annual viagra sales
viagra over the counter london
uses viagra
canadian generic cialis pills
name generic cialis
is generic viagra fda approved
over the counter viagra substitute
cialis pill
discount wholesale cialis
frauen viagra
cheap viagra canada no prescription
cheapest viagra australia
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012025

ความเสมอภาคในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายอังกฤษ: ปีดิเทพ อยู่ยืนยง

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“ภายใต้กฎหมาย Equality Act 2010 โดยสถาบันอุดมศึกษาในอังกฤษไม่สามารถอ้างเหตุจากการตั้งครรภ์หรือการมีบุตรของนักศึกษาในการเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษาดังกล่าว ให้มีการปฏิบัติแตกต่างจากนักศึกษาทั่วไป”

แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายอังกฤษ

อาจารย์ ปีดิเทพ อยู่ยืนยง*

[1] บทนำ

มหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษเคยประสบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในการปฏิบัติต่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกับมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ อันเนื่องมาจากการกระทำการหรือการปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอคติและอำเภอใจ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทั้งในแง่ศีลธรรมและกฎหมายของอังกฤษ ดังนั้น รัฐบาลอังกฤษจึงได้แสวงหาแนวทางเพื่อกำหนดเป็นมาตรการเฉพาะในการต่อต้านการเลือกปฏิบัติภายใต้แนวคิดพื้นฐานของการปฏิบัติต่อผู้ที่มีที่มาจากความหลากหลาย (Diversity) ที่แตกต่างกัน เช่น อายุ ความพิการ เพศ การตั้งครรภ์ การสมรส ศาสนาและความเชื่อ เป็นต้น

ในเวลาต่อมาประเทศอังกฤษได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายเฉพาะในการขจัดการเลือกปฏิบัติและสร้างความเท่าเทียมกันบนพื้นฐานของความหลากหลายของประชาชน ได้แก่ กฎหมาย Equality Act 2010 ซึ่งมาตรการทางกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นการบูรณาการและปรับปรุงกฎหมายที่กระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายลายลักษณ์อักษรฉบับต่างๆ[1] ให้เพิ่มประสิทธิภาพของกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกันและปราศจากการเลือกปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมากยิ่งขึ้น

ฉะนั้น มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศอังกฤษจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการปฏิบัติต่อนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยบนพื้นฐานของความหลากหลายและลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค โดยมาตรการทางกฎหมายเฉพาะในปัจจุบัน ได้แก่ กฎหมาย Equality Act 2010 ได้กำหนดหลักการที่สำคัญสามประการในการสร้างความเท่าเทียมของประชาชนทั่วไปและประชาชนเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสถาบันอุดมศึกษาของอังกฤษ ได้แก่ ประการแรก มหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติต่อนักศึกษาและบุคลากรระดับต่างๆ โดยเคารพในสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (to be treated with respect and dignity) ประการที่สอง มหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติต่อนักศึกษาและบุคลากรระดับต่างๆ โดยคำนึงถึงกระบวนการ การประเมินและการตัดสินอย่างเป็นธรรม (to be treated fairly with regard to all procedures, assessments and choices) ประการที่สาม มหาวิทยาลัยต้องกระทำการต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเท่าเทียมในมหาวิทยาลัยและบริการต่างๆ ของทางมหาวิทยาลัยอย่างเต็มกำลัง (to receive encouragement to reach their full potential) ด้วยประการนี้มหาวิทยาลัยจำต้องปฏิบัติการหรือกระทำการใดๆที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย Equality Act 2010

[2] การเสริมสร้างความเท่าเทียมบนความหลากหลายภายใต้กฎหมาย Equality Act 2010

สถาบันการศึกษาในประเทศอังกฤษประกอบด้วยคนที่มีความแตกต่างและความหลากหลายทางที่มาและความคิด นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยในอังกฤษยังประกอบด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก เช่น ผู้ที่เป็นพลเมืองของรัฐเอง ผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากในประเทศอังกฤษและผู้ที่เข้าประเทศมาโดยต้องการศึกษาภายในช่วงเวลาที่ได้รับอนุญาต เป็นต้น ซึ่งผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้มีลักษณะ (Characters) ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดหรือที่เกิดจากกระบวนการหล่อหลอมทางสังคม เช่น อายุ ความพิการทางกาย เพศ ความเชื่อ และศาสนา เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อทุกคนมีลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่ไม่เหมือนกันและมาอยู่รวมกันในสถาบันอุดมศึกษา จึงก่อให้เกิดความหลากหลาย (Diversity) ของผู้ที่มีส่วนได้เสียกับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายผู้สอน พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่ต้องทำงานหรือศึกษาร่วมกันภายใต้ความหลากหลายดังกล่าว แม้ว่าหลากหลายจะเป็นสิ่งที่ดีทำให้ผู้คนได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันและสามารถเข้าใจผู้ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากตนได้ แต่อย่างไรก็ดี ความหลากหลายทางลักษณะของบุคคลอาจนำมาซึ่งความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน จนไปถึงการทะเลาะเบาะแว้งอันนำไปสู่ข้อพิพาทในหลายกรณีในเวลาต่อมา เช่น ปัญหาการเหยียดผิวและปัญหาในการเลือกปฏิบัติจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ เป็นต้น

ฉะนั้น รัฐบาลอังกฤษได้ตระหนักถึงความหลากหลายของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยอันถือเป็นการศึกษาขึ้นสูงของอังกฤษ (Higher education) เช่น การเข้ามาเป็นแรงงานในมหาวิทยาลัย การเข้ามาศึกษาและการเข้ามามีส่วนได้เสียในลักษณะต่างๆ เป็นต้น ด้วยประการนี้ รัฐบาลอังกฤษจึงแสวงหาวิธีการและกฎหมายเฉพาะเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) ในกรณีต่างๆ ที่เกิดจากความแตกต่างหรือความหลากหลายของลักษณะของแต่ละบุคคลดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้น

