discount generic viagra panama
order viagra cheap
1 low cost cialis
us pharmacy viagra
best price cialis canada
viagra generic canada
best cialis prices
name cheap viagra
mail order viagra no prescription
generic viagra 25mg
viagra for sale
the cheapest viagra prices
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013016

ความเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิต: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“ความหมายของชีวิตที่ผู้คนสำนึกหรือยอมรับ ย่อมมีผลอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมทางสังคม เพราะ ‘ความหมายของชีวิต’ ย่อมรวมเอาอุดมคติ วิธีคิด โลกทัศน์ เป้าหมายในชีวิต ตลอดจนวิธีการในการบรรลุเป้าหมายของชีวิตที่คนคนหนึ่งจะเลือกใช้”

 

ความเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิต

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

“ความหมายของชีวิต” ที่ผู้คนสำนึกหรือยอมรับ ย่อมมีผลอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมทางสังคม เพราะ “ความหมายของชีวิต” ย่อมรวมเอาอุดมคติ วิธีคิด โลกทัศน์ เป้าหมายในชีวิต ตลอดจนวิธีการในการบรรลุเป้าหมายของชีวิตที่คนคนหนึ่งจะเลือกใช้

ซึ่ง “ความหมายของชีวิต” นี้มิได้เป็นของปัจเจกบุคคลโดดๆ เพราะบุคคลไม่ว่าจะมีจิตสำนึกแบบปัจเจกชนนิยมหรือไม่ก็ตาม ย่อมได้รับอิทธิพลจากสังคมและวัฒนธรรมที่ตนใช้ชีวิตอยู่ นอกจากนี้ “ความหมายของชีวิต” ยังไม่ใช่ความหมายที่หยุดนิ่งอยู่กับที่โดยปราศจากการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย หากสามารถทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลง “ความหมายของชีวิต” ได้ก็ย่อมทำให้เข้าใจสภาวะความเป็นไปและปัญหาของสังคมได้ชัดเจนขึ้น

สังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากผลของการทำสนธิสัญญาเบาริง (พ.ศ. 2398) ทำให้โลกทัศน์ ค่านิยม และความสัมพันธ์ทางสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยที่จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิเริ่มเสื่อมสลายลง ดังนั้น “ความหมายของชีวิต” จึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ความเปลี่ยนแปลง “ความหมายของชีวิต” ของคนในสังคม ได้ทำให้เกิดผลสะเทือนต่อเนื่องไปสู่ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ อีกมากมาย เพราะ “ชีวิต” มีการเกิดและการตายใน “โลกนี้” เท่านั้น มิได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร หรือมีนรกและสวรรค์ให้กลัวและให้หวังอย่างที่เคยเชื่อกันมา

ท่ามกลางโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไปนี้ ชีวิตของมนุษย์ถูกทำให้สัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับสังคม และชีวิตมนุษย์ที่มีคุณค่าก็จะผูกพันอยู่ที่ว่าชีวิตนั้นได้ทำความก้าวหน้าให้แก่สังคมหรือไม่ มากน้อยเพียงใด และอย่างไรการเกิดเป็นจุดเริ่มต้นตามธรรมชาติของชีวิต แต่การดำเนินชีวิตจวบจนวันตายกลายเป็นเรื่องที่มีความหมายต่อตัวตนของมนุษย์ว่าได้ทำให้เกิดคุณค่าประการใดต่อสังคม และ “คุณค่า” นี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องถ่ายทอดและสร้างประโยชน์ต่อคนในรุ่นหลังสืบต่อไปด้วย

พร้อมกันนั้น การเกิดความคิดเรื่อง “ชาติ” จึงเป็นเสมือน “ศาสนา” ในโลกสมัยใหม่ในแง่ที่ได้สร้างระบบสัญลักษณ์ในการอธิบายความเป็นมาของชาติจากอดีตมาสู่ปัจจุบันและจะดำเนินไปสู่อนาคตที่งดงามหากคนในชาตินั้นอุทิศตนเองให้แก่ชาติ พลังของการอธิบายเช่นนี้ดึงดูดคนและสร้างแรงจูงใจอย่างแรงกล้าให้คนเสียสละทุกอย่างให้แก่ชาติ เพราะกรอบการอธิบายอดีตมาสู่ปัจจุบันนั้นจะทำให้คนแต่ละคนไม่มีความหมายอะไร แต่จะมีความหมายขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อรวมกันเป็นกลุ่มและการเป็นกลุ่มนั้นก็ต้องกระทำการทุกอย่างเพื่อให้ชาติก้าวหน้าไปสู่อนาคต ความก้าวหน้าของชาติจึงเป็นเสมือน “บรมธรรม” ที่คนในชาติทุกคนต้องอุทิศตนมอบให้ หากชาติเกิดความก้าวหน้าแล้ว ตนก็ย่อมได้รับอานิสงส์จากความก้าวหน้านั้นด้วยเช่นกัน

