉพาะความสำเร็จในระบบราชการเท่านั้น อย่างไรก็ตามในการอธิบายความสำเร็จทางธุรกิจก็มักจะเชื่อมต่อไปยังการได้รับการยอมรับจากระบบราชการให้เข้าไปมีส่วนในระบบเกียรติยศนั้นด้วย เช่น เครื่องราชอิสริยาภรณ์ แต่ก็ถือได้ว่าความสำเร็จทางธุรกิจเริ่มแยกออกจากความสำเร็จในระบบราชการเด่นชัดมากขึ้น

 

ในช่วงนี้ได้เริ่มปรากฏการแบ่งเนื้อที่ของหนังสือให้แก่การเขียนคำไว้อาลัยให้แก่ผู้ตายมากขึ้น แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคำไว้อาลัยจากสมาชิกในครอบครัวและเครือญาติ แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือเกิดการเขียนคำไว้อาลัยจากบุคคลใน “เครือข่ายความสำเร็จ” ในชีวิตของผู้ตาย ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง หัวหน้างาน ผู้ร่วมงานในระดับต่างๆ และมิตรสหายที่มีชื่อเสียงในสังคม ยิ่งถ้ามีคำไว้อาลัยของบุคคลที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงในเครือข่ายด้วยแล้ว ก็จะนำมาพิมพ์ไว้ในหน้าแรกๆ ของหนังสือแจกให้เห็นอย่างโดดเด่นที่สุด ที่สำคัญในการเขียนประวัติผู้ตายนี้จะต้องนำเอาผลงานและรายชื่อของ “เครื่องหมายแห่งเกียรติยศ” อันสำคัญของสังคมไทยอันได้แก่เครื่องราชอิสริยาภรณ์มาพิมพ์ไว้ ยิ่งไปกว่านั้นหนังสือแจกงานศพจำนวนมากจะมีภาพของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ลงพิมพ์ประกอบด้วย ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้จะปรากฏชัดเจนในยุคต่อจากนี้ ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า

 

สำหรับการเขียนประวัติผู้ตายในกรณีที่ไม่ได้รับเข้าสู่ระบบเกียรติยศของระบบราชการหรือธุรกิจ ก็มักจะเป็นการเขียนที่เน้นถึงคุณลักษณะของความเป็น “คนดี” ของผู้ตาย คุณลักษณะของ“ คนดี” จะถูกเน้นย้ำว่าเป็นคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของผู้ตายที่ทำให้การดำเนินชีวิตที่ผ่านมาไม่ไร้ค่า แต่ก่อให้เกิดผลดีอย่างมากมาย พร้อมกันนั้นก็มีการเน้นคุณลักษณะของ “คนดี” ในความหมายของคนไทยด้วย เช่น การเป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารีมีน้ำใจ มีความจริงใจกับเพื่อนฝูงญาติมิตร ซื่อตรงต่อมิตร  การปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมทั้งในทางศาสนาและในชีวิตประจำวัน และมักจะเขียนเน้นว่าเป็นบุคคลที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย

 

การเขียนประวัติผู้ตายในสองลักษณะที่กล่าวมานี้ (ซึ่งทั้งสองลักษณะไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะในลักษณะแรกที่เน้นความสำเร็จของชีวิตรับราชการหรือธุรกิจ ก็จะมีการขยายความด้วยว่าความสำเร็จนั้นมาจากความเป็น “คนดี” ของผู้ตาย) เป็นเสมือนความต้องการให้ชีวิตคนตายกลายเป็น “บทเรียน” ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ขณะเดียวกันประวัติผู้ตายก็มีบทบาทในการแสดงให้เห็นถึงสถานะและเครือข่ายของผู้ตายและครอบครัวอีกโสตหนึ่งด้วย

 

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจได้แก่ การทำหนังสือแจกงานศพในยุคนี้โดยมากแล้วเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  เนื่องจากว่าผู้ที่เจริญมาทางราชการหรือธุรกิจหลัง พ.ศ. ๒๔๙๐ มักจะเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และในการสร้างเกียรติยศนั้น ความคิดของไทยถือว่าผู้ชายเป็นผู้นำเกียรติยศเข้าสู่ครอบครัว ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นผู้ดูแลเศรษฐกิจของครอบครัว ดังนั้น ผู้วายชนม์ที่มีการทำหนังสือแจกไว้เป็นอนุสรณ์จึงเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

 

นอกจาการสร้างแบบแผนของการเขียนประวัติของผู้ตายแล้ว  ในช่วงเวลานี้ได้มีการสร้างแบบแผนของการเลือกหนังสือที่จะพิมพ์แจกเพื่อสร้างความทรงจำรำลึกถึงผู้ตายในฐานะ “คนดี” ด้วย โดยได้สร้างแบบแผนว่าการพิมพ์หนังสืองานศพควรจะต้องเป็นหนังสือทางด้านพุทธศาสนา ซึ่งแบบแผนของการพิมพ์หนังสือแจกงานศพด้วยหนังสือทางด้านพุทธศาสนานี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม ได้แก่ศาสนาเพื่อควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไปในสังคมกับศาสนาเพื่อควบคุมจิตใจและเหตุผลของชีวิตมนุษย์ หรืออาจเรียกว่าเป็นความรู้ทางพุทธศาสนาสำหรับคนทั่วไปกับความรู้ทางพุทธศาสนาสำหรับปัญญาชน

 

การพิมพ์หนังสือความรู้ทางพุทธศาสนาสำหรับคนทั่วไป หรือหนังสือพุทธศาสนาเพื่อควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม เกิดขึ้นเนื่องจากว่าในช่วงจากทศวรรษ ๒๔๙๐ มาจนถึงประมาณทศวรรษ ๒๕๑๐ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทำให้ผู้คนในสังคมเคลื่อนไหวเลื่อนสถานะกันอย่างรวดเร็ว ได้ทำให้เกิดการขยายตัวของพาณิชยกรรมออกไปอย่างกว้างขวาง คนจำนวนไม่น้อยเริ่มสับสนกับคุณค่าและความหมายของการดำรงชีวิตและการทำมาหากิน จึงได้เกิดการเขียนหนังสือที่ต่อมาได้รับความนิยมเลือกมาพิมพ์เป็นหนังสือแจกงานศพอย่างมากที่สุด ได้แก่ หนังสือชุด “กฎแห่งกรรม”  ของ ท. เลียงพิบูลย์

