viagra canada pharmacy sale
best viagra alternative
get viagra without a prescription
when will viagra be generic
buy viagra safley
order viagra without prescription
cialis in uk
viagra cialas comparison
cialis best prices
viagra pharmaceutical company
samples of viagra
compare generic viagra
viagra maxium dosage
viagra super active
viagra for ed
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013037

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ม. 7 และนายกฯ พระราชทาน: สมชาย ปรีชาศิลปกุล

Filed under : POLITICS

“กรณีของนายกฯ พระราชทานนั้น จะพบว่าเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา หากปรากฏการณ์เพียงครั้งเดียวจะถูกนับเป็นประเพณีการปกครองได้ก็ย่อมนับเป็นเรื่องที่ประหลาดพิสดารเป็นอย่างมาก”

 

 

 

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรา 7 และนายกฯ พระราชทาน

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

 

 

“มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

 

นายกฯ พระราชทานตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญฯ ได้กลายมาเป็นข้อเสนอให้กับความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ในการเคลื่อนไหวของ กปปส. ซึ่งนำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งนี้ข้อเสนอเรื่องมาตรา 7 ได้เคยปรากฏขึ้นในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ. 2549 โดยในครั้งนั้นได้มีการเรียกร้องให้มีนายกฯ พระราชทานขึ้นในท่ามกลางการเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในห้วงเวลาดังกล่าว

 

ทั้งนี้ การเรียกร้องให้มี “นายกฯ พระราชทาน” ได้มีคำอธิบายว่าเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจที่จะกระทำได้ โดยการอ้างอิงถึงการแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ลาออกตำแหน่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแต่งตั้งนายสัญญา ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งในภายหลังได้มีการเรียกขานกันทั่วไปว่านายสัญญาเป็น “นายกฯ พระราชทาน”

 

อย่างไรก็ตาม มีลักษณะสำคัญบางประการในแง่มุมทางรัฐธรรมนูญซึ่งจำเป็นต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่ง ดังต่อไปนี้

 

ประการแรก การแต่งตั้งนายสัญญา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นไปภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น (ธรรมนูญการปกครอง 2515) มิได้เป็นการใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 (ซึ่งอยู่ในมาตรา 22 ของธรรมนูญการปกครอง 2515 แต่บทบัญญัติมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน) ซึ่งในการแต่งตั้งนายสัญญา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการอันเป็นไปตามบทบัญญัติของธรรมนูญการปกครอง

 

ความสำคัญของการกระทำในลักษณะดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่ได้ดำเนินไปภายใต้บทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ ซึ่งสะท้อนลักษณะสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ มิใช่ระบอบการปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

 

ประการที่สอง การแต่งตั้งนายกฯ พระราชทานนั้น บังเกิดขึ้นภายหลังจากที่จอมพลถนอม ได้ลาออกตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นห้วงเวลาที่บังเกิด “สุญญากาศนายกรัฐมนตรี” แต่ไม่เกิด “สุญญากาศรัฐธรรมนูญ” ขณะที่การเรียกร้องนายกฯ พระราชทานในปัจจุบันเป็นการเคลื่อนไหวในขณะที่ยังคงมีนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งอยู่ และเป็นผู้ที่มาจากชัยชนะในการเลือกตั้งซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากพิจารณาในแง่นี้การเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน ก็มีความหมายเท่ากับการดึงเอาสถาบันให้ลงมาเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยตรง ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับการจัดวางสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบบรัฐสภาซึ่งจะจัดวางให้สถาบันอยู่พ้นไปจากการเมือง หรือที่ถูกอธิบายกันว่า “The King can do no wrong” อันจะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใดๆ ในทางการเมือง

 

ประการที่สาม กรณีที่จะบังคับใช้มาตรา 7 นั้น ต้องปรากฏว่าต้องเป็นกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะนำมาบังคับใช้เสียก่อน แต่สำหรับความขัดแย้งที่บังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันก็เป็นกรณีที่มีบทบัญญัติบังคับใช้อย่างชัดเจน เช่น หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาหรือลาออก ก็มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดขั้นตอนและกระบวนการต่อไปอย่างชัดเจนว่าแต่ละบุคคลและองค์กรมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้การจะใช้มาตรา 7 ก็ย่อมไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ หากมีการกระทำใดๆ เข้ามาขัดขวางการดำเนินของบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ที่ดำเนินการไปตามรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยตรง

 

ประการที่สี่ การให้ความหมายของนายกฯ พระราชทานว่ามีสถานะเป็น”ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรืออีกนัยหนึ่งมีความหมายถึง “รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี” อาจเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากเท่าใด เพราะโดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงจารีตประเพณีก็ย่อมมีความหมายถึงการกระทำบางอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ซ้ำๆ และเป็นที่ยอมรับและปฏิบัติตามกันมาอย่างกว้างขวางโดยดุษฎีว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องเป็น โดยปราศจากข้อโต้แย้งหรือข้อสงสัยอย่างรุนแรงในสังคม ซึ่งสำหรับกรณีของนายกฯ พระราชทานนั้น จะพบว่าเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา หากปรากฏการณ์เพียงครั้งเดียวจะถูกนับเป็นประเพณีการปกครองได้ก็ย่อมนับเป็นเรื่องที่ประหลาดพิสดารเป็นอย่างมาก

 

การเคลื่อนไหวในทางการเมืองบนฐานของแนวคิด อุดมการณ์ ความเชื่อ ที่แตกต่างกันเป็นเรื่องที่ปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่เงื่อนไขพื้นฐานของของระบอบประชาธิปไตยก็คือการเคารพในกติกาพื้นฐานของสังคม หากเห็นว่ากติกาพื้นฐานดังกล่าวยังมีข้อบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ก็ควรจะต้องผลักดันให้เกิดการปรับแก้โดยการใช้เหตุผลและกระบวนการที่ดำรงอยู่

 

ความพยายามจะตีความรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบ “ชั่วข้ามคืน” ภายใต้การนำของคนดีก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้ชัดเจนว่าจะบังเกิดขึ้นได้อย่างไร ล้วนแต่จะบ่อนทำลายให้สังคมไทยกำลังเดินไปสู่การขาดหลักการพื้นฐานร่วมกันและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น