viagra for sale cheap
guaranteed cheapest cialis
free viagra pills
cialis overnight delivery
generic viagra from canada
propecia online buy
cialis online pharmacy
buy cheap generic viagra
generic cialis soft
pharmacy cialis
viagra best price
viagra canada
online order viagra overnight delivery
mail order cialis
propecia viagra
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011008

ชาตินิยมทางเลือก

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“บทความนี้นำเสนอเสนออุดมการณ์ชาตินิยมหลายแบบ ที่เคยมีการเสนอขึ้นมาในสังคมไทยตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนถึงปัจจุบัน แต่เป็นชาตินิยมที่ไม่มีอิทธิพลหรือมีอิทธิพลน้อย เพราะไม่สอดคล้องกับความต้องการของชนชั้นนำ จึงไม่ได้รับการผลิตซ้ำ และในบางกรณีก็ถึงกับถูกปราบปรามหรือถูกเบียดขับออกไปจากสังคมไทย”

ชาตินิยมทางเลือก

 

สายชล สัตยานุรักษ์

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

17 กุมภาพันธุ์ 2544 ห้องประชุมชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทความนี้นำเสนอเสนออุดมการณ์ชาตินิยมหลายแบบ ที่เคยมีการเสนอขึ้นมาในสังคมไทยตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนถึงปัจจุบัน แต่เป็นชาตินิยมที่ไม่มีอิทธิพลหรือมีอิทธิพลน้อย เพราะไม่สอดคล้องกับความต้องการของชนชั้นนำ จึงไม่ได้รับการผลิตซ้ำ และในบางกรณีก็ถึงกับถูกปราบปรามหรือถูกเบียดขับออกไปจากสังคมไทย

อาจมองว่าการเสนออุดมการณ์ชาตินิยมแต่ละแบบออกมา เป็นการต่อสู้ช่วงชิงความหมายของ “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” กับชาตินิยมกระแสหลักก็ได้ แต่ในที่นี้สมัครใจจะเรียกว่า “ชาตินิยมทางเลือก” เพราะชื่อนี้มีนัยยะว่า มีชาตินิยมแบบอื่น ๆ ที่เราน่าจะนำมาพิจารณาเป็นทางเลือก อาจมิใช่เพื่อรับเอาอุดมการณ์ชาตินิยมแบบใดแบบหนึ่งมาใช้ทั้งชุด แต่เพื่อจะเป็นฐานความรู้สำหรับการแสวงหาอุดมการณ์ชาตินิยมแบบที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคต

แม้ว่า “ชาตินิยมทางเลือก” ที่เคยมีการเสนอกันมาแล้วในสังคมไทยอาจมีลักษณะหรือแนวคิดที่เราไม่เห็นด้วย หรืออาจเห็นด้วยเพียงบางส่วน แต่เราก็สามารถใช้ความรู้เกี่ยวกับ “ชาตินิยมทางเลือก” มาเป็นฐานในการคิดต่อยอดขึ้นไป หรือสามารถจะเลือกเอาส่วนที่เราเห็นพ้องด้วยในชาตินิยมแต่ละแบบมาผสมผสานกัน แล้วเพิ่มเติมในส่วนที่เราเห็นว่าจำเป็นแต่ยังขาดไป จนได้อุดมการณ์ชาตินิยมแบบใหม่ขึ้นมา หรือหากเราเป็นคนที่ไม่เห็นคุณค่าของอุดมการณ์ชาตินิยมเลย เราก็น่าจะมีความรู้อย่างชัดเจนเสียก่อนว่าชาตินิยมแต่ละแบบมีลักษณะอย่างไร เราจะได้ทิ้งชาตินิยมไปอย่างมั่นใจได้ว่าเราละทิ้งสิ่งที่ไร้ค่าอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทิ้งสิ่งที่ยังมีประโยชน์อยู่ในปัจจุบัน 

            บทความนี้ไม่ได้เสนอ “ชาตินิยมทางเลือก” ทุกแบบ ที่ได้เคยมีผู้เสนอมาแล้วในสังคมไทย เพราะผู้เขียนมีเวลาไม่มากพอที่จะค้นคว้าอย่างกว้างขวาง จึงนำเสนอเฉพาะส่วนที่สามารถหาข้อมูลได้ในเวลาอันจำกัด แต่ก็หวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการคิดค้นถกเถียงถึงทางเลือกใหม่ ๆ ในเรื่องชาตินิยมไทยอย่างจริงจังต่อไป

