natural viagra pills
buy generic cialis
get cialis prescription online
cialis next day shipping
cheap generic cialis 2010
cheap cialis pills online
best place to purchase viagra online
buy discount cialis online
cialis mail order usa
buy cialis overnight delivery
order cialis daily online
cialis 5 mg
order discount viagra online
viagra pills for men
discount cialis pills
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012016

ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“กล่าวได้ว่าการสูญเสียศักยภาพในการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมและมนุษย์ รวมทั้งขาดความสามารถในการเข้าใจความซับซ้อนของปัญหา และขาดวิสัยทัศน์ในการหาทางออกให้แก่ปัญหาต่าง ๆ ทั้งปัญหาสังคม ปัญหาในชีวิต ตลอดจนปัญหาความขัดแย้งในความสัมพันธ์ทางสังคม ได้นำไปสู่การสร้างสังคมแห่งความรุนแรง”

บทสังเคราะห์: ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่น

ร.ศ. ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทสังเคราะห์เรื่อง ”ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่น” นี้ เขียนขึ้นจากการสังเคราะห์วิทยานิพนธ์ ๒ เรื่อง

ทรงศักดิ์  ปัญญา การยึดที่ดินเอกชน:การปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจทางทรัพยากรโดยชาวบ้านในชนบทภาคเหนือ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๑.

รัตติกาล หินแก้วความเปลี่ยนแปลงของการเมืองท้องถิ่น: ศึกษากรณีองค์การบริหารส่วนตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน (พ.ศ.2538-ปัจจุบัน) ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๑.

เพื่อที่จะทำให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่าวิทยานิพนธ์ทั้งสองเรื่อง ได้เสนอความคิดหลักที่เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการและสังคมไทยอย่างไร จะขอแบ่งประเด็นที่วิเคราะห์และสังเคราะห์ออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังต่อไปนี้

๑. วิกฤติความรู้ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ในอดีตที่ผ่านมาการศึกษาเกี่ยวกับชนบทไทยในวงวิชาการสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มีปัญหาสำคัญอย่างไรบ้างที่ทำให้ความรู้เกี่ยวกับชนบทไทยไม่อาจนำไปสู่การเข้าใจชนบทอย่างลึกซึ้งรอบด้าน และไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาตลอดจนการพัฒนาชนบทอย่างมีประสิทธิภาพ

๒. ความรู้และความเข้าใจชนบทในปัจจุบัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสถานภาพของความรู้และความเข้าใจชนบทในวงวิชาการและในสังคมไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีปัญหาใดบ้างที่ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับชนบทไทยยังไม่ลึกซึ้งเท่าที่ควร

๓. บทสังเคราะห์ความหมายของวิทยานิพนธ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าความรู้ใหม่เกี่ยวกับ ”ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่น” จากวิทยานิพนธ์สองเรื่องคืออะไร และความรู้ใหม่นี้มีความหมายหรือความสำคัญอย่างไรต่อวงวิชาการและสังคมไทย

วิกฤติมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

นปัจจุบันการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทยทวีมากขึ้น ความขัดแย้งทางความคิดและความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การใช้ความรุนแรงกลายมาเป็นทางออก หรือกลายเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเพียงวิธีเดียวที่เหลืออยู่ในทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่

ศักยภาพของคนในสังคมไทย ที่จะขบคิดเกี่ยวกับปมของปัญหาที่ตนได้รับรู้หรือกำลังเผชิญหน้าอยู่นั้น ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย และเมื่อไม่สามารถที่จะขบปมปัญหานั้นๆ ให้แตก หรือขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งรอบด้าน ก็ทำให้เหลือทางเลือกน้อยลงในการแก้ไขปัญหาหรือการเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น

การขาดศักยภาพในการที่จะทำความเข้าใจปมปัญหาให้ชัดเจน เพื่อที่จะมองเห็นทางออกที่หลากหลาย และสามารถที่จะเลือกทางออกที่ดีที่สุดได้ ทำให้เกิดภาวะที่หมกมุ่นอยู่กับ “ตัวตน” ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ การเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ฯลฯ จนกระทั่งมองไม่เห็นทางออกอื่นๆ นอกจากใช้ความรุนแรงในการรักษาผลประโยชน์ รักษาหน้า หรือรักษาศักดิ์ศรีส่วนตัวเท่านั้น

กล่าวได้ว่าการสูญเสียศักยภาพในการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมและมนุษย์ รวมทั้งขาดความสามารถในการเข้าใจความซับซ้อนของปัญหา และขาดวิสัยทัศน์ในการหาทางออกให้แก่ปัญหาต่าง ๆ ทั้งปัญหาสังคม ปัญหาในชีวิต ตลอดจนปัญหาความขัดแย้งในความสัมพันธ์ทางสังคม ได้นำไปสู่การสร้าง “สังคมแห่งความรุนแรง” ขึ้นมา  ทั้งนี้เพราะการสูญเสียศักยภาพดังกล่าวนั้นทำให้ไม่สามารถจินตนาการถึง “สายใยทางสังคม” หรือสายสัมพันธ์แห่งความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งจะต้องมองเห็นคุณค่าของคนอื่น ๆ และเห็นว่าความสุขความทุกข์ของคน ๆ หนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อคนอื่น ๆ ในทางตรงหรือทางอ้อม ไม่มากก็น้อย

การสูญเสียศักยภาพในการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมและมนุษย์ ซึ่งเป็นรากเหง้าของการใช้ความรุนแรงในสังคมดังกล่าวข้างต้นนี้   แม้ว่าอาจมีหลายปัจจัยประกอบกัน แต่ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือความล้มเหลวของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไทย ที่ทำให้คนในสังคมไทยไม่มีศักยภาพในการที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงอย่างซับซ้อนของสังคมและมนุษย์ ตลอดจนเข้าใจโลกที่แวดล้อมอย่างลึกซึ้งรอบด้าน และไม่สามารถมีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันในเชิงสร้างสรรค์ ในวิถีทางที่เอื้อให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข สงบสันติ และก้าวหน้าในทุก ๆ ทาง

ความล้มเหลวของการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไทย ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยใคร่ครวญคิดถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันว่าควรจะประกอบด้วยความสัมพันธ์ลักษณะใดบ้างที่จะก่อให้เกิดความสุขและความเจริญทางด้านอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด คนไทยเกือบทั้งหมด แม้แต่ครูอาจารย์ในสถานศึกษาต่างๆ ส่วนใหญ่อธิบายไม่ได้ว่าสังคมที่เรายืนอยู่นั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างไร หรือคำถามทำนองว่าอุดมคติที่เหือดหายไปในคนแต่ละรุ่น เหลือแต่การนึกถึงความสุขเฉพาะหน้า โดยเฉพาะความสุขทางกายและความสุขจากการบริโภค เกิดจากอะไรและมีผลกระทบต่อระบบความสัมพันธ์ทางสังคมหรือต่อ “ชุมชน” อย่างไร ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนหรือลุ่มลึกเพียงพอ

บ่อยครั้งที่เรานึกถึงการแก้ไขปัญหาด้วยการโฆษณาให้หันกลับมายึดมั่นใน “ความเป็นไทย” หรือให้ยึดมั่นในศีลธรรมทางศาสนา ซึ่งยากที่การแก้ปัญหาจะบรรลุผลในบริบทที่ความเปลี่ยนแปลงและปัญหาของสังคมไทยมีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้นมาก ความล้มเหลวของการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไทยทำให้มองไม่เห็นทางเลือกอื่น ป้ายหยาบๆ ของ “ความเป็นไทย” หลายอย่างที่ไร้ความหมายยังคงถูกอ้างถึง ทำนองว่า เราต้องรักษา “ความเป็นไทย” เอาไว้ให้มั่นคง โดยที่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้ “ความเป็นไทย” นั้นอธิบายหรือแก้ปัญหาอะไรได้จริงจัง นอกจากคำพูดแบบมักง่ายและอวดฉลาดว่า เพราะ “เรารับอิทธิพลตะวันตก จนหลงลืมความเป็นไทย จึงนำไปสู่การกระทำที่ผิดพลาด ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมา”

