try cialis for free
viagra canada free sample
cialis from mexico
cheapest generic cialis online
viagra youtube
presciption free viagra
cialis dosage and uses
order cialis pills
generic cialis tadalafil php
discount viagra no rx
cialis brand vs generic
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013002

ความ “ตกต่ำ” ของผู้ชายกับอนาคตสังคมไทย: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“ผมรู้สึกตลอดมาว่าชุดความคิดเรื่องผู้หญิงถูกกดขี่จากสังคมเพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่นั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมดของสังคม ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงสาม-สี่สิบปีที่ผ่านมา

ความ “ตกต่ำ” ของผู้ชายกับอนาคตสังคมไทย

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

สังคมเชื่อกันว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพศในสังคมไทยนั้นไม่เท่าเทียมกัน ผู้หญิงเป็นฝ่ายถูกกระทำจากสังคมโดยถูกกดขี่ให้อยู่ในสถานะต่ำกว่าผู้ชาย

การขยายตัวของการศึกษา “สตรีศึกษา” ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาก็ได้พยายามเติมอำนาจให้แก่ผู้หญิงมากขึ้น ด้วยการเพิ่มพรมแดนความรู้การเข้าใจปัญหาต่างๆ จาก “สายตาผู้หญิง” เพราะเชื่อว่าการอธิบายโลกและชีวิตทั้งหมดในสังคมเป็นการอธิบายจาก “สายตาผู้ชาย” พร้อมกันนั้นก็ได้พยายามที่จะเน้นการอธิบายเชื่อมโยงปัญหาอันเกิดขึ้นจากพื้นฐานของสังคมที่ชายเป็นใหญ่>

ผมรู้สึกตลอดมาว่าชุดความคิดเรื่องผู้หญิงถูกกดขี่จากสังคมเพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่นั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมดของสังคม ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงสาม-สี่สิบปีที่ผ่านมา

อาจารย์ธาวิต สุขพานิช (สมาชิกของจักรวาลวิทยา : จักรวาลวิทยาท่าพระจันทร์) ก็รู้สึกเช่นเดียวกับผม ท่านได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “108 เรื่องที่หญิงไทยควรรู้ (แต่ไม่เคยรู้เพราะหลงนึกว่ารู้ๆ ดีกันอยู่แล้ว)” ซึ่งเป็นหนังสือที่ควรอ่านอย่างยิ่งหากต้องการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเพศในสังคมไทย

แม้ว่าเราจะเห็นว่ามีแต่บทบาทของผู้ชายในประวัติศาสตร์ไทย แต่ต้องเข้าใจนะครับว่าประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดเป็นประวัติศาสตร์การเมือง มีผู้ศึกษาประวัติศาสตร์สังคมน้อยมาก จึงทำให้เรามองเห็นอดีตเพียงด้านเดียวมาโดยตลอด การศึกษาความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงชายก็มักจะอ้างความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิงในอดีต ด้วยหลักฐานพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการตัดสินคดีหย่าร้าง/ชายขายเมียที่ว่า “ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน” เพียงหลักฐานเดียว โดยที่ไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างผู้หญิงในสังคมบ้านกับสังคมเมืองว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างเพศแตกต่างกันอย่างไร หากอ่านวรรณกรรมขุนช้างขุนแผนก็จะพบว่าบทบาทและสถานะของผู้หญิงในสังคมปรกตินั้นสูงกว่าที่เข้าใจกันมากทีเดียว ยกเว้นเมื่อผู้หญิงเข้าไปสัมพันธ์กับอำนาจรัฐโดยตรง (กรณีนางพิมพิลาไลยหรือวันทอง) ความสัมพันธ์ชาย-หญิงในประวัติศาสตร์สังคมไทยเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษากันอย่างจริงจังมากขึ้น

แม้ว่าเราจะยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ชาย-หญิงในอดีตที่ผ่านมาชัดเจนพอ แต่หากพิจารณาความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ก็จะพบว่าแนวโน้มที่ผู้ชายไทยกำลังตกต่ำลงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ความแตกต่างของจำนวนผู้หญิงผู้ชายในสังคมไทยมีเพียงประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์กว่า แต่สถิติทางการศึกษากลับชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนของผู้หญิงที่เข้าสู่การศึกษาอุดมศึกษาระดับปริญญาตรีนั้นสูงกว่าผู้ชายประมาณสิบเท่า (สถิติปี 2553 ผู้หญิงเรียนปริญญาตรีปีหนึ่งประมาณ 350,000 คน ผู้ชาย 240,000 กว่าคน) ซึ่งเมื่อมาถึงวันนี้ ในมหาวิทยาลัยทั่วไปก็เกือบจะเป็นมหาวิทยาลัยผู้หญิง (Women University) ไปแล้ว

