price of cialis 20 mg
viagra and oxycodone
viagra us pharmacy
viagra brand name drug
side effects of cialis daily
cialis pill cutter
name cheap viagra
us generic viagra
correct viagra dosage
cialis soft tab
cheapest viagra prices canada
canadian cialis super active
viagra tablets australia
viagra free
best prices on cialis
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011009

ความเป็นมาของคำว่าไพร่

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

 ดูเหมือนคำว่า “อำมาตย์” เกือบจะไม่ค่อยมีปัญหาในด้านที่จะต้องตีความ  หรือที่จะต้องตอบรับ หรือตอบปฏิเสธ  แต่คำว่า “ไพร่” นั่นสิ ที่กลายเป็นปัญหาถกเถียงอย่างรุนแรง 

ความเป็นมาของคำว่า “ไพร่”:

ข้อสังเกตและการสืบค้นเบื้องต้น

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

17 ตุลาคม 2553

ห้องประชุมชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

ในช่วงการประท้วงทางการเมืองเดือนมีนา-เมษา-พฤษภา ปี พ.ศ. 2553 ที่ถนนราชดำเนิน และสี่แยกราชประสงค์นั้น  มีปรากฏการณ์ของการนำคำว่า “ไพร่” และ “อำมาตย์” มาใช้คู่กันและตรงกันข้ามกันอย่างกว้างขวาง มีการนำคำว่า “ไพร่” มาสกรีนเสื้อยืดออกขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  ขายพร้อมๆกับสินค้านานาชนิดของ “คนเสื้อแดง”  ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมาก ไม่ว่าจะในหมู่คนที่มีทั้ง “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” กับการนำคำเก่าแก่เหล่านี้   กลับมาใช้ในความหมายปัจจุบันในการเมืองไทย  และใช้ในความหมายของ “คู่ชก” หรือ versus  

ดูเหมือนคำว่า “อำมาตย์” เกือบจะไม่ค่อยมีปัญหาในด้านที่จะต้องตีความ  หรือที่จะต้องตอบรับ หรือตอบปฏิเสธ  แต่คำว่า “ไพร่” นั่นสิ ที่กลายเป็นปัญหาถกเถียงอย่างรุนแรง  ในด้านหนึ่งการนำคำๆนี้ มาใช้โดยนักพูดตัวยงอย่าง “สองเกลอ” เช่น จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นั้น  ดูจะ “โดนใจ” คนเสื้อแดง” อย่างจัง ในขณะที่คน “เสื้อ” สีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น “เสื้อแพง-เสื้อเหลือง-เสื้อชมพู-เสื้อหลากสี” ดูจะหงุดหงิดกับการนำคำๆนี้  ซึ่งแสนจะ “โบราณ” น่าจะตกเวทีประวัติศาสตร์ ไปแล้ว  กลับนำมาใช้ใหม่

ในฐานะอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย  ผู้เขียนเคยสอนวิชา “อารยธรรมไทย” ที่ธรรมศาสตร์อยู่หลายปี  และก็มักใช้ตำราของผู้รู้ เช่น ขจร สุขพานิช (ฐานันดรไพร่) ฯลฯ  ที่ว่าด้วย “ไพร่หลวง-สม-ส่วย” แต่ผู้เขียนก็ไม่เคยสะกิดใจ  หรือตั้งคำถามทางประวัติศาสตร์ถึงที่มาของคำว่า “ไพร่” มาก่อน  ผู้เขียนเชื่อโดยไม่สงสัยว่าคำๆนี้  เป็นคำไทย  เก่าแก่โบราณ  มีใช้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา  ไม่ว่าจะปรากฏอยู่ใน “กฎหมายตรา 3 ดวง” ปรากฏอยู่ในวลีพังเพย เช่น “ไพร่ฟ้าหน้าใส-ไพร่หนีเจ้า-บ่าวหนีนาย” เป็นต้น