ความรู้สึกรักชาติจึงได้รับการเน้นในแง่ของการทำหน้าที่และการเสียสละเพื่อชาติกระบวนการทำให้ชาติมีความสัมพันธ์กับคนในลักษณะที่คล้ายคลึงกับหน้าที่ทางสังคมและความรู้สึกของศาสนาในสังคมไทยปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อได้เกิดการสร้างให้คนแต่ละคนนั้นทำหน้าที่ของตน “แท้จริง ประชุมชนที่ตั้งควบคุมอยู่กันเป็นหมู่กันนี้ มีหน้าที่ต่างๆ กัน และอาศัยกันและกัน”

ในด้านหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิตคนเช่นนี้ ก็ได้ทำให้ความตายกลายเป็น “พันธะกิจสุดท้าย” ที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้มีโอกาสทำประโยชน์แก่สังคม การเสียสละชีวิตหรือการตายเพื่อชาติบ้านเมืองจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ หากไม่มีโอกาสที่จะสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง ก็ต้องทำให้การตายอย่างธรรมดาสามัญนั้นมีคุณค่ามากที่สุด กล่าวได้ว่าเมื่อสังคมให้ความหมายแก่มนุษย์ด้วยการเน้นย้ำถึง “ร่างทางสังคม” (social body) การสูญสิ้น “ร่างทางสังคม” ก็ต้องอุทิศให้มีค่าต่อสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะแม้แต่ “พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี…” เมื่อ “นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์” จึงต้องให้มี “ความดี” หรือสิ่งอันมีคุณค่า “ประดับไว้ในโลกา” ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องความหมายของชีวิตได้เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มาจนถึงปัจจุบัน กล่าวคือ การขยายตัวของชนชั้นกลางที่มีลักษณะการขยายตัวกระเพื่อมเป็นระลอกๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันที่ชนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้มีขนาดที่ใหญ่โตจนถึงระดับที่สามารถสร้างและกำหนดให้ “รสนิยม” ของกลุ่มตนเองสถาปนาขึ้นมาครองตลาด “ความเป็นไทย” ได้สำเร็จ ดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นประดิษฐกรรมใหม่ๆ ทางด้านความบันเทิง ทางด้านวรรณกรรม ก็เกิดวรรณกรรมที่เน้นคุณลักษณะของปัจเจกชนเป็นด้านหลัก เช่น ความรักของปัจเจกชนที่เป็นความรักไม่มีชาติ ไม่มีชนชั้น ไม่มีศาสนา เป็นต้น วรรณกรรมชนชั้นกลางเหล่านี้ได้ขยายตัวออกครอบคลุมสังคมคนอ่านในสังคมไทยมายาวนาน

ลักษณะร่วมหลายประการของความคิดของชนชั้นกลางแต่ละระลอกนี้ส่งผลต่อการให้ความหมายหรือความหมายของชีวิตที่สอดคล้องกัน ได้แก่ ความสำนึกในศักยภาพของปัจเจกชน เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจและในระบบราชการล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพิงความสามารถส่วนตัวมากขึ้น แม้ว่าการเติบโตในระบบของสังคมไทยก็จะต้องผูกโยงเข้ากับเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ที่ขยายตัวมากขึ้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงนี้ได้ทำให้เริ่มเกิดความแตกต่างของกลุ่มทางสังคมชัดเจนขึ้น กล่าวได้ว่าได้เริ่มต้นเกิดสังคมแยกย่อยเป็นผลมาจากระบบเศรษฐกิจ ระบบความรู้ เป็นระบบที่เน้นการแบ่งงานกันทำและเป็นงานเฉพาะส่วนเสี้ยว คนในสังคมไทยในช่วงนี้จึงเริ่มที่จะเป็นกลุ่มคนที่สัมพันธ์กันอยู่เฉพาะในกลุ่มของตนเองมากขึ้นกว่าเดิม โดยที่โอกาสจะทำความเข้าใจเพื่อนมนุษย์กลุ่มอื่นนอกเหนือจากตนนั้นลดลงเรื่อยๆ การที่คนแต่ละกลุ่มที่ดำรงตนเองอยู่อย่างที่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มอื่นต่อมาจะกลายเป็นฐานของการมีชีวิตจริงอย่างเข้มข้นมากขึ้นในระยะช่วงเวลาหลัง