 

หนังสือชุดนี้ได้นำเอาความคิดเรื่อง “กรรม” ที่สลับซับซ้อนของศาสนาพุทธมาลดทอนและเปลี่ยนแปลงให้ง่ายต่อการรับรู้และเข้าใจ โดยเน้นให้เห็นภาพของ “กรรมตามสนอง” อย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน การกระทำถูกหรือการกระทำผิดจะมีเกณฑ์วัดง่ายๆ  เพียงสองลักษณะได้แก่ ศีล ๕ กับความคิดเรื่องการรู้ที่สูง-ที่ต่ำของสังคมไทย[19] คนทำความผิด เช่น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือขาดความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ฯลฯ ก็จะได้รับผลร้ายทั้งต่อชีวิตของตนและต่อคนใกล้ชิดในชาตินี้ โดยประสบเคราะห์กรรมลักษณะต่างๆ แต่หากใครทำสิ่งที่ถูกต้องตามเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งเรียกว่าการประกอบกรรมดี ก็จะได้รับผลดีตอบแทนอย่างเห็นได้ในชาตินี้เช่นเดียวกัน

 

สมเกียรติ วันทะนะ ซึ่งน่าจะเป็นคนแรกที่ศึกษาความคิดที่ปรากฏในงานเขียนเรื่องกฏแห่งกรรมของ ท.เลียงพิบูลย์ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ของ ท.เลียงพิบูลย์น่าจะเป็นว่า “ทำดีได้ของดี ทำชั่วได้ของชั่ว” [20]

 

การอธิบายการดำเนินชีวิตและความเป็นไปของชีวิตในชาตินี้ด้วยความคิดเรื่อง “กฎแห่งกรรม” เช่นนี้ ด้านหนึ่ง ก็เป็นการสร้างระบบความคิดเพื่อการควบคุมผู้คนในสังคม โดยเป็นเสมือนเครื่องช่วยในการกระตุกผู้คนให้พยายามหลีกเลี่ยงการกระทำความชั่วเพราะเกรงว่าจะได้รับผลตอบแทนในชาตินี้ ในอีกด้านหนึ่ง หนังสือนี้ก็ช่วยขับเน้นให้ความทรงจำที่ถูกเขียนไว้ในประวัติผู้ตายลอยสูงเด่นขึ้นมา เพราะผู้ตายย่อมประกอบแต่ “กรรมดี” อย่างแน่นอนจึงสามารถบรรลุถึงความสำเร็จได้มากถึงเพียงนั้น

 

อิทธิพลทางความคิดในเรื่อง “กรรมตามสนอง” หรือ “ทำดีได้ของดี ทำชั่วได้ของชั่ว” ของ ท.เลียงพิบูลย์ได้ขยายออกอย่างกว้างขวางสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในช่วงนี้อย่างมาก ดังจะพบว่ามีการเลือกพิมพ์หนังสือชุด กฎแห่งกรรม เป็นหนังสือแจกงานศพมากที่สุดดังกล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าความคิดทางพุทธศาสนาในลักษณะดังกล่าวนี้มีความสืบเนื่องต่อมาจนถึงในปัจจุบัน เพราะหนังสือชุดนี้ยังคงได้รับการพิมพ์จำหน่ายอยู่  แม้ว่าการพิมพ์เป็นหนังสืองานศพจะลดน้อยลง แต่กลับขยายเข้ามาสู่สื่ออินเตอร์เน็ตด้วย[21] ความสืบเนื่องในส่วนที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องทางความคิด ได้แก่ การเกิด “ลัทธิแก้กรรม” ซึ่งมีอิทธิพลในสังคมไทยอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าลัทธิแก้กรรมทั้งหลายนั้นล้วนแต่วางอยู่บนฐานความคิดที่ว่า “กรรมตามสนอง” และ “ทำดีได้ของดี ทำชั่วได้ของชั่ว” เพียงแต่ได้ปรับให้สอดคล้องกับยุคสมัยด้วยการเพิ่มความสามารถของคนในการเข้าไปแก้ไข “กรรมชั่ว” ต่างๆ ที่ตนได้เคยทำมา (หรือสงสัยว่าตนเคยทำในอดีตชาติ จึงต้อง “แก้กรรม” มิให้กรรมตามสนองในชาตินี้)

 

การพิมพ์หนังสือความรู้ทางพุทธศาสนาสำหรับปัญญาชนหรือพุทธศาสนาเพื่อควบคุมจิตใจและเหตุผลของชีวิตมนุษย์  ก็เป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งของสังคมไทย ความนิยมในการพิมพ์หนังสือพุทธศาสนาชุดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากนโยบายการพัฒนาประเทศได้สร้างชนชั้นกลางปัญญาชนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสไปเรียนต่อในต่างประเทศหรือเรียนจบระดับปริญญาตรีในประเทศ คนชั้นกลางที่มีการศึกษาเหล่านี้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรกในสังคมไทย เป็นกลุ่มคนที่ต้องการคำตอบจากพุทธศาสนาให้แก่ชีวิตแบบใหม่ของตน โดยที่คำตอบของพระสงฆ์และตำราทางพุทธศาสนาทั่วไปที่มีอยู่ในเวลานั้นไม่สามารถที่เกาะกุมหัวใจของคนกลุ่มนี้ได้ คนกลุ่มนี้จึงได้หันไปสมาทานการตีความศาสนาพุทธที่ลึกซึ้งในระดับของการควบคุมจิตใจมนุษย์ด้วยหลักเหตุผลทางพุทธศาสนาของท่านพุทธทาสภิกขุ

 

เนื่องจากมีการศึกษาประวัติ ผลงาน และความคิดของท่านพุทธทาสไว้อย่างละเอียดแล้ว[22] จึงจะไม่ขอนำมากล่าวในที่นี้อีก หากแต่จะชี้ให้เห็นว่าการที่ท่านพุทธทาสได้รับความศรัทธาอย่างมากจากชนชั้นกลางปัญญาชนนั้นเป็นเพราะความสอดคล้องต้องกันของระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นกลางกับพุทธศาสนาแบบใหม่ที่ตีความโดยท่านพุทธทาส กล่าวคือ ชนชั้นกลางปัญญาชนกลุ่มใหม่นี้มีความอึดอัดคับข้องใจกับการสอนพุทธศาสนาตามขนบเดิมที่เน้นรูปแบบพิธีกรรมและวัตรปฏิบัติที่ทำตามๆ กันมา โดยปราศจากการอธิบายให้เข้าใจในมิติที่ลึกซึ้งของการคิดแบบพุทธศาสนานิกายเถรวาท รวมทั้งชนชั้นกลางปัญญาชนมีความคิดและท่าทีรังเกียจไสยศาสตร์และไม่พอใจการเล่าเรื่องเชิงเหนือธรรมชาติที่เจือปนอยู่ในการสอนพุทธศาสนาในเวลานั้น