การเรียกร้องให้คนไทยทำคุณงามความดีอะไรก็ตาม เราไม่เคยเห็นเลยว่ามีการเรียกร้องให้คนทำความดีเพื่อความเป็นมนุษย์ หรือเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีงามขึ้นมา นับเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงความล้มเหลวของความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ผ่านมา

ความล้มเหลวของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไทย โดยรวมเกิดขึ้นจากเงื่อนไขสองด้านด้วยกัน ด้านแรก การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาก่อให้เกิดการขยายตัวของภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยว ได้ทำให้เกิดแรงผลักที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยผันตัวเองเข้าไปสู่การบริการที่มุ่งเน้นเพียงเพื่อการทำกำไรโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ได้คิดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันควรจะเป็นอย่างไร คิดแต่จะล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวให้มากที่สุดเท่านั้น การขยายตัวของการผลิตภาคบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวนี้ได้ทำร้ายและทำลายศักยภาพในการคิดและการรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันอย่างลึกซึ้งเกินกว่าจะคาดคิดทีเดียว

อีกด้านหนึ่ง การพัฒนาประเทศที่มองเห็นแต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ขาดความสนใจในการพัฒนาความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยหลงคิดไปว่าไม่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วนั้น ความสามารถในการคิดและรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมในทุก ๆ มิติ จะเป็นการวางรากฐานให้แก่การจัดองค์กร และความสัมพันธ์ในองค์กร รวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพของคนไทยเพื่อพัฒนาการผลิตในภาคการผลิตจริง (Real sector) ด้วย ความเข้าใจผิดว่าความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไม่สำคัญนี้ทำให้การพัฒนาความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ถูกทอดทิ้งในการศึกษาทุกระดับ และในทุกมิติของการสื่อสารทางสังคมตลอดมา

การรับรู้เกี่ยวกับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์อย่างไม่ถูกต้องและไม่ใส่ใจในการแสวงหาความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์อย่างจริงจังนี้  ส่งผลให้คนในสังคมไทยถูกทำให้ “เปล่าเปลือย” ในความสัมพันธ์ทางสังคม  กล่าวคือไม่สำนึกถึงบริบทหรือเงื่อนไขแวดล้อมรวมทั้งความสัมพันธ์ทางสังคมอันซับซ้อนที่ดำรงอยู่รอบตัวเรา ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าการกระทำหนึ่ง ๆ หรือการงดเว้นไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งจะส่งผลกระทบกว้างไกลและลึกซึ้งเพียงใด เราจึงสัมพันธ์กันด้วยการใช้ความรุนแรงเฉกเช่นเดียวกับคนป่าในยุคที่ไร้รัฐและสังคม ใครมี “กำปั้นใหญ่” ก็จะบีฑาคนอื่นๆ ได้โดยง่าย และไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย

ความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งคนในสังคมออกเป็นสองฝักสองฝ่ายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงมาจากการขาดแคลนความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่กว้างขวาง ลึกซึ้ง และเท่าทันแต่ความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ที่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชนบทไทย ดังจะเห็นได้จากการประณามชาวบ้านว่าเป็นผู้ที่ไม่รู้การเมือง ไม่มีสติปัญญา จนทำให้ถูกหลอกจากนักการเมืองทุจริต และที่สำคัญนั้น  การขาดความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้ทำให้เกิดกระบวนการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างถึงที่สุด ซึ่งซ้ำเติมให้ความขัดแย้งต่าง ๆ นำไปสู่ความรุนแรงได้ง่ายยิ่งขึ้น ถ้าหากเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่ชาวชนบทต้องเผชิญโดยที่ชาวชนบทขาดอำนาจต่อรองและขาดความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น ก็จะเข้าใจทางเลือกของชาวชนบทได้ดีขึ้น รวมทั้งทางเลือกทางการเมืองเพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการผลิตและการดำรงชีวิตในบริบทของโลกยุคโลกาภิวัตน์

การแสวงหาหรือการสร้างความรู้เพื่อความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของชนบทจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน  มิฉะนั้น สภาวะความเกลียดชังระหว่างคนในเมืองกันคนในชนบทอาจจะทำมาซึ่งโศกนาฏกรรมของสังคมไทยโดยรวม

๒. ความรู้และความเข้าใจ “ ชนบทไทย”

ความรู้และความเข้าใจ “ชนบทไทย” เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งที่ชี้ให้เห็นวิกฤติของความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไทย และเป็นปัจจัยเร่งให้ความขัดแย้งในสังคมไทยมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกวัน

สังคมไทยถูกทำให้จำกัดกรอบการอธิบายความเปลี่ยนแปลงของชนบทไทยไว้เพียงแค่ภาพโรแมนติคของชนบทไทยที่แม้ว่ายากจนทางด้านวัตถุแต่ก็งดงามทางด้านจิตใจ อันนับเนื่องมาตั้งแต่การเกิดขึ้นของชนบทไทยในการรับรู้ของชนชั้นนำในช่วงแรกของการเปลี่ยนรูปรัฐในช่วงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีสองภาพซ้อนทับกันอยู่ กล่าวคือ ภาพชนบทที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นภาพของความป่าเถื่อนและ “ไร้ความศิวิไลซ์” ขณะเดียวกันในความป่าเถื่อนนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความมีน้ำใจของชาวบ้านไทย

ความหมายของ “สังคมเมือง-สังคมชนบท” ที่เกิดขึ้นในช่วงยุคสมัยของการพัฒนาได้ทำให้เกิดการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับชนบทโดยเน้นการรักษาคุณลักษณะที่ดีของชนบทเอาไว้   มีการอธิบายสังคมชนบทว่าเป็นสังคมที่ชาวบ้านนั้น “โง่ จน เจ็บ” ที่ต้องได้รับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ความโง่นั้นส่วนหนึ่งมาจากความซื่อของชาวบ้าน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีที่ควรรักษาเอาไว้

การรับรู้และยกระดับปัญหาของสังคมชนบทไทยจึงไปไม่พ้นกรอบความคิดเดิมที่วางเอาไว้ ขบวนการนักศึกษาในช่วงต้นทศวรรษ๒๕๑๐ ที่เดินออกจากมหาวิทยาลัยไปสู่ชนบทในนามของ “ชุมนุมอาสาพัฒนาชนบท” ก็อยู่ในกรอบความคิดและความรู้สึกเดียวกัน จนกระทั่งการรับรู้ปัญหาชนบทที่ขยายตัวขึ้นในหมู่นักวิชาการและนักศึกษาทำให้พวกเขาพบว่าชาวชนบทประสบปัญหาต่าง ๆ มากและรุนแรงเกินกว่ากรอบความคิดเดิมที่เคยใช้อธิบายชนบทนั้นจะสามารถรองรับได้ จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการอธิบายชนบทในขบวนการนักศึกษายุค 14 ตุลาคม  2516 – 6 ตุลาคม  2519 หรืออาจจะกล่าวได้ว่าการค้นพบ “คนจน” ในชนบทของขบวนการนักศึกษาได้ทำให้เกิดการแปรเปลี่ยนทางการเมืองจนนำมาสู่การสร้างขบวนการ “สามประสาน” เพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของชาวชนบทในช่วง ๒๕๑๖-๒๕๑๙