การต่อต้านการเลือกปฏิบัติในสังคมมหาวิทยาลัยที่ประกอบด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สังคม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีความแตกต่างกัน ย่อมก่อให้เกิดความเสมอภาค (Equality) ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยอันเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงควรถูกรับรองหรือคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน กล่าวคือ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยทุกคนควรได้รับการปฏิบัติและได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันโดยปราศจากอคติส่วนตนจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยการเสริมสร้างความเท่าเทียมดังกล่าวเท่ากับเป็นการส่งเสริมสิทธิที่จะได้รับบริการทางการศึกษาของประชาชนและสิทธิของผู้ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมาในข้างต้น ประเทศอังกฤษจึงได้แสวงหาแนวทางในการสร้างความเท่าเทียมเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีความเสมอภาคต่อหน้าหลักเกณฑ์ที่มีบรรทัดฐานและเสรีภาพในการกระทำการต่างๆ ตราบเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อหลักเกณฑ์ที่รัฐได้ตั้งไว้ ซึ่งการที่ในปี 2010 รัฐบาลอังกฤษจึงบัญญัติกฎหมายเฉพาะขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันเสรีภาพและความเสมอภาค โดยกำหนดลักษณะของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง (Protected characters) เช่น อายุ เพศ ความเชื่อ ศาสนา เชื้อชาติ และการแสดงออกทางเพศ เป็นต้น ซึ่งการกำหนดลักษณะของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง ที่ถือเป็นการกำหนดให้ประชาชนมีความเสมอภาคเฉพาะเรื่องที่กฎหมายลายลักษณ์อักษ๋รได้กำหนดไว้

[3] สาระสำคัญของกฎหมาย Equality Act 2010 กับสถาบันอุดมศึกษาของอังกฤษ

รัฐบาลอังกฤษจึงได้บัญญัติกฎหมาย Equality Act 2010 อันเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญในการสร้างความเท่าเทียมระหว่างประชาชนในประเทศทุกระดับชั้น โดยยืนอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและการขจัดการเลือกปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนบทพื้นฐานของความหลายหลายความหลากหลายตามลักษณะของบุคคลที่มีความแตกต่างกันในด้านอายุ เพศ ความพิการทางกาย สีผิว ศาสนาและความเชื่อ[2] โดยที่ภาครัฐหรือภาคเอกชนไม่อาจอ้างเหตุใดๆ อันเป็นการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนตามลักษณะของบุคคลและเหตุที่กฎหมายได้กำหนดไว้[3]

กฎหมาย Equality Act 2010 ยังได้กำหนดลักษณะของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง (Protected characters) ได้แก่ อายุ (age) ความพิการทางกาย (disability) การแปลงเพศ (gender reassignment) การแต่งงานและการใช้ชีวิตคู่ (marriage and civil partnership) การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร (pregnancy and maternity) สีผิว (race) ศาสนาและความเชื่อ (religion or belief)[4] เพศ (sex) รสนิยมทางเพศ[5] (sexual orientation) โดยเหตุที่กฎหมายได้กำหนดลักษณะของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองก็เพื่อกำหนดให้ประชาชนมีความเสมอภาคเฉพาะเรื่องที่กฎหมายลายลักษณ์อักษรได้กำหนดไว้

ดังนั้น มหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดกิจกรรมการบริการสาธารณะด้านการศึกษาและกิจกรรมที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาไม่ให้มีลักษณะขัดหรือแย้งกับกฎหมาย Equality Act 2010 อันถือเป็นบทบัญญัติเฉพาะที่เสริมสร้างความเท่าเทียมกันของประชาชนในสังคมโดยทั่วไปและเสริมเสร้างความเท่าเทียมกันของบุคคลที่มีส่วนได้เสียกับการศึกษาระดับอุดมศึกษา เช่น นักศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนและผู้ปกครองของนักศึกษา เป็นต้น

นอกจากที่กฎหมายดังกล่าวได้กำหนดลักษณะของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว กฎหมายดังกล่าวยังได้กำหนดเกณฑ์ของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในกรณีต่างๆ (Unfair treatment) ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการกำหนดการคุ้มครองความเสมอภาคของประชาชนเฉพาะเรื่องให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทำให้องค์กรที่ใช้อำนาจรัฐหรือจัดบริการสาธารณะด้านต่างๆ ตระหนักถึงเสรีภาพของประชาชนและปฏิบัติต่อประชาชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากการกีดกันและการเลือกปฏิบัติ

[3.1] ลักษณะของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมาย Equality Act 2010

กฎหมาย Equality Act 2010 ยังได้กำหนดลักษณะของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง (Protected characters) ได้แก่ อายุ ความพิการทางกาย การแปลงเพศ การแต่งงานและการใช้ชีวิตคู่ การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร สีผิว ศาสนาและความเชื่อ เพศ และรสนิยมทางเพศ[6]

[3.1.1] อายุ[7]

กฎหมาย Equality Act 2010 ได้กำหนดเรื่องความเสมอภาคด้านอายุ (discrimination on the grounds of age) เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติภายในมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานในมหาวิทยาลัยและการศึกษาในมหาวิทยาลัยให้มีความเที่ยงธรรมโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ เช่น การปฏิเสธผู้มีอายุเกินกว่า 40 ปี ในการรับสมัครเข้าคัดเลือกเพื่อศึกษาต่อในโรงเรียนแพทย์ เป็นต้น