 

ท่านพุทธทาสได้กระทำในสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า “ทำศาสนาพุทธเถรวาทให้บริสุทธิ์” ด้วยการกลับไปหาคัมภีร์ภาษาบาลีที่เน้นความคิดทางพุทธศาสนาบนรากฐานของหลักไตรลักษณ์ โดยปฏิเสธพระอรรถกถา/หรืออย่างน้อยก็ให้พระอรรถกถาเป็นรองในการตีความ พร้อมกันนั้นท่านพุทธทาสก็ได้ปฏิเสธไสยศาสตร์ แต่ดึงเอาหลักคิด/วิธีคิดเกี่ยวกับความเข้าใจชีวิตมนุษย์ตามหลักศาสนามาอธิบายให้เป็นที่เข้าใจและเชื่อมโยงได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การทำให้พุทธศาสนิกชนมีความเข้าใจพุทธศาสนาอย่างเป็นเหตุเป็นผล และมีหนทาง/แนวทางในการควบคุมจิตใจของตนในการที่จะดำรงชีวิตอยู่และบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคม รวมทั้งมองเห็นหรือเข้าใกล้ “บรมธรรม” ได้ในชีวิตปัจจุบัน

 

เนื่องจากการ “ทำศาสนาพุทธเถรวาทให้บริสุทธิ์” ของท่านพุทธทาสนี้สอดคล้องต้องกันกับระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นกลางที่มีความรู้กลุ่มนี้เป็นอย่างมาก จึงทำให้เกิดการขยายวงของการรับรู้ศาสนาพุทธของท่านทาสออกไปอย่างกว้างขวาง และเมื่อชนชั้นกลางกลุ่มนี้มีวาระที่จะต้องพิมพ์หนังสือแจกงานศพ จึงเลือกนำข้อเขียนของท่านพุทธทาสมาตีพิมพ์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนความคิดทางพุทธศาสนาที่ตนเองสมาทานอยู่ ขณะเดียวกันการพิมพ์หนังสือของท่านพุทธทาสก็ทำให้เกิดการรับรู้ถึงความแตกต่างทางชนชั้นและรสนิยมของชนชั้นด้วย (เมื่อเปรียบเทียบกับการพิมพ์หนังสือ “กฎแห่งกรรม” ของ ท.เลียงพิบูลย์) ดังนั้น นอกจากหนังสือของท่านพุทธทาสแล้ว หนังสือที่ได้รับความชื่นชอบและนำมาพิมพ์เป็นหนังสือแจกงานศพจึงได้แก่งานเขียนของท่านปัญญานันทะภิกขุซึ่งเสนอการตีความพุทธศาสนาใหม่ในทำนองเดียวกัน

 

แม้จะกล่าวได้ว่าแบบแผนของการเลือกหนังสือพุทธศาสนาจะถูกสถาปนาขึ้นจนกลายเป็นเกณฑ์ในการเลือกหนังสือมาพิมพ์แจกในงานศพ แต่ขณะเดียวกัน สังคมที่มีความหลากหลายมากขึ้นในช่วงนี้ก็ได้ส่งผลให้การเลือกหนังสือมาพิมพ์แจกงานศพไม่ได้อยู่ในกรอบเดียวกันอย่างสิ้นเชิง เพราะกลุ่มชนชั้นกลางเหล่านี้กำลังเริ่มต้นมีความรู้สึกโหยหาต่ออดีตอันดีงามและรู้สึกวิตกกังวลต่อการหลงลืม “ความเป็นไทย” ของคนในสังคม  การเลือกหนังสือที่จะทำให้ผู้อ่านสามารถสืบทอด “พิธีกรรม/ประเพณีไทย” จึงมีมากพอสมควรทีเดียว เช่น งานของพระธรรมโสภณ (สนธิ์) เรื่อง “คู่มือปฏิบัติงานศาสนพิธีสังเขป” งานของพระยาอนุมานราชธนเรื่อง “ประเพณีเก่าของไทย ประเพณีเนื่องจากการตาย” และ “ประเพณีทำบุญสวดมนต์ เลี้ยงพระ” และเรื่อง “ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต” เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มชนชั้นกลางปัญญาชนได้เริ่มมองเห็นคุณค่าของการมอบความรู้เฉพาะด้านให้แก่สังคมในหนังสืองานศพมากขึ้น ดังที่ปรากฏการเลือกหนังสือที่เกี่ยวกับการให้ความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บและความรู้ทางแพทย์มาพิมพ์มากขึ้น เช่น หนังสือของเสนอ อินทรสุขศรี เรื่อง “วิชาการแพทย์สำหรับประชาชน” เรื่อง “วิทยาการแพทย์สำหรับประชาชน” และเรื่อง “โรคเบาหวาน” เป็นต้น

 

ยุคที่ ๓ ยุคแห่งความหลากหลายของหนังสืองานศพในทศวรรษ ๒๕๒๐ จนถึงปัจจุบัน

ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเวลากว่าสามสิบปีนับจากทศวรรษ ๒๕๒๐ จนถึงทศวรรษ ๒๕๕๐ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไพศาล  การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในโครงสร้างสังคมเกิดขึ้นอย่างสลับซับซ้อนซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ได้แก่ การขยายตัวของรัฐผ่านระบบราชการ และการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่

 

การขยายตัวของรัฐและระบบราชการทำให้ความสำเร็จในระบบราชการกลายเป็นเป้าหมายของชีวิตผู้คนอย่างกว้างขวางมากขึ้น พร้อมกันนั้น การขยายตัวของรัฐและระบบราชการก็ได้สร้างการเมืองระบบ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ประสานกันระหว่างการสร้างอำนาจในระบบราชการกับอำนาจทางการเมือง และได้สร้างความชอบธรรมให้แก่พระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สูงมากขึ้นด้วย ดังนั้น ระบบเกียรติยศที่ผู้คนใฝ่ฝันและปรารถนาจะได้รับจึงไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จในระบบราชการ ความสำเร็จทางธุรกิจหรือความสำเร็จทางการเมืองเท่านั้น แต่ต้องการเข้าสู่ระบบเกียรติยศที่มาจากการพระราชทานของสถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้น

