viagra cialis levitra
and flomax cialis
us drugstore pharmacy viagra
walgreens viagra generic
canadian brand name viagra
generic cialis 10mg
generic viagra wholesale
viagra oral uses
cvs viagra 100mg price
viagra and girls
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013013

จากประชาธิปไตยครึ่งใบสู่การเมืองไพร่-อำมาตย์: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“การศึกษาทั้งหมดที่พยายามจะทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในชนบท อันมีผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของคนชนบทน่าจะทำให้คนชั้นกลางในเมืองมองเห็น/เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทโดยรวมได้ดีขึ้น แต่ผลการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครกลับแสดงให้เห็นเป็นตรงกันข้าม”

 

 

 

 

 

จากประชาธิปไตยครึ่งใบสู่การเมือง “ไพร่-อำมาตย์”

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นภาพสะท้อนความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่มาร่วมทศวรรษ แม้ว่าสัดส่วนคะแนนจะไม่ต่างกันมาก

ซึ่งด้านหนึ่งก็เป็นนิมิตหมายที่ดีว่าแต่ละฝั่งความคิดจะระมัดระวังทางการเมืองมากขึ้น เพราะเห็นได้ชัดว่าเป้าหมายทางการเมืองของฝ่ายตนยังไม่บรรลุได้ง่ายๆ แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง ก็แสดงให้เห็นว่าสังคมการเมืองไทยซ่อนปมความขัดแย้งเอาไว้ลึกมากทีเดียว ดังจะเห็นได้จากหมากสุดท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ที่หยิบเอาประเด็นความรู้สึกทางการเมืองมาใช้เรียกคะแนนเสียง

ภายหลังเหตุการณ์นองเลือดเมื่อปี พ.ศ. 2553 การอธิบายชนบทไทยเพิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจนในทศวรรษ 2550 เพราะเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองในลักษณะใหม่ที่คนใน “ชนบท” จำนวนมากได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังและกว้างขวาง จนกลายเป็นแรงผลักดันอย่างสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความกระหายใคร่รู้ที่จะอธิบายที่มาและการจัดตั้งทางทางสังคมการเมืองของคนกลุ่มนี้ ทศวรรษ 2550 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงในการศึกษา “ชนบท” ไทย อย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะทางด้านการเมือง

แต่อย่างไรก็ตามด้วยเหตุที่ความขัดแย้งทางการเมืองที่คน “ชนบท” ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังและกว้างขวางดังกล่าวนี้ ได้กระแทกอย่างรุนแรงกับภาพคนใน “ชนบท” แบบเดิมในการรับรู้ของนักวิชาการ จึงทำให้เกิดความต้องการอย่างเฉพาะเจาะจงที่จะเข้าใจการดำรงอยู่ของคนชนบท ส่งผลให้การศึกษาความเปลี่ยนแปลงในชนบทมักจะพุ่งเป้าไปเน้นที่คุณลักษณะของ กลุ่ม “คนเสื้อแดง” มากกว่าที่จะทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ทำให้เกิด “คนเสื้อแดง” ขึ้นมา

ในช่วงแรกๆ การวิเคราะห์และอธิบายคุณลักษณะของกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ของนักวิชาการ เน้นไปที่การหาคำตอบว่าใครคือ “คนเสื้อแดง” ที่เรียกร้องต้องการระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการวิเคราะห์และอธิบายในแง่นี้อาจแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเน้นที่ลักษณะร่วมทางเศรษฐกิจและสังคมของชาวบ้านที่เป็น “คนเสื้อแดง” ซึ่งเห็นได้ชัดจากคำจำกัดความหรือคำที่คิดขึ้นมาเพื่อใช้เรียกคนเสื้อแดง เช่น “ชาวนารายได้ปานกลาง” โดย Andrew Walker (มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย) “ชาวนาผู้รู้โลกกว้าง” โดย Charles Keyes (มหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตัน) “คนชั้นกลางระดับล่าง” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ปัญญาชนสาธารณะ) “พลังสีแดง : การจัดตั้งของภาคการผลิตไม่เป็นทางการ” โดย อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ และ “คนกึ่งเมืองกึ่งชนบท” โดย นฤมล ทับจุมพล และ ดันแคน แมคคาโก (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยลีดส์) เป็นต้น

นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งจะเน้นความหลากหลายข้ามชนชั้นของ “คนเสื้อแดง” หรือไม่ได้มองว่าเป็นกลุ่มคนที่มีลักษณะร่วมกันในเชิงประสบการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ การศึกษาของปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรีและคณะ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เรื่อง “พัฒนาการจิตสำนึกและขบวนการทางการเมืองของชาวเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” และ วัฒนา สุกัณศีล (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เรื่อง “จากการเมืองของรากหญ้าสู่ประชาธิปไตย 100%” นักวิชาการกลุ่มนี้พยายามวิเคราะห์ว่า “คนเสื้อแดง” ประกอบขึ้นด้วยคนต่างฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม หรือประกอบด้วยคนหลากหลายกลุ่มหลากหลายชนชั้น มิใช่เป็นกลุ่ม “คนยากจน” แต่อย่างใด และคุณลักษณะสำคัญของคนเสื้อแดงก็คือความสำนึกในความสำคัญของประชาธิปไตย ซึ่งเห็นได้จากการออกมาเคลื่อนไหวภายหลังเหตุการณ์การรัฐประหารใน พ.ศ. 2549

แม้ว่าการศึกษาที่เน้นการมองหาคุณลักษณะของกลุ่มคนในชนบทที่ถูกเรียกว่ากลุ่ม “คนเสื้อแดง” จะมีประโยชน์ในแง่ที่ทำให้มองเห็นกลุ่มคนที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองว่าประกอบด้วยคนกลุ่มใดบ้าง และอะไรเป็นสาเหตุเฉพาะหน้าหรือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง หากแต่การมุ่งค้นหาคำตอบในเรื่องเช่นนี้ กลับทำให้ขาดการวิเคราะห์บริบทของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของพื้นที่ “ชนบท” ที่มี ผลต่อความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมชนบท และทำให้คนชนบทเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเมืองอย่างเข้มข้น

การศึกษาในระยะหลังได้พยายามที่จะอุดช่องว่างที่มีอยู่ในคำอธิบายของนักวิชาการทั้งสองกลุ่มดังกล่าวข้างต้น ที่สำคัญได้แก่ การศึกษาของอภิชาต สถิตนิรามัยและคณะ เรื่อง “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” และการศึกษาของ สมชัย ภัทรธนานันท์ เรื่อง “การเมืองของสังคมหลังชาวนา: เงื่อนไขการก่อตัวของคนเสื้อแดงในอีสาน”

การศึกษาเรื่อง “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” มุ่งวิเคราะห์ฐานะทางเศรษฐกิจของคนเสื้อแดง เพื่อชี้ให้เห็นว่าคนเสื้อแดงเป็น “ชนชั้นกลางระดับล่าง” แต่ไม่ใช่กลุ่มคนที่ยากจนที่สุด และคนส่วนใหญ่ในกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้คิดว่าตนเองยากจน หากแต่มีความไม่มั่นคงในชีวิตที่ทำให้ชื่นชอบนโยบายประชานิยม และงานเขียนเรื่อง “การเมืองของสังคมหลังชาวนา : เงื่อนไขการก่อตัวของคนเสื้อแดงในอีสาน” มุ่งแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรในภาคอีสานประสบปัญหาในการทำมาหากินและยากจนกว่าคนในภาคอื่นๆ แต่มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับคนในเมือง โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าและบริการและการเข้าถึงสื่อใหม่ๆ และยังวิเคราะห์ด้วยว่าในอดีตคนอีสานก็เคยมีประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองมาแล้ว

การศึกษาทั้งหมดที่พยายามจะทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงใน “ชนบท” อันมีผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของ “คนชนบท” น่าจะทำให้คนชั้นกลางในเมืองมองเห็น/เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคม “ชนบท” โดยรวมได้ดีขึ้น แต่ผลการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครกลับแสดงให้เห็นเป็นตรงกันข้าม เหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะยังไม่มีการศึกษาที่เชื่อมโยงระหว่างความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชนบทที่ขัดแย้งกับโครงสร้างอำนาจรัฐและรูปแบบของรัฐที่ดำรงอยู่ หวังไว้ว่าหากการสร้างความรู้ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องระหว่างสังคมกับรัฐอย่างพลวัตน่าจะทำให้สังคมไทยมองเห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น และอาจจะมีผลทำให้กระบวนการเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตย (Democratization) เป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

การรับรู้ภาพ“ชนบท”ที่ถูกฝังแน่นในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนชั้นกลางในเขตเมืองจนทำให้มองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

ในพื้นที่ “ชนบท” เป็นส่วนที่แยกไม่ออกจากความเปลี่ยนแปลงของระบบการเมืองที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 2510 อันได้แก่ การเกิดขึ้นของระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ
การสร้างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เพราะการต่อสู้ทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2516 จนถึง พ.ศ. 2519 เป็นช่วงการเมืองไทยที่ไร้เสถียรภาพในทัศนะของชนชั้นนำทั้งหลาย

เสถียรภาพทางการเมือง หมายถึง สภาวะที่ “การเมือง” ถูกทำให้เป็นระบบระเบียบ ที่กลุ่มอำนาจในสังคมสามารถหมายรู้ได้ว่ากลุ่มของตนจะดำรงอยู่ ณ ตำแหน่งแห่งที่ใด และจะได้หรือเสียอะไรในเงื่อนไขใด ระบบการเมืองที่ถูกสร้างให้มีเสถียรภาพจะทำให้กลุ่มอำนาจทุกกลุ่มยอมรับตำแหน่งแห่งที่และผลได้/ผลเสียต่างๆ ของตน และที่สำคัญจะทำให้สามารถคาดการณ์และมีปฏิบัติการทางสังคมการเมืองไปในอนาคตได้ยาวไกลพอสมควร

เสถียรภาพทางการเมืองจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการต่อสู้เพื่อดำรงอยู่ของสังคมการเมืองหนึ่งๆ เพราะไม่มีสังคมการเมืองใดจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ต่อไปได้หากจะต้องสร้าง “ข้อตกลงทางการเมือง” ทีละเรื่องๆ และแต่ละเรื่องก็มี “ข้อที่ตกลงกันได้” แตกต่างกันไปจนหาหลักการหรือกฎเกณฑ์กลางไม่ได้ ดังนั้น ในกระบวนการทางการเมืองทั้งหลายนั้นจึงต้องสร้างเสถียรภาพทางการเมืองขึ้นมาให้ได้ พร้อมๆ กับการที่ผู้นำทางการเมืองจะต้องพยายามสร้างอำนาจนำเพื่อจะสามารถกำกับกลุ่มอำนาจต่างๆ ในโครงสร้างอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเมืองไทยประสบกับสภาวะไร้เสถียรภาพมาหลายครั้ง โดยที่การปรับตัวเข้าสู่เสถียรภาพแต่ละครั้งก็ต้องใช้เวลาในการต่อรองต่อสู้กันพอสมควร และหลายครั้งก็เป็นเพียงเสถียรภาพชั่วคราว เพราะไม่สามารถรักษาความ “เสถียร” ได้นานนัก มีบางช่วงเวลาเท่านั้นที่สามารถปรับตัวจนสร้างสภาวะที่มีเสถียรภาพได้ยาวนานพอสมควร

สภาวะไร้เสถียรภาพในสังคมไทยที่รุนแรงครั้งหนึ่ง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เพราะเสถียรภาพการเมืองแบบเดิมที่เป็นระบบอุปถัมภ์ภาคใต้การนำของเครือข่าย จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร ได้พังทลายลงไปอย่างรวดเร็วเพราะสูญเสียหัวขบวนไปอย่างกะทันหัน จึงเกิดสภาวะการแตกกระจายของกลุ่มภายใต้ระบบอุปถัมภ์เดิม ซึ่งทำให้แต่ละกลุ่ม (Faction) ถูกลดอำนาจลงจนตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะก้าวขึ้นมาแทนที่ผู้อุปถัมภ์เดิมได้

ในช่วงที่กลุ่มอำนาจทั้งหลายตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถมีอำนาจมากพอที่จะนำใครได้นี้ หากกลุ่มใดต้องการที่จะก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือกลุ่มอื่น ก็จำเป็นต้องสร้างการเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มของตนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะในขณะนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์ได้กลายมาเป็น “ร่มโพธิ์-ร่มไทร” ของกลุ่มการเมืองทุกกลุ่ม กล่าวได้ว่า ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นได้ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์แสดงบทบาทในการชี้ขาดทางการเมืองโดยเริ่มต้นจากการพระราชทานนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์

การที่กลุ่มการเมืองใดที่หวังจะขึ้นมามีอำนาจนำเหนือผู้อื่นจำเป็นต้องแสดงตนแอบอิงอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านความสัมพันธ์ทางอำนาจขึ้น ด้านหนึ่ง ได้ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องกลายเป็นสถาบันที่ต้องทำหน้าที่แสวงหาดุลยภาพทางการเมืองเพื่อที่จะทำให้สังคมการเมืองดำเนินต่อไปได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นศูนย์กลางที่ทำให้สังคมมีดุลยภาพในความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป ในอีกด้านหนึ่ง กระบวนการทางการเมืองนี้ได้ทำให้เกิดการประสานกลุ่มการเมืองเข้ากับกลุ่มอำนาจเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะกลุ่มเศรษฐกิจทุกกลุ่มต่างก็ได้รับผลกระทบจากสภาวะไร้เสถียรภาพในช่วง พ.ศ. 2516-2519 มาแล้วอย่างหนักหน่วง ดังนั้น หากกลุ่มอำนาจใดสามารถแสดงตนได้ว่าจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพทางการเมืองก็ย่อมจะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจเศรษฐกิจ

ดังจะเห็นว่าในช่วง พ.ศ. 2516-2519 มีการรวมกลุ่มของนักธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนเกือบร้อยคนเพื่อที่จะผลักดันและสนับสนุนผู้ที่สามารถขึ้นมารักษาเสถียรภาพทางการเมือง และในท้ายที่สุดกลุ่มนักธุรกิจเกือบร้อยคนกลุ่มนี้ก็กลายมาเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง อันได้แก่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

การสถาปนาอำนาจนำผ่าน “วิกฤติหลัง พ.ศ. 2516-2519” จึงเป็นการประสานกับของอำนาจหลายฝ่าย ได้แก่ ระบบราชการและกองทัพ โดยการนำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้แบ่งปันอำนาจบางส่วนให้แก่นักธุรกิจ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการตั้ง “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน” (กรอ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ตู้เย็น” แช่แข็งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกลุ่มนักการเมือง ที่ต้องสร้าง “ตู้เย็น” ของระบบราชการไว้ก็เพราะว่าการเมืองในขณะนั้น ก็จำเป็นต้องแบ่งอำนาจส่วนหนึ่งให้แก่พรรคการเมืองที่อ้างอิงอยู่กับประชาชน ดังจะเห็นได้จากการยอมรับระบบเลือกตั้ง ระบอบของอำนาจที่ต้องประสานกันระหว่างหลายฝ่ายนี้จึงเรียกกันว่า “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ”

ด้วยเหตุที่นายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้วางน้ำหนักการตัดสินใจทางการเมืองบนระบบราชการเดิมค่อนข้างมาก จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างระบบราชการกับกลุ่มพรรค/นักการเมืองบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกองทัพกับพรรคการเมือง ซึ่งเห็นได้จากการปรับคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง และขณะเดียวกันการสร้างฐานอำนาจในระบบราชการโดยเฉพาะทหาร ก็ก่อให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก มากขึ้น จะเห็นได้ว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่พยายามสร้างกลุ่มอุปถัมภ์เพื่อเป็นฐานอำนาจ ขณะที่กลุ่มทหารหนุ่มได้เลือกใช้ “รุ่น” เป็นฐานอำนาจแทนการอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของนายทหารชั้นผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียว

จำเป็นต้องกล่าวในที่นี้ก่อนว่า การใช้ “รุ่น” เป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง พ.ศ. 2516 ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ในช่วงเวลาวิกฤติการณ์ทางการเมืองสั้นๆ ช่วงนี้เท่านั้น เพราะภายในรุ่นเองก็มีความแตกต่างและแตกแยกกันมาตั้งแต่ในช่วงของการศึกษาในโรงเรียนทหารแล้ว สิ่งที่น่าจะศึกษาต่อ ได้แก่ กลุ่มย่อย (Faction) ในแต่ละรุ่นว่าได้ทำให้เกิดการเชื่อมต่อข้ามรุ่นในรูปแบบใดบ้าง เช่น การสังกัดเหล่า และที่สำคัญที่ต้องศึกษา ได้แก่ การเปลี่ยนชนชั้นของผู้ที่เข้าโรงเรียนทหารในช่วงสองทศวรรษหลัง

การสถาปนาเสถียรภาพทางการเมืองที่ต้องแบ่งสรรอำนาจให้แก่หลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอำนาจทางเศรษฐกิจ พรรคการเมืองที่ผ่านมาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนการควบคุมกองทัพไม่ให้เคลื่อนไหวท้าท้ายอำนาจ เป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่ใช่น้อย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จึงได้สร้างและรักษาเสถียรภาพทางการเมืองด้วยการเชื่อมต่อกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้มีฐานอำนาจที่มั่นคงและมีความชอบธรรมไปพร้อมกัน ทั้งหมดนี้จึงเป็นการประกอบกันขึ้นมาของระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ

ขออนุญาตชี้แจงในส่วนท้ายสุดนี้ ว่าความเรียงชุดนี้ นำมาจากงานวิจัยฉบับร่างในโครงการ “โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม” หัวหน้าโครงการ ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ผู้ร่วมโครงการ ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.พอพันธุ์ อุยยานนท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พฤกษ์ เถาถวิล และผู้เขียน เสนอต่อ สำนักงานกิจการยุติธรรมในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เมษายน 2555 แต่อย่างไรก็ตาม หัวหน้าโครงการ ผู้ร่วมโครงการ และหน่วยงานที่สนับสนุนไม่มีส่วนรับผิดชอบหากมีความผิดพลาดประการใดในความเรียงชุดนี้

เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 8 และ 15 มีนาคม 2556