ภายหลังจากที่ขบวนการนักศึกษาถูกปราบปรามในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนต้องหนีเข้าไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประทศไทยในเขตป่า โดยเลือกใช้กำลังเพื่อยึดอำนาจรัฐเพื่อจะได้ใช้อำนาจรัฐในการแก้ปัญหาชนบทต่อไป แต่ต้องประสบกับความล้มเหลว ปรากฏว่าได้เกิดความพยายามในการแสวงหาหนทางใหม่ในการแก้ปัญหาของชาวชนบท ดังนั้น การปรับเปลี่ยนการรับรู้และปฏิบัติการทางสังคมของความรู้เกี่ยวกับชนบทจึงเกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าในต้นทศวรรษ ๒๕๓๐ ได้เกิดสำนักคิดที่เรียกกันในภายหลังว่า “สำนักวัฒนธรรมชุมชน” โดยเป็นการรวมกลุ่มกันของนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน และผู้นำชาวบ้านในที่ต่างๆ ซึ่งนอกจากจะมีการสร้างความรู้เกี่ยวกับชนบทอย่างกระตือรือร้นแล้ว ยังมีการดำเนินการพัฒนาชนบทโดยเน้นการฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนให้เข้มแข็ง และใช้พลังของชุมชนในการจัดการทรัพยากรและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆ จากรัฐ หรือการกดดันให้รัฐกำหนดนโยบายหรือโครงการต่าง ๆโดยรับฟังเสียงของชาวบ้าน

กล่าวได้ว่าการรวมกลุ่มของสำนักคิดวัฒนธรรมชุมชนเกิดขึ้นจากความปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวบ้าน โดยเน้นให้แสวงหาคำตอบจากหมู่บ้าน  กลุ่มสำนักคิดนี้ค่อยๆสร้างปฏิบัติการณ์ทางสังคมที่สำคัญด้วยการจัดตั้งชาวบ้านให้เข้ามาร่วมคิดร่วมแก้ปัญหาของตนเอง

ปฏิบัติการณ์ของสำนักคิดวัฒนธรรมชุมชนได้ก่อให้เกิดการสร้างพลังทางความรู้ที่สำคัญหลายประการ

ประการแรก ได้ทำให้เกิดรากฐานของการรวมกลุ่มชาวบ้านบนพื้นฐานของการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน ดังจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวของชาวบ้านในทุกหัวระแหงของประเทศไทยเรียกร้องสิทธิการจัดการทรัพยากรด้วยการอ้าง “สิทธิชุมชน” จนสามารถบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเมื่อถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญครั้งหนึ่งแล้วย่อมหมายความว่าไม่มีทางที่จะลบความคิดนี้ออกไปจากความรู้สึกนึกคิดของผู้คนได้อีกต่อไป

ประการที่สอง ได้ทำให้เกิดการประดิษฐ์สร้างและวางตำแหน่งแห่งที่ของ “พลังทางภูมิปัญญา” ของชาวบ้านในสังคม ดังจะเห็นได้จากการเกิดคำว่า “ปราชญ์ชาวบ้าน” “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ฯลฯ   ซึ่งได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงการรับรู้ชาวบ้านได้ในหลายมิติ

ประการที่สาม ได้ทำให้เกิดเครือข่ายของชาวบ้านที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้อง “สิทธิชุมชน” อย่างกว้างขวาง การสร้างเครือข่ายของชาวบ้านถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงของชาวบ้านเองในการต่อรองทางการเมือง

การขยายตัวของความรู้และปฏิบัติการณ์ของสำนักคิด “วัฒนธรรมชุมชน” เป็นไปอย่างกว้างขวาง จนทำให้การตัดสินใจทางการเมืองหลายครั้งจำเป็นต้องมีการทบทวนเนื่องเพราะกลุ่มชาวบ้านไม่ยินยอม เช่น การสร้างเขื่อนในหลายพื้นที่   รวมทั้งได้เกิดการสร้างฐานความรู้บนกรอบวิธีเช่นนี้อย่างกว้างขวาง

แม้ว่าสำนักคิดวัฒนธรรมชุมชนจะมีคุณูปการต่อสังคมไทยในหลายด้าน  แต่สาระสำคัญของสำนักคิดวัฒนธรรมชุมชนนี้กลับเป็นเครื่องกีดขวางการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ที่จะเข้าใจหรือรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในชนบท เพราะกรอบความคิดของสำนักคิดนี้มุ่งเน้นว่าทำอย่างไรให้ชาวบ้านรักษา “มรดกเก่า” หรือ “มรดกชุมชน” เอาให้มากที่สุด ดังนั้น การเคลื่อนไหวทางความรู้และปฏิบัติการทั้งหมดจึงเป็นการมุ่งแสวงหาสิ่งที่เชื่อกันว่ายังคงดำรงอยู่ (คือความเป็นชุมชน) โดยไม่ได้พิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงของชุมชนชาวบ้านอย่างถ่องแท้

การมุ่งเน้นอยู่เฉพาะการค้นหาและรักษา “มรดกเก่า” คือ “ความเป็นชุมชน” ที่ดำรงอยู่โดยเชื่อว่า “ความเป็นชุมชน” นั้นคือสาระสำคัญของชุมชนชาวบ้าน ได้ทำให้เกิดการสร้างความรู้อีกมากมายที่มีลักษณะ “คงที่” และยกระดับขึ้นมาเป็นสาระสำคัญเพียงหนึ่งเดียว  ซึ่งได้ทำให้เกิดการขยายภาพของชาวบ้านส่วนน้อยในชุมชนให้กลายเป็นภาพตัวแทนของชุมชนทั้งหมด  โดยที่ไม่ได้ทำความเข้าใจบริบทของการธำรงรักษา “มรดกเก่า” ว่าเกิดขึ้นในเงื่อนไขความจำเป็นอย่างไร หากแต่สรุปเอาก่อนแล้วว่าการรักษา “ มรดกเก่า” คือชีวิตจิตใจของชาวบ้าน   การสร้างความรู้ของสำนักคิดวัฒนธรรมชุมชนจึงมีลักษณะของการหยิบเอาชาวบ้านส่วนน้อยมาอธิบายชุมชนชาวบ้านทั้งหมด

แม้ว่าการเคลื่อนไหวของสำนักคิดวัฒนธรรมชุมชนจะเป็นการดึงชาวบ้านเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในความหมายของอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรระดับชาติ แต่ก็มักจะหลีกเลี่ยงประเด็นการเมืองเรื่องการเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ  โดยไม่พยายามเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการทำให้เกิดการแบ่งฝักฝ่ายอันจะเป็นผลเสียต่อการทำงานของตนเอง  และการที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยนี้ ทำให้ไม่มีความไม่สนใจที่จะศึกษาว่าระบบการเมืองแบบมีการเลือกตั้งนั้นได้สร้างและนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชุมชนอย่างไรบ้าง ดังนั้น จึงส่งผลให้ความรู้เกี่ยวกับ “วัฒนธรรมชุมชน” นั้นขาดวิ่น คือเป็นความรู้ที่ไม่ช่วยให้เข้าใจความเป็นจริงเกี่ยวกับชุมชนซึ่งกำลังประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง จนแทบไม่เหลือร่องรอยของ “วัฒนธรรมชุมชน” แบบเดิม จนในที่สุดก็ไม่สามารถใช้กรอบคิดเรื่อง “วัฒนธรรมชุมชน” ในการอธิบายการเคลื่อนไหวทางการเมืองในท้องถิ่นและในระดับชาติของชาวบ้านได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่นักพัฒนาเอกชนจำนวนไม่น้อย ได้เข้าร่วมกับกลุ่มการเมืองของชนชั้นนำที่มีทัศนคติดูถูกชาวบ้านว่าไม่มีความรู้และเห็นแก่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ จนยอมให้นักการเมืองซื้อสิทธิขายเสียง อันเป็นทัศนคติที่แตกต่างอย่างมากจากฐานคิดเดิมของสำนัก “วัฒนธรรมชุมชน” ซึ่งเน้นความเคารพต่อภูมิปัญญาชาวบ้าน