การดำเนินชีวิตในสังคมที่เริ่มไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างแท้จริงแล้วนี้ ก็ได้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ต้องการไม่ให้ถูกเบียดเบียนจากคนอื่นๆ จึงทำให้เกิดการสร้างคุณลักษณะ “คนดี” ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคม คุณลักษณะของ “คนดี” จะถูกเน้นย้ำว่าเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของคนที่ทำให้การดำเนินชีวิตที่ผ่านมาก่อให้เกิดผลดี การเน้นคุณลักษณะ “คนดี” ในความหมายของคนไทย ได้แก่ เป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารีมีน้ำใจ มีความจริงใจกับเพื่อนฝูงญาติมิตร ซื่อตรงต่อมิตร ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมทั้งในทางศาสนาและในชีวิตประจำวัน ตลอดจนมักจะเน้นว่าเป็นบุคคลที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

นอกจากการสร้างคุณลักษณะ “คนดี” แล้ว เพื่อการควบคุมปัจเจกชนในสังคมให้ไม่ประพฤติละเมิดซึ่งกันและกันง่ายเกินไป ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจและระบอบอารมณ์ความรู้สึกในสังคมได้ทำให้เกิดหนังสือทางด้านศาสนาขึ้นมาสองกลุ่ม ได้แก่ ศาสนาเพื่อควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไปในสังคม กับ ศาสนาเพื่อควบคุมระบบเหตุผลของชีวิตมนุษย์ (ศาสนาของคนทั่วไปกับศาสนาของ “ปัญญาชน”)

ความเปลี่ยนแปลงในการรับรู้และสำนึกในความหมายของชีวิตได้เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพราะผลกระทบจากสงครามและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลังสงครามได้ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนทั้งทางด้านกายภาพ เช่น การย้ายถิ่น และที่สำคัญ ได้แก่ การเคลื่อนย้ายสถานะทางสังคมเศรษฐกิจ (Social Mobilization)

การเคลื่อนย้ายตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในสังคมไทยแบ่งได้อย่างน้อยสี่ระลอกด้วยกัน ระลอกแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงประมาณต้นทศวรรษ 2500 เป็นช่วงเวลาที่คนจีนในสังคมไทยตัดสินใจที่จะอยู่ในประเทศไทยถาวรเพราะกลับประเทศจีนไม่ได้ จึงทำให้เกิดการลงทุนขยายกิจการการค้าอันส่งผลทำให้เกิดการขยายตัวของกลุ่มคนชั้นกลางที่เป็นพ่อค้าระดับต่างๆ มากขึ้น

ระลอกที่สองเป็นช่วงของการพัฒนาจากทศวรรษ 2500 ถึง 2520 เป็นช่วงก่อนการปรับโครงสร้างพื้นฐานของสังคมไทย ทำให้เกิดการขยายตัวของการผลิตเพื่อขายออกไปในพื้นที่ชนบทเข้มข้นมากขึ้น พร้อมกันนั้นได้เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ ปรับตัวเองเข้าสู่ระบบการศึกษาและได้ผันตัวเองมาสู่การทำงานเฉพาะด้านมากขึ้น ระลอกที่สาม ทศวรรษ 2520 – ปลายทศวรรษ 2530 เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจก่อนในยุคก่อนหน้าที่ที่กลุ่มคนชั้นกลางใหม่เริ่มขยายตัวเป็นปึกแผ่นมากขึ้น

ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ชนบทก็ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองจากการทำเกษตรกรรมเป็นหลักหันมาสู่การเป็นผู้ประกอบการระดับต่างๆ มากขึ้น ระลอกล่าสุดเกิดขึ้นช่วงหลังวิกฤติการณ์เศรษฐกิจจนถึงปัจจุบัน อันเป็นช่วงเวลาที่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการเป็นผู้ประกอบการระดับต่างๆ การผลิตในไร่นาถูกทำให้เป็นธุรกิจไปจนหมดสิ้น

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนเช่นนี้ ความคิดเกี่ยวกับความหมายของชีวิตก็แปรเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน ความหมายของชีวิตของผู้คนที่มีลักษณะร่วมกันที่สำคัญ ได้แก่ การที่ชีวิตถูกทำให้มีความหมายเน้นอยู่ที่การมี “ชีวิตส่วนตัว” เป็นหลัก กล่าวได้ว่า ความคิดปัจเจกชนนิยม (Individualism) ได้กลายเป็นฐานที่สำคัญในการกำหนดความหมายชีวิตของผู้คน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคนชั้นกลางแต่ละระลอกจะมีความคิดแบบปัจเจกชนนิยมเป็นพื้นฐาน แต่ความคิดปัจเจกชนนิยมในแต่ละช่วงเวลาก็ไม่ได้มีความเหมือนกันที่คงที่ หากแต่น้ำหนักในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับสังคมรอบตัวจะแตกต่างกันออกไป และความคิดในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างสำนึกเชิงปัจเจกชนกับปัจจัยรอบตัวของตนนั้นก็จะเป็นส่วนสำคัญของการให้ความหมายแก่ชีวิต

การขยายตัวของสำนึกเชิงปัจเจกชนนี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขกลไกอำนาจรัฐที่ย่อหย่อนและไม่สามารถที่จะผดุงความยุติธรรมได้อย่างแท้จริงในความรู้สึกของผู้คน การกำกับปัจเจกชนไม่ให้ละเมิดผู้อื่นหรือไม่กระทำใดๆ ที่กระทบกระเทือนในระบบความสัมพันธ์ทางสังคมจึงเลือกใช้วิธีการหยิบยืมบางส่วนของความคิดทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในสังคม

กล่าวได้ว่า การขยายตัวของหนังสือ “ศาสนา” เพื่อควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไปในสังคม เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงจากทศวรรษ 2490 มาจนถึงปัจจุบัน เพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนในสังคมเคลื่อนไหวเลื่อนสถานะกันอย่างรวดเร็ว ได้ทำให้เกิดการขยายตัวของพาณิชย์กรรมออกไปอย่างกว้างขวาง คนจำนวนไม่น้อยเริ่มสับสนกับคุณค่าและความหมายของการทำมาหากิน ทำให้เกิดงานเขียนหนังสือลักษณะ “กฎแห่งกรรม” โดยมีต้นฉบับ/เค้าหลักที่สำคัญได้แก่ งานเขียนของ ท. เลียงพิบูลย์

หนังสือและความคิดชุดนี้ได้หยิบยืมความคิดเรื่อง “กรรม” ที่สลับซับซ้อนของศาสนาพุทธมาลดทอนและเปลี่ยนแปลงทำให้ง่ายต่อการรับรู้ โดยเน้นให้เห็นภาพของ “กรรมตามสนอง” ได้อย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน การกระทำถูกหรือผิดจะมีเกณฑ์วัดง่ายๆ สองลักษณะได้แก่ ศีลห้าข้อ กับความคิดเรื่องที่สูงที่ต่ำของสังคมไทย หากคนทำความผิดจากเกณฑ์ดังกล่าวก็จะได้รับผลร้ายต่อชีวิตตนและคนใกล้ชิดในชาตินี้อย่างแจ่มชัด หากใครทำสิ่งที่ถูกต้องตามเกณฑ์ดังกล่าว ก็จะได้รับผลดีตอบแทนอย่างเห็นได้ในชาตินี้เช่นเดียวกัน การอธิบายการได้รับผลร้ายก็จะเห็นจากการประสบเคราะห์กรรมลักษณะต่างๆ ส่วนการได้รับผลดีจากการประกอบกรรมดี มักจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงหรือได้สิ่งของศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำให้ได้รับผลประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้า

