mexico viagra
best price cialis canada
viagra and other
maximum dosage of viagra
viagra dosage forms
cvs viagra pills
viagra soft tabs 100 mg
viagra 200mg
generic cialis safety
viagra kaufen
sales cialis
36 hour cialis
buy female viagra
order discount cialis online
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012034

คุยกันฉันคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์: เกษียร เตชะพีระ

Filed under : INTEGRATED SCIENCE > POLITICS

“ความรู้เศรษฐศาสตร์ผิดพลาดไม่พอเพียงตรงไหน ทั้งในแง่หลักทฤษฎีและวิธีการศึกษา อันส่งผลถึงการประยุกต์วิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจรูปธรรมโดยเฉพาะของไทย? เหล่านี้คือ ปัญหาที่ผมอยากชวนคุยผ่านการเสวนากับข้อถกเถียงของ อ.นิธิ”

คุยกันฉันคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์

เกษียร เตชะพีระ

 

มติชนรายวัน 3, 7 และ 17 สิงหาคม 2555

(เรียบเรียงจากคำบรรยายของผู้เขียนเรื่อง “คุยกันฉันคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์: ว่าด้วยความ (ไม่) รู้เศรษฐศาสตร์ของ อ.นิธิ” ในงานเสวนา “พลังแห่งความรู้แบบนิธิ” ในโอกาสครบรอบ 72 ปี ของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จัดโดยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 28 พ.ค.2555)

ในฐานะคนสอนรัฐศาสตร์ ถ้าเลือกได้ผมคงเลือกหัวข้อเกี่ยวกับรัฐศาสตร์หรือการเมือง ในการคุยถึง “พลังแห่งความรู้แบบนิธิ” แต่เผอิญหัวข้อนั้นถูกจองไปก่อนแล้ว

ประจวบกับทางสำนักพิมพ์ openbooks โดยคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และ อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ได้รวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจของ อ.นิธิ พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ 3 เล่มชุด โดยเล่มแรกตั้งชื่อ เก๋ไก๋ชวนสนเท่ห์ว่า นิธิ เอียวศรีวงศ์ อ่านเศรษฐกิจไทย 1:ความ (ไม่) รู้เรื่อง เศรษฐศาสตร์ (2555) ผมจึงตัดสินใจเลือกหัวข้อในลักษณะเสวนาพูดคุยกับ อ.นิธิ ในฐานะคนไม่รู้ (เพราะไม่ได้เรียน) เศรษฐศาสตร์ (มาโดยตรง) ด้วยกันผ่านหนังสือเล่มนี้

แต่นอกจากหนังสือที่เป็นตัวจุดประกายความคิดแล้ว ก็มีเหตุผลทางความเป็นจริงพอสมควรที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากภาคส่วนเศรษฐกิจของสังคมสำคัญขึ้นมากในโลกยุคโลกาภิวัตน์ จนถึงขั้นที่หลักคิดอย่างหนึ่งของลัทธิมาร์กซที่ว่า พื้นฐานเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดสังคมและการเมือง

ทั้งหมด (economic determinism) กลายเป็นที่ยอมรับของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจทุนนิยมอย่างกว้างขวาง และบางตอนจากหนังสือเรื่อง Manifesto of the Communist Party (ค.ศ.1848) ของมาร์กซ และเองเกลส์ ก็ดูจะเป็นคำบรรยายระบบทุนนิยมโลกปัจจุบันที่แม่นยำสอดคล้องอย่างเหลือเชื่อทั้งที่เขียนมาแล้วร้อยกว่าปี

ก็แลชุดความรู้ความเข้าใจที่มนุษย์อาศัยใช้มาบริหารจัดการภาคส่วนเศรษฐกิจอันสำคัญยิ่งนี้ย่อมได้แก่ เศรษฐศาสตร์ และเมื่อประเมินดูจากผลลัพธ์ของการบริหารจัดการดังกล่าวในระยะใกล้อันได้แก่ ความวิบัติใหญ่ของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตซับไพรม์ในอเมริกาปี ค.ศ.2008 จนถึงวิกฤตหนี้ภาครัฐในยุโรปทุกวันนี้แล้ว ก็คงพอเห็นได้ว่า ชุดความรู้ความเข้าใจดังกล่าวท่าจะมีปัญหาน่าจะมีความบกพร่องผิดพลาดไม่พอเพียงอย่างร้ายแรงบางอย่างอยู่ในองค์ความรู้เศรษฐศาสตร์แน่ จึงส่งผลให้การปฏิบัติจัดการล้มเหลวต่อเนื่องซ้ำซากขนาดนี้