[3.1.2] ความพิการทางกาย[8]

กฎหมายฉบับนี้มุ่งต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการจากการกระทำที่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการเลือกปฏบัติชนิดนี้จะสำเร็จต่อเมื่อมหาวิทยาลัยในฐานะที่เป็นนายจ้างหรือต้นสังกัดทางการศึกษา ได้รู้หรือควรรู้เหตุแห่งความพิการของพนักงานมหาวิทยาลัยหรือนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนั้นๆ และกระทำการเลือกปฏิบัติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การที่พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนถูกเลิกจ้างหรือปรับย้าย เพียงเพราะมีอาการของโรคหัวใจ ที่ผู้บังคับบัญชาคาดการณ์ว่าอาการดังกล่าวอาจเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถทำงานได้ทันเพื่อนร่วมงานหรือไม่สามารถผลิตผลงานได้เท่ากับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เป็นต้น

[3.1.3] การแปลงเพศ[9]

กฎหมายฉบับนี้ของอังกฤษ ได้ขยายการคุ้มครองไปยังพนักงานมหาวิทยาลัยหรือนักศึกษาที่ต้องการเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ในการผ่าตัดแปลงเพศ โดยกฎหมายดังกล่าวคุ้มครองลักษณะแรงงานสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการลาเพื่อเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศและการพักฟื้นจากการผ่าตัดแปลงเพศ นอกจากนี้ ยังคุ้มครองไม่ให้มหาวิทยาลัยในฐานะนายจ้างหรือผู้ให้บริการทางการศึกษาเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษาหรือพนักงานมหาวิทยาลัยที่แปลงเพศมาแล้วด้วยอีกประการหนึ่ง

[3.1.4] การแต่งงานและการใช้ชีวิตคู่[10]

การสมรสและการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของนักศึกษาโดยชอบด้วยกฎหมายแพ่งของอังกฤษ ย่อมได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมายส่งเสริมความเสมอภาคฉบับนี้ เพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยเลือกปฏิบัติทางด้านการจ้างงานหรือการให้บริการในมหาวิทยาลัยด้วยเหตุที่บุคคลนั้นมีสถานะสมรส

[3.1.5] การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร

มหาวิทยาลัยไม่อาจอ้างเหตุแห่งการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรของหญิง เพื่ออาศัยเหุตดังกล่าวในการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานมหาวิทยาลัยหรือนักศึกษาดังกล่าวอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติจากการจ้างงานก็ดีหรือการเลือกปฏิบัติจากการให้บริการทางการศึกษาก็ตาม เช่น การปฏิเสธไม่รับนักศึกษาเข้าเรียนเพียงเพราะนักศึกษาดังกล่าวตั้งครรภ์ ได้คลอดบุตรแล้วและต้องเลี้ยงดูบุตรอย่างใกล้ชิดควบคู่ไปกับการรับการศึกษาในมหาวิทยาลัย เป็นต้น

[3.1.6] การเหยียดผิว[11]

กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดห้ามการเหยียดผิวหรือการอาศัยความแตกต่างทางเชื้อชาติ สัญชาติและสีผิวมาเป็นเหตุให้เกิดการเลือกปฏิบัติการการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมในสถาบันอุดมศึกษา นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังไม่ยอมรับการเหยียดผิวแบบกลุ่มได้ (Racial group) อันถือเป็นเหตุประการหนึ่งที่เข้าลักษณะการเหยียดผิวที่มิชอบด้วยกฎหมาย

[3.1.7] ศาสนาและความเชื่อ[12]

กฎหมาย Equality Act 2010 ได้ห้ามไม่ให้สถาบันอุดมศึกษาเลือกปฏิบัติต่อความแตกต่างทางการยอมรับนับถือศาสนา (Religion) นิกายของศาสนา (Denomination of a religion) และปรัชญาความเชื่อส่วนบุคคล (Religious or philosophical belief) รวมไปถึงการยอมรับสิทธิในการไม่นับถือศาสนาของบุคคลอื่นด้วย

[3.1.8] เพศ[13]

มหาวิทยาลัยไม่อาจอาศัยเรื่องเพศในการเลือกปฏิบัติระหว่างบุคลากรและนักศึกษาชายและหญิงได้

[3.1.9] รสนิยมทางเพศ[14]

สถาบันอุดมศึกษาอังกฤษไม่อาจอาศัยรสนิยมทางเพศส่วนบุคคลมาเป็นเหตุในการอ้างเพื่อกระทำหรือปฏิบัติการในการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างไม่เท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นการอาศัยเพศเป็นเหตุในการเลือกปฏิบัติต่อคนเพศเดียวกัน (same sex) เพศตรงข้าม (opposite sex) และผู้มีรสนิยมชอบรักสองเพศ (bisexual) เช่น การล้อเลียนเพื่อนร่วมงานในเรื่องรสนิยมทางเพศของเพื่อนร่วมงานในมหาวิทยาลัยหรือการที่อาจารย์ล้อเลียนรสนิยมทางเพศของนักศึกษา เป็นต้น

[3.2] การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมภายใต้กฎหมาย Equality Act 2010