จะพบว่าสัดส่วนของผู้ชาย-ผู้หญิงในการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นนั้นใกล้เคียงกัน แต่เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนนี้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเข้าสู่มัธยมปลาย นักเรียนหญิงจะมากขึ้นในมัธยมปลายซึ่งส่งผลให้การเข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้นแตกต่างกันมากขึ้นดังกล่าวข้างต้น นักเรียนชายจำนวนมากจะเข้าไปสู่การศึกษาทางด้านอาชีวะศึกษา ดังที่จะเห็นว่านักเรียนในโรงเรียนช่าง/วิทยาลัยเทคนิคทั้งหลายนั้นเกือบทั้งหมดเป็นผู้ชาย

เมื่อพิจารณาแนวโน้มทางด้านการศึกษานี้ ก็จะประเมินได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ผู้ชายจะเป็นกลุ่มแรงงานหรือคนงานปกคอเสื้อน้ำเงิน (Blue Collar Worker) ส่วนผู้หญิงก็จะทำงานในระดับ White Collar Worker ขณะเดียวกัน ตำแหน่งและการเลื่อนตำแหน่งในระบบราชการไทยก็จะถูกยึดครองโดยผู้หญิงมากขึ้น เพราะผู้หญิงมีการศึกษาสูงกว่า ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ในปัจจุบันแล้วว่าข้าราชการในระดับกลางส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้หญิง และเริ่มเบียดขับผู้ชายได้มากขึ้นในระดับสูงขึ้น

แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นนี้ส่งผลต่อสังคมไทยอย่างแน่นอน หากพิจารณาเบื้องต้นก็อาจจะตั้งสมมุติฐานไว้ได้ว่าความแตกต่างและเหลื่อมล้ำทางเพศนี้น่าจะสัมพันธ์กับสถิติการเป็นโสดหรือการหย่าร้างที่เพิ่มสูงมากขึ้นในช่วงหลัง ผมเคยถามนักศึกษาผู้หญิงในชั้นเรียนขนาดใหญ่ว่าหากพวกเธออายุสักสามสิบแล้วและยังหาสามีไม่ได้ ถึงตอนนั้นหากมีผู้ชายมาจีบและขอแต่งงานด้วยแต่มีการศึกษาต่ำกว่าจบเพียงระดับ ปวช. หรือ ปวส. จะแต่งด้วยไหม นักศึกษาหญิงประมาณครึ่งหนึ่งตอบว่าไม่ (เสียงแข็ง)

นอกจากนั้นแล้ว หากมองต่อไปถึงสาเหตุของสงครามช่างกลที่รบกันมาเนิ่นนาน ก็อาจจะมองได้ว่าการแสดงออกในเชิงการต่อต้านความสัมพันธ์ที่นักเรียนช่างกลผู้ชายถูกทำให้อยู่ในสถานะที่ต่ำกว่านักศึกษาระดับอุดมศึกษา เพราะพวกเขาไม่สามารถมีตำแหน่งแห่งในสังคมได้อย่างสมภาคภูมิ ความเป็นผู้ชายจึงระเบิดออกมาในทางใช้กำลังแทน

หากเราจะสามารถตอบคำถามคำถามง่ายๆ ว่าทำไมนักเรียนผู้ชายจึงตัดสินใจเลือกเรียนช่าง นอกจากเหตุผลทั่วไปที่ว่าเรียนจบเร็ว หางานได้ง่ายแล้วมีเหตุผลจากระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดแบบผู้ชายมากำหนดบ้างหรือไม่ และกำหนดในระดับใด ก็จะทำให้เราเข้าใจการตีความโลกของผู้ชายได้ชัดเจนมากขึ้น

หาก “สตรีศึกษา” คือการแสวงหาแนวทางในการอธิบายโลกและชีวิตจาก “สายตาผู้หญิง” การทำความเข้าใจ “ความตกต่ำ” ของผู้ชายในสังคมไทยวันนี้ในมิติจาก “สายตาผู้ชาย” ก็น่าจะทำให้เรามองเห็นสังคมไทยโดยรวมได้ชัดเจนมากขึ้นและอาจจะมองหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดทางสังคมที่ทวีมากขึ้นได้

ผมเคยเสนอให้เพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยให้หันกลับมาสนใจศึกษาผู้ชายและน่าจะจัดตั้ง “ศูนย์บุรุษศึกษา” ในหลายเวทีสัมมนา แต่เกือบทุกครั้ง ก็จะถูกเพื่อนๆ หัวเราะเยาะเอา จริงๆ ก็เป็นความผิดของผมด้วย เพราะมักจะเสนอเชิงทีเล่นทีจริงเสียมากกว่า แต่ความเรียงวันนี้ ซีเรียสนะครับ (ฮา) เพราะผมจะเตือนเอาไว้ว่าหากไม่เริ่มศึกษา “ผู้ชาย” กันในวันนี้ สังคมไทยจะเผชิญหน้าความตึงเครียดระหว่างเพศมากขึ้นแน่ๆ