แต่มันคืออะไร? ความรู้เศรษฐศาสตร์ผิดพลาดไม่พอเพียงตรงไหน ทั้งในแง่หลักทฤษฎีและวิธีการศึกษา อันส่งผลถึงการประยุกต์วิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจรูปธรรมโดยเฉพาะของไทย? เหล่านี้คือ ปัญหาที่ผมอยากชวนคุยผ่านการเสวนากับข้อถกเถียงของ อ.นิธิ ในหนังสือข้างต้น โดยแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้:

1) ด้านดีของความไม่รู้เศรษฐศาสตร์

2) คิดแบบเศรษฐศาสตร์คือคิดแบบไทยๆ

3) ความน่ากลัวของคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์

4) นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีเป็นอย่างไร?

5) จุดอ่อนของเศรษฐศาสตร์

 

1) ด้านดีของความไม่รู้เศรษฐศาสตร์

บุคลิกเด่นของงาน อ.นิธิ เรื่องเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจคือ ท่านบอกเล่าสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น และเรียกชื่อมันตามจริง (Tells it as it is; calls it by its name) อย่างไม่กลบเกลื่อนแต่งแต้ม ด้วยศัพท์แสงขรึมขลังทางวิชาการ อันเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์หรือคนที่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ทำไม่ได้… คำถามคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ผมคิดว่า คำตอบอยู่ตรงคำขวัญที่รู้จักกันทั่วไปว่า “Knowledge is power.” หรือ “ความรู้คือ อำนาจ” เพียงแต่เราควรอ่านมันในความหมายยุคหลังสมัยใหม่แบบ Michel Foucault (ค.ศ.1926-84 นักปรัชญาและทฤษฎีสังคมชาวฝรั่งเศสผู้ลือชื่อ) ไม่ใช่ในแบบสมัยใหม่ของ Francis Bacon (ค.ศ.1561-1626 นักปรัชญาและวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ) ที่รู้จักกันทั่วไป กล่าวคือในแบบ ฟรานซิส เบคอนนั้น:

[ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สร้างเสริมขึ้นมาบนฐานของตัวมันเอง] ? [ความรู้ทางวิทยา- ศาสตร์ย่อมก้าวหน้าสั่งสมพอกพูนไปอย่างแน่วแน่มั่นคง โดยค้นพบกฎเกณฑ์ใหม่ๆ และทำให้การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นได้] ? [ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทำให้คนเราสามารถทำสิ่งที่ไม่อาจทำได้ ถ้าไร้ความรู้นั้น] ? [ฉะนั้นความรู้คืออำนาจ] (The Philosophy Book, 2011, pp. 110 – 11)

ทว่าในความหมายแบบมิเชล ฟูโกต์ คำว่า “ความรู้คืออำนาจ” กลับแปลว่า “พอรู้มันปั๊ป ถูกมันครอบปุ๊ปเลย” หรือนัยหนึ่ง “Knowledge is power over the knower.” (“ความรู้คืออำนาจที่เข้ามา ครอบงำเหนือผู้รู้”) มันเป็นความรู้ที่เมื่อรู้แล้วก็เข้ามาประกอบส่วนสร้างกำหนดตัวตนอัตตาของผู้รู้ ทำให้ผู้ที่รู้มันกลายสภาพหรืออัตลักษณ์เป็น “นัก………..” ขึ้นมา เช่น พอรู้เศรษฐศาสตร์ เศรษฐ-ศาสตร์ ก็เข้ามาประกอบส่วนสร้างกำหนดตัวตนอัตตาให้คุณกลายเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” เป็นต้น

นัยอันยอกย้อนซ่อนเงื่อนนี้ แฝงอยู่ในแนวคิดทฤษฎีเรื่อง subjection ซึ่งมีความหมายกำกวม 2 ชั้น 2 นัย