ก่อนจะกล่าวถึงชาตินิยมทางเลือกแบบต่าง ๆ จำเป็นต้องกล่าวถึงปัจจัยของการเกิดอุดมการณ์ชาตินิยม และความสำคัญของอุดมการณ์ชาตินิยมกระแสหลักพอสังเขป  

ปัจจัยทั่วไปของการเกิดอุดมการณ์ชาตินิยม อาจสรุปได้เป็น 3 ประการ ดังนี้

1. สงครามหรือการถูกคุกคาม  (ในกรณีของไทย การคุกคามมาจากจักรวรรดินิยมตะวันตกอันได้แก่อังกฤษและฝรั่งเศส และในทัศนะฝ่ายซ้ายการคุกคามมาจากสหรัฐอเมริกา) ชาตินิยมจึงมักเน้นศัตรูของชาติ (และการศึกษาเรื่องชาตินิยมในวงวิชาการไทยที่ผ่านมาก็มักเน้นเรื่องชาตินิยมในแง่ของการสร้างศัตรูของชาติ  เช่น กรณีการเน้นเรื่องการเสียดินแดนในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้น แต่ที่จริงแล้วชาตินิยม ไม่ใช่เรื่องของการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับชาติอื่นเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจภายในชาติด้วย)

  1. การเกิดและการขยายตัวของการพิมพ์ที่ช่วยในการสื่อสารความรู้สึกนึกคิดของคนในชาติเดียวกัน
  2. การศึกษาแผนใหม่ที่ใช้หลักสูตรร่วมกัน ทำให้สามารถหล่อหลอมให้คนมีความรู้สึกนึกคิดเหมือน ๆ กัน 

ทั้งสามปัจจัยประกอบกัน ทำให้เกิดจินตนากรรมเรื่องชาติ รวมทั้งความจงรักภักดีต่อชาติ ความเสียสละ และความสามัคคีเพื่อทำให้ชาติมีเอกราช ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรือง

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4  เป็นต้นมา ชาตินิยมกระแสหลักในสังคมไทยได้รับการสร้างและปรับเปลี่ยนโดยปัญญาชนจำนวนมาก  โดยปัญญาชนแต่ละคนมุ่งบรรลุเป้าหมายทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ก็เสนอความคิดสอดคล้องกันในเรื่องสำคัญ ๆ  ทำให้เกิดเป็นมโนทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับ “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนในสังคมไทยอย่างสูง จนกระทั่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นชาตินิยมกระแสหลักของไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน[1]

ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 มีการสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลายประการ ดังนี้

  1. เพื่อสร้างเอกภาพของคนในรัฐ ที่มีความสำนึกร่วมกันว่าทุกคนได้รับความสุข ความยุติธรรม และความเจริญก้าวหน้า เนื่องจากการปกครองของพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นผู้นำแห่งชาติ
  2. เพื่ออ้างสิทธิเหนือดินแดน  ดังกรณีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้คำว่า “ล้านนาไทย” เพื่อสร้างการยอมรับว่าดินแดนล้านนาเป็นของไทย มิใช่เป็นของลาว และทรงใช้วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) เป็นเครื่องยืนยันว่าคนนราธิวาสนับถือพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติไทย โดยที่พุทธศาสนาได้รับการเน้นตลอดมาว่าเป็นหัวใจของ “ความเป็นไทย” คู่กันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้สถาปัตยกรรมภายในวัดยังเป็นศิลปะแบบไทย ซึ่งทำให้อังกฤษยอมเลื่อนเส้นแบ่งเขตแดนลงไปทางใต้ของนราธิวาส[2]
  3. เพื่อเน้นว่าชาติพันธุ์ไทยเหนือกว่าชาติพันธุ์อื่น ๆ ในทางอารยธรรม เช่น  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ประวัติพระพุทธชินราชว่ากษัตริย์ลาวเมืองเชียงแสนเอาช่างไทยจากสวรรคโลกไปสร้างพระพุทธชินราช เพราะถ้าใช้ช่างลาวสร้างเกรงว่าจะไม่งาม และเมื่อใช้ช่างไทยแล้วก็ทำให้ได้พระพุทธรูปที่งามที่สุดในโลก[3]ทรงเน้นว่าไม่ควรเล่นเพลงลาวแพน โดยทรงให้เหตุผลว่า “…ไม่สู้งามไม่สู้ควร…ลาวเคยเป็นข้าของไทย ๆ ไม่เคยเป็นข้าลาว จะเอาอย่างลาวมาเป็นพื้นเมืองไทยไม่สมควร…”[4]  ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ใช้คำว่า “ขอมแปรพักตร์” เมื่อกล่าวถึงกษัตริย์เขมรที่เป็นเจ้าประเทศราชเอาใจออกหากจากไทยและคิดจะยกทัพมาตีไทย ซึ่งนอกจากจะแสดงว่าเขมรด้อยกว่าไทยแล้ว ยังเป็นพวกที่ไว้ใจไม่ได้ด้วย[5]
  4. เพื่อจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในลักษณะที่คนในชาติมีอำนาจและสิทธิแตกต่างกัน มีหน้าที่ต่างกัน (หลังจากเลิกระบบไพร่-ทาสไปแล้ว) โดยอาศัยการนิยามความหมายของ “ชาติไทย” ที่คนในชาติมี “อัตภาพ” ต่างกัน ซึ่งทำให้มีหน้าที่ต่างกัน แต่ต้องสามัคคีกันภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์ และใน “ชาติไทย” ก็ต้องมี “ความเป็นไทย” อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาติไทย

“ความเป็นไทย” ทั้งหลายนี้จะทำให้ “คนไทย” ยอมรับโครงสร้างสังคมที่แบ่งคนออกเป็นลำดับชั้น และโครงสร้างการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ รวมทั้ง การปกครองแบบไทย ที่เป็นการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีทศพิธราชธรรม แม้พระองค์จะทรงมีอำนาจเด็ดขาดสูงสุด ก็ไม่ใช้อำนาจไปในทางไม่ดี และราษฎรก็เชื่อถือไว้วางใจในพระมหากษัตริย์มากกว่าผู้อื่น ในขณะที่การปกครองแบบตะวันตก ไม่เหมาะกับชาติไทย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิยามความหมายของ “ชาติไทย” หรือ “เมืองไทย” โดยทรงเน้นอำนาจของชนชาติไทยเหนือชนชาติอื่น แต่ทรงชี้ให้เห็นว่าชนชาติไทยมีคุณธรรม 3 ประการ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทย คือ ความจงรักในอิสรภาพของชาติ ความปราศจากวิหิงสา และความฉลาดในการประสานประโยชน์

ชาตินิยมที่เน้นคุณธรรมประจำชาติ 3 ประการนี้ เกิดขึ้นเพื่อให้คนทุกชนชาติอยู่ร่วมกันภายใต้อำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยอย่างราบรื่น พร้อมกันนั้นก็ทรงคาดหมายว่าคุณธรรม 3 ประการนี้จะเป็นแนวทางที่ชนชั้นปกครองปฏิบัติตาม เพื่อทำให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มั่นคง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาตินิยมกระแสหลักของไทยในสมัยหลัง จะเน้นแต่คุณธรรม “ความจงรักในอิสรภาพของชาติ” เพียงประการเดียว เพราะสมัยจอมพล ป. ในทศวรรษ 2480 รัฐบาลได้นำชาติไทยเข้าร่วมในสงครามโลก และในทศวรรษ 2490 ก็เน้นการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ทำให้ไม่สามารถจะเน้นความปราศจากวิหิงสาและความฉลาดในการประสานประโยชน์ได้

ในทศวรรษ 2480 หลวงวิจิตรวาทการและพระยาอนุมานราชธนเน้นชาตินิยมตามคติเชื้อชาตินิยม โดยให้ความหมายของ “เชื้อชาติไทย” ที่ครอบคลุมคนเขมร มอญ ลาว เวียดนาม พระยาอนุมานราชธนถึงยืนยันว่าชาวจีนไหหลำ กวางตุ้ง แคะ แต้จิ๋ว เคยเป็นคนไทยมาก่อน เพื่อให้ชาวจีนอพยพในประเทศไทยเต็มใจที่จะกลับมาเป็นคนไทยอีกครั้งหนึ่ง[6] เพราะนโยบายสร้างชาติไทยให้เป็นมหาอำนาจในแหลมทองในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องการประชากรจำนวนมากที่จะช่วยสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและความเข้มแข็งของกองทัพ  

เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง แนวคิดที่เน้นเชื้อชาติไทยสายเลือดบริสุทธิ์ยังคงมีอิทธิพลสืบมา แม้ว่าแนวความคิดที่ว่าคนเขมร มอญ ลาว เวียดนาม  ชาวจีนไหหลำ กวางตุ้ง แคะ แต้จิ๋ว เป็นคนเชื้อชาติไทยจะไม่เป็นที่ยอมรับก็ตาม