 

พร้อมกันนั้น การขยายตัวของรัฐและระบบราชการได้ทำให้เกิดการขยายตัวของการใช้ระบบอุปถัมภ์ในหน่วยงานต่างๆ เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย การสามารถสร้างและอยู่ใน “เครือข่ายทางสังคม” ที่กว้างขวางและมีอำนาจก็จะเป็นหลักประกันสำหรับความก้าวหน้าในชีวิตการทำงานและมีโอกาสมากขึ้นไปอีกที่จะบรรลุถึงความสำเร็จในระบบเกียรติยศของสังคม

 

การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้ทำให้ดูดซับเอาผู้คนจำนวนมากเข้าไปสัมพันธ์กันใน “เครือข่ายทางสังคมของผู้มีอำนาจ” อย่างลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิมมาก กลุ่มทุนขนาดใหญ่กลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนการเงินการธนาคาร ทุนอุตสาหกรรม ทุนการเกษตร ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ประสบผลสำเร็จทางธุรกิจอย่างสูง ความสำเร็จในการทำธุรกิจถูกทำให้รับรู้ว่าขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคลและความสัมพันธ์กับ “เครือข่ายทางสังคมของผู้มีอำนาจ”

 

ในระยะหลังการขยายตัวของรัฐและระบบราชการที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้ส่งผลให้เกิดกลุ่มคนที่หลากหลายมากขึ้นในสังคม กลุ่มคนชั้นกลางได้แบ่งออกเป็นหลายลักษณะ กลุ่มที่ขยายตัวมากที่สุดได้แก่ กลุ่มคนงานปกคอเสื้อขาว (white collar workers) ซึ่งทำงานตามบริษัทห้างร้านต่างๆ คนกลุ่มนี้มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างความเป็นปัญญาชนกับความเป็น “ช่างเทคนิค” ตามสาขาอาชีพ ด้านหนึ่งพวกเขาก็ตระหนักถึงศักยภาพของตนเองในฐานะปัจเจกชน แต่อีกด้านหนึ่งก็ยอมรับในพลังของระบบอุปถัมภ์ ส่วนคนชั้นกลางอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ กลุ่มที่ขายความรู้ความสามารถเฉพาะด้านในฐานะปัญญาชน คนกลุ่มนี้กระจายไปตามสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน องค์กรหรือบริษัทเอกชนที่ทำงานทางด้านการสื่อสารและดานข้อมูลข่าวสาร  รวมทั้งบริษัทที่เน้นบริการทางด้านการให้คำปรึกษาทางธุรกิจและทางกฎหมายต่างๆ 

 

การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่เกิดขึ้นไปพร้อมกับการขยายตัวของการผลิตเชิงพาณิชย์ที่ขยายเข้าไปทุกพื้นที่ในสังคมไทย รวมทั้ง “พื้นที่ชนบท” ที่ค่อยๆ เปลี่ยนมาสู่การผลิตเพื่อขายมากขึ้นๆ และได้เปลี่ยนแปลงระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในชนบทอย่างมากด้วย ความเปลี่ยนแปลงสำคัญก็คือการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ดึงผู้คนออกจากการทำงานในภาคการเกษตรมากขึ้นและกลายเป็นคนชั้นกลางมากขึ้นตามไปด้วย ความหลากหลายของกลุ่มชนชั้นกลางจึงมีมาก แม้ว่ากลุ่มคนที่เรียกกันว่า “ชนชั้นกลาง” จะมีลักษณะสำคัญบางประการร่วมกันอยู่ เช่น การใช้ความสามารถส่วนตัวในการทำมาหากิน แต่การดำรงชีวิตและการทำงานที่แตกต่างกันก็ทำให้ระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนั้นไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว

 

ในช่วงเวลาสามทศวรรษของการเกิดความหลากหลายทางสังคมและการขยายตัวของชนชั้นกลางนี้  ปรากฏการณ์ที่สำคัญประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงของเพดานความคิด (paradigm) เกี่ยวกับการจัดการสุขภาพของคน โดยเกิดกรอบความคิดใหม่ที่พยายามจะให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บของตนเองและพึ่งตนเองมากขึ้นในการดูแลสุขภาพและการรักษาโรค ปรากฏการณ์ที่สำคัญก็คือการเกิดสำนักพิมพ์หมอชาวบ้านและวารสารหมอชาวบ้าน ในช่วงต้นทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมาซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาสู่สังคมยุคหลังอย่างลึกซึ้ง และสำนักพิมพ์หมอชาวบ้านยังรับจ้างจัดทำหนังสือของสำนักพิมพ์ในวาระต่างๆ รวมทั้งหนังสือแจกงานศพอีกด้วย ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในความคิดของคนชั้นกลางที่ต้องการจะเพิ่มศักยภาพตนเองในการดูแลชีวิตของตนเองก่อนตาย

 

กล่าวได้ว่าในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐ จนถึงทศวรรษ ๒๕๕๐ เป็นช่วงเวลาที่ความหลากหลายทางสังคมทวีสูงขึ้นจนปรากฏอย่างเด่นชัด และส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในการให้ความหมายแก่ชีวิต ซึ่งย่อมรวมไปถึงความหมายในการสร้างความทรงจำต่อผู้ตายด้วย เพราะกลุ่มทางสังคมแต่ละกลุ่มก็ล้วนแล้วแต่แสวงหาคำตอบให้แก่ชีวิตของตนที่แตกต่างกันออกไป  ส่งผลทำให้เกิด “ลัทธิพิธี” (Cult) ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนที่เป็นลัทธิพิธีที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ และลัทธิพิธีที่แอบอิงอยู่กับหลักการและคำสอนของพุทธศาสนา ดังที่จะเห็นได้จากสำนักสันติอโศก สำนักวัดธรรมกาย ลัทธิพิธีเจ้าแม่กวนอิม ตลอดจนลัทธิพิธีที่มาจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน

 