นัยแรก 1) คือ ผู้เรียนรู้ถูก subjected หรือเอาไปขึ้นต่อองค์ความรู้หรือวาทกรรมแห่งความรู้นั้น เหมือนถูกเจ้าเข้าสิงตกเป็นร่างทรงในกำกับของวาทกรรมความรู้ ไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างเดิมอีกต่อไป และแล้ว 2) ผู้เรียนรู้ที่ถูกเจ้าความรู้เข้าสิงแล้วนั้น ก็กลายสภาพหรืออัตลักษณ์ เป็น subject หรือองค์ประธาน/ตัวแทนของความรู้ (หรือนัก………) ใหม่ที่สามารถใช้ความรู้นั้นไป กระทำการเล่นงานเปลี่ยนโลกดัดแปลงความเป็นจริงให้เป็นไปตามวาทกรรมแห่งความรู้ดังกล่าว

ดังที่ความรู้เรื่อง แผนที่และภูมิศาสตร์ของโลกแห่งรัฐชาติสมัยใหม่เข้ามาสิงและเปลี่ยนชนชั้นนำสยามสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ซึ่งเรียนรู้มันจากตะวันตก ให้ขึ้นต่อตรรกะวาทกรรมแห่งความรู้ดังกล่าว แล้วพวกเขาก็กลายเป็นองค์ประธาน/ตัวแทนแห่งความรู้นั้น (หรือนัยหนึ่งกลายเป็นผู้ปกครองภูมิกายา/Geo-Body ที่เรียกว่า รัฐชาติ, นักทำแผนที่ภูมิกายา, นักทำสงครามปกป้องชายแดน แย่งยึดอาณาเขตของภูมิกายากับบรรดามหาอำนาจอาณานิคม, ผู้รักภูมิกายาที่เรียกว่า รัฐชาติหรือ นักภูมิกายา-รัฐชาตินิยม ฯลฯ) เอาความรู้ที่ว่าไปเปลี่ยนพรมแดนและรัฐสยามเก่าให้กลายเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ตามมา (ตามที่ อ.ธงชัย วินิจจะกูล ได้บุกเบิกค้นคว้าศึกษาไว้โดยพิสดารใน Siam Mapped: A History of the Geo-Body of a Nation, 1994 โดยเฉพาะหน้า 130)

ในความหมายนี้ ความ (ไม่) รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ของ อ.นิธิ จึงเท่ากับความไม่ถูกครอบงำหรือเข้าสิงจากความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ นั่นเอง

2) คิดแบบเศรษฐศาสตร์คือคิดแบบไทยๆ

ชื่อหัวข้อนี้คงยั่วอารมณ์นักเศรษฐศาสตร์ให้ขัดเคืองบ้างไม่มากก็น้อย เพราะคล้ายกับกล่าวหากลายๆ ว่าการคิดแบบเศรษฐศาสตร์นั้นมันไม่เข้มข้นเข้มงวดทางหลักวิชา (ไม่ rigorous) สักเท่าไหร่-ซึ่งเอาเข้าจริงก็ตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้นนะครับ แหะๆ

แต่จริงๆ แล้วข้อเสนอของผมก็คือ [คิดแบบไทย=คิดแบบวิทยาศาสตร์=คิดแบบเศรษฐศาสตร์=คิดอย่างไม่คำนึงถึงเงื่อนไขหรือไม่ดูสถานการณ์เฉพาะของแต่ละสังคมนั่นเอง

คิดแบบวิทยาศาสตร์คือ คิดอย่างไร? คิดแบบวิทยาศาสตร์คือ คิดแบบจำลองสภาวะอุดมคติ ที่ตัดทอนเหล่าปัจจัยแทรกซ้อนออกไปให้หมดเหมือนในห้องทดลอง จนเหลือแต่ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง และต้องการพิสูจน์ จะได้ดูความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเหล่านั้นว่าเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับน้ำ ว่าร้อนกี่องศาจึงจะเดือดกลายเป็นไอ โดยลดลัดตัดทอนปัจจัยแทรกซ้อนที่ย่อมต้องมีอยู่ในความเป็นจริง อย่างคุณภาพน้ำหรือแรงกดอากาศออกไปก่อน เป็นต้น