เป็นไปได้อย่างมากว่า การใช้กรอบคิดเรื่อง “วัฒนธรรมชุมชน” ในการมองชาวชนบท ทำให้เห็นว่าชาวบ้านอ่อนแอ ทั้งนี้เพราะเห็นว่าในปัจจุบันทั้งรัฐและระบบทุนนิยมได้ทำให้วัฒนธรรมชุมชนกำลังอ่อนพลังลงไปมากหรืออาจถึงกับสลายไปแล้ว ชาวบ้านในฐานะปัจเจกชนไม่มีพลังใด ๆ เหลืออยู่จึงไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ต้องอาศัยคนจากภายนอก เช่น นักพัฒนาเอกชน นักวิชาการ ฯลฯ มาช่วยในการฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนให้แข็งแกร่งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนับเป็นกรอบคิดอย่างหนึ่งที่มองว่าชาวบ้านไม่มีพลังที่จะเผชิญความเปลี่ยนแปลงหรือปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยคนในเมืองหรือคนที่มีการศึกษาสูงกว่าเป็นผู้นำทางหรือช่วยชี้ทางสว่างให้ จะได้ไม่หลงผิดหรือซื้อสิทธิ์ขายเสียงอีกต่อไป

ความรู้ความเข้าใจชนบทภายใต้กรอบสำนักคิด “วัฒนธรรมชุมชน” ซึ่งสูญเสียพลังในการอธิบายสังคมชนบทไปมากแล้วนี้ ในที่สุดแล้วทำให้เกิดการแบ่งแยกชาวบ้านออกเป็น 2 ประเภท คือชาวบ้านที่ปฏิบัติตามแนวคิดเรื่อง “วัฒนธรรมชุมชน” กับชาวบ้านที่ไม่ปฏิบัติตามแนวคิดนี้ ซึ่งตามทัศนะของนักพัฒนาเอกชนและนักวิชาการทั่วไปนั้นชาวบ้านกลุ่มแรกที่ปฏิบัติตามแนวคิดเรื่อง “วัฒนธรรมชุมชน” มีจำนวนน้อยลงทุกที และ “วัฒนธรรมชุมชน” ก็อ่อนพลังลงอย่างรวดเร็วจนแทบไม่หลงเหลืออยู่ในที่ใด ผู้ที่เคยใช้แนวคิด “วัฒนธรรมชุมชน” เพื่ออธิบายสังคมชนบทไม่สามารถจะอ้างได้อีกแล้วถึง “พลังของชุมชน” ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างที่ได้เคยอ้างมาในอดีต  ซึ่งส่งผลให้มองชาวบ้านว่ามีความอ่อนแออย่างยิ่ง

ในช่วงเวลาเดียวกับที่สำนักคิด “วัฒนธรรมชุมชน” มีอิทธิพลต่อการศึกษาชนบท กรอบความคิดอีกอย่างหนึ่งในการศึกษาหรือทำความเข้าใจสังคมชนบท ไม่ว่าจะเป็นองค์กรของรัฐ นักวิชาการ หรือนักพัฒนา คือการมองสังคมชนบทเป็น “สังคมชาวนา” (เพียงแต่เน้นลักษณะของสังคมชาวนาแตกต่างกันไปตามทัศนคติทางการเมืองของกลุ่ม) ซึ่งในที่สุดแล้วการใช้กรอบคิด “สังคมชาวนา” ในการมองชนบทก็ไม่ช่วยให้เข้าใจสังคมชนบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างแท้จริง เพราะในปัจจุบันในชนบทแทบไม่มีคนที่เป็น “ชาวนา” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แม้บางคนอาจยังทำนาอยู่ แต่ตนเองและคนในครอบครัวก็หารายได้ด้วยวิธีอื่นไปพร้อมกัน เช่น ขายแรงงาน ค้าขายรายย่อย เป็นนายหน้าซี้อขายที่ดิน ฯลฯ

ความรู้และความเข้าใจ “ชนบท” ที่ผ่านมาของสังคมไทยดังกล่าวมาข้างต้น จึงเป็นกรอบคิดทางการเมืองที่สำคัญที่ทำให้การตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรทั้งหลายนั้นตกอยู่ในกำมือของคนส่วนน้อยมาโดยตลอด

ขณะเดียวกันความรู้และความเข้าใจ “ชนบท” ที่ผ่านมาของสังคมไทย ก็ไม่เอื้อให้คนชั้นกลางเข้าใจคนในชนบทอย่างลึกซึ้ง  ทำให้มองคนชนบทว่า “โง่ จน เจ็บ” ไม่ต่างจากทัศนะของชนชั้นนำในอดีต และยังคงดูถูกเหยียดหยามคนชนบทอยู่เสมอ จนกระทั่งเห็นว่าการเมืองไทยมีปัญหาก็เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่และรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของคนในชนบท จึงไม่ควรให้สิทธิแก่ประชาชนในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรทั้งหมดอีกต่อไป แต่ควรให้ให้เลือกเพียงร้อยละ ๓๐ เท่านั้น ที่เหลืออีกร้อยละ 70 ให้มาจากการแต่งตั้ง ทั้งนี้ก็เพราะชนชั้นสูงและชนชั้นกลางไม่เข้าใจเงื่อนไขของชาวบ้าน ซึ่งไม่มีโอกาสได้ประโยชน์จากการเมืองระดับชาติมาก่อน  ทำให้ชาวบ้านพร้อมที่จะขายเสียงเมื่อถูกขอร้องจากผู้อุปถัมภ์หรือหัวคะแนนในหมู่บ้าน แต่เมื่อเกิดนโยบายประชานิยมขึ้นมา ชาวบ้านก็จะตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่ทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์สูงสุดจากนโยบายดังกล่าว ซึ่งหากพรรคการเมืองใดพิสูจน์ตนเองได้ว่ามีนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่ชาวบ้านอย่างแท้จริงและอย่างยั่งยืน ชาวบ้านก็น่าจะนิยมพรรคการเมืองนั้น ซึ่งผลที่ตามมาก็น่าจะทำให้การซื้อสิทธิ์ขายเสียงลดลงไปมากในอนาคตอันใกล้

การขาดความรู้เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในชนบทจึงทำให้ความขัดแย้งระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบททวีรุนแรงขึ้น และไม่น่าแปลกใจที่การใช้ความรุนแรงกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่างๆในสังคมไทยวันนี้ เพราะสังคมที่ไม่รู้จักตนเองย่อมมืดบอดต่อการใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับอำนาจในการจัดการทรัพยากร ซึ่งเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ที่สร้างความขัดแย้งได้มากแต่หาทางออกได้ยาก

สังคมไทยจำเป็นต้องมีการสร้างความรู้ที่จะทำให้คนไทยได้มีโอกาสรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่เป็นพื้นฐานของสังคมไทย อันได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชนบทที่ไม่ใช่เพียงแต่ถูกระทำจากปัจจัยจากภายนอกเท่านั้น หากแต่เป็นการปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในชุมชนเองเป็นสำคัญ

ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่น

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งขึ้นในชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ทำให้เกิดความแตกต่างทางสถานะของคนแต่ละกลุ่มที่อยู่ในชุมชน  จนเกิดการเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของคนกลุ่มต่างๆ ในความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในชุมชนท้องถิ่น และเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรทั้งทรัพยากรในท้องถิ่นและทรัพยากรที่มาจากภายนอกด้วย

ความเปลี่ยนแปลงในชุมชนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นจากพลังจากนอกชุมชนมีสองด้านด้วยกัน ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนท้องถิ่น และการขยายตัวของการผลิตเชิงพาณิชย์ ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนท้องถิ่น เกิดขึ้นทั้งในรูปแบบของการขยายอำนาจรัฐเข้าไปเปลี่ยนแปลงระบอบทรัพย์สินที่อยู่ในชุมชนท้องถิ่น และการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการกระจายอำนาจบางส่วนให้ชุมชนท้องถิ่นดูแลตนเอง ซึ่งทั้งสองด้านนี้มีอิทธิพลต่อการปรับตัวชาวบ้านแต่ละกลุ่ม

การขยายตัวของการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ทำให้เกิดทั้งการสูญเสียและการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพยากรต่างๆในชุมชนท้องถิ่น โดยที่กลุ่มคนจากภาพนอกชุมชนที่มีทุนมากสามารถที่จะเข้าไปมีสิทธิเหนือทรัพยากรของชุมชนมากขึ้น  พร้อมกันนั้นการขยายตัวเชิงพาณิชย์ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่าง “เมือง” กับ “ชนบท” อย่างลึกซึ้งเช่นกัน

การเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองที่สำคัญของชาวบ้านที่เกิดขึ้นในชนบทในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวในเชิงขบวนของชาวบ้านในการเรียกร้องและคัดค้านโครงการต่าง ๆ ของรัฐ หรือการเข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์กับพรรคการเมืองใหญ่ ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจาก การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งแห่งที่ของชาวบ้านในความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งในชุมชนท้องถิ่นและระหว่างรัฐกับชุมชนท้องถิ่นทั้งสิ้น

การเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองของชาวบ้านที่เกิดขึ้นทั้งสองรูปแบบนั้น เป็น “ปัญหา” ที่สังคมไทยโดยรวมกังวลอยู่  การเคลื่อนไหวของขบวนการของชาวบ้านในการคัดค้านและต่อต้านโครงการของรัฐที่เกิดขึ้นทุกหัวระแหง เช่น ต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้า ต่อต้านการสร้างท่อแก๊ส ต่อต้านการสร้างเขื่อน ฯลฯ เป็น “ปัญหา” ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้  ส่วนการที่ชาวบ้านเข้าสู่ระบบอุปถัมภ์ของพรรคการเมืองใหญ่ก็ทำให้เกิด “ปัญหา” ความขัดแย่งระหว่าง “คนจน”กับ “คนชั้นกลาง” ขึ้นมาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

การทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรในชุมชมท้องถิ่นภายใต้บริบทของการขยายตัวของรัฐและการผลิตเชิงพาณิชย์จึงจะทำให้สังคมไทยเข้าใจและมองเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การเข้าใจ “ปัญหา” ต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้งขึ้น เพราะเป็นการศึกษาความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มชาวบ้านโดยเน้นให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ของชาวบ้านกับเงื่อนไขจากภายนอกชุมชนอันนำไปสู่การ “ปรับตัว” ของชาวบ้านเพื่อจะสามารถเผชิญปัญหาต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

วิทยานิพนธ์สองเรื่องในโครงการนี้ แม้ว่าศึกษาหัวข้อที่แตกต่างกัน คือเรื่องการยึดที่ดินที่เอกชนมีเอกสารสิทธิ์ เพื่อเข้าไปทำกินบนที่ดิน และเรื่องการเมืองท้องถิ่นระดับ อบต.  ซึ่งเป็นการศึกษาความเปลี่ยนแปลงในชุมชนท้องถิ่นในแง่มุมที่แตกต่างกัน แต่ได้ช่วยเสริมให้เห็นภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงในชนบทได้ชัดเจนขึ้น  โดยเฉพาะในแง่ของความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่น

การศึกษาเรื่องความเปลี่ยนแปลงของการเมืองท้องถิ่น: ศึกษากรณีองค์การบริหารส่วนตำบล ป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน (พ.ศ.2538- ปัจจุบัน)  ของรัตติกาล หินแก้ว เป็นการศึกษาความเปลี่ยนแปลงของการเมืองท้องถิ่นโดยเลือกองค์การบริการส่วนตำบลป่าสักเป็นกรณีศึกษา แนวการวิเคราะห์เน้นไปที่การอธิบายความเปลี่ยนแปลงของการเมืองท้องถิ่นที่เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสังคมชาวบ้าน ซึ่งเกิดจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทางเศรษฐกิจตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ในบริบทที่รัฐมีนโยบายกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล โดยที่โครงสร้างอำนาจและการเมืองภายในองค์การบริหารส่วนตำบลเอง ก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงของการเมืองในระดับชาติ

ความเปลี่ยนแปลงของการเมืองท้องถิ่นในตำบลป่าสัก เป็นเรื่องของน้นไปที่การเมืองในองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งพื้นที่ที่เลือกมาเป็นกรณีศึกษาก็คือ องค์การบริการส่วนตำบลป่าสักการเปลี่ยนกลุ่มคนที่เข้ามามีบทบาทในการจัดการทรัพยากรของหมู่บ้านและตำบล  การเมืองท้องถิ่นจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการเลือกตั้งเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความพยายามในการเข้ามาจัดการทรัพยากรกลางโดยคนหลากหลายกลุ่ม  ที่สำคัญได้แก่ นักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานอำนาจมาจากการเป็นกลุ่มทุนท้องถิ่นทั้งรายใหญ่และรายย่อย อาทิ ผู้รับเหมาก่อสร้างและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กต่าง ๆ  กลุ่มผู้นำเดิม อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มชาวบ้านที่มีฐานทางเศรษฐกิจมาจากการเป็นแรงงานรับจ้างและการทำเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ ซึ่งคนแต่ละกลุ่มต่างก็พยายามที่จะเข้ามามีส่วนในพื้นที่การต่อรอง เพื่อช่วงชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรกลางด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป

ความหลากหลายของกลุ่มคนในพื้นที่ตำบลป่าสักที่กล่าวถึงนี้ เกิดขึ้นบนเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ในช่วงทศวรรษ 2530 อันเป็นช่วงที่มีการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดลำพูน ทำให้มีการแตกตัวทางชนชั้นที่กลุ่มชาวบ้านมีฐานะต่างกันเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่และเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ได้อาศัยการสร้างความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์บนรากฐานของระบบเครือญาติ ทำให้ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบต. สมาชิกสภา อบต.  และได้กลายเป็นกลุ่ม “ผู้นำใหม่”  ที่มีอำนาจมากที่สุดในการจัดการทรัพยากรในระดับตำบลและหมู่บ้าน  และมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรกลางมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มผู้นำเดิมคือ ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ยังคงมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรบางส่วน และชาวบ้านก็เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ดำเนินนโยบายประชานิยมอันทำให้เกิดกลุ่มจัดตั้งใหม่ๆ ในหมู่บ้านหลายกลุ่ม ที่สำคัญได้แก่ กลุ่มกองทุนเงินล้าน และกลุ่มกองทุน S.M.L. ซึ่งกลุ่มต่างๆ เหล่านี้จะมีผู้ใหญ่บ้านเป็นประธานของทุกกลุ่ม และมีกรรมการที่เลือกตั้งโดยชาวบ้าน แม้ว่ามติของที่ประชุมจะต้องผ่านการตรวจสอบจากกรรมการโดยตำแหน่งที่มาจากสมาชิกสภา อบต. ก็ตาม นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าชาวบ้านได้พยายามใช้  “การประชาคม” เป็นกลไกในการต่อรองกับ อบต. มากขึ้น แม้ว่าอำนาจส่วนใหญ่จะยังคงตกอยู่ในมือของนายก อบต. ที่ได้ใช้วิธีการจัดตั้งกลุ่มนอกสภา อบต. เพื่อทำการต่อรองกันก่อนที่จะนำนโยบายหรือโครงการเข้าสู่ที่ประชุม สภา อบต. อย่างเป็นทางการ