นอกจากการเข้าไปสู่ “ลัทธิพิธี”  ใหม่ๆ แล้ว ความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้ทำให้เกิดความหมายของการดำรงชีวิตหรือการมีชีวิตที่ซ้อนทับกันหลายมิติ เพราะในช่วงชีวิตที่มีอยู่ทั้งหมดถูกทำให้อยู่ในกรอบของ “ความสนุก ความสะดวก ความสบาย”  แต่ขณะเดียวกัน ชีวิตก็หนีไม่พ้นความตาย  ความเศร้าหมองอันเกิดจาการพลัดพรากก็ยังคงดำรงอยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้น ความคิดในการสร้าง “ความทรงจำ” ผ่านการพิมพ์หนังสือแจกงานศพก็ยังคงสืบทอดต่อมา ทั้งนี้ เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ได้พัฒนาขึ้นและมีราคาถูกลง ก็ส่งผลทำให้การตัดสินใจในการพิมพ์หนังสือแจกงานศพเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น  อาจจะกล่าวได้ว่าเมื่อ “ตลาด” หนังสืองานศพขยายตัว การหาโรงพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือในปัจจุบันก็ง่ายมากขึ้น ดังที่พบเห็นได้ในหน้าโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต

 

ด้วยเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจและระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดดังกล่าวได้ทำให้หนังสือแจกงานศพมีความสืบเนื่องตามแบบแผนที่ถูกสร้างเอาไว้ในยุคก่อนหน้านี้ และความเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาภายในกรอบของแบบแผนเดิมที่ทำให้มองเห็นความแตกต่างได้

 

ความสืบเนื่องและการพัฒนาภายในแบบแผนเดิม ที่น่าสนใจ ได้แก่ หนังสือแจกงานศพยังคงเป็น “สมบัติส่วนของผู้ชาย” มากกว่าผู้หญิง เพราะผู้ตายส่วนใหญ่ซึ่งมีอายุมากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไปนั้นมักจะเป็นผู้ชายที่ประสบผลสำเร็จทางราชการในระดับกลางขึ้นไป เป็นเจ้าของธุรกิจระดับกลางหรือระดับสูง เป็นพนักงานบริษัท/ห้างร้านระดับผู้จัดการหรือระดับผู้บริหาร และจำนวนมากจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนด้วยว่าได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับใด เช่น การนำรูปเครื่องราชอิสริยาภรณ์มาพิมพ์ไว้ในหน้าแรกๆ  ของหนังสือ ที่สำคัญจะพบว่ามีการขอพระราชทานเพลิงศพมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเข้าอยู่ร่วมในระบบเกียรติยศชุดใหม่ที่มีความสำคัญมากขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา ส่วนผู้หญิงในสังคมไทยที่ประสบความสำเร็จในการไต่เต้าในระบบราชการและในการบริหารธุรกิจเอกชนมากขึ้นในระยะหลัง ส่วนใหญ่ยังมีชีวิตอยู่จึงยังไม่มีหนังสือแจกในงานศพแต่อย่างใด

 

ความเปลี่ยนแปลงภายในแบบแผนที่สำคัญในยุคร่วมสมัยนี้ ได้แก่ การให้ความสำคัญแก่ “คำไว้อาลัย” จาก “ผู้หลักผู้ใหญ่” ในเครือข่ายและในสังคมมากขึ้น จนกลายเป็นเนื้อหาที่เข้ามาแทนที่การเขียนประวัติของผู้วายชนม์ในแบบเดิมที่เคยมีอยู่มากในยุคก่อนหน้า และการเรียงลำดับ “คำไว้อาลัย” โดยมากก็จะให้พื้นที่แก่ข้าราชการระดับสูงก่อนเครือญาติ การให้ความสำคัญแก่ “คำไว้อาลัย” จาก “ผู้หลักผู้ใหญ่” เช่นนี้ได้กลายมาเป็นส่วนหลักของประวัติผู้วายชนม์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการยอมรับและแสดงให้เห็นว่าระบบ “เครือข่าย” ว่าเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ชีวิตของปัจเจกชนประสบความสำเร็จ

 

แบบแผนที่ชัดเจนของ “คำไว้อาลัย”  ก็คือการเขียนในลักษณะที่ต้องยกย่องผู้ตายว่าเป็นผู้มุ่งมั่นในการปฏิบัติงาน  ผสานไปกับการยกย่องคุณงามความดีหรือความเป็น “คนดี”  ของผู้ตาย คุณลักษณะของ “คนดี” ที่เน้น ยังคงเป็นคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตนของผู้ตายที่ทำให้การดำเนินชีวิตที่ผ่านมาก่อให้เกิดผลดีไม่ว่าจะเป็นความซื่อตรงต่อมิตร ความขยันหมั่นเพียร ฯลฯ

 

การที่ คำไว้อาลัย” ได้เข้ามาแทนที่การเขียนประวัติของผู้ตายในลักษณะเดิมเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงความหมายของผู้ตายและความตายอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือการทำหนังสือแจกงานศพในปัจจุบันไม่ได้ทำตามวัตถุประสงค์เดิมที่มุ่งเน้นให้ความทรงจำเกี่ยวกับผู้ตายเป็นบทเรียนชีวิตให้แก่ผู้อ่านหรือผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่  หากแต่เป็นส่วนของการแสดงให้เห็นเพียงด้านของความสำเร็จของผู้ตายเท่านั้น  เพราะแบบแผนของการเขียน “คำไว้อาลัย” ในยุคสมัยนี้ล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงให้เห็นเฉพาะบางส่วนเสี้ยวของชีวิตการทำงานของผู้วายชนม์เท่านั้น การเขียนประวัติการทำงานผู้ตายผ่าน “คำไว้อาลัย” จึงเป็นไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ตายอยู่ใน “เครือข่าย” อะไรและในสถานะใดเป็นสำคัญ เพราะการเขียนเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการยกย่องผู้ตายเท่านั้น แต่เป็นการประกาศให้สังคมได้ประจักษ์ด้วยว่าเครือญาติหรือลูกหลานของผู้ตาย (ซึ่งเป็นผู้จัดทำหนังสือแจก) เป็นคนที่มีสถานภาพทางอำนาจสูงเพราะมี “เส้นสาย” ในกลุ่มคนที่เป็นเครือข่ายของผู้วายชนม์ด้วย

 

สำหรับคนชั้นกลางทั่วไปที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนตัวและชีวิตครอบครัว โดยไม่ได้เข้าไปสัมพันธ์กับระบบเกียรติยศของระบบราชการและธุรกิจนั้น การทำหนังสือแจกงานศพก็จะแตกต่างออกไป โดยเฉพาะในส่วนของการเขียนประวัติของ ส่วนใหญ่จะมีประวัติของผู้ตายอย่างสั้นๆ และมี “คำไว้อาลัย” ที่เขียนโดยคนในครอบครัวซึ่งจะเน้นให้เห็นถึงความรัก ความเอาใจใส การสั่งสอนให้ลูกหลานเป็นคนดี และแทรกรูปที่แสดงความสัมพันธ์ที่งดงามของครอบครัวในแต่ละช่วงของชีวิตเอาไว้

 

ในปัจจุบันรูปเล่มของหนังสือแจกงานศพได้เปลี่ยนแปลงอย่างมาก ปกได้เปลี่ยนจากสีดำ-ขาวหรือสีขรึม มาสู่สีที่สดใสดึงดูดใจมากขึ้น พร้อมกันนั้น ก็พิมพ์เป็นภาพสีมากขึ้นกว่าเดิม อาจจะกล่าวได้ว่าการเพิ่มสีสันเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี่การพิมพ์ก็ได้ แต่หากจะพยายามมองให้ลึกลงไปก็อาจจะกล่าวได้ว่าความเศร้าจากการพลัดพรากเป็นเรื่องของครอบครัวเท่านั้น ผู้มาร่วมงานศพส่วนใหญ่มาเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมตนที่มีกับเครือญาติหรือบุตรหลานของผู้วายชนม์ โดยไม่จำเป็นต้องซึมซับความเศร้าจากสีของหนังสือแจกอีกต่อไป

 

การคัดเลือกหนังสือที่จะมาพิมพ์แจกยังคงอยู่ในกรอบแบบแผนที่ถูกสร้างเอาไว้ คือ ยังคงเน้นหนังสือทางพุทธศาสนา เช่น งานเขียนของท่านพุทธทาส  พระอาจารย์ฟั่น อาจาโร สมเด็จพระญาณสังวร ท่านปัญญานันทภิกขุ พระราชวรมุนี เป็นต้น แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เช่น การพิมพ์หนังสือ “กฎแห่งกรรม” ของ ท. เลียงพิบูลย์ ในลักษณะที่เป็น “รวมเรื่องกฎแห่งกรรม” นั้นลดน้อยลง หากแต่มีการหยิบบางเรื่อง หรือ “บางกรรม”  มาพิมพ์รวมกับงานเขียนประเภทอื่นๆ นอกจากผลงานของ ท. เลียงพิบูลย์แล้ว ยังมีการคัดเลือกงานเขียนบางเรื่องของพระครูพิศาลธรรมโกศล (แพร เยื่อไม้) ในเรื่องสั้นชุด หลวงตา  มาพิมพ์รวมกับเรื่องประเภทอื่นๆ เช่นเดียวกับ ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองความสนใจที่แตกต่างหลากหลายของผู้ที่มาร่วมในงานศพนั่นเอง

 

ลักษณะเด่นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของการพิมพ์หนังสือแจกงานศพในช่วงนี้ ได้แก่  การพิมพ์หนังสือที่แนะนำ/สอนให้เข้าสู่การปฏิบัติธรรม  เช่น งานเขียนของพระขาว อนาลยโย เรื่อง “ธรรมปฏิบัติ” งานเขียนของพระเทียน  จิตุตุสุโภ “วิธีการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว” งานเขียนของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เรื่อง “พระธรรมเทศนาเรื่อง “ จิตตภาวนาพุทโธ” และเรื่อง “ธรรมปฏิบัติ” งานเขียนของพระอาจารย์ชา สุภัทโท เรื่อง “โอวาทบางตอนและบันทึกประมวลคำถาม-คำตอบ แนวทางปฏิบัติธรรม และงานเขียนของหลวงปู่แหวน สุจิฌุโณ เรื่อง “ธรรมปฏิบัติ” เป็นต้น

 

นอกจากนี้ หนังสือแจกงานศพอีกส่วนหนึ่งยังเป็นงานเขียนในแง่ของการหยิบเอาบางเรื่องบางประเด็นของพุทธศาสนามาเขียนให้สัมพันธ์อยู่กับปัญหาการดำรงชีวิตในปัจจุบันอย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น การเตรียมตัวรับกับความตายในเรื่อง “มรณสติ พุทธวิธีต้อนรับความตายด้วยสติและปัญญา รวมถึงงานเขียนที่พยายามเชื่อมโยงคำสอนของพุทธศาสนากับปัญหาของสังคม เช่น สมเด็จพระญาณสังวร เรื่อง “พระพุทธศาสนากับสังคมไทย” และการเลือกหนังสือมาพิมพ์จำนวนไม่น้อยเลือกจากงานเขียนของพระภิกษุที่มีชื่อเสียงที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง เช่น พระมหาวุฒิชัย วชิระเมธี เป็นต้น

 

ด้วยเหตุที่คนชั้นกลางที่ขยายตัวมากขึ้นได้ยอมรับแบบแผนที่ถูกสร้างเอาไว้ว่าหนังสือแจกงานศพจะต้องเป็นหนังสือพุทธศาสนา จึงทำให้เกิดธุรกิจการเตรียมหนังสือเกี่ยวกับหนังสือทางพุทธศาสนาแบบที่เข้าใจง่ายหรือสำเร็จรูปแล้วเพื่อรองรับความต้องการพิมพ์อย่างเร่งด่วน ซึ่งก็ทำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น เรื่องที่มีการพิมพ์แจกมาก ได้แก่  พระนิพนธ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี “พระคาถาชินบัญชร” และหนังสือสวดมนตร์  ซึ่งเลือกพิมพ์จากการรวบรวมของพระภิกษุหลายรูป  เช่น  หลวงพ่อจรัญ ฐิตะธัมโม เป็นต้น

 

แบบแผนใหม่ที่ขยายตัวมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่การเลือกพิมพ์หนังสือที่ให้ความรู้ทางการแพทย์เพื่อสร้างความสามารถในการดูแลตนเองให้แก่ผู้คน เช่น เรื่องการแพทย์ซึ่งนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นบรรณาธิการ เรื่อง “ไข้ และเรื่อง “ไข้เลือดออก” ของนายแพทย์เกษม วัฒนชัย เรื่อง “โรคความดันโลหิตสูง (มากที่สุด) ของนายแพทย์นที รักษ์พลเมือง เรื่อง “ปัญหาโรคกระดูกและข้อและกระดูกหักในผู้สูงอายุ ของนายแพทย์ สุรพงษ์ ดวงรัตน์ ชุดความรู้เรื่องดวงตา เช่น “การพิทักษ์ดวงตาในวัยสูงอายุ” เป็นต้น