คิดแบบไทยจึงละม้ายเหมือนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ในความหมายนี้ คือตัดเงื่อนไขปัจจัยซับซ้อนหลากหลาย และสถานการณ์เฉพาะที่เปลี่ยนแปรไปในแต่ละบริบทกาลเทศะสังคมวัฒนธรรมออกไป แล้วคิดพิจารณาปัญหาอย่างเถรตรง หัวสี่เหลี่ยม มีคำตอบสูตรสำเร็จอย่างง่ายๆ เช่น

เมื่อเผชิญปัญหาสังคมก็คิดแก้โดยเทศนาสั่งสอนอบรมศีลธรรมให้ “จงทำดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์ พึงขจัด อีกทั้งโลภและโกรธหลง” ท่าเดียว โดยหวังใช้การเทศน์ทางศีลธรรมนั้นไปทดแทนการเข้าใจเหตุปัจจัยแห่งปัญหา (เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การถูกแย่งชิงทรัพยากร การเอารัดเอาเปรียบไม่เป็นธรรม ฯลฯ) และการวางมาตรการกลไกแก้ไขปัญหา (เช่น การกระจายรายได้ เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า วางหลักและกลไกปกป้องสิทธิชุมชนเหนือทรัพยากรท้องถิ่น ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมฯลฯ)

เมื่อเผชิญปัญหาการเมืองการปกครองไม่ว่าอะไรซับซ้อนแค่ไหน ก็คิดแก้โดยเทศนาสั่ง สอนอบรมศีลธรรมราชาชาตินิยมให้ว่า “ชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์?ต้องตอบแทนบุญคุณ แผ่นดิน” ท่าเดียว โดยไม่วิเคราะห์เหตุปัจจัยแห่งปัญหา (เช่น อำนาจรวมศูนย์สูงแต่ขาดเอกภาพของ โครงสร้างรัฐราชการ, อำนาจการเมืองการปกครองเสียดุล เอียงเทกระเท่เร่ไปทางอำนาจรัฐและอำนาจทุน แต่ชาวบ้านขาดไร้ปัจจัยหรือโอกาสในการใช้อำนาจ ฯลฯ) และวางมาตรการกลไกแก้ไข ปัญหา (เช่น เสริมสร้างกลไกและทรัพยากรแห่งอำนาจชาวบ้านในการจัดตั้งรวมตัวเป็นองค์กร อิสระเพื่อปกป้องสิทธิและต่อรองกับอำนาจรัฐและอำนาจทุนอย่างทัดเทียม, การให้อำนาจปกครอง ตนเองแก่ท้องถิ่นระดับต่างๆ ฯลฯ)

การคิดแบบเศรษฐศาสตร์ก็เป็น subset หรือแขนงย่อยของอาการคิดแบบวิทยาศาสตร์นั่นเอง ดังที่อาจารย์เศรษฐศาสตร์และอดีตคอลัมนิสต์ชื่อดังท่านหนึ่งเคยแสดงความปลาบปลื้มภาคภูมิใจว่า เศรษฐศาสตร์เป็นสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์หนึ่งเดียวที่มีรางวัลโนเบลอันทรงเกียรติระดับโลกให้ ส่วนสาขาอื่น (เช่น รัฐศาสตร์ของผม มิพักต้องพูดถึงประวัติศาสตร์ของ อ.นิธิ ซึ่งถูกจัดเป็นมนุษยศาสตร์) ไม่มี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเศรษฐศาสตร์ (economic science) มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ใกล้เคียงวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างฟิสิกส์, เคมี ฯลฯ (scientism) ยิ่งกว่าสาขาอื่นของสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์นั่นเอง

และเช่นเดียวกันเศรษฐศาสตร์ก็มีแนวโน้มที่จะคิดอย่างไม่คำนึงถึงเงื่อนไขหรือไม่ดูสถานการณ์เฉพาะของแต่ละสังคมแบบวิทยาศาสตร์ด้วย โดยแสดงอาการยึดมั่นถือมั่นว่ามีสิ่งที่ถูก ต้องดีงามทางเศรษฐศาสตร์บางอย่างที่ไม่ต้องถาม ห้ามท้า ห้ามถาม อาทิ กลไกตลาด, โลกาภิวัตน์, ความเชื่อมั่นของนักลงทุน, วินัยทางการคลัง ฯลฯ

ดังที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน เคยเล่าถึงประสบการณ์ที่เผชิญการคิดแบบเศรษฐศาสตร์จังๆ จาก Dr.Stanley Fischer รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ไอเอ็มเอฟ (ปัจจุบันเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล) เมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ.2540 ว่า :

“เมื่อตอนที่เรากำลังเจรจาทำข้อตกลงเงื่อนไขฉบับแรกกับไอเอ็มเอฟ (2540) ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี วันหนึ่ง ดร.สแตนลี่ ฟิชเชอร์ (รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอเอ็มเอฟ) บินมาเมืองไทย ขอเชิญผมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไปรับประทานอาหารเช้ากับเขาที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ผมบอกเขาว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ที่เจรจาเงื่อนไขทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงแล้ว เราสองคนซึ่งก็เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งคู่ เพราะ ดร.ฟิชเชอร์เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์หรือ MIT เราควรจะมาตรวจดูเหมือนกับการตรวจวิทยานิพนธ์แล้วปรึกษากันว่า เงื่อนไขที่จะใส่ในหนังสือแสดงความจำนงนั้นจะถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ยาที่ใช้จะถูกกับโรคหรือไม่

“เขาตอบผมว่า เขาไม่มีเวลาดูหรอก เพราะเขาไม่มีเวลา เขาต้องดูแลประเทศต่างๆ ทั่วโลก ขอให้เชื่อนายฮูแบร็ต ไนส์ ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของไอเอ็มเอฟ เพราะเคยให้ยากับประเทศต่างๆ มาทั่วโลกแล้ว ผมแย้งว่า ′ประเทศต่างๆ มีโครงสร้างเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทาง เศรษฐกิจต่างกัน จะใช้ยาขนานเดียวกันทั่วโลกได้อย่างไร′ เขาตอบว่า ′ไม่เป็นไร ยาขนานเดียวใช้ได้หมด′ ผมเดินออกมาอย่างเศร้าใจกับวิธีทำงานของ ดร.ฟิชเชอร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ไอเอ็มเอฟ”

วีรพงษ์ รามางกูร, คอลัมน์คนเดินตรอก

ประชาชาติธุรกิจ, 12 ก.ค.2547 , น. 2
3) ความน่ากลัวของคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์

ความไม่รู้เศรษฐศาสตร์ของคนอย่างอาจารย์นิธิจึงเอเลี่ยน (ต่างด้าว), เป็นอื่น, น่ากลัว, อ่านแล้วฟังแล้วไม่ใคร่สบายใจ (uneasy) สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ค่อยอยากอ่านอยากฟัง เพราะรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้าหรือถูกรุกล้ำที่หวงห้ามอันศักดิ์สิทธิ์ของวิชาเศรษฐศาสตร์

และวิธีจัดการทางวาทกรรมกับความไม่รู้ของคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์ก็คือ ผลักไสให้ห่างตัว ออกไปด้วยคำปรามาสว่า “อนุบาล” บ้าง, “โง่” บ้าง, “บ้า” บ้าง ฯลฯ ด้วยอำนาจที่ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ “ครอบ” (subjection) แล้ว “บันดาล” ให้มีในฐานะ “นักเศรษฐศาสตร์” (subject)
4) นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีเป็นอย่างไร?

ฉะนั้น หากเราตระหนักว่าเศรษฐศาสตร์ก็เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งเรียนแล้วรู้แล้วก็เสมือนใส่แว่นมองโลก สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เห็นในโลกผ่านหลักวิชาเศรษฐศาสตร์จึงเป็นการมองผ่านกรอบแว่นที่ช่วยให้มองเห็นบางอย่าง แต่อาจบดบังให้มองไม่เห็นบางอย่าง, ช่วยขยายขับเน้นโฟกัสให้เห็นบางอย่างชัดขึ้น แต่อาจกลับเห็นบางอย่างที่อยู่นอกเหนือโฟกัสพร่ามัวลงเป็นธรรมดา เหมือนศาสตร์อื่นทุกแขนง

จากประสบการณ์ของผมที่ได้รู้จักครูพักลักจำมา นักเศรษฐศาสตร์ที่น่านับถือที่สุดและเก่งที่สุดคือ นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้รู้แต่เศรษฐศาสตร์ หากรู้ศาสตร์อย่างอื่นที่จำเป็นแก่การตอบปัญหาของโลกและชีวิตอันซับซ้อนหลากหลายด้วย
ในทางกลับกัน นักเศรษฐศาสตร์ที่โง่เขลาที่สุดและน่าหัวร่อเยาะที่สุดคือ นักเศรษฐศาสตร์ที่ ไม่รู้ว่าขีดจำกัดของความรู้เศรษฐศาสตร์อยู่ตรงไหน หลงคิดว่าเอามันไปตอบได้ทุกเรื่องในโลกและชีวิต…..

5) จุดอ่อนของเศรษฐศาสตร์

อะไรบ้างคือจุดอ่อน/ปัญหาสำคัญเด่นๆ ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก? น่าสนใจว่าผู้ที่ ออกมาบ่งชี้ชำแหละมันอย่างแหลมคมไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบรรดาปรมาจารย์ใหญ่ของวงวิชาการ เศรษฐศาสตร์ที่รู้เช่นเห็นชาติรู้ไส้รู้พุงคนข้างในกันเองดี อาทิ :
5.1) ปัญหาไม่ทำวิจัยภาคสนาม

โรนัลด์ โคส อาจารย์ปู่ชาวอังกฤษอายุย่าง 102 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์กิตติคุณแห่งสำนักกฎหมาย มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปี ค.ศ.1991 ในฐานะที่บุกเบิกแนวทางการศึกษาแบบค่าธุรกรรม (transaction costs approach) เพื่ออธิบายธรรมชาติและขีดจำกัดของบริษัทในเศรษฐศาสตร์องค์การ (“The Nature of the Firm”, ค.ศ. 1937) และเสนอว่ากรรมสิทธิ์ที่นิยามชัดจะแก้ปัญหาผลกระทบต่อภายนอก (externalities) ได้ (“The Problem of Social Cost”, ค.ศ.1960) ได้เคยวิพากษ์วิชาเศรษฐศาสตร์ไว้ว่า:

“เศรษฐศาสตร์ดังที่เป็นอยู่เป็นระบบทฤษฎีที่ล่องลอยอยู่ในอากาศธาตุและสัมพันธ์น้อย มากกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกที่เป็นจริง”

ท่านชี้ต่อไปว่าเศรษฐศาสตร์ที่เรียนที่สอนกันอยู่ทุกวันนี้แยกห่างจากความเป็นจริง, ไม่ส่งเสริมให้ทำวิจัยภาคสนามหรือทำการทดลองถามว่าถ้ากระนั้นแล้วเศรษฐศาสตร์ทำอะไรกันหรือ? คำตอบก็คือทำไอ้นี่ไง: – ตั้งสมมติฐาน  ไปสู่การเก็บตัวเลขสถิติ (ซึ่งเอาเข้าจริงก็มักมีหน่วยราชการต่างๆ เก็บไว้ให้แล้ว) แล้วก็นำไปคำนวณ…แค่นั้นเอง
5.2) ปัญหาไม่ทำวิจัยเชิงคุณภาพ (เอาแต่คำนวณปริมาณ)

Milton Friedman (ค.ศ.1912-2006) ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก เจ้าพ่อสำนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ผู้ได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี ค.ศ.1976 ได้วิจารณ์แนวโน้มวิชาเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันไว้ว่า:

“นับวันเศรษฐศาสตร์ได้กลายมาเป็นสาขาลี้ลับของคณิตศาสตร์มากขึ้นทุกที แทนที่จะเข้าไปจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ”

การที่นับวันเศรษฐศาสตร์โน้มเอียงไปในเชิง “อภิมหาปริมาณ” (mega-quantitative) และนักเศรษฐศาสตร์กลายเป็น “คนนั่งบวกเลข” (สำนวน อ.อัมมาร สยามวาลา หรือ number-crunchers) ที่ วันๆ ง่วนอยู่แต่กับแบบจำลองเชิงปริมาณเกินขนาดที่วกวนชวนพิศวงงงงวยนั้น ในที่สุดก็ได้ก่อเกิด ปฏิกิริยาต่อต้านจากในวงนักศึกษาและคณาจารย์เศรษฐศาสตร์เอง โดยเริ่มก่อหวอดในหมู่นักศึกษาเศรษฐศาสตร์หลายมหาวิทยาลัยที่ปารีส ซึ่งร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.2000   แล้วแผ่ขยายลุกลามเชื่อมโยงผ่านเว็บไซต์และอีเมล์ไปทั่วโลก จนปะทุออกที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ (ข้อเรียกร้องให้ “Opening Up Economics” ของนักศึกษาที่กำลังเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก 27 คน)

และการประชุมตัวแทนนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ 17 ประเทศ เรื่องนี้ที่เมืองแคนซัส ซิตี้ สหรัฐอเมริกาในปีถัดมา, ปี ค.ศ.2003 นักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อเมริกาก็รวมตัวยื่นข้อเรียกร้องต่อคณะเศรษฐศาสตร์ให้ปรับเปลี่ยนปฏิรูปเปิดกว้างการเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ของที่นั่นในทำนองเดียวกัน

ในที่สุดนักศึกษาและนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ทวนกระแสหลักนานาประเทศก็รวมตัวก่อตั้งขบวนการ Post-Autistic Economics (เศรษฐศาสตร์หลังโรคออทิซึม-อันเป็นโรคที่ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติทางประสาท สื่อสารปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ใคร่ได้ มีพฤติกรรมจำกัดซ้ำซาก แต่มักมีทักษะคำนวณสูงเป็นพิเศษ เหมือนตัวแสดงเอกในภาพยนตร์เรื่อง Rainman ปี ค.ศ.1988 ที่สวมบทโดย ดัสติน ฮอฟแมน), มีการออกวารสารออนไลน์ชื่อ post-autistic economics review ซึ่งต่อมาเปลี่ยน ชื่อเป็น real-world economics review รวมบทความวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นประจำ (www.paecon.net/PAEReview/ ล่าสุดถึงฉบับที่ 59 ประจำเดือนมีนาคมศกนี้ มีผู้บอกรับทั่วโลกกว่า 17,500 ราย) รวมทั้งก่อตั้งสมาคม World Economics Association มีสมาชิกนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการสาขาอื่นทั่วโลกกว่าหมื่นคน (www.worldeconomicsassociation.org/)

5.3) ปัญหาโครงสร้างสถาปัตยกรรมของวิชาเศรษฐศาสตร์

เอาเข้าจริงฐานคติหรือข้อตั้งมูลบท (assumptions or premises) ที่เป็นรากฐานทางวิชาการของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั้นเก่าแก่ และได้รับการปรับปรุงน้อยมาก กล่าวคือ หลักความสมเหตุสมผลของตัวกระทำการทางเศรษฐกิจ (rationality), ข้อมูลสมบูรณ์ (perfect information), ตลาดที่ไม่ถูกเหนี่ยวรั้งจำกัด (unfettered market), การแข่งขันระดับโลก (global competition), การกำกับ ควบคุมเบาะๆ จากเบื้องบน (top-down, light-touch regulation) เป็นต้น

ฐานคติเก่าแก่เหล่านี้ถูกท้าทายหักล้างทั้งทางข้อมูลข้อเท็จจริง, แนวคิดทฤษฎีและประสบการณ์มากมาย (เช่น Joseph Stiglitz, “Asymmetries of Information and Economic Policy”, 2001; “There is no invisible hand”, 2002; Freefall: Free Markets and the Sinking of the Global Economy, 2010; Paul Krugman, “How Did Economists Get It So Wrong?”, 2009) แต่กระนั้นมันก็ยังถูกเวียนใช้อ้างอิงเพื่อประคับประคองโครงสร้างสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ของวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่โทนโท่อย่างนั้นเอง

5.4) ปัญหาการไม่สามารถเสนอทางออกที่ใช้ได้ในโลกจริงนอกแบบจำลองเศรษฐศาสตร์

เมื่อประมวลจากที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่สามารถเสนอทางออกที่ใช้ได้ในโลกจริงนอกแบบจำลองหรือตำราเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ทั้งนี้เพราะข้อสันนิษฐานที่เศรษฐศาสตร์ใช้ติ๊งต่างว่าโลกเป็นแบบนี้กล่าวคือ “ทุกคนล้วนทำอะไรอย่างมีเหตุผล และตลาดดำเนินงานอย่างสมบูรณ์แบบ” (“…assuming that everyone is rational and markets work perfectly” Paul Kruman) นั้น มันเป็นคำบรรยายโลกอุดมคติ (le meilleur des mondes possibles หรือ the best of all possible worlds ในนิยายเรื่องก็องดิดด์ของวอลแตร์) ไม่ใช่โลกจริง ไม่ค่อยมีประโยชน์ที่สอดคล้องต้องตรงในการทำให้โลกดีขึ้นเท่าใดนัก

แล้วทำไมนักเศรษฐศาสตร์มากหลายจึงยังยึดมั่นถือมั่นติดหนึบกับความคิดที่ผิดหรือนัย หนึ่งมิจฉาทิฐิทางเศรษฐศาสตร์นั้นไม่หย่อนคลายเล่า?

ต่อเรื่องนี้ Dan Ariely ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (behavioral economics) และจิตวิทยาชาวอเมริกันเชื้อสายอิสราเอลแห่งมหาวิทยาลัย Duke ในอเมริกา ผู้ค้นคว้าทดลองวิจัยพฤติกรรมอันไม่สมเหตุสมผลของมนุษย์มานมนาน (เขากำกับท้ายอีเมล์ตนเองว่า “irrationally yours”) และแต่งหนังสือขายดีติดอันดับ New York Times Best Seller Lists อย่าง Predictably Irrational: The Hidden Forces That Shape Our Decisions (2008) และ The Upside of Irrationality: The Unexpected Benefits of Defying Logic at Work and at Home (2010) ได้เสนอคำ อธิบายว่า มันเป็นเพราะสาเหตุ 2 ประการ

หนึ่ง) นักเศรษฐศาสตร์และผู้คนที่เชื่อทฤษฎีว่าตลาดเสรีสมเหตุสมผลอย่างสมบูรณ์แบบนั้นยึดมั่นถือมั่นกับทิฐิดังกล่าวเหมือนศรัทธา ทางศาสนา (ในลักษณะที่ไม่สมเหตุสมผลหรือ irrational) มากกว่าจะเหมือนความคิดทางวิทยาศาสตร์ใดๆ

นั่นหมายความว่ามันทรหดทนทานไม่สะทกสะท้านสั่นคลอนหรือโลเลสงสัยต่อการทักท้วงท้าทายซักถามแทรกแซงเจาะทะลวงของข่าวสารข้อมูลหลักเหตุผลตรงข้ามขัดแย้งใดๆ, ทุกอย่างถูกจับยัดใส่เข้าไปในกรอบทิฐิเก่านั้นจนได้ กลายเป็นว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ตลาดเสรีทำหน้าที่เสมือนหนึ่งมิจฉาทิฐิคอยสกัดขัดขวางปิดกั้นข่าวสารข้อมูลใหม่ใดๆ ไม่ให้แทรกทะลวงเข้ามาเปลี่ยนความเชื่อเดิมได้

พูดอีกอย่างคือ พวกเขาเหล่านั้น believe irrationally in the perfect rationality of the free market…..(เชื่อหัวปักหัวปำอย่างไม่สมเหตุสมผลในความมีเหตุผลโดยสมบูรณ์ของตลาดเสรี เย่!)

สอง) สิ่งเดียวที่จะทำลายมิจฉาทิฐิเดิมดังกล่าวได้คือข้อพิสูจน์อย่างสัมบูรณ์ (absolute proof) คาตาแบบหนีไม่ได้ดิ้นไม่หลุดว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริงๆ มิฉะนั้นแล้ว ถ้าไม่มีข้อพิสูจน์สัมบูรณ์เต็มร้อย หากยังเปิดช่องให้มีความหวังเล็กๆ ให้ยึดติดเชื่อต่อในมิจฉาทิฐิเดิมแม้เพียงกระจิริดแล้วละก็ (ในทำนอง “เฮ้ย มันไม่แน่หรอก อาจเป็นเหตุปัจจัยอื่นก็ได้ อั๊วว่าไม่ใช่ความล้มเหลวของตลาดเสรีหรอก…..”)

พวกเขาก็จะระงับการเลิกเชื่อไว้ก่อน กอดรัดมิจฉาทิฐิเดิมไม่ยอม ปล่อยวางและทำตามมิจฉาทิฐินั้นอย่างสบายอกสบายใจปลอดโปร่งโล่งใจว่าโลกมันยังหมุนเหมือน เดิมแบบที่ตนเชื่อต่อไป..