การอธิบายการดำเนินและความเป็นไปของชีวิตในชาตินี้ด้วยความคิดเรื่อง “กฎแห่งกรรม” เช่นนี้ เป็นการสร้างการควบคุมผู้คนในสังคมโดยเป็นเสมือนเครื่องช่วยในการกระตุกผู้คนให้พยายามหลีกเลี่ยงการกระทำอะไรเพราะเกรงว่าจะได้รับผลตอบแทนในเร็ววัน

ความหมายของชีวิตในกรอบการกำกับด้วย “กฎแห่งกรรม” ก็คือ การดำเนินชีวิตที่ต้องพยายามไม่ละเมิดข้อห้ามทางศาสนาและข้อห้ามทางสังคม การแสวงหา “ความสนุก ความสะดวก ความสบาย” ตามความปรารถนาของปัจเจกชนจะถูกควบคุมไว้ด้วยความรู้สึกกังวลต่อบาปกรรมที่จะตามมาทันในชาตินี้

ความเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิตในกลุ่มคนระลอกหลังต่อมานั้น ค่อยๆ ลดการควบคุมกำกับจาก “กฎแห่งกรรม” มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าความนิยมหรือการสื่อสารกับ “กฎแห่งกรรม” ในลักษณะเดิมจะยังคงมีอยู่ แต่กลุ่มคนชั้นกลางระลอกที่สามและสี่ได้พยายามที่จะต่อรองการกำหนดของ “กฎแห่งกรรม” แบบเดิมด้วยการสร้างแนวทางในการไม่ต้องรับกฎแห่งกรรมด้วยการ “แก้กรรม”

ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตผู้คนในสองระลอกหลังเป็นการเคลื่อนย้ายที่สูงมากกว่าช่วงก่อนหน้านี้ เพราะเป็นชีวิตที่หลุดออกจากฐานการผลิตแบบเดิมโดยสิ้นเชิง สภาวะของการเคลื่อนย้ายทางสังคมที่สูงมาก (High Social Mobility) ได้นำมาซึ่งความตึงเครียดในความสัมพันธ์ทางสังคมสูงมากขึ้นตามลำดับ (High Tension) ความพยายามที่จะสลัดหลุดจากกรอบความคิดที่ควบคุมการเคลื่อนย้ายทางสังคมจึงสูงขึ้นตามไปด้วย

ความหลากหลายของความหมายของชีวิตปรากฏชัดเจนมากขึ้นในช่วงหลังนี้ การเคลื่อนย้ายทางสังคมของผู้คนจากชนบทมาสู่ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในช่วงหลังทศวรรษ 2540 ได้เป็นเครื่องหมายที่สำคัญของความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลของสังคมไทย ช่วงชั้นและสถานะแบบเดิมถูกท้าทายอย่างมากมาย และนำไปสู่ความตึงเครียดทางสังคมอย่างลึกซึ้งทีเดียว ความตั้งใจมุ่งมั่นทำงานเพื่อสร้างฐานะของคนกลุ่มใหม่กลับกลายเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

ขณะเดียวกัน กลุ่มชนชั้นกลางที่ได้สืบทอดชนชั้นมาจากคนรุ่นพ่อแม่กลับมีความต้องการความหมายของชีวิตที่ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอันใด ความปรารถนาสถานะเดิมของชีวิตนำไปสู่การมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิตผู้อื่นที่นอกเหนือชั้นของตนเอง

ในอีกด้านหนึ่ง ภาพรวมของความหมายของชีวิตของผู้คนในช่วงหลังนี้ ก็เป็นชีวิตที่ต้องการความ “สนุก สะดวก สบาย” มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องการสลัดหลุดออกจากพันธะทางสังคมใดๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยร้อยรัดตนเองเอาไว้ ในกลุ่มวัยรุ่นเองกลับมีความหมายของชีวิตอยู่เพียง “ชีวิตของเรา ใช้ซะ” ซึ่งจะเน้นอยู่ที่การใช้ชีวิตอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องสนใจหรือแคร์อะไรอีกแล้ว

สังคมไทยอยู่ในช่วงของความเปลี่ยนแปลงทุกๆ ด้านและทุกๆ มิติครับ แม้ความหมายของชีวิตในคนแต่ละกลุ่มแต่ละชนชั้นก็แตกต่างหลากหลายกันออกไป ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับสังคมไทยครับ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 12 และ 19 พฤษภาคม 2556