 

กล่าวได้ว่าความรู้เกี่ยวกับโรคทุกโรคที่คนไทยเป็นกันมากนั้นถูกทำให้เป็น “วิทยาทาน” จนหมด ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง  เบาหวาน  มะเร็ง ต่อมลูกหมาก ฯลฯ นอกจากนี้การให้ความรู้ทางด้านจิตวิทยาก็เพิ่มมากขึ้นด้วย เช่น การพิมพ์หนังสือของสุรวุฒิ ปรีชานนท์ เรื่อง “โรคทางกายที่มีรากฐานมาจากความเครียดทางจิตใจ” และหนังสือของพรรณราย ทรัพยะประภา เรื่อง “ความเครียด” เป็นต้น ลักษณะใหม่ของหนังสือแจกงานศพที่เน้นความรู้ทางการแพทย์และความรู้ทางด้านจิตวิทยาดังกล่าวนี้ นอกจากจะเกิดขึ้นเนื่องจากต้องการให้ความรู้แก่ผู้อ่านแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความคิดที่ปรารถนาจะให้หนังสือที่ทำให้ผู้อ่านมี “ความทรงจำ” ที่ดีต่อผู้ตายนั้นมีประโยชน์ต่อชีวิตในปัจจุบันมากที่สุด เพราะครอบครัวของผู้ตายเองก็ตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่งของการให้ความรู้ในหนังสืองานศพที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ได้แก่ การพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับกฎหมาย เช่น “คำแนะนำประชาชนเรื่องป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับที่ดิน” ของกรมที่ดิน  และหนังสือประเภท “ความรู้กฎหมายในชีวิตประจำวัน”

 

ความเปลี่ยนแปลงของการพิมพ์หนังสือแจกงานศพทั้งในส่วนที่เปลี่ยนแปลงภายในรูปแบบหรือแบบแผนที่มีมาก่อน และการเลือกพิมพ์หนังสือประเภทใหม่ๆ ที่ปรากฏให้เห็นอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่จะสะท้อนความสนใจที่แตกต่างหลากหลายของคนในสังคมไทยเท่านั้น ที่สำคัญกว่าก็คือการที่เนื้อหาของหนังสือแจกล้วนแต่สะท้อนให้เห็นถึงความสำนึกในศักยภาพของมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น คนไทยส่วนหนึ่งให้ความสำคัญแก่ความหมายของชีวิตในแง่ของศักยภาพทางจิตใจ จึงต้องการศึกษาธรรมะเพื่อบรรลุความสำเร็จทางจิตเพื่อจะลดความทุกข์ทางใจของตนให้ทุเลาเบาบางลง โดยสนใจศึกษาหลักธรรมะเพื่อจะนำมาปฏิบัติด้วยตนเอง คนไทยอีกส่วนหนึ่งให้ความสำคัญกับความหมายของชีวิตในแง่การมีสุขภาพดี ไม่ว่าจะเพื่อความสุขสบายส่วนตัวหรือเพื่อจะสามารถทำประโยชน์แก่สังคมได้มากขึ้นก็ตาม คนกลุ่มนี้จะพยายามเพิ่มศักยภาพของตนเองในเรื่องความรู้ในการดูแลสุขภาพให้มากที่สุด เพื่อจะพึ่งตนเองได้มากขึ้นและยืดระยะเวลาไปสู่ความตายให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

๕.

ความหมายของความตายก็ไม่เคยหยุดนิ่งคงที่ สังคมได้ปรุงแต่งให้ความตายเป็นสิ่งจรรโลงสังคมมนุษย์ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคแต่ละสมัยใดตลอดมา ความหมายของความตายจึงไม่ได้แยกออกจากความหมายของการดำรงชิวิตอยู่ของผู้คน ความตายจึงถูกทำให้เป็นความทรงจำเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่คนที่อยู่เบื้องหลังต่อไป หนังสือแจกงานศพได้ทำหน้าที่สำคัญนี้มาอย่างยาวนาน

 

ในปัจจุบันคนไทยต่างมีความสำนึกว่าชีวิตมีเพียงชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้นและความตายก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่มนุษย์ทุกคนต้องพบพานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในระหว่างที่ยังไม่ตาย ชีวิตของแต่ละคนก็ต้องประสบกับความผันแปรอย่างรวดเร็วของทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว จนคำตอบใดๆ ที่เคยยึดถือเอาไว้เป็นหลักการในการดำเนินชีวิต รวมทั้งคำตอบในเรื่องความหมายของชีวิตด้วยนั้น ล้วนแต่ถูกตั้งคำถามทั้งสิ้น ต่างจากคนในอดีตที่คำตอบชุดเดิมสามารถใช้ในการอธิบายและเผชิญหน้ากับเรื่องต่างๆ  ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

 

ถ้าหากคนไทยในปัจจุบันรู้สึกว่าชีวิตจะมีความหมายก็ต่อเมื่อได้ทำประโยชน์เพื่อชาติ ก็จะมีคำถามเกิดขึ้นในใจทันทีว่า “ชาติคืออะไร” และอย่างไรที่เรียกว่า “ทำประโยชน์เพื่อชาติ” เพราะการกระทำที่เคยเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชาติอาจส่งผลร้ายต่อชาติอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้ จะเห็นได้ว่าความซับซ้อนของโลกและชีวิตทำให้ทุกๆ คำตอบล้วนแต่มีคำถามตามมาเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นแต่ละคำตอบยังล้วนแต่เป็น “คำตอบชั่วคราว” ทั้งสิ้น เพราะเมื่อบริบททางสังคมผันแปรไปและชีวิตเปลี่ยนไป แต่ละคนก็อาจต้องตั้งคำถามใหม่และแสวงหาคำตอบใหม่ให้แก่ตัวเอง เพื่อให้สามารถจัดการกับ “ขณะปัจจุบัน” (ซึ่งแตกต่างจากอดีต) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ไม่ว่าคุณค่าของหนังสือแจกงานศพต่อชีวิตของคนในปัจจุบันและอนาคตจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม แต่การที่หนังสืองานศพเคยมีบทบาทสำคัญในสังคมไทยเป็นเวลานานกว่าหนึ่งร้อยปี ก็ทำให้หนังสือเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักประวัติศาสตร์และนักวิชาการทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทุกสาขาที่ต้องการจะศึกษาเกี่ยวกับชีวิตคนไทยและสังคมไทยให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเมื่อมองในแง่นี้แล้วก็ต้องระลึกถึงอาจารย์อิฌิอิด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่ท่านจะทำให้วงวิชาการเห็นคุณค่าของหนังสือแจกงานศพเท่านั้น แต่ท่านยังทำให้ “หลักฐาน” จำนวนมากเกี่ยวกับชีวิตคนไทยและสังคมไทยปลอดภัยอยู่ในห้องสมุดที่ดีมากแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 



[1] พิมพ์ครั้งแรกใน  ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ ฉลอง สุนทราวาณิชย์, ประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษา  : รวมบทความไทยศึกษาเพื่อระลึกถึงศาสตราจารย์ อิฌิอี โยเนะโอะ , กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ ๒๕๕๖.