วิทยานิพนธ์เรื่องการยึดที่ดินเอกชนโดยชาวบ้านในเขตจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ในทศวรรษ 2540 โดย ทรงศักดิ์ ปัญญา ต้องการอธิบายปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านเข้ายึดครองที่ดินของเอกชนที่ได้รับเอกสารสิทธิ์จากรัฐ โดยไม่ได้พิจารณาเพียงแค่เหตุการณ์การยึดที่ดินของเอกชนโดยชาวบ้าน หากแต่เน้นศึกษาถึงกระบวนการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจในการจัดการทรัพยากร เพื่อให้ชาวบ้านมีความชอบธรรมในการใช้ที่ดินดังกล่าวเพื่อทำกิน โดยเลือกพื้นที่หมู่บ้านไร่ดงและหมู่บ้านแม่อาว อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นกรณีศึกษา

ปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านยึดครองที่ดินของเอกชนเกิดขึ้นภายใต้บริบทของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจในชนบท การปรับตัวเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ของชาวบ้านนั้นเกิดขึ้นจากความต้องการหนีออกจากสภาวะขาดแคลนรอบด้าน ชาวบ้านเข้าสู่การผลิตสองระบบทั้งการเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์และการผลิตนอกภาคเกษตร การที่ชาวบ้านไม่สามารถพึ่งรายได้นอกภาคเกษตรได้อย่างเต็มที่ ทำให้ชาวบ้านจำเป็นต้องรักษาการผลิตในภาคเกษตรเอาไว้

กระบวนการเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ของชาวบ้านที่เกิดขึ้นนั้นแม้ว่าเป็นความจำเป็นการการดำรงชีวิต  แต่เงื่อนไขและข้อจำกัดของการได้มาซึ่งที่ดินและการสะสมทุนในยุคก่อนหน้านี้ ได้ทำให้การปรับตัวของชาวบ้านแต่ละกลุ่มนั้นแตกต่างกัน และประสบความสำเร็จต่างกัน ส่งผลให้เกิดการแตกตัวทางชนชั้นชัดเจนมากขึ้น และตลอดระยะเวลาของกระบวนการปรับตัวของชาวบ้านนี้แสดงให้เห็นว่าการมีที่ดินมีความสำคัญมากต่อความสามารถในการปรับตัวของครัวเรือนชาวบ้านตลอดมา

ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดได้เป็นแรงผลักดันให้ชาวบ้านโดยเฉพาะจากกลุ่มครัวเรือนยากจนและครัวเรือนฐานะปานกลาง เริ่มกลับมาตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรมของการครอบครองทรัพยากรที่ดิน ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้ที่ดินเป็นทุนสำหรับการปรับตัวได้ ต่างกับกลุ่มชาวนารวยหรือชาวนากลางที่ประสบความสำเร็จจากการขยับออกจากภาวะความขาดแคลนของครัวเรือนที่สั่งสมมาตั้งแต่ก่อนทศวรรษ 2500 ด้วยการเปลี่ยนมาผลิตเชิงพาณิชย์และค้าขาย ดังนั้น  ชาวบ้านจากกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนและครัวเรือนที่มีฐานะปานกลางจึงตัดสินใจยึดที่ดินเอกชนที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อทำการผลิตเชิงพาณิชย์ ในบริบทที่พวกเขาไม่สามารถปรับตัวตามแนวทางเดิมที่เคยใช้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการบุกเบิกที่ดิน การเช่าที่ดิน หรือการทำงานเป็นแรงงานรับจ้างทั้งในและนอกภาคเกษตรเพียงฐานเดียว

จากการยึดที่ดินของเอกชนอย่างผิดกฎหมาย ทำให้ชาวบ้านจำเป็นต้องหาทางทำให้ตนมีความชอบธรรมในการใช้ที่ดินดังกล่าวเพื่อการทำกิน ซึ่งชาวบ้านเลือกที่จะสร้างความชอบธรรมด้วยการอ้างสิทธิ “ธรรมชาติ-ชุมชน” เพื่อที่จะนำไปสู่การการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจเพื่อให้สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของเอกชน วิธีการที่ชาวบ้านใช้แสดงให้ความแตกต่างของการอ้างสิทธิใน 2 ระดับ กล่าวคือ ในระดับแรก ชาวบ้านจะอ้างสิทธิธรรมชาติและสิทธิการใช้ภายในชุมชนเป็นหลัก ในระดับที่สอง ชาวบ้านยกระดับของการอ้างสิทธิจากระดับแรก มาสู่การอ้าง “สิทธิชุมชน” ในการจัดการทรัพยากร ซึ่งเป็นกระบวนการต่อรองกับรัฐพร้อมกับการแสวงหาแรงสนับสนุนจากสังคมสาธารณะ

การอ้างสิทธิดังกล่าวนอกจากชาวบ้านใช้กระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้วชาวบ้านยังได้เลือกนำความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์ เพื่อต่อสู้ต่อรองกับรัฐ ให้รัฐทำการตรวจสอบการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์ของนายทุน และการยืนยันให้เห็นว่าหลักการ “สิทธิชุมชนของชาวบ้านมีรากฐานมาจากสิทธิธรรมชาติและสิทธิการใช้ซึ่งเป็นประเพณีเดิมของชาวบ้าน

กระบวนการของการอ้างสิทธิธรรมชาติและสิทธิชุมชนยังได้ก่อให้เกิดการผสมผสานระหว่าง “จารีตเดิม” กับ “จารีตใหม่” นั่นคือ การแบ่งที่ดินส่วนหนึ่งเพื่อสร้างเป็นพื้นที่หน้าหมู่ของชุมชนขึ้นมาใหม่ และการสร้างรูปแบบของการจัดการที่ดินในลักษณะของการใช้ “โฉนดชุมชน” ภายใต้การจัดการและควบคุมการใช้โดยกลุ่มชาวบ้านที่ยึดที่ดิน โดยชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะได้ “โฉนดชุมชน” เพื่อรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ตนเข้าไปใช้ประโยชน์ แต่จะต้องยอมรับกฎเกณฑ์ในการจัดการที่ดินตามที่กลุ่มชาวบ้านได้ร่วมกันกำหนดขึ้น ผลของกระบวนการสร้างความชอบธรรมและการวางตำแหน่งแห่งที่ของชุมชนในทางการเมืองเพื่อปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้ก็คือ กลุ่มชาวบ้านประสบความสำเร็จในระดับชุมชนและท้องถิ่น โดยสามารถสร้างความชอบธรรมแก่การยึดที่ดินของเอกชนและสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้

ความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชนบทของสังคมไทย ที่แสดงออกทั้งในขบวนการที่ชาวบ้านยึดที่ดินที่เอกชนมีเอกสารสิทธิ์แล้วนำที่ดินมาแบ่งสรรและจัดการอย่างชาญฉลาด และในการเมืองท้องถิ่นระดับ อบต.  ซึ่งชาวบ้านพยายามมีสิทธิมีเสียงในการกำหนดโครงการต่าง ๆ และในการแบ่งสรรทรัพยากรมากขึ้น เป็นปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นความพยายามและศักยภาพของสังคมชนบทเองที่พยายามปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจให้ตนมีสิทธิและอำนาจต่อรองมากขึ้น เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ภายใต้เงื่อนไขแวดล้อมหรือบริบทใหม่ขณะที่เศรษฐกิจและสังคมชนบทเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การศึกษาของรัตติกาล ที่เน้นที่ความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มชาวบ้านที่เข้าสู่การเมืองท้องถิ่นระดับองค์การบริหารส่วนตำบลอันเป็นการปรับตัวและก้าวขึ้นมามีอำนาจในชุมชนท้องถิ่นของกลุ่มผู้นำกลุ่มใหม่ที่มีสถานะเป็นผู้เชื่อมต่อระหว่าง “เมือง” กับ”ชนบท” ในลักษณะใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการใช้และกระจายทรัพยากรท้องถิ่นในหลายรูปแบบ