[3.2.1] การเลือกปฏิบัติทางตรง

กฎหมาย Equality Act 2010 ได้กำหนดเรื่องของการเลือกปฏิบัติทางตรง (Direct discrimination) ใน มาตรา 13[15] โดยมาตราดังกล่าวได้วางหลักเกณฑ์ในเรื่องของการเลือกปฏิบัติโดยตรง กล่าวคือ หากหน่วยงานใดหรือบุคคลใดเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยการเลือกปฏิบัติดังกล่าวต้องเข้าลักษณะการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้น้อยกว่ามาตรฐานหรือด้อยมาตรฐานกว่าที่พึ่งปฏิบัติต่อบุคคลทั่วไป ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาต้องไม่เลือกปฏิบัติเฉพาะต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้น้อยกว่ามาตรฐานหรือด้อยมาตรฐานกว่าที่พึ่งปฏิบัติต่อบุคคลทั่วไป โดยคำนึงถึงลักษณะของบุคคลที่กฎหมายได้คุ้มครองความหลากหลายของบุคคลที่มีความแตกต่างกันเพื่อให้บุคคลที่มีลักษณะต่างๆ ทางด้าน อายุ ความพิการทางกาย การแปลงเพศ การแต่งงานและการใช้ชีวิตคู่ การตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตร สีผิว ศาสนาและความเชื่อ เพศ การแสดงออกทางเพศ เช่น การปฏิเสธไม่ให้นักศึกษาผู้พิการทางกาย เข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษาที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นและการปฏิเสธไม่ให้พนักงานมหาวิทยาลัยอาวุโสไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมเพิ่มพูนทักษะทางคอมพิวเตอร์ โดยเปิดโอกาสให้เพียงพนักงานมหาวิทยาลัยรุ่นใหม่เข้าอบรมเท่านั้น เป็นต้น

นอกจากนี้ การเลือกปฏิบัติภายใต้กฎหมาย Equality Act 2010 อาจแบ่งได้เป็นสามกรณีด้วยกัน ได้แก่ กรณีแรก การเลือกปฏิบัติโดยอาศัยพื้นฐานของความสัมพันธ์ (discrimination based on association) กล่าวคือ การเลือกปฏิบัติโดยอาศัยเงื่อนไขของความผิดพลาดหรือความบกพร่องของผู้ที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลผู้ถูกเลือกปฏิบัติ เช่น การไม่อนุญาตให้นักศึกษาที่มีบุตรวัยเด็กเข้าร่วมพิธีประสาทปริญญาบัตร เพียงเพราะเกรงว่าเด็กจะมีพฤติกรรมซุกซนหรือส่งเสียงดังในขณะดำเนินพิธีประสาทปริญญาบัตร เป็นต้น กรณีที่สอง การเลือกปฏิบัติโดยอาศัยความเข้าใจส่วนตน (discrimination based on perception) กล่าวคือ การเลือกปฏิบัติจากการอาศัยความเข้าใจส่วนตนหรือคาดเดาว่าบุคคลอื่นจะมีพฤติกรรมเป็นเช่นที่ตนคาดการณ์ และเลือกปฏิบัติต่อบุคคลอื่นโดยอาศัยความเข้าใจส่วนตนมาประกอบการเลือกปฏิบัติ เช่น การที่เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะร่วมงานหรือประสานงานกับนักศึกษาคนหนึ่ง เพียงเพราะคิดว่านักศึกษาคนนั้นเป็นผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ (gay) เป็นต้น กรณีสุดท้าย การเลือกปฏิบัติจากลักษณะของบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองสองลักษณะขึ้นไป (combined discrimination หรือ dual protected characteristics) กล่าวคือ กฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 14[16] ได้กำหนดให้พนักงานมหาวิทยาลัยหรือนักศึกษามหาวิทยาลัยได้รับการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติจากลักษณะของบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองสองลักษณะขึ้นไป เช่น การเลือกปฏิบัติต่อพนักงานมหาวิทยาลัยไม่ให้ได้รับการเลื่อนขึ้นหรืออัตราเงินเดือน เพียงเพราะพนักงานมหาวิทยาลัยคนนั้นเป็นเพศหญิงและมีผิวดำ อันถือเป็นพฤติกรรมการเหยียดเพศและเหยียดผิว (combination) ในคราวเดียวกัน

[3.2.2] การเลือกปฏิบัติทางอ้อม

กฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 19[17] ได้วางหลักเกณฑ์การเลือกปฏิบัติทางอ้อม (Indirect discrimination) กล่าวคือ แม้จะเป็นการปฏิบัติอย่างเป็นกลาง (neutral) ในการกระทำต่างๆ แต่อย่างไรก็ดี การปฏิบัตินั้นอาจเป็นการกระทบสิทธิทางอ้อมของผู้ถูกเลือกปฏิบัติ เช่น แม้ว่ามหาวิทยาลัยมีคำสั่งให้พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนมาช่วยงานในเวลาพิเศษนอกเหนือจากเวลาทำงานทั่วไปทุกคน แต่คำสั่งดังกล่าวของทางมหาวิทยาลัยอาจไปกระทบสิทธิของพนักงานมหาวิทยาลัยเพศหญิงและกำลังเลี้ยงดูบุตรวัยเด็กทางอ้อม เป็นต้น

[3.2.3] การล่วงละเมิด

กฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 19[18] ได้วางหลักเกณฑ์ในเรื่องของการล่วงละเมิด (Harassment) ในลักษณะต่างๆ อันอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของผู้ที่ถูกละเมิดจากความหลากหลายหรือความแตกต่างของบุคคลหรือลักษณะเฉพาะของบุคคลแต่ละคนที่ควรได้รับการคุ้มครองและถูกปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ การล่วงละเมิดภายใต้กฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วยการล่วงละเมิด เช่น การล่วงละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมโดยมุ่งหรือก่อให้เกิดผลกระทบจากการข่มขู่ การอาฆาต ทำให้อับอาย การปิดโอกาสไม่ให้มีการร้องทุกข์ การล่วงละเมิดต่อผู้ร้องเรียน และการล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า กฎหมาย Equality Act 2010 มุ่งประสงค์จะคุ้มครองผู้ถูกล่วงละเมิดในลักษณะที่แตกต่างกันเพื่อก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันภายใต้ความหลากหลายของผู้คนในสังคม ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาของรัฐจึงต้องปฏิบัติกฎหมายดังกล่าว ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนของสถาบันอุดมศึกษาต้องกระทำการไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายฉบับดังกล่าว เช่น อาจารย์ไม่สามารถล่วงละเมิดทางเพศนักศึกษาได้หรืออาจารย์ไม่สามารถกล่าวเรื่องที่ส่อไปในทางเพศต่อนักศึกษาได้ อันถือเป็นการล่วงละเมิดนักศึกษาในทางหนึ่ง เป็นต้น