[2] มารศรี ศิวรักษ์ ( เรียบเรียง),บรรณานุกรมหนังสือแจกของนายจรัล พิกุล ห้องสมุดศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต,เล่ม ๑- เล่ม ๓. เกียวโต :ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต,1989.

[3] Suehiro,Akira, Thailand Capital Accumulation in Thailand 1855-1985,Tokyo:The Center for East Asian Studies ( The Toyo Bunko),1989.

[4] เออิจิ มูราชิมา, การเมืองจีนสยาม : การเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ค.ศ. 1924-1941. กรุงเทพฯ:สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๓๙.

[5] Yoshifumi Tamada, Myths and Realities : The Democratization of Thai Politics ,Kyoto:Kyoto University Press 2008.

[6] สุดารัตน์ รัตนราช, การใช้หนังสืออนุสรณ์งานศพในกลุ่มนักวิชาการประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ.วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์ มหาบัณฑิต ( บรรณารักษ์ศาสตร์ ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒.

[7] Grant A. Olson, Thai Cremation Volumes: A Brief History of a Unique Genre of Literature,Asian Folklore Studies, Volume 51 ,1992:279-294.

[8] สุพัฒน์ ส่องแสงจันทร์,  การศึกษาประเภทของหนังสืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพที่คัดลอกเรื่องจากต้นฉบับหอสมุดแห่งชาติและเรื่องที่ได้จากเรื่องอื่นๆระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๑๐, วิทยานิพนธ์บรรณารักษ์ศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร ,๒๕๑๒. ต่อมามีการศึกษาในหัวเรื่องเดียวกัน แต่คนละช่วงเวลา ได้แก่ อรุณ  สุภัทรากุล,.การศึกษาประเภทของหนังสืองานศพในงานฌาปนกิจศพที่คัดเลือกเรื่องจากต้นฉบับของหอสมุดแห่งชาติและเรื่องที่ได้จากแหล่งอื่นๆระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๑๕,  วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (บรรณรักษ์ศาสตร์) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ๒๕๑๘. ข้อสรุปจากการค้นคว้าไม่แตกต่างกัน

[9] Grant A. Olson, Thai Cremation Volumes: A Brief History of a Unique Genre of Literature, Asian Folklore Studies, Volume 51 ,1992:279-294.

[10] นวลวรรณ ชั้นไพศาลศิลป์ ,การวิเคราะห์หนังสืออนุสรณ์งานศพที่จัดพิมพ์ในปี พ.ศ.๒๕๒๑-๒๕๓๐,วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต ( บรรณารักษ์ศาสตร์) ,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๔๒

[11] ธัญญาลักษณ์  ใจเที่ยง, เรื่องการวิเคราะห์หนังสืออนุสรณ์งานศพที่จัดพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๕๑, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต ( บรรณารักษ์ศาสตร์), มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๕๓.

 

[12] Halbwach Maurice, On Collective Memory, Chicago: University of Chicago Press, 1992.

[13] อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นนำไทย ตั้งแต่รัชกาลที่๔ ถึงพุทธศักราช ๒๔๗๕. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ๒๕๔๑  .

[14] Thanapol Limapichart, The Formation of the Discourse and Cultural Authority of Literature in Modern Thailand (1860s-1950s) Ph.D.thesis, University of Wisconsin-Madison, 2009.

[15] ประเด็นเรื่องคนจีน โปรดดู ณัฎฐพงศ์ สกุลเลี่ยว, ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมกับการเมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถึงการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๐๐,วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,๒๕๕๒ ประเด็นเรื่องจอมพล ป. พิบูลสงครามวางรากฐานให้แก่สมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โปรดดู ภิญญพันธ์  พจนะลาวัลย์, การผลิตพื้นที่ประเทศไทยในยุคพัฒนา (พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๐๙) วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,๒๕๕๒.

[16] อรรถจักร สัตยานุรักษ์. “ตามรอยวรรณกรรม : ภาพเปลี่ยนสังคมไทยในหกยุควรรณกรรม”, ศิลปวัฒนธรรม,๑๖,๑๒ ( ตุลาคม ๒๕๓๘)

[17] อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, “การขยายตัวของระบบอุปถัมภ์ ” ,คอลัมน์ใต้กระแส, กรุงเทพธุรกิจ, ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕.

[18] Clifford Geertz, “ Religion as a  Cultural System” , Local Knowledge: Further Essays in Interpretive Anthropology ,New York : Basic Books, 2000.

[19] โปรดดูการศึกษาชุดที่ว่าด้วย “ ความเป็นไทย ” ของสายชล สัตยานุรักษ์ โดยเฉพาะ สายชล สัตยานุรักษ์, คึกฤทธิ์กับประดิษฐกรรมความเป็นไทย, เล่ม ๑ และเล่ม ๒ กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน. ๒๕๕๐.

[20] สมเกียรติ วันทะนะ, “ พิจารณากรณี : กฎแห่งกรรมของ ท. เลียงพิบูลย์ ” ใน สังคม-ศาสตร์วิภาษวิธี. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วลี, ๒๕๒๔.

[21] เช่น ใน www.dhammajak.net

[22] โปรดดู วีระ สมบูรณ.( บก. ), พุทธทาสยังอยู่ไปไม่มีตาย, กรุงเทพฯ:คณะกรรมการฝ่ายหนังสืออนุสรณ์ ๑๐๐ ปี ชาตกาล พุทธทาสภิกขุ,๒๕๔๙.