viagra no prescription required
purchase viagra no rx
canadian pharmacy cheap viagra
cialis pills side effect
over the counter viagra
generic viagra reviews
over the counter viagra
no rx cialis
super viagra soft tabs
canada generic viagra pharmacy
low cost viagra from canada
canada generic viagra customs
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012028

จะก้าวข้าม “ดี และชั่ว” ได้อย่างไร: ปัญญา เสนาเวียง

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“การก้าวข้ามดีและชั่วถือว่าเป็นแกนของทฤษฎีจริยศาสตร์สมัยใหม่ เพราะจริยศาสตร์สมัยใหม่เกิดบนแนวคิดพื้นฐานการปฏิเสธศาสนา นิทซ์เช่ตัดจริยธรรมจากศาสนาอย่างเด็ดขาดคือต้องมีจิตใจเป็นอิสระจากเงื่อนไขทางศาสนา; ความขุ่นแค้น อคติ และอื่น ๆ”

จะก้าวข้าม “ดี และชั่ว”  ได้อย่างไร

ปัญญา  เสนาเวียง

บทคัดย่อ

การก้าวข้ามดีและชั่วถือว่าเป็นแกนของทฤษฎีจริยศาสตร์สมัยใหม่ เพราะจริยศาสตร์สมัยใหม่เกิดบนแนวคิดพื้นฐานการปฏิเสธศาสนา นิทซ์เช่ตัดจริยธรรมจากศาสนาอย่างเด็ดขาดคือต้องมีจิตใจเป็นอิสระจากเงื่อนไขทางศาสนา; ความขุ่นแค้น อคติ และอื่น ๆ; ในขณะที่นักเทววิทยาอย่างท่านพุทธทาสภิกขุก็เห็นไปในทำนองเดียวกันว่าความดี ความชั่ว เป็นสิ่งสมมติที่แต่ละสังคมสถาปนาขึ้นเท่านั้น การยึดติดในดีและชั่วสมมตินั้นทำให้จิตวิญญาณไม่ก้าวพ้นและการไม่ก้าวพ้นนี้ทำให้คนยังคงติดอยู่กับดีและชั่ว คือไม่มีการก้าวพ้นไปได้ ดังนั้นการจะก้าวพ้นความดีชั่วได้ต้องทำจิตวิญญาณให้เป็นอิสระจากเงื่อนไขที่สมมติเหล่านั้น.

1. ความนำ

หลังจากรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมามีหลายคนพูดว่า เราควรก้าวข้าม “คุณทักษิณ” ให้ได้ซิ ขณะเดียวกันก็ได้ยินข้อโต้แย้งว่า จะให้ก้าวข้าม “ทักษิณ” ได้อย่างไรในเมื่อทักษิณสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากมายขนาดนั้น แกนกลางของกระแสหลักของข้อถกเถียงในที่นี้คือ วาทกรรมระดับจริยธรรมว่าด้วยความดีและชั่วของผู้นำซึ่งใครก็ตามที่จะเข้าสู่ตำแหน่งนี้ต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้แม้ในปัจจุบันนี้ และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนหนึ่งในสังคมก็ถูกดึงเข้ามาในบริบทของข้อถกถียงและตัดสินวาทกรรมดังกล่าวนี้ด้วย  บทความนี้เป็นภาคต่อของบทความชื่อ “การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์วาทกรรมเรื่อง คนดี กับ คนไม่ดี” ที่เคยเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ซึ่งผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวอ้างและพาดพิงบุคคลใดเป็นการเฉพาะ สิ่งที่ต้องการนำเสนอคือ การพิจารณาที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นสิ่งที่สังคมละเลยที่จะพิจารณาทั้งที่นี่คือทางออกของปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย

2.  ทำไมจึงก้าวข้ามดีและชั่วไม่ได้

ผู้เขียนมี‘ความเชื่อส่วนตัว’ว่าความเชื่อเรื่องความดีและไม่ดีในสังคมไทยไม่ได้เป็นความดี- ไม่ดีระดับจริยธรรมตามข้ออ้างที่ใช้ถกเถียงกันในกระแสหลักกล่าวคือ ไม่มีจริยธรรมทางการเมืองอย่างที่เป็นข้ออ้าง แต่ความเชื่อที่เรามีอยู่นั้นเป็นคุณธรรมหรือจริยธรรมตามความเชื่อแบบ Metaphysics ในศาสนามากกว่าดังจะเห็นได้จากคำพูดของพวกกลุ่มความดีฝังหัว(dogmas)หลายกลุ่มที่เมื่อได้ยินข้อเสนอเรื่องการให้ก้าวข้าม ‘ทักษิณ’ กลุ่มนี้จะเสนอในทำนองว่า “ไปตายซะ” ซึ่งไม่แน่ใจว่า ข้อเสนอนี้เป็นการเสนอกับตัวทักษิณให้ไปตายหรือกับตัวคนที่เสนอให้ก้าวข้ามทักษิณให้ได้ไปตายกันแน่ แต่ความเชื่อเช่นนี้ไม่ใช่ความเชื่อเชิงจริยธรรมแน่นอน ความเชื่อลักษณะนี้เป็นความเชื่อทางศาสนาที่ต้องมุ่งทำลายสิ่งที่เป็นตัวตน/วัตถุหรือสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย (ทักษิณ?) ให้สิ้นไปเป็นอันดับแรกซึ่งหากเป็นอย่างที่เชื่อจริงก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเสนอวิธีการปรองดองไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม

ประเด็นเรื่องความดี-ชั่วในจริยศาสตร์นั้นยังมีข้อถกเถียงกันอยู่มากจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังคลุมเครืออยู่ สำหรับผู้เขียนมีข้อเสนอเพียงว่า ให้แยกความเป็นจริยธรรมออกจากศาสนาให้ได้แล้วปัญหาในจริยศาสตร์และจริยะก็จะกระจ่าง ขณะเดียวกันสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็คือว่า จริยธรรมกับศาสนานั้นสัมพัทธ์กันจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นส่วนของศาสนา อะไรเป็นส่วนของจริยะเพราะหากแยกจริยะออกจากศาสนาแล้วคุณค่าทางจริยธรรมก็คงดำรงอยู่ไม่ได้ (?) ตามข้อเสนอของค้านท์ (แต่การกระทำบางอย่างและหลายอย่างในชีวิตก็ไม่ต้องการระบบจริยธรรมรองรับการกระทำ.ผู้เขียน)ซึ่งการย้อนนำ Metaphysic ในศาสนามาค้ำชูจริยศาสตร์ให้กลายเป็นจริยธรรมทำให้ค้านท์ถูกเรียกว่าคริสเตียนเจ้าเล่ห์

ระดับสังคมนั้นคนในสังคมต่างพยายามสร้างความหมายและความจริงเกี่ยวกับความดีแบบผิด ๆ ขึ้นทั้งในระดับจริยะและศาสนา ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เมื่อผู้มีอำนาจชี้นำคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ‘คน ๆนี้ดี ชาติของเราโชคดีที่ได้คนดีแบบนี้เป็นผู้นำ’ เราสร้างความหมายและความจริงเกี่ยวกับมโนภาพเรื่องความดีขึ้นมา 1 ชุดเพื่อครอบงำสังคมซึ่งการสร้างความหมายแบบนี้อาจจะกลายเป็นความจริงเกี่ยวกับความดีและแบบแห่งความดีก็ได้หรืออาจจะกลายเป็นการโกหกหลอกลวงไปในที่สุดก็เป็นได้เช่นกันเพราะปัญหาเรื่องการตีความเกี่ยวกับความดียังไม่ได้รับการแก้ไข  ปัญหามีอยู่ว่าเมื่อการสร้างความหมายเปลี่ยนแปลงไป ความจริงที่ถูกสร้างจากการนิยามครั้งแรกจะเปลี่ยนไปด้วยภายใต้การปรากฏตัวของข้อเท็จจริงเสมอ สิ่งที่ยังหลงเหลือเป็นร่องรอยก็คือหลักการอันว่าด้วยความดีที่เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ปรักหักพังทางอุดมคติของสังคมยังอยู่ การดำรงตัวตนของอุดมการณ์เกี่ยวกับความดีก็ยังดำเนินต่อไปตามวิถีของมันและไม่มีวันที่มันจะตายไปพร้อมกับผู้สร้างความหมายแห่งความดีนั้น การทำงานของระบบความดีนั้นจะถูกนำไปตีความต่อไปกลายเป็นชุดความรู้เรื่องความดียิบย่อยออกไปเรื่อย ๆ

สำคัญที่สุดคือหากเราไม่ยินยอมให้ความหมายและความจริงที่ถูกสร้างโดยการนิยามนั้นมาครอบงำเรา มโนทัศน์เรื่องความดีที่เรามีอยู่ก็คงไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้มากมายขนาดนั้นเพราะว่าโดยทั่วไปแล้วคนทุกคนเรียนรู้วิถีแห่งความดีทั้งระดับจริยะและระดับศาสนาอยู่แล้วโดยอัตโนมัติตามกระบวนการทางสังคมซึ่งจะกลายสภาพไปเป็นหลักการชี้นำของแต่ละคน  หากเมื่อสิ่งที่เป็นข้ออ้างไม่ได้ก้าวเลยไปถึงขั้นความดีทางศาสนา แต่เป็นข้ออ้างทางจริยธรรมแต่สังคมกลับใช้ความดี-ชั่วทางศาสนาเข้าไปตัดสิน การพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดีและชั่วจริงเกิดปัญหาตามมาอย่างที่พบกัน ดังนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ว่า อะไรจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตระหว่างความดีทางศาสนาและระบบจริยะธรรมดา หมายความว่าสังคมต้องหาที่ยืนเพื่อพิจารณาข้ออ้างต่าง ๆ ให้ได้ก่อนก่อนที่จะพิจารณาข้ออ้างที่มี ดังนั้นข้อเสนอจึงมีว่า ให้แยกแยะข้ออ้างที่มีให้ชัดเจนก่อนว่า นี้เป็นข้ออ้างระดับจริยะธรรมดาหรือเป็นระดับศาสนา แล้วจึงพิจารณาตามหลักการที่มีอยู่เหล่านั้น

3. ทฤษฎีว่าด้วยการก้าวข้ามความดีและชั่ว

ปัญหาว่า “เราจะก้าวข้ามความดีและชั่วได้อย่างไร” นั้นในทางทฤษฎีไม่ใช่สิ่งใหม่เพราะการอธิบายทำนองนี้มีแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาลดังหลักฐานที่ปรากฏในพระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ 34 พระธรรมสังคณีปกรณ์ว่า“กุสลา ธรรมา อกุสลา ธรรม อพยกตา ธรรมา” (ค้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555  เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ที่   http://www.polyboon.com/dhumma/34_001.php)ซึ่งหมายความว่า ธรรมทั้งหลายมีทั้งที่เป็นกุศล (ดี) ไม่เป็นกุศล(ไม่ดี)และไม่ใช่ทั้งสองอย่าง  การอธิบายในพระอภิธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและยากต่อการเข้าใจของคนทั่วไป การอธิบายต่อไปนี้จะใช้คำธรรมดาที่ไม่ใช่ภาษาอภิธรรมซึ่งท่านผู้รู้อาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้  แต่ถือว่าเป็นการดีที่จะเปิดเวทีเพื่อหาข้ออภิปรายให้เกิดปัญญาต่อไปซึ่งในเรื่องนี้จะทำความเข้าใจผ่านแนวความคิดของท่านพุทธทาสภิกขุเป็นหลักประกอบคำอธิบาย

อีกทฤษฎีคือการอธิบายของนักปรัชญานาม ฟรีดริช นิทซ์เช่ (Nietzsche, Friedrich Wilhelm 1844-1900) คือ  beyond good and evil (เหนือดีและเลว) ซึ่งแนวคิดของนิทซ์เช่ถือได้ว่าสั่นสะเทือนแนวคิดทาง จริยศาสตร์ทั้งระบบจนถึงระบบจริยศาสตร์ปัจจุบันซึ่งจะทำความเข้าใจตามกำลังสติปัญญาของผู้เขียนซึ่งผู้รู้ท่านอื่นไม่จำต้องเห็นด้วยกับความคิดที่จะเสนอต่อไปนี้

3.1  การก้าวข้ามดีและชั่วในทัศนะของพุทธทาสภิกขุ

พุทธทาสภิกขุ (2449–2536)เป็นนักคิดพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทที่มีความโดดเด่นและมีอิทธิพลต่อนักคิดในพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน ท่านได้อธิบายหลักการสำคัญหลาย ๆ อย่างด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อนและใช้ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ทำให้การศึกษาพุทธศาสนาสามารถอธิบายได้ด้วยภาวะความเป็นปัจจุบันและน่าสนใจจนทำให้กระแสการศึกษาพระพุทธศาสนากลับมาได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายอีกครั้งการอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับการก้าวข้ามดีและชั่วของท่านพุทธทาสนี้ได้ศึกษาหนังสือคู่มือมนุษย์และอิทัปปจยตาเป็นหลักในการประกอบการอธิบายในครั้งนี้

จริยะของท่านพุทธทาสภิกขุใช้ในนัยยะทางศาสนาเป็นส่วนใหญ่ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะท่านเป็นนักบวชหรือนักเทววิทยา ไม่ใช่นักปรัชญา ขณะเดียวกันท่านก็พยายามที่จะทำให้ประเด็นทางศาสนามีความชัดเจนและไม่จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในกรอบของศาสนา เรื่องความดี ความไม่ดีและการอยู่เหนือความดี –ไม่ดีนั้นท่านอธิบายว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนาดังข้อความที่ปรากฏในหนังสือชื่อ “คู่มือมนุษย์” ท่านพุทธทาส(2548; 25)เรียกหลักการนี้ว่า โอวาทปาฏิโมกข์ซึ่งเป็นคำสอนที่เป็นประธานของคำสอนทั้งหมด โอวาทปาฏิโมกข์มีอยู่สั้น ๆ 3 ข้อคือ การไม่ทำความชั่วทั้งปวงการทำความดีให้เต็มที่ให้ครบบริบูรณ์และการทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง ประเด็นสำคัญของการอธิบายในบทความนี้มุ่งเน้นที่การอธิบายในหัวข้อที่ 3 คือ การทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง

ท่านพุทธทาส(2548;25 – 33)อธิบายในรายละเอียดว่า ความดีหรือความชั่วเป็นเรื่องของสมมติ ต่อเมื่อจิตพ้นไปจากเรื่องสมมติ คือมีจิตใจอยู่เหนือฐานะที่จะเกลียดความชั่วหรือรักความดีนั่นแหละจึงจะอยู่เหนือความดีชั่วได้ ดังนั้น การทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง นั่นก็คือทำจิตใจให้เป็นอิสระจากอำนาจครอบงำของสิ่งทั้งปวงจึงจะอยู่เหนือดีชั่วได้ อธิบายได้ว่าคนเรามีความรู้สึกธรรมดาอยู่สองอย่างเท่านั้นคือ รักกับเกลียด ชอบกับชัง หรือพอใจกับไม่พอใจ; ทั้งหมดนี้เรารับรู้ผ่านมโนทัศน์เรื่อง binary opposition; ความไม่รู้อารมณ์หรือสิ่งทั้งปวงนั้นทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ถ้ายังมีความรู้สึกเหล่านี้แสดงว่าจิตใจยังไม่เป็นอิสระ จิตใจที่ไม่เป็นอิสระเพราะยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง จึงเกิดการปฏิเสธและยึดถือในความชั่ว-ดีอยู่ การปฏิเสธและยึดถือดี-ชั่วเป็นต้นเหตุทำให้มนุษย์อยู่เหนือดีชั่วไม่ได้เพราะยังถูกความดี ความชั่วครอบงำ

สิ่งที่ท่านพยายามเน้นย้ำให้ตระหนักให้ดีก็คือ “แม้ที่สุดแต่สิ่งที่เรียกว่า ความดีที่ใคร ๆ บูชากันอยู่ ถ้าหากว่าใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับความดีในลักษณะที่ผิดทางและยึดถืออะไรมากเกินไปก็จะได้รับทุกข์จากความดีนั้นเช่นเดียวกัน”(พุทธทาสภิกขุ 2548; 176) ซึ่งก็หมายความว่าการยึดมั่นความดีก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง แต่กลับจะสร้างปัญหาแทน

สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ความดี-ชั่วเป็นสิ่งสมมติ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนไม่ดีถ้ายังไม่สามารถกระโดดหรือลอยไปให้พ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “ดี” แล้วก็ไม่มีทางอยู่เหนือความดี-ชั่วหรือเป็นพระอริยเจ้าได้ และทั้ง 3 ข้อนี้ถือว่า เป็นเหตุไปถึงกันและกันนั่นคือการไม่ทำความชั่วทั้งปวงเพราะมีศีล การทำความดีให้เต็มที่ให้ครบบริบูรณ์เพราะมีจิตในแน่วแน่ตั้งมั่นต่อการรักษาศีล ส่วนการมีปัญญานั้นก็ทำจิตใจกระทั่งวิญญาณให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากความเศร้าหมอง

3.2 การก้าวข้ามดีและชั่วในทัศนะของนิทซ์เช่

สำหรับนิทซ์เช่แล้ว ดีและชั่วไม่ใช่ประเด็นหลักที่เขาต้องการพิจารณา แต่หลักใหญ่ของการพิจารณาอยู่ที่กระบวนการกลายสภาพเป็น(becoming)ดีหรือชั่วต่างหากเพราะการกลายสภาพเป็นดังกล่าวนี้จะนำไปสู่การตัดสินที่เรียกว่า ดี หรือชั่วอย่างชัดเจน ดังนั้นการพิจารณาความดีจึงเท่ากับว่าได้ตอบว่า จะก้าวข้ามดีชั่วอย่างไรด้วย

การก้าวข้ามความดีและชั่วนั้นต้องทำผ่านหลักการชี้นำให้ปฏิบัติในตัวเอง(immorality)เท่านั้นซึ่งผู้ที่จะทำเช่นนั้นได้จะต้องมีจิตวิญญาณ(spirit)เป็นอิสระ(free will)จากการครอบงำต่างๆ  หมายความว่ากระบวนการการกลายสภาพเป็นต้องเป็นอิสระจากเงื่อนไขที่ทำให้เป็นหรือจำต้องเป็นอย่างนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขว่าด้วยอำนาจชี้นำให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ สิ่งที่เรียกว่า ดีหรือไม่ดีนั้นอาจจะตรงกับกฎทางสังคมและหลักทางศาสนาหรือไม่ก็ได้เพราะภายในการยืนยันนั้นเกิดขึ้นภายใต้ความบังเอิญในแต่ละขณะ ๆ สิ่งที่สำคัญคือการยืนยันนั้นต้องเกิดภายใต้หลักการชี้นำให้ปฏิบัติในตัวเองนั้นคือยืนยันจากความเป็นตัวของตัวเขาเองเป็นหลัก; ฉันดีเพราะฉันทำความดี ไม่ใช่ฉันดีเพราะเขาเลว; นั่นคือไม่ได้ยืนยันจากการปฏิเสธคุณลักษณะหรือการกระทำของผู้อื่นเป็นหลักอย่างเช่นตรรกที่สังคมไทยชอบใช้เป็นข้ออ้างตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันนั่นคือ ‘ฉันดีเพราะคุณเป็นคนเลวหรือไม่ก็คุณเลวเพราะฉันเป็นคนดี’(I am good, therefore you are evil–You are evil therefore I am good) (Gilles delauze,1983; 119)

หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า คุณธรรมภายในจะนำพาไปสู่ความดีได้จริงหรือ.

ประเด็นนี้หลักใหญ่อยู่ที่การยืนยันการกระทำอย่างเป็นอิสระจากภายในตนเองคือปราศจากเงื่อนไขให้ต้องกระทำและเคารพการยืนยันการกระทำนั้นแล้วการกระทำนั้นก็เรียกได้ว่า ดี (แม้คนอื่นจะมองว่า ไม่ดีก็ตามที) กรณี x  เป็นความดี สมมติว่า   a  b  และ c  การที่ a จะเป็นคนดีได้ ไม่ใช่เพราะ b ทำร้าย หรือฆ่า c หรือใคร ๆ ก็ตามแล้ว   a  จะสรุปว่า ตนเองเป็นคนดีได้ การจะยืนยันความดีต้องเป็นว่า a เป็นคนยืนยันสิ่งที่เรียกว่า ดีโดยการทำตามหลักการชี้นำให้ปฏิบัติในตัวเองของ a นั่นคือการไม่ทำร้ายหรือฆ่าใคร(หรือหาก  a  ยืนยันที่จะทำร้ายใครเพราะเขาเห็นว่าดี เขาก็ต้องเคารพ(respect)การเลือกของเขาและยอมรับต่อผลที่เกิดตามมา) หากเขาเลือกที่จะกระทำแต่ปฏิเสธผลที่เกิดจากการเลือกก็ไม่ต้องพิจารณาต่อไปว่าดีหรือไม่ดี นี่คือความดีสำหรับนิทซ์เช่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการกระทำ x  ต้องเป็นอิสระจากเงื่อนไขใด ๆ; ความขุ่นเคือง ความรัก โลภ โกรธ หลง ความกลัว การชักจูงชี้นำและอื่น ๆ; ให้เกิดการกระทำนั้นซึ่งหลักการนี้ขัดกับระบบจริยะที่ยึดกันในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนิทซ์เช่แล้วหลักการทางศาสนาคือมูลเหตุสำคัญที่ทำให้คนเป็นคนดีไม่ได้เพราะหลักการทางศาสนาเกิดบนตรรกแห่งการครอบงำ/สร้างเงื่อนไขไม่ใช่การทำให้จิตใจหลุดพ้นจาการครอบงำ

นิทซ์เช่เชื่อว่าด้วยวิธีการแบบนี้เท่านั้นจึงจะทำให้คนสามารถก้าวข้ามความดีและชั่วได้เพราะอย่างน้อยการกระทำทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นอิสระจากสิ่งที่จะก่อให้เกิดเป็นเงื่อนไขของการประเมินคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่า ดีและไม่ดีในสังคมซึ่งการดำเนินตามหลักการชี้นำให้ปฏิบัติในตัวเอง(immorality)ไม่ผูกโยงสัมพัทธ์กับดีและไม่ดี  ที่สำคัญคือการประเมินการกระทำแบบนี้ต้องเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอในชีวิตประจำวันของเขาในแต่ละวันเพราะว่า สิ่งที่เรียกว่า “ดี” นั่น ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องหรือสัมพัทธ์เชื่อมโยงกับสิ่งใด เราอาจคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่เราก็หวังไม่ได้ว่า มันจะเกิดขึ้นอย่างนั้นเพราะมันอาจจะไม่เกิดตามที่เราหวังก็ได้เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่ภายใต้ความไร้ระเบียบ(Chaos)คือไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นผลรองรับแก่กันและกัน ดังนั้นข้อเท็จจริงเดียวจะนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์แล้วสรุปว่า เป็นความดีไม่ได้

4. วิถีปฏิบัติและบทวิพากษ์

การกระทำในระดับจริยะนั้นต้องแยกออกจากระดับศาสนาอย่างเด็ดขาดเพราะหลายครั้งที่เราไม่ได้คำนึงไปถึงหลักการหรือคุณค่าทางศาสนา แต่กลับมักมีผู้อ้างว่า ผิดหลักการทางศาสนา ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่า Ethic ในยุคกรีกสมัย Socrates, Plato และ Aristotle น่าจะไม่มีความหมายที่กินความเข้าไปในขอบเขตของศาสนา คือ ธรรม อาจจะหมายความแค่ว่า การรู้หน้าที่ที่ตนเองต้องกระทำ(ต่อเทพเจ้า)หรืออาจไม่มีคำนี้ปรากฏอยู่เลยก็เป็นได้ คำว่า Ethic ที่แปลกันว่า จริยธรรม นี้น่าจะเป็นคำที่เกิดขึ้นและใช้แพร่หลายในยุคกลางที่ศาสนาคริสต์เรืองอำนาจคือมีอิทธิพลเหนืออาณาจักร จากคำว่า Ethic ที่เป็นระดับจริยะธรรมดาจึงกลายเป็นจริยะในศาสนาและกลายเป็นจริยธรรมใน ความหมายที่ใกล้เคียงของ ethics น่าจะเข้ากันได้กับคำว่ากฎหมายมากกว่าเพราะที่มาของกฎหมายอันแรกคือกฎธรรมชาติ รองลงมาคือศาสนา ดังนั้นเงื่อนไขอย่างแรกและอย่างเดียวของการพิจารณาความดีจึงขึ้นอยู่ที่การแยกจริยะออกจากธรรมของศาสนาให้ได้; จริยะไม่ใช่จริยธรรม;

ทุกคนจะยอมรับหรือไม่หากคำว่า จริยะ ปราศจากนัยยะทางศาสนา เช่นหากเราต้องการให้เด็กนักศึกษาเป็นคนดีก็ไม่จำเป็นต้องพานักศึกษาเข้าวัด 7 วัน 10 วันแล้วการันตีว่าผ่านหลักสูตรพัฒนาคนดี หรือ การที่เด็กไม่กตัญญู(?)ต่อพ่อแม่นั้นเป็นบาป เป็นคนไม่ดีซึ่งหลักการนี้ไม่มีระบุในศีลหรือข้อปฏิบัติทั่วไป หรือกรณี A ที่แต่งงานแล้วแค่ไปรับประทานอาหารกับ B ซึ่งมีความสนิทสนมกันแต่ไม่ใช่ภริยาของตนเองเป็นความผิดใหญ่ในศีลข้อที่ 3 และกรณีอื่น ๆ

ในระบบจริยศาสตร์หากเราจะใช้คำว่า จริยธรรมทางศาสนา ไม่ใช่จริยะก็คงเป็นเรื่องยากที่สุดที่จะก้าวข้ามดี–ชั่วทางMetaphysic ของศาสนา แต่หากเป็นจริยะที่อยู่นอกกรอบศาสนาก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตัวอย่างของความเชื่อแบบจริยะหรือ Ethic และ Metaphysic ที่เรากำลังเผชิญอยู่คือกรณีความขัดแย้งทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การทำรัฐประหารไม่ได้มีส่วนช่วยให้เกิดประชาธิปไตยได้(แม้แต่ 2475 เองก็ตาม) ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในความเป็นการเมืองต้องแก้ด้วยระบบการเมืองระดับจริยะไม่ใช่ต้องทำรัฐประหารเพราะรัฐประหารนั้นไม่ได้ตอบ Ethic แต่เป็นไปเพื่อรักษาสิ่งที่เป็น Metaphysic ของสังคมไทยเอาไว้อย่างที่ชอบอ้างและใช้กันมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

5. ข้อเท็จจริงในชีวิตประจำวัน

ข้อเท็จจริงในชีวิตประจำวันหลายครั้งที่เราใช้คำว่า “ดี” อย่างสับสนปนเปและทำให้ผู้ฟัง(โดยเฉพาะเด็กที่เริ่มจำและทำความเข้าใจต่อมโนภาพต่าง ๆ ที่พ่อแม่และคนในสังคมพูดกัน)สับสนและจดจำความหมายของคำเหล่านั้น/ นำความหมายของคำเหล่านั้นไปใช้ถูก ๆ ผิด ๆ; ฆ่าคนไม่ดี ขโมยของไม่ดี ดื่มสุราไม่ดี ผิดลูกผิดเมียเขาไม่ดี  รวมไปถึงลูกเล่นหัวพ่อไม่ดี โต้แย้งครูบาอาจารย์ไม่ดี เด็กไม่ไหว้ผู้ใหญ่ไม่ดี เล่นเกมไม่ดี นอนดึกไม่ดี ไม่แปรงฟันไม่ดี หรืออะไรอย่างอื่นทำนองนี้; เราไม่ต้องพูดถึงนัยยะเรื่องดี หรือไม่ดีกับระดับการกระทำทำนองนี้ปะปนกันไปได้หรือไม่ หรือไม่ก็ต้องทำมโนภาพเหล่านี้ให้กระจ่างชัดก่อนว่า มโนภาพเกี่ยวกับดีที่ใช้บีบบังคับนั้นเป็นดีระดับใดกันแน่(เป็นศาสนาหรือไม่ใช่ศาสนา)เพราะท้ายที่สุดแล้วความหมายของคำว่า ‘ดี’ จะก่อให้เกิดความสับสันในการใช้ชีวิตจริงเพราะเราได้ใช้มโนภาพ “ดีและชั่ว” ที่เราจดจำแบบผิดๆ ไปใช้ (บีบบังคับ) กับผู้อื่นตราบเท่าที่เรายังไม่ตายและมันก็ทำงานอย่างนี้เรื่อยๆ ไป

ปัจจุบันมีข้ออ้างใหม่ที่น่าสนใจคือ “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” แม้จะเป็นแค่การพูดกึ่งประชดประชันเท่านั้น แต่การพูดเช่นนี้ก็บ่งชี้ถึงทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่ออุดมคติอันว่าด้วยความดีได้และอย่างน้อยก็เป็นการตั้งคำถามในทำนองว่า ‘ความดีมีอยู่จริงหรือไม่’ เพราะจากข้อมูลเชิงประจักษ์แล้วคนที่ได้ชื่อว่า ทำความดีส่วนใหญ่ล้วนไม่ได้รับในสิ่งที่ดีเป็นการตอบแทนตามข้ออ้างจึงดูเหมือนว่าข้ออ้างเช่นนี้มีพลังมากขึ้นในสังคมกอร์ปกับคนในสังคมก็มีความดีไว้เฉพาะแค่ในฐานะเป็นอุดมการณ์ไม่ได้มีไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่ ‘ต้อง’ยึดถือปฏิบัติ เช่นในการสอบบรรจุเข้าทำงานคนที่ไม่วิ่งเต้นเส้นสายซึ่งในข้อเท็จจริงต้องถือว่าเป็นคนที่สังคม ‘ยกย่องว่าดี’ แต่เอาเข้าจริง ๆ มีไม่กี่คนที่ต้านทานกระแสการซื้อและถูกซื้อความเป็นคนดี และดำรงตนเป็นคนดีที่ยึดมั่นอุดมการณ์แห่งความดี และก็มีหลายกรณีอีกเช่นกันที่สังคมหันกลับไปตีค่าการทำผิดให้เป็นความดีขึ้นมาใหม่ในฐานะเป็นวิถีปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นก็คือ การวิ่งเต้นเส้นสาย เด็กฝาก การซื้อขายตำแหน่ง การมอบสินน้ำใจ(ถ้าไม่มีสินน้ำใจไม่ใช่คนดี แต่ลักษณะสินน้ำใจกับสินบน/ส่วยต่างกันตรงไหนและอย่างไรโดยเฉพาะเมื่อพิจารณาเป้าหมายของการกระทำในปริบทของการให้ทำนองนี้? ผู้เขียน.)เป็นต้น ทำให้คำพูดที่ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ถูกพูดถึงมากในกระแสสังคม

6. ข้อเสนอแนะ

การพิจารณาข้ออ้างในบริบทของคู่ตรงข้ามใดว่า ดี –ชั่ว ,ถูก – ผิดนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกคือ ต้องแยกแยะสิ่งที่ถูกอ้างนั้นก่อน กล่าวคือให้พิจารณาข้ออ้างเหล่านั้นว่า อยู่ในบริบทของข้อถกเถียงใด; จริยะหรือศาสนา (หรือจริยธรรม); ไม่ควรพิจารณาข้ออ้างเหล่านั้นผสมปนเปกันไปทั้งนี้เพราะเหตุผลหลัก  2 ประการคือ

1. หลักการเหล่านั้นไม่เหมือนกัน ทั้งที่มา วิธีการและเป้าหมาย หลักการทางศาสนามีวัตถุประสงค์หลักอย่างหนึ่ง จารีตประเพณีมีวัตถุประสงค์หลักอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่สามารถบังคับใช้ในหลักการเดียวกันได้ ดังนั้นการพิจารณาข้ออ้างใดก็ต้องพิจารณาและตัดสินบนพื้นฐาน/หลักการเดียวกันไม่ใช่ต่างกัน

2. ผลที่เกิดจากการตัดสินข้ออ้าง การพิจารณาข้ออ้างทุกข้ออ้างจะมีการตัดสินอยู่ภายในและการตัดสินแต่ละครั้งย่อมมีผลต่อจิตวิทยาของผู้ฟังทั้งของปัจเจกและโดยรวมซึ่งจะส่งผลต่อการมี/สร้างปฏิสัมพันธ์ต่อบริบทของการตัดสินข้ออ้างนั้น ๆเสมอ ผลที่เกิดตามมาย่อมมีทั้งเป็นบวกหรือเป็นลบ ที่สำคัญคือผลของผล (Effective of Effective of….)ที่เกิดจากการตัดสินนั้นจะนำไปสู่ความเสียหายและอาจจะแก้ไขและเยียวยาไม่ได้; ข้ออ้างเรื่องปรีดี พนมยงค์ล้มเจ้า ข้ออ้างเรื่องความมิวนิสต์และการกระทำต่อคอมมิวนิสต์ในไทย ข้ออ้างที่ว่าด้วยการฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ข้ออ้างเรื่องผังล้มเจ้าที่เพิ่งเกิดขึ้น และข้ออ้างอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน การตัดสินข้ออ้างเหล่านี้นำไปสู่การตัดสินที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขผลที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นความผิดพลาดของหน้าประวัติศาสตร์ไทย

ดังนั้น บรรดาข้ออ้างใดก็ตามที่เข้าสู่ระบบการพิจารณา/ตัดสิน ควรต้องได้รับการแยกแยะระดับการพิจารณาตัดสินก่อนเพราะเหตุการณ์และข้อเท็จจริงใด ๆ นั้นไม่มีแบบแผนตายตัวที่จะนำไปสู่ข้อสรุปว่า มันจะเป็นเหมือนกันและตัดสินด้วยมาตรฐานหรือกฎเกณฑ์อย่างเดียวกันทุกกรณีเสมอไป

7. บทสรุป

การก้าวข้ามความดีและชั่วเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ กล่าวคือหลุดพ้นจากกรอบและวิธีคิดที่เป็นสิ่งสมมติเพราะสิ่งสมมติเกิดขึ้นบนเงื่อนไขของสิ่งที่เป็นดีและชั่วของแต่ละสังคมขณะที่มโนทัศน์เกี่ยวกับความดีเท่าที่มีมีลักษณะเป็นสากลและสัมพัทธ์ที่สำคัญการนิยามความดีของแต่ละสังคมยังไม่สามารถหาข้อยุติหรือตกลงกันโดยปราศจากการทักท้วงใดๆ ดังนั้นการก้าวข้ามความดี – ชั่ว จึงมีวิธีการคือการไม่ยึดติดกับความดีสมมติของสังคม แต่เน้นไปที่การทำความดีตามที่จิตวิญญาณบริสุทธิ์ได้ชี้นำการกระทำนั้นๆ

บรรณานุกรม

พุทธทาสภิกขุ. 2548. คู่มือมนุษย์ ฉบับสมบูรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพ ฯ; สุขภาพใจ.

___________. 2549. อิทัปปัจจยตา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ; สุขภาพใจ.

สุรพศ ทวีศักดิ์. 2552.  ‘ความชั่วร้ายที่จำเป็น’ในแวดวงการศึกษาไทย. หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับ      ประจำวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2552.

อานันท์  กาญจนพันธุ์. 2555. คิดอย่างมิเชล ฟูโกต์ คิดอย่างวิพากษ์: จากวาทกรรมของอัตบุคคลถึง       จุดเปลี่ยนของอัตตา. พิมพ์ครั้งที่ 2. เชียงใหม่ ฯ; สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

Gilles delauze. (1983). Nietzsche  and  philosophy. Translated by Hugh Tomlinson.

New  York: Columbia University; press.

Helen  Zimmern (tran).(1967). Beyond Good and Evil. London; George Allen & Unwin LTD.

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา. (2555). หน้าออนไลน์. จากแหล่งข้อมูลที่

http://www.polyboon.com/dhumma/34_001.php