[3.2.4] การทำให้บุคคลอื่นตกเป็นเหยื่อ

กฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 27[19] ได้วางหลักในเรื่องของการทำให้บุคคลอื่นตกเป็นเหยื่อ (Victimisation) จากการกระทำอันเป็นการเลือกปฏิบัติหรือกีดกันทางหนึ่งทางใด ตัวอย่างเช่น นักศึกษาที่เคยมีประวัติในการยื่นเรื่องเพื่อตรวจสอบอาจารย์มหาวิทยาลัยในการปฏิบัติหน้าที่ท่านหนึ่ง กลับถูกกีดกันโอกาสทางการศึกษาและบริการต่างๆ จากอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านอื่น เพียงเพราะเคยมีประวัติดังกล่าว เป็นต้น

[3.2.5] การรับนักศึกษาเข้าศึกษาและการปฏิบัติต่อนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา

กฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 91[20] ได้วางหลักเกณฑ์ห้ามมิให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของอังกฤษเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่กำลังจะสมัครเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (Admission and treatment of students) ซึ่งกระบวนการในการรับนักศึกษาเข้าศึกษานอกจากจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของทางมหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้อย่างเคร่งครัดในการคัดเลือกนักศึกษาเพื่อเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วย นอกจากในเรื่องของการรับนักศึกษาเข้าศึกษาแล้ว กฎหมายดังกล่าวยังได้กำหนดให้สถาบันการศึกษาต้องไม่เลือกปฏิบัติกับนักศึกษาในอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าถึงประโยชน์จากการบริการทางธุรการและบริการทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน เช่น นักศึกษาที่ร่างกายปกติและนักศึกษาที่ร่างกายพิการ ก็สามารถเข้าใช้สถานที่ออกกำลังกายของสถาบันการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นต้น

[3.2.6] การจ้างแรงงานในสถาบันอุดมศึกษา

แม้ว่าประเทศอังกฤษจะมีมาตรการทางกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่คุ้มครองการเลือกปฏิบัติภายในสถานที่ทำงานอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับเดิมที่ผ่านๆมาของประเทศอังกฤษไม่ได้ขยายหลักการในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของลูกจ้าง (employees) ให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ดังนั้น กฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 39[21] และมาตรา 40[22] จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อขยายสิทธิและเสรีภาพของลูกจ้างให้ได้รับความเท่าเทียมกันในระบบแรงงานสัมพันธ์และปราศจากการเลือกปฏิบัติจากนายจ้างหรือระบบการบังคับบัญชาภายในองค์กร เช่น การกำหนดมาตรการลงโทษนายจ้างที่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศแก่ลูกจ้างและการห้ามไม่ให้เลือกปฏิบัติในกรณีที่มีการพิจารณาการเลื่อนขั้นของลูกจ้าง เป็นต้น

ทั้งนี้ นอกจากกฎหมายดังกล่าวคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกเลือกปฏิบัติหรือกีดกันจากนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาตามสายการบังคับบัญชา กฎหมายดังกล่าวยังมุ่งประสงค์ที่คุ้มครองผู้สมัครเข้าทำงาน (Applicants) ในองค์กรของภาครัฐและเอกชนให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในการคัดเลือกบุคคลเพื่อรับเข้าทำงานในหน่วยงานต่างๆ

จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่าสถาบันอุดมศึกษาในประเทศอังกฤษต้องปฏิบัติตามกฎหมาย Equality Act 2010 เพื่อให้พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการและพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนได้มีโอกาสได้รับการปฏิบัติในด้านการจ้างแรงงานจากมหาวิทยาลัยอย่างเท่าเทียม ในฐานะที่ตนเป็นผู้ที่ทำงานภายใต้สัญญาจ้างปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย (contract worker) เช่น การได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาในมหาวิทยาลัยล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น

[3.2.7] การบริการให้บริการสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกของทางมหาวิทยาลัย

กฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 29[23] ได้กำหนดให้มหาวิทยาลัยในฐานะผู้ให้บริการทางการศึกษาและบริการที่เกี่ยวข้อง (service-provider) ต้องปฏิบัติต่อนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยอย่างเท่าเทียมในเรื่องของการขอใช้หรือการใช้ประโยชน์จากบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ (University facility service) ที่มหาวิทยาลัยได้จัดขึ้นโดยปราศจากการกีดกันที่ไม่เป็นธรรมและการเลือกปฏิบัติจากมหาวิทยาลัยในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยต้นสังกัดของนักศึกษาและบุคลากรดังกล่าว เช่น การมีคำสั่งห้ามบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับอาคารดังกล่าว เข้าไปใช้งานภายในบริเวณอาคารดังกล่าว เป็นต้น

[3.2.8] สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของสถาบันอุดมศึกษา

สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่มีหอพักหรือสิ่งอำนวยความสะดวก (Premises) ที่เก็บค่าบริการจากนักศึกษาต้องเก็บค่าบริการจากการใช้บริการจากอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่ารายเดือน รายปีหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าและใช้บริการค่าอินเตอร์เน็ต เป็นต้น จากบุคลากรและนักศึกษาที่อาศัยและพักอยู่ในสิ่งปลูกสร้างของสถาบันอุดมศึกษา (leasehold and commonhold) ทั้งนี้ เป็นไปตามกฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 36[24] ที่กำหนดให้มหาวิทยาลัยของรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นของรัฐที่มีฐานะเป็นผู้ดูแล (controller) อสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัย ต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวโดยต้องไม่มีนโยบาย ข้อบังคับหรือสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เอารัดเอาเปรียบและเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษา

[3.2.9] การให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์นันทนาการ

กฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 93[25] ได้ว่างหลักในเรื่องของการห้ามการเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษาที่ต้องการเข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาหรืออุปกรณ์เพื่อการนันทนาการ (Recreational facilities) ทั้งนี้ ก็เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยได้รับความเสมอภาคและปราศจากการกีดกันโอกาสในการใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาหรืออุปกรณ์เพื่อการนันทนาการต่างๆ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต้องไม่กระทำการใดๆ อันถือเป็นการล่วงละเมิดในกรณีต่างๆ ต่อผู้ต้องการเข้าใช้บริการของสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาและอุปกรณ์เพื่อการนันทนาการด้วย

[3.2.10] หน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐ

นอกจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในประเทศอังกฤษถือเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูงที่มีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะทางการศึกษาแล้ว สถาบันอุดมศึกษายังถือเป็นหน่วยงาน ที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติต่อประชาชนที่มาเข้ารับการศึกษาขั้นสูงในระดับอุดมศึกษาของอังกฤษหรือประชาชนที่กลายมาเป็นบุคลากรสายวิชาการหรือสายสนับสนุนของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อขับเคลื่อนบริการสาธารณะทางการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไป (Public sector equality duty)

ด้วยเหตุนี้ กฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 149[26] กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการต่อต้านการเลือกปฏิบัติหรือการกีดกันเพื่อให้ประชาชนได้รับความเท่าเทียม สามประการด้วยกัน ประการแรก หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ขจัดการเลือกปฏิบัติ การล่วงละเมิดต่างๆ การทำให้บุคคลตกเป็นเหยื่อ และกรณีอื่นๆที่ต้องห้ามตามกฎหมายฉบับนี้ ประการที่สอง หน่วยงานของรัฐควรส่งเสริมความเท่าเทียมทางโอกาสของกลุ่มผู้มีลักษณะเฉพาะ เช่น ชมรมนักศึกษาพิการทางสายตา กลุ่มนักศึกษาในแต่ละสาขาวิชา เป็นต้น เพื่อสร้างโอกาสให้ได้รับบริการจากภาครัฐอย่างเท่าเทียมและได้รับการสนับสนุนให้ได้รับโอกาสเท่าเทียมกันในสังคม ประการสุดท้าย หน่วยงานของรัฐควรส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ที่มีลักษณะที่ได้รับความคุ้มครองกับบุคคลทั่วไป เช่น เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีกายพิการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกับนักศึกษาทั่วไป เป็นต้น

[4] ข้อพิจารณาเกี่ยวกับปัญหาความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย Equality Act 2010

จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้น อาจเห็นได้ว่ากฎหมาย Equality Act 2010 ฉบับนี้ ได้กำหนดบทบาทและหน้าที่ให้สถาบันอุดมศึกษาของรัฐได้ปฏิบัติต่อนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและปราศจากการเลือกปฏิบัติ ทั้งในเรื่องของการบริการสาธารณะทางการศึกษา การบริการนักศึกษาด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และการจ้างงานกับสวัสดิการแรงงานของบุคลากรทางการศึกษา ได้แก่ พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการและพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมวิชาการและการศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่อย่างไรก็ดี กฎหมาย Equality Act 2010 อาจมีข้อพิจารณาเฉพาะเกี่ยวกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาภายใต้กฎหมายฉบับนี้

[4.3.1] ความเสมอภาคด้านอายุ (Age Equality)

ปัญหาความเสมอภาคด้านอายุภายใต้กฎหมาย Equality Act 2010 ก่อให้เกิดข้อพิจารณาทางกฎหมายที่สำคัญสองประเด็นที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น กรณีการต่ออายุการทำงานของพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการและสายสนับสนุนภายในมหาวิทยาลัย กล่าวคือ การที่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐในประเทศอังกฤษพิจารณาขยายเวลาเกษียณอายุงาน (retirement age extension) ของพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการและสายสนับสนุนเป็น 65 ปี โดยเปิดโอกาสให้ผู้บังคับบัญชาหรือคณะกรรมการที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาขยายเวลาปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัย อาจส่งผลกระทบต่อพนักงานมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการพิจารณาขยายเวลาปฏิบัติงานได้ ทั้งนี้ การที่พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ได้รับการพิจารณาให้ต่ออายุหรือขยายระยะเวลาเกษียณอายุการปฏิบัติงานอาจมีสาเหตุมาจากการใช้ดุลพินิจในการไม่ต่ออายุการปฏิบัติงานหรือเกษียณอายุการปฏิบัติงานที่มีอคติหรือไม่เป็นธรรม จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างปัญหาธรรมาภิบาลทางการศึกษาในกฎหมายอังกฤษประการหนึ่ง[27] เป็นต้น

[4.3.2] ความเสมอภาคสำหรับผู้พิการ (Disability Equality)

แม้ว่ากฎหมาย Equality Act 2010 ของอังกฤษส่งเสริมให้ผู้มีความพิการทางกายสามารถมีสิทธิเท่าเทียมกับบุคคลที่มีร่างกายปกติและสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสถาบันอุดมศึกษา[28] แต่อย่างไรก็ดี กฎหมายดังกล่าวอาจประสบปัญหาในการนำไปปรับใช้หรือบังคับใช้ในการปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาด้านต่างๆ[29] ตัวอย่างเช่น การออกข้อบังคับให้นักศึกษาต้องส่งงานในรูปแบบของเอกสารที่เป็นกระดาษพิมพ์ (paper formats) และต้องนำงานดังกล่าวมาส่งที่มหาวิทยาลัยด้วยตนเอง อาจส่งผลกระทบต่อนักศึกษาที่มีลักษณะพิการทางกายอันเป็นอุปสรรคต่อการจัดพิมพ์รูปเล่มที่เป็นเอกสารและการเดินทางมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ปัญหากรจัดสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับนักศึกษาที่มีกายพิการหรือมีความบกพร่องทางกายหรือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับบรรยากาศในการเรียนในระดับอุดมศึกษาสำหรับผู้พิการ ย่อมสามารถสร้างหรือส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้สำหรับผู้พิการได้ แต่อย่างไรก็ดี มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศอังกฤษยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอ สำหรับนักศึกษาที่พิการทางกาย เป็นต้น[30]

[4.3.3] การแปลงเพศ (Gender Reassignment)

มหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติต่อนักศึกษาหรือบุคลากรที่ได้รับการแปลงเพศแล้วให้เท่าเทียมกับบุคคลทั่วไปภายใต้กฎหมาย Equality Act 2010 ดังนั้น มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาในอังกฤษจึงต้องปฏิบัติต่อผู้ที่ได้รับการแปลงเพศเสมือนกับบุคคลทั่วไป นอกจากนี้แล้ว มหาวิทยาลัยในอังกฤษควรพิจารณาลักษณะทางกายหรือสุขภาพของผู้ที่จะเข้าสู่กระบวนการแปลงเพศโดยการผ่าตัดแปลงเพศ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาในมหาวิทยาลัยเพื่อไปผ่าตัดแปลงเพศ การลางานหรือลาศึกษาเพื่อไปผ่าตัดแปลงเพศ หรือการขอลาพักฟื้นเนื่องมาจากการผ่าตัดแปลงเพศย่อมสมควรได้รับการอนุญาตจากมหาวิทยาลัยในฐานะนายจ้างของพนักงานมหาวิทยาลัและมหาวิทยาลัยต้นสังกัดของนักศึกษาที่ต้องการแปลงเพศ

[4.3.4] การตั้งครรภ์และการมีบุตร (Pregnancy and Maternity)

นักศึกษามหาวิทยาลัยในอังกฤษต้องไม่ถูกกีดกันหรือเลือกปฏิบัติจากมหาวิทยาลัยภายใต้กฎหมาย Equality Act 2010 โดยสถาบันอุดมศึกษาในอังกฤษไม่สามารถอ้างเหตุจากการตั้งครรภ์หรือการมีบุตรของนักศึกษาในการเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษาดังกล่าว ให้มีการปฏิบัติแตกต่างจากนักศึกษาทั่วไป นอกจากนี้ นักศึกษาที่ใกล้คลอดบุตร กำลังคลอดบุตรหรือกำลังพักฟื้นภายหลังกระบวนการคลอดบุตรเสร็จสิ้น ย่อมได้รับการอนุโลมหรือผ่อนปรนจากมหาวิทยาลัยในเรื่องการขาดสอบ (miss examinations) หรือกำหนดวันสุดท้ายของการส่งงานต่ออาจารย์ (coursework deadlines)

[5] สรุปแนวคิดจากส่งเสริมความเท่าเทียมในสถาบันอุดมศึกษาของอังกฤษภายใต้กฎหมาย Equality Act 2010

จากที่กล่าวมานี้ กฎหมาย Equality Act 2010 ของประเทศอังกฤษมีแนวคิดในการมุ่งเน้นการส่งเสริมความเท่าเทียมกันไม่เฉพาะความเท่าเทียมกันทางโอกาสของประชาชนโดยทั่วไป แต่กฎหมายดังกล่าวยังกำหนดแนวคิดในการเสริมสร้างความเท่าเทียมเพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันการศึกษาของอังกฤษมีเสรีภาพในการแสดงออกหรือสามารถใช้สิทธิได้อย่างเสรีตราบเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงขยายแนวคิดความเสมอภาคในสถาบันอุดมศึกษามากยิ่งขึ้น อาจเห็นได้จากการกำหนดลักษณะของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง (Protected characters) ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ เช่น อายุ เพศ ความเชื่อ ศาสนา เชื้อชาติ และการแสดงออกทางเพศ เป็นต้น ซึ่งการกำหนดลักษณะของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง ที่ถือเป็นการกำหนดให้ประชาชนมีความเสมอภาคเฉพาะเรื่องที่กฎหมายลายลักษณ์อักษรได้กำหนดไว้

นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังได้กำหนดยังกำหนดแนวทางเฉพาะในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของพนักงานมหาวิทยาลัยและนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันระดับอุดมศึกษา โดยกำหนดเกณฑ์ของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในกรณีต่างๆ (Unfair treatment) หรือข้อห้ามในการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม (Prohibited conduct) เพื่อเป็นการกำหนดการคุ้มครองความเสมอภาคในสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะเรื่องให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

แม้กฎหมาย Equality Act 2010 บัญญัติในเรื่องของการสนับสนุนการปฏิบัติต่อความหลากหลายของบุคคลลักษณะต่างๆในสถาบันอุดมศึกษาในอังกฤษและความเสมอภาคจากการปฏิบัติของมหาวิทยาลัยของรัฐหรือองค์กรของรัฐ แต่อย่างไรก็ดีกฎหมายดังกล่าวก็ยังมีข้อพิจารณาในปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมและความเสมอภาคของพนักงานมหาวิทยาลัยและนักศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป เช่น การต่ออายุการทำงานของพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการและสายสนับสนุนภายในมหาวิทยาลัยให้เกษียณอายุการปฏิบัติงานเป็น 65 ปี เป็นต้น

ดังนั้น จึงถือเป็นความท้าทายทางการศึกษาและบริการสาธารณะทางการศึกษาของประเทศอังกฤษในปัจจุบัน ที่นอกจากการมุ่งเน้นการสร้างเยาวชนและวัยรุ่นเพื่อเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคตแล้ว  สถาบันการศึกษาอุดมศึกษาอันเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูงของอังกฤษจำต้องพิจารณาถึงการเสริมสร้างความเท่าเทียมกับการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของบุคลากรมหาวิทยาลัยสายต่างๆ นักศึกษาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้รับการปฏิบัติที่ดีในสังคมแรงงานและการบริหารสาธารณะด้านการศึกษาหรือบริการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา อันเป็นการเสริมสร้างธรรมาภิบาลทางการศึกษาอีกประการหนึ่ง ทำให้บรรยากาศทางการศึกษาดีและเหมาะสมสำหรับการพัฒนาประชาชนอันจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต


* น.บ. มหาวิทยาลัยกรุงเทพ น.ม. (กฎหมายมหาชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ รป.ม. (นโยบายสาธารณะ) มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ LL.M. in Business Law Leicester De Montfort Law School นักวิจัยประจำสาขาวิชานิติศาสตร์ (กฎหมายสิ่งแวดล้อม) Leicester De Montfort Law School, UK อีเมลล์ pedithep.youyuenyong@email.dmu.ac.uk

[1] ก่อนปี 2010 ประเทศอังกฤษได้บัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิบัติต่อประชาชนภายในประเทศ (Domestic discrimination law) จำนวน 9 ฉบับ ได้แก่ กฎหมาย Equal Pay Act 1970 กฎหมาย Sex Discrimination Act 1975 กฎหมาย Race Relations Act 1976 กฎหมาย Disability Discrimination Act 1995 กฎหมาย Employment Equality (Religion or Belief) Regulations 2003 กฎหมาย Employment Equality (Sexual Orientation) Regulations 2003 กฎหมาย Employment Equality (Age) Regulations 2006 กฎหมาย Equality Act 2006 และ กฎหมาย Equality Act (Sexual Orientation) Regulations 2007 ที่ได้อนุวัตรการมาตรการทางกฎหมายของสหภาพยุโรปว่าด้วยการต่อต้านการเลือกปฏิบัติภายในประเทศสมาชิก เช่น ข้อบังคับสหภาพยุโรป Council Directive 2000/43/EC implementing the principle of equal treatment between persons irrespective of racial or ethnic origin และข้อบังคับสหภาพยุโรป Council Directive 2000/78/EC establishing a general framework for equal treatment in employment and occupation เป็นต้น ซึ่งต่อมากฎหมายอนุวัตรการดังที่ได้กล่าวมา ได้มีอิทธิพลต่อการจัดทำและบัญญัติกฎหมาย Equality Act 2010 อันเป็นการประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนบนพื้นฐานของความเท่าเทียม โปรดดูเพิ่มเติมใน UK Legislation, Equality Act 2010 Explanatory Notes Revised Edition  August 2010, UK Legislation, 2010, p 3.

[2] Equality and Human Rights Commission, What equality law means for you as an education provider – further and higher education, Equality and Human Rights Commission, 2011, p 10.

[3] UK Legislation, Equality Act 2010 Explanatory Notes Revised Edition August 2010, UK Legislation, 2010, p 3.

[4] รวมไปถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่นในการไม่นับถือศาสนา (lack of belief)

[5] ในบางตำราหรือเอกสารทางวิชาการเรียก ‘เพศวิถี’

[6] Equality Act 2010 section 4

[7] Equality Act 2010 section 5

[8] Equality Act 2010 section 6

[9] Equality Act 2010 section 7

[10] Equality Act 2010 section 8

[11] Equality Act 2010 section 9

[12] Equality Act 2010 section 10

[13] Equality Act 2010 section 11

[14] Equality Act 2010 section 12

[15] Equality Act 2010 section 13

[16] Equality Act 2010 section 14

[17] Equality Act 2010 section 19

[18] Equality Act 2010 section 19

[19] Equality Act 2010 section 27

[20] Equality Act 2010 section 91

[21] Equality Act 2010 section 39

[22] Equality Act 2010 section 40

[23] Equality Act 2010 section 29

[24] Equality Act 2010 section 36

[25] Equality Act 2010 section 93

[26] Equality Act 2010 section 149

[27] โปรดดูเพิ่มเติมในคดี the Heyday Case, Case C-388/07 R (The Incorporated Trustees of the National Council on Ageing (Age Concern England)) v Secretary of State for Business, Enterprise and Regulatory Reform[2009] IRLR 373 (ECJ) และโปรดดูคำพิพากษาเพิ่มเติมใน  Equality and Human Rights Commission, Age Regulations legal challenge (the ‘Heyday’ case), available online at http://www.equalityhumanrights.com/legal-and-policy/legal-updates/age-regulations-legal-challenge-the-heyday-case/

[28] Butlin, F. S., ‘The UN Convention on the Rights of Persons with Disabilities: Does the Equality Act 2010 Measure up to UK International Commitments?’, Industrial Law Journal, 40 (4): 428.

[29] Keen, S., ‘The Equality Act 2010: Disability discrimination’, New Law Journal, 160, 1331.

[30] Easton, C., ‘Revisiting the law on website accessibility in the light of the UK’s Equality Act 2010 and the United Nations Convention on the Rights of Persons with Disabilities’, International Journal of Law and IT, 20 (1): 9.