แม้ว่าในปัจจุบันผู้นำชุมชนท้องถิ่นใหม่นี้จะดำรงอยู่ภายใต้ระบบอุถัมภ์ของพรรคการเมืองใหญ่ แต่หากพิจารณาแนวโน้มของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผู้นำใหม่กลุ่มนี้อาจจะสามารถสร้างความเป็นอิสระโดยสัมพัทธ์จากพรรคการเมืองได้ ซึ่งก็หมายความได้ว่าการเมืองท้องถิ่นแบบพรรคอุปถัมภ์อาจจะมีชีวิตการเมืองไม่ยาวนานนัก

กรอบการคิดที่เห็นเพียงว่าชาวบ้านเป็นเพียงประชาชนผู้โง่เขลาที่ยอม”ขายสิทธิ-ขายเสียง”โดยเฉพาะในการเลือกตั้งสองสามครั้งที่ผ่านมาที่ทำให้สังคมไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติทางการเมืองจึงเป็นกรอบความคิดที่ไม่เข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของชาวบ้านอย่างแท้จริง เพราะชาวบ้านที่เปลี่ยนตนเองมาสู่การทำงานเป็นแรงงานนอกระบบย่อมต้องการ “รัฐ” อีกลักษณะหนึ่งที่แตกต่างไปจากเดิม คือไม่รวมศูนย์อำนาจ แต่กระจายอำนาจ ชาวบ้านจึงเลือกที่จะ “เล่น” การเมืองท้องถิ่นที่เอื้อประโยชน์ให้แก่การปรับตัวของตนเองมากที่สุด

การศึกษากรณีชาวบ้านยึดที่ดินในเขตจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ในทศวรรษ 2540 เป็นการศึกษาที่เน้นให้เข้าใจการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กระทบต่อระบอบทรัพย์สินแห่งรัฐอย่างรุนแรง ว่าเป็นผลมาจากทั้งการขยายตัวของอำนาจรัฐที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบอบทรัพย์สินแบบชาวบ้าน  การแตกตัวทาง “ชนชั้น” อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของการผลิตเชิงพาณิชย์ และการมีความสัมพันธ์กับกลุ่มนักพัฒนาเอกชน

ชาวบ้านกลุ่มที่เคลื่อนไหวยึดที่ดินสาธารณะอันเป็นที่ดินที่ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์มาเนิ่นนานแต่กลุ่มนายทุนได้ครอบครองและมีเอกสารสิทธิโดยมิชอบ  เป็นกลุ่มชาวบ้านระดับเล็กและกลางที่ได้เปลี่ยนวิธีคิดในการจำแนกระบอบทรัพย์สิน จากเดิมที่ยอมรับระบอบทรัพย์สินเอกชน (Private Property Regime) และระบอบทรัพย์สินของรัฐ (State Property Regime) มาสู่การรื้อฟื้น การสร้างใหม่ และการให้ความสำคัญแก่ระบอบทรัพย์สินส่วนรวม (Common Property Regime) มากขึ้น

การเปลี่ยนการจำแนกระบอบทรัพย์สินของชาวบ้านนี้เองได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรในชุมชมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งทีเดียว ดังจะเห็นได้ว่าภายหลังจากการยึดทีดินแล้ว ชาวบ้านได้ร่วมกันจัดสรรและสร้างระบอบทรัพย์สินของส่วนรวมขึ้น เช่น การอ้างสิทธิธรรมชาติ  การสร้างโฉนดชุมชน ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีการรับรองสิทธิจากรัฐ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นปฏิบัติการณ์ทางสังคมการเมืองของชาวบ้านที่มีความหมายน่าสนใจอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวของชาวบ้านในการรื้อฟื้นความทรงจำร่วมกันซึ่งนำมาสู่การสร้างหลักการ “สิทธิชุมชน” ของชาวบ้าน ที่มีรากฐานมาจากสิทธิธรรมชาติและสิทธิการใช้ซึ่งเป็นประเพณีเดิมของชาวบ้าน กระบวนการของการอ้างสิทธิธรรมชาติและสิทธิชุมชนจึงทำให้เกิดการผสมผสานระหว่าง “จารีตเดิม” กับ “จารีตใหม่” ได้อย่างมีพลัง

วิทยานิพนธ์ทั้งสองฉบับอธิบายความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีรากฐานอยู่บนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม แนวทางการศึกษาเช่นนี้จะทำให้เกิดความรู้และความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่สลับซับซ้อนของชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น มากกว่าการปิดป้ายทางวิชาการสาย “วัฒนธรรมชุมชน” ที่มองเน้นว่าชุมชนชาวบ้านเป็นหน่วยหนึ่งเดียวที่มีแต่ความสมัครสมานสามัคคี ขณะเดียวกันก็มีพลังในการอธิบายการเมืองท้องถิ่นที่มากกว่าการประณามว่าเพราะชาวบ้านโง่จึงขายสิทธิ-ขายเสียง เพราะทำให้มองเห็นการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองของชาวบ้านที่หลากหลายในการที่จะมีส่วนเข้าไปจัดการทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่นของตน

บทสรุปความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่น

ความเปลี่ยนแปลงในเขตพื้นที่ที่เราเคยเรียกเพื่อทำความเข้าใจง่ายๆว่า “สังคมชนบท” นั้นเกิดขึ้นอย่างไพศาลและลึกซึ้ง และเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อทุกส่วนในสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเราไม่ทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในชนบทให้ดี สังคมไทยก็จะไร้ศักยภาพที่จะเผชิญหน้าหรือไม่สามารถแก้ไขปัญหาไ ด้เพราะไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนเป็นพื้นฐาน

การรับรู้ “สังคมชนบท” มักจะถูกทำให้มีความหมายเท่ากับ “สังคมชาวนา” ที่มีฐานการผลิตที่สำคัญได้แก่การทำการเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำนา การรับรู้สังคมชนบทเช่นนี้จะประกอบด้วยการให้ความหมายว่าเป็นสังคมที่ “โง่ จน เจ็บ” และนำมาสู่การวางนโยบายในการทำงานพัฒนาชนบทที่เป็นลักษณะของการสงเคราะห์ตลอดมา

การรับรู้และให้ความหมายแก่ชนบทเช่นนี้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ โดยนักเศรษฐศาสตร์ได้พยายามขีดเส้นแบ่งสังคมสมัยใหม่กับสังคมจารีตประเพณี และเน้นว่าแนวทางการพัฒนาประเทศมีแนวทางเดียวเท่านั้น คือการทำให้สังคมจารีตประเพณีค่อยๆ หมดไปและพัฒนาสังคมให้เป็นสมัยใหม่มากขึ้น

แม้ว่านักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนกลุ่มหนึ่งจะพยายามให้ความหมายแก่สังคมชนบทใหม่โดยเน้นคุณลักษณะที่ดีงามของสังคมชนบท  คือสำนักคิดวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งส่งผลอย่างไพศาลต่อการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน  แต่ก็เป็นเพียงการอธิบายภายใต้กรอบความคิดที่ให้ความหมายว่าสังคมชนบทเท่ากับสังคมชาวนาอยู่นั่นเอง และในระยะยาวแล้วกรอบการมองสังคมชนบทด้วยแนวคิด “วัฒนธรรมชุมชน” ทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมชุมชนได้สลายตัวไปแล้ว ซึ่งส่งผลให้มองชาวบ้านในฐานะปัจเจกชนว่าเป็นคนไร้สมรรถภาพ ไม่สามารถตัดสินใจอย่างถูกต้องเหมาะสมในเรื่องใดๆ

แม้ว่าเราจะพัฒนาประเทศมาเนิ่นนานแล้ว และผลกระทบจากการพัฒนาก็เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นแล้วก็ตาม แต่น่าประหลาดที่การรับรู้และให้ความหมายแก่สังคมชนบทส่วนใหญ่แล้วยังคงเป็นภาพเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลง

การที่สังคมไทยไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงและยังคงยึดมั่นความหมายของสังคมชนบทอย่างเดิมทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในหลายมิติด้วยกัน ที่สำคัญ ได้แก่ การรับรู้และให้ความหมายเช่นนี้ก็จะทำให้การวางแผนในการจัดสรรงบประมาณไปสู่พื้นที่ “ชนบท” นั้นล้มเหลวเพราะไม่สามารถเข้าใจได้ว่าจะใช้งบประมาณนั้นไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใดที่จำเป็นสำหรับชาวบ้าน หรือเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านอย่างยั่งยืนที่สุด

หากเราจะเข้าใจ “สังคมชนบท” ให้ชัดเจนขึ้น น่าจะเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงคำเรียกหรือคำที่ให้ความหมายแก่ “ชนบท” เสียใหม่ ในที่นี้ ขอเสนอให้เรียก “ชนบท” เสียใหม่ว่าเป็นสังคมชายขอบของการผลิตสมัยใหม่ที่ยังมีการผลิตด้านเกษตรเกษตรกรรมอยู่ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า คนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทไม่ได้อยู่ในภาคการผลิตเกษตรกรรมอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว  รายได้ส่วนใหญ่มาจากการทำงานนอกภาคการเกษตร  แต่สิ่งที่ต้องคิดกันต่อไป ก็คือ ไม่ใช่เพียงแค่คนในพื้นที่ชนบทออกเดินทางไปทำงานหาเงินสดนอกพื้นที่เท่านั้น  หากแต่ระบบการผลิตในพื้นที่ชนบทเองก็ไม่ใช่การผลิตด้านเกษตรกรรมอย่างเดิมอีกต่อไป

ระบบการผลิตในพื้นที่ชนบทไทยได้กลายมาเป็นส่วนประกอบของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ขยายตัวเข้าไปในชนบทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  การผลิตพืชพันธุ์ใหม่ๆที่ชาวบ้านไม่เคยมีความรู้ทำให้ต้องพึ่งพิงความรู้จากคนของบริษัท ได้ทำให้ชาวบ้านเองมีสถานะเป็นเพียงแรงงานรับจ้างผลิตสิ่งของหรือสินค้าการเกษตรให้แก่บริษัทใหญ่ การทำมาหากินของชาวบ้านได้กลายมาเป็นส่วนชายขอบของการผลิตสมัยใหม่ในหลายรูปแบบ เช่น เป็นแรงงานรับจ้างประกอบสินค้าให้แก่นายจ้างจากในเมือง การปลูกข้าวโดยมากแล้วก็กลายเป็นการจ้างงานในรูปแบบการพันธะสัญญาซื้อขายแรงงานทั่วไป

การผลิตด้านการเกษตรที่เป็นน้ำมือของชาวบ้านในลักษณะดั้งเดิมนั้นลดลงจนแทบจะหมดสิ้น  แม้ว่าจะมีความพยายามรณรงค์การทำการเกษตรแบบผสมผสานหรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ ก็พบว่าสัดส่วนของชาวบ้านที่ทำอย่างจริงๆนั้นมีน้อยเต็มที ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทำให้เกิดลักษณะของสังคมชนบทไทยที่แตกต่างไปจากเดิม  โดยที่ลักษณะของชนบทไทยในวันนี้เป็นภาพสะท้อนการตกเป็นเบี้ยล่างของระบบการผลิตสมัยใหม่โดยสิ้นเชิง

หากเราสามารถทำความเข้าใจร่วมกันได้ถึงลักษณะของสังคมชายขอบการผลิตสมัยใหม่ที่ยังมีการผลิตการเกษตรอยู่ ก็น่าจะทำให้เรามองเห็นได้ว่าปัญหาของผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวคืออะไร และเราจะช่วยกันสรรค์สร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้นอย่างไรเพื่อที่จะทำให้สังคมไทยไม่เกิดความเข้าใจกันผิดและนำไปสู่ความไม่เข้าใจกันในท้ายที่สุด

สังคมชายขอบของการผลิตสมัยใหม่ที่ยังมีการผลิตด้านเกษตรกรรมอยู่เป็นสังคมที่ต้องการการบริการจากรัฐในรูปแบบใหม่

ประการแรก คนในสังคมเช่นนี้ เข้าสู่การผลิตสมัยใหม่อย่างที่ไม่ได้รับการดูแลจากรัฐเลย กฎหมายประกันสังคมหรือกฎหมายที่ใช้กับแรงงานประจำทั่วไปไม่สามารถครอบคลุมถึงแรงงานในภาคการผลิตไม่เป็นทางการและอยู่ชายของของระบบการผลิตสมัยใหม่นี้ได้  สังคมชายของของการผลิตสมัยใหม่จึงเป็นพื้นที่ที่นายทุนสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวต่ออำนาจรัฐใดๆ

ประการที่สอง สังคมชายขอบของการผลิตสมัยใหม่ต้องการระบบการเงินที่ไหลเวียน เพราะการไหลเวียนของระบบเงินตราที่มากขึ้นย่อมหมายความถึงโอกาสของแรงงานนอกระบบจะมีรายได้มากขึ้นตามไปด้วย  อาจจะกล่าวได้ว่าพวกเขาไม่กังวลเรื่องเงินเฟ้อเท่ากับภาวะเงินฝืด แต่สภาวะเงินฝืดและเงินเฟ้อในเวลาเดียวกันเช่นที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ได้ทำร้ายพวกเขามากกว่าชนชั้นกลางในเขตแกนกลางของการผลิตสมัยใหม่มากมายนัก ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องคิดถึงมาตรการของการเงินที่ทำให้เงินไหลลงสู่พื้นที่ชนบทใหม่นี้ให้เหมาะสมมากกว่าการให้เงินเข้าบัญชีคนละสี่ห้าร้อยบาท

ประการที่สาม การบริการจากรัฐจำเป็นต้องเน้นให้สวัสดิการที่เท่าเทียมและเสมอภาคของประชาชน นโยบายสวัสดิการของแรงงานนอกระบบเหล่านี้จำเป็นต้องเสมอกับผู้ประกันสังคม เพราะต้นทุนของความเสี่ยงในการประกอบอาชีพแรงงานนอกระบบนั้น ตัวแรงงานเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงไว้เพียงลำพัง

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทมาสู่สังคมชายขอบของการผลิตสมัยใหม่ที่ยังมีการผลิตด้านเกษตรกรรมอยู่ เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสังคมไทย และเราทั้งหลายจำเป็นที่จะต้องร่วมกันถักสานการรับรู้และการให้ความหมายแก่ชนบทใหม่นี้ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอันเกิดจากความไม่เข้าใจกัน และแสวงหาแนวทางในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข ทั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจให้ชาวชนบทได้มีสิทธิและอำนาจในการจัดการทรัพยากรโดยถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เผด็จอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจไว้ในมือของคนในเมือง ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางพัฒนาการเมืองท้องถิ่นให้ชาวบ้านมีสถานภาพสูงขึ้นในความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับนักการเมือง สามารถควบคุมตรวจสอบนักการเมืองได้มากขึ้น มีอำนาจต่อรองกับนักการเมืองมากขึ้น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรมากขึ้น  ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในลักษณะที่กล่าวมานี้จะทำให้ให้ความเปลี่ยนแปลงในชนบทอยู่ภายใต้การกำกับของคนในท้องถิ่นมากขึ้นและเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนในท้องถิ่นมากขึ้นด้วย