แต่ผู้เขียนเริ่มมาฉุกใจ  ก็เมื่อหันไปศึกษาสังคมอื่นๆ ที่ก็ถือว่าเป็นตระกู

 “ไท-ไต” ด้วยกัน (เพียงแต่สะกดโดยไม่มี ย. ยักษ์) ไม่ว่าจะเป็น “ล้านนา-ล้านช้าง”  คือ บรรดาคนลาว หรือคนไต-ไท (ทั้งในและนอกประเทศของเรา เช่นในสิบสองจุไท-เวียดนาม  หรือในสิบสองปันนา-ยูนนาน) ก็ดูเหมือนจะไม่ใช้คำว่า “ไพร่” อย่างของสุโขทัย-อยุธยา-ธนบุรี-รัตนโกสินทร์  แต่กลับไปใช้คำว่า “ข้า” หรือ “ข่า” เป็นต้น  ดังนั้น ผู้เขียนก็เลยทดลองหาความรู้ด้วยวิธีการสมัยใหม่และทางลัด  คือส่งอีเมล์ ไปถามพรรคพวกเพื่อนฝูง  ว่าคำว่า “ไพร่” มีกำเนิดมาจากไหน  และยังถามต่อเรื่องข้อเขียนของ นมส. ที่ผู้เขียนชื่นชอบมานาน  ดังข้อความต่อไปนี้

เรียน คุณประยอม และนักวรรณกรรมทุกท่าน 

                ขอเรียนถามว่า บทประพันธ์นี้ของ น.ม.ส.

มาจากงานเขียนเล่มไหน ครับ “…อันผู้ดีมีมาแต่ไหนแน่  สืบไปแน่แท้ก็คือไพร่…”

น่าดีใจ  ที่ผู้เขียนได้รับการตอบสนองอย่างดีในเชิงบวก  แต่ก็มีรายหนึ่งที่ตอบกลับด้วยบทกลอนบริภาษอย่างรุนแรง ดังนี้

From: Pramote Nakornthab <pnakornthab@gmail.com>
Subject: Re: นมส.
To: “Charnvit Kasetsiri” <charnvitkasetsiri@yahoo.com>
Cc: plew_seengern@yahoo.com, suntouch_k@yahoo.com, “S. Chalong” <chalong.s@chula.ac.th>, “Prayom Songthong” <prayom77@yahoo.com>
Date: Tuesday, April 6, 2010, 4:51 AM

จู่ๆ ก็มีหมาย จากชาญวิทย์

ไม่ต้องคิด รีบถาม เลยเจียวว่า

เป็นอะไร จึงถูกปลุก ลุกขึ้นมา

ร่วมศาลา อำมาตย์-ไพร่ในครั้งนี้

ผมพูมใจ รู้ว่าใคร เป็นพ่อปู่

ทุกท่านสู้ สอนให้รัก ในศักดิ์ศรี

ลูกหลานใคร ไม่สำคัญ การันตี

หากอยู่ที่ ดีชั่ว ที่ตัวทำ

ไม่สงกา ดาร์วิน ได้ยินพุทธ

ว่ามนุษย์  ล้วนมา จากสัตว์ต่ำ

สาอะไร ไพร่-อำมาตย์ วาทกรรม

ล้วนระยำ หากกอบกิจ ผิดธรรมา

ล้วนระยำ หากกอบกิจ ผิดเวลา

โปรดสังเกตอีเมล์ข้างบนดังกล่าวว่าลงวันที่ 6 เมษายน 2553 ซึ่งก็เป็นเวลาก่อนเหตุการณ์  ที่เราเรียกกันว่า “เมษา-พฤษภาอำมหิต” หลังจากอีเมล์นั้นมาอีกหลายสัปดาห์  รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553) ได้ใช้อาวุธหนักพร้อมกระสุนจริง  และกำลังทหารทำการปราบปราม “คนเสื้อแดง” อย่างรุนแรง  ทั้งที่ถนนราชดำเนินและสี่แยกราชประสงค์  กล่าวกันว่ารวมแล้วมีผู้เสียชีวิตถึง 90 ศพ และบาดเจ็บประมาณ 2,000 คน  ในแง่ของความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินนั้น  ดูจะรุนแรงกว่า “14 ตุลาคม 2516” หรือ “6 ตุลาคม  2519” หรือ “พฤษภา 2535”

และเมื่อ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ แต่งตั้ง “ผู้เฒ่า-ราษฎรอาวุโส”  ให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมการ 2 ชุด คือ

1. คณะกรรมการกำกับการปฏิรูปประเทศ (มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน) และ

2. คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (มี นพ. ประเวศ วะสี เป็นประธาน) นั้น

นสพ. มติชน 18 มิถุนายน 2553 ก็รายงานว่า “อานันท์-ประเวศ  ตอบรับเป็นประธานปฏิรูปประเทศ  ตั้งเป้าลดความเหลื่อมล้ำในสังคม  ชี้ “ไพร่-อำมาตย์” ศัพท์ไม่มีความหมาย…ไม่ขอพูดลดช่องว่างไพร่-อำมาตย์ได้หรือไม่  อ้างไม่อยากหมกมุ่นกับปัญหาในอดีต  เป็นศัพท์ที่ไม่มีความหมาย”

ข่าว นสพ. ดังกล่าวยังขยายความต่อไปอีกว่า “เมื่อถามว่า เป้าหมายของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ  คือ  การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  คิดว่าจะลดช่องว่างระหว่างคำว่า “ไพร่” กับ “อำมาตย์”  ที่ถูกบัญญัติขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้หรือไม่  อย่างไร

 

นายอานันท์กล่าวว่า “คณะกรรมการผม  จะไม่สนใจเรื่องแบบนี้  ถ้ายกคำว่าไพร่ หรืออำมาตย์ขึ้นมา  ผมคิดว่าเป็นศัพท์ที่ไม่มีความหมาย  คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดนี้  จะไม่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เป็นปัญหาในอดีต  แต่แน่นอน  ความเหลื่อมล้ำในสังคม  ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเงินทอง เรื่องสิทธิ เรื่องโอกาส อันนั้นต้องทำแน่  แต่เราจะไม่ทำในบริบทของสิ่งที่คุณพูด มันคนละเรื่องกัน”

(ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1276844602&grpid=00&catid=)

                จากปฏิกิริยาอันเป็น “ลบ” และ “ปฏิเสธ” ต่อการนำคำว่า “ไพร่” กลับมาใช้ใหม่ในสถานการณ์ปัจจุบันดังกล่าว  ก็ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่า  คำๆนี้ น่าจะยังคง “มี” ความหมายอยู่ในสังคมไทยอย่างแน่นอน  และในแง่ของวิชาการ  ก็น่าจะต้องมีการสืบค้น  ทำความเข้าใจกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง  โชคดีที่ยังมีผุ้ตอบมายังผู้เขียนในเชิงของการแสวงหาความรู้ที่เป็น “บวก” เกี่ยวกับที่มาของคำว่า “ไพร่”  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร นักสังคมวิทยาจากธรรมศาสตร์ เขียนมาแสดงความเห็นสั้นๆ ว่า 

“คำว่าไพร่น่าจะเป็นคำไท-ไตเก่าแก่ ในภาษาไทในเวียดนามหลายสำเนียง มีคำนี้ใช้  ไทดำออกเสียงว่า “ไป” เป็นเสียงพยัญชนะ “ป” สูง เทียบได้กับ “พ” ของไทสยาม  คำว่าไพร่ในภาษาไทที่เวียดนาม  หมายถึงคนชนชั้นสามัญ  ส่วนชนชั้นสูงเรียก “ต้าว” (เสียงวรรณยุกต์โทของไทสยาม) “ต” สูงของไทดำในกรณีนี้เทียบได้กับ “ท” ของไทสยาม คำนี้จึงเท่ากับ “ท้าว” ของไทสยาม

อีกชนชั้นหนึ่งของไทในเวียดนาม ที่น่าจะนับได้ว่าต่ำที่สุดในเชิงสังคมและการเมืองคือ “ส่า” (หรือข่า แล้วแต่สำเนียง เพราะการถ่ายถอด ส กับ ข กับ ฉ ของไทในเวียดนาม แตกต่างกันไปในแต่ละสำเนียง) หรือ “ข้า” ในภาษาไทสยาม  รายละเอียดมีอีกมากมาย ครับ”

 

ในขณะเดียวกัน  ผู้เขียนก็ได้รับความคิดเห็นจากเพื่อนนักวิชาการชาวกัมพูชาท่านหนึ่ง (เปรม จาบ มหาวิทยาลัยบันทายมีชัย) ดังข้อความนี้

In Khmer, we have the word Prey/Prai; for example, Prey Veng province, Prey Khmer village in Kampong Chhnang province, Prey Phnom, Prey Khmauch (ghost).

.

According to Dr. Ang Choulean, I took his course at RUPP, Prey means forest, uncivilised, uncultivated, unsafe and babarian. The word Prey is still used in everyday life.

I used to discuss the word Prey with Mr. Touch Soputhy who is a student of lecturer Vong Sotheara, an inscription expert at RUPP.  Soputhy told me that the word Prey has been used in inscription during Angkor time.

ขอสรุปข้อความของ อ. เปรม  ออกเป็นภาษาไทยได้ดังนี้  กล่าวคือในภาษาเขมรนั้น  มีคำยืมมาจากคำบาลีว่า Prey หรือ Prai ซึ่งถอดเป็นภาษาไทยว่า “ไพร” มีการใช้คำเรียกชื่อของเขตหรือจังหวัด เช่น “ไพรเวง-ไพรขะแมร์-ไพรพนม-ไพรโขมด” เป็นต้น  อ. เปรมอ้างว่า ดร. อังชุเลียน นักโบราณคดีเขมร กล่าวว่า คำว่า Prey ในภาษาเขมรหายถึง “ป่า” หรือ “ไม่เป็นอารยะ” “ไม่มีวัฒนธรรม” “ไม่ปลอดภัย” และ/หรือเป็น “คนป่า”  อนึ่ง คำๆนี้ ก็ยังมีการใช้ในภาษาพูดปัจจุบันอีกด้วย  อ. เปรมแถมท้ายว่าได้ถกเถียงกับเพื่อนๆ ที่เรียนวิชาจารึกกับ อ. วงศ์ สุธารา ที่ราชสากลวิทยาลัยพนมเปญว่า คำๆนี้มีใช้ในศิลาจารึกสมัย “เมืองพระนครวัด-นครธม”

กล่าวโดยย่อกัมพูชามีคำว่า “ไพร” แต่ต่างกับไทยที่มีทั้ง “ไพรและไพร่” (คือมีคำที่เติมวรรณยุกต์เข้าไปด้วย เพราะภาษาเขมรต่างกับไทย ตรงเรื่องมีและไม่มีวรรณยุกต์ เป็นและไม่เป็น tonal language)

ขอเพิ่มเติมอีกว่า  ผู้เขียนมีเพื่อนคนหนึ่ง  ซึ่งเป็นทั้งศิษย์เก่า “สวนฯ และท่าพระจันทร์” ด้วยกัน  อ. พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีนิติฯ มธ. และผู้ใหญ่ในวงการอัยการ  เมื่อได้รับอีเมล์ของผุ้เขียน ก็ลงมือค้นคว้า และส่งข้อความนี้มา 

“คำว่า “ไพร่” = pariah

Word History: The word pariah, which can be used for anyone who is a social outcast, independent of social position, recalls a much more rigid social system, which made only certain people pariahs. The caste system of India placed pariahs, also known as Untouchables, very low in society. The word pariah, which we have extended in meaning, came into English from Tamil paaiyar, the plural of paaiyan, the caste name, which literally means “(hereditary) drummer” and comes from the word paai, the name of a drum used at certain festivals. The word is first recorded in English in 1613. Its use in English and its extension in meaning probably owe much to the long period of British rule in India.

ขอเก็บความย่อๆ ดังนี้ คือ  คำว่า pariah ในภาษาอังกฤษซึ่งหมายถึง “จัณฑาล” หรือ untouchable นั้น  มีรากศัพท์มาจากคำในภาษาทมิฬว่า “paraiyar” หรือ “paraiyan” ที่มาจากคำว่า “parai” อีกทีหนึ่ง  คำๆนี้มีความหมายดั้งเดิมว่า “กลอง” หรือ “คนตีกลอง” และจากการที่อังกฤษปกครองอินเดียโดยเฉพาะแถบรัฐทมิฬนาฎูอยู่หลายร้อยปี  คำๆ นี้ก็เลยหลุดเข้ามาและถูกยืมมาใช้  จนกลายเป็นคำในภาษาอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2156 (1613) หรือช่วงประมาณหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 พ.ศ. 2112 นั้น  คำๆนี้ก็กลายเป็น pariah อย่างที่ใช้ในปัจจุบัน อ. พนัส ไม่ได้สรุปว่าคำว่า “ไพร่” มาจากคำภาษาทมิฬว่า paraiya หรือ paraiyan  แต่ข้อมูลที่ส่งมานั้น  ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง  เหมือนๆ กับข้อเสนอคำว่า “ไป” ข้างต้นของ ดร. ยุกติ และ/หรือ คำว่า “ไพร” ในภาษาเขมร

อนึ่ง ชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต มิตรนักเขียนรุ่นเยาว์ ได้ส่งคำอธิบายมาร่วม “แจม” อย่างเรียบง่ายและสั้นดังนี้

“ไพร่ เป็นชนชั้นหนึ่งที่อยู่ในระบบอุปถัมภ์  มีมาแต่อยุธยา
ไพร่ ต้องมี “มูลนาย” เลี้ยงดู เช่น รับจ้างทำนา ทำไร่
หรือบ้างครั้ง “มูลนาย” ให้หยิบยืมช่วยเหลือ ข้าว ปลา เงิน ทอง
ไพร่ สามารถปรับสถานฐานะตัวเองได้ เช่น มาเป็น ทหารเก่งฉกาจอย่าง เสมา ใน ขุนศึก ของ ไม้ เมืองเดิม  หรือ จเด็จ ลูกแม่นมลาวชี ทีสยุมพรกับ ตาละแม่จันทา พี่สาว มังตรา (มีฐานะเป็นพี่เขยเจ้าเหนือหัวตองอู่)
และ สยุมพรกับ ตะลาแม่กุสุมา ธิดาเมืองแปร (เป็นราชบุตรเขยพระเจ้าแปร)
จะพ้นจากการสักเลข  ไพร่ก็บวชเป็นพระ  หรือหลบลี้หนีหายเข้าป่าเขาดง
หาก ไพร่ ไม่มีมูลนายดูแล ก็ไปขายตัวเป็น ทาส
ไพร่ ที่ประกาศบนเวที หลายคนก็เป็น
เช่น วีระ (อดีต รมช.มหาดไทย) เป็นอำมานตย์มาก่อน
และยังเป็นอยู่ เช่น สส.เพื่อไทย อย่าง จตุพร (แถมมีพี่ชายเป็นคุณพระอีกต่างหาก)”
 

เนื่องจากระยะเวลาอันจำกัด  ทำให้ผู้เขียนไม่กล้าสรุปว่า “ความเป็นมา” หรือ “ที่มา” (philology) หรือ “นิรุกติศาสตร์” ของคำว่า “ไพร่” นั้นมาจากไหน  แต่ก็ขอตั้งข้อสังเกตไว้ว่า  ในชั้นเดิม “ไพร่” = “ฐานันดร” (หรือชาติกำเนิด) ซึ่งเป็นการกำหนดชนชั้นในสังคมโบราณ “ศักดินา” ของไทยก่อน “สมัยใหม่” (modern period, modernity) หรือกล่าวได้ว่า “ไพร่” มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย-อยุธยา-ธนบุรี-รัตนโกสินทร์ (และก็มีการใช้คำนี้ในส่วนกลาง ไม่ใช่ในส่วนชายขอบ หรือส่วนนอกที่ไกลออกไปอย่างล้านนาหรือล้านช้าง) แล้วก็มีการใช้ในแง่ของ “ฐานันดร” ของ “ไพร่” อยู่จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2448 (1905) ที่มี พ.ร.บ. การเกณฑ์ทหารเป็นครั้งแรกในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ซึ่งทำให้ระบบ “ไพร่” (หลวง-สม-ส่วย) สลายตัวไป  กลายรูปไปเป็นการเกณฑ์ทหาร (และ/หรือการเก็บภาษีอากรหรือเงินรัชชูปการ) แทน

โปรดสังเกตว่า แม้สยามเมืองไทยสมัยนั้น  จะมีการ “เลิกทาส” (อย่างค่อยเป็นค่อยไป) ในสมัยเดียวกันนี้  แต่ก็ไม่มีการ “เลิกไพร่” ซึ่งได้ “สลายและถูกกลืนให้กลายเป็นระบบใหม่” (ที่ทำให้มีการใช้คำแทน  และกลายเป็น “ราษฎร” หรือเป็น “พลเมือง” หรือเป็น “ประชาชน”) อย่างที่เห็นและใช้เรียกกันในปัจจุบัน

ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตไว้อีกว่า  ในยุคสมัยของการที่ “ไพร่” มีสถานะเป็น “ฐานันดร” นั้น เรามีคำโบราณที่เปรียบเสมือนการจับคู่ (ชก) ของคำที่ “ตรงข้าม” กัน แต่อยู่ “คู่กัน” ทั้งที่ “ร่วมมือและขัดแย้ง” กัน เช่น “ไพร่หนีเจ้า บ่าวหนีนาย” คือในความหมายที่ว่า “ไพร่หรือบ่าว” นั้น เป็นคู่ตรงกันข้ามกับ “เจ้าหรือนาย” แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนเข้าสู่สมัยใหม่ คู่ของคำนี้ ก็เปลี่ยนไปเป็น “ไพร่กับผู้ดี” อย่างในนวนิยายของ “ดอกไม้สด” เรื่อง “ผู้ดี” (พ.ศ. 2480) ซึ่งไม่ใช่เรื่องของ “ฐานันดร” (หรือชาติกำเนิด) แต่เป็นเรื่องของกริยามารยาท ความประพฤติ รสนิยม และวิถีการดำรงชีวิต เป็น mannerism คือมีสิทธิที่จะเลือกได้เอง  เปลี่ยนหรือสร้างขึ้นเอง  หาใช่ปราศจากซึ่ง “สิทธิ-เสรีภาพ” ที่จะเลือกได้อย่างในสังคมโบราณ (ancient period/regime)ไม่ (โปรดสังเกต คำว่า “ชาติวุฒิ-วัยวุฒิ-คุณวุฒิ ที่ใช้กันในปัจจุบัน  และต้องประเมินคุณค่าว่าสิ่งไหนเป็นอันดับต้นหรือรองๆ ลงไป)

ท้ายที่สุด ก็คือคำว่า “ไพร่” ที่น่าจะ “ตาย” สนิทไปแล้ว  แต่ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา  แถมยังถูกจับให้เข้าคู่กับคำอีกคำหนึ่ง (คู่ชก) คือ “อำมาตย์” แทนที่จะเป็น “เจ้า-นาย-ผู้ดี” VS “ไพร่-บ่าว-ข้า-ทาส” ก็ยิ่งทำให้เราต้องตั้งคำถามทางวิชาการประวัติศาสตร์  ต้องถามมาว่า who-what-when-why ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อสร้างความเข้าใจในเบื้องต้น อันเป็นบทเรียนแรกๆของเราๆท่านๆ  ผู้ต้องการหรืออุปโลกขึ้นมาในภารกิจของ “ปฏิรูป-ปรองดอง-สมานฉันท์-ประสานประโยชน์-เกี้ยเซี้ย” หรืออะไรต่อมิอะไรที่พร่ำบ่นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้