อนึ่ง ในต้นทศวรรษ 2480 ซึ่งรัฐบาลดำเนินนโยบายสร้างชาติไทยให้เป็นมหาอำนาจในแหลมทอง ประวัติศาสตร์เรื่องการเสียดินแดนได้รับการเขียนขึ้นมาเพื่อทำให้ประชาชนสนับสนุนการสร้างกองทัพและการทำสงครามเพื่อทวงดินแดนคืนจากฝรั่งเศสและอังกฤษ

สำหรับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชนั้น ในต้นทศวรรษ 2490 ได้เขียนหนังสือเพื่อปลุกเร้าชาตินิยมตามคติเชื้อชาตินิยม แต่ในกลางทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา เมื่ออุดมการณ์แบบจารีตนิยม-กษัตริย์นิยมมีพลังสูงขึ้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็ได้เปลี่ยนมาเน้นอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ซึ่งหมายรวมถึง “การปกครองแบบไทย” ที่พัฒนามาเป็นแนวความคิดเรื่อง “ราชประชาสมาศัย” ในที่สุด ซึ่งการปกครองแบบไทยนี้สัมพันธ์กับ “ความเป็นไทย” ที่เน้นให้ “รู้ที่ต่ำที่สูง” หรือการแบ่งคนออกเป็นลำดับชั้นอย่างลึกซึ้ง[7] ชาตินิยมแบบราชาชาตินิยมซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์มีบทบาทอย่างสำคัญในการทำให้มีพลังสูงที่สุดในสังคมไทยนี้ ได้กลายเป็นชาตินิยมกระแสหลักของไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ในขณะที่ชาตินิยมกระแสหลักมีอิทธิพลอย่างสูงในสังคมไทย ได้มีการเสนอชาตินิยมแบบอื่น ๆ หรือ “ชาตินิยมทางเลือก” โดยคนหลายกลุ่มในสังคมไทย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

“ชาตินิยมทางเลือก” ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 

            ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีการเสนอแนวความคิดที่สะท้อนอุดมการณ์ชาตินิยมจากหลายฝ่าย ที่มีความแตกต่างอย่างมากจากชาตินิยมที่สร้างโดยปัญญาชนกระแสหลัก ความแตกต่างที่สำคัญก็คือการเน้นความสำคัญของราษฎร ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ชาตินิยมของ “คณะเจ้านายข้าราชการ ร.ศ.103”

            ในปี พ.ศ.2427 เจ้านายและข้าราชการจำนวนหนึ่งในยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ นำโดยพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย[8] ได้ส่ง “คำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ.103” มาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คำกราบบังคมทูลฯ นี้ สะท้อนให้เห็นความต้องการที่จะทำให้ “บ้านเมือง” หรือชาติมีเอกราชและเจริญก้าวหน้าขึ้น

          คำกราบบังคมทูลฯ นี้เกิดขึ้นหลังจากอังกฤษยึดเมืองมัณฑเลย์ของพม่า ซึ่งทำให้คณะเจ้านายและข้าราชการเห็นว่าเมืองไทยตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกชาติยุโรปยึดเป็นเมืองขึ้น เพราะ “”ชาติยุโรปชาติหนึ่งชาติใดจะต้องประสงค์เมืองหนึ่งเมืองใดแล้ว ต้องมีทางที่เขาเรียกว่ายุติธรรมที่จะเอาเมืองนั้น ๆ ได้” ดังนั้น จึงต้องหาหนทางที่จะทำให้ชาติไทยเจริญก้าวหน้าขึ้น เพื่อมิให้ชาติยุโรปมี “ทางที่..(อ้างว่า)….ยุติธรรม ในการเข้ามายึดครองชาติไทย ซึ่งหนทางที่จะทำให้ชาติไทยเจริญก้าวหน้าก็คือจะต้องมี “คอนสติติวชัน” (ซึ่งในเวลาต่อมาเรียกว่ารัฐธรรมนูญ)  โดยที่คณะเจ้านายและข้าราชการระบุในคำกราบบังคมทูลฯ ว่า การมีรัฐธรรมนูญนี้จะทำให้ราษฎรได้มีส่วนในการใช้ “สติปัญญาแลกำลัง…มียุติธรรมทั่วถึงกัน” ดังความในคำกราบบังคมทูลฯ ว่า “คอนสติติวชัน ซึ่งประกอบไปด้วยสติปัญญาแลกำลังของราษฎรเปนการพร้อมเพรียงกันเปนประมาณ ซึ่งเขานับกันว่ามียุติธรรมทั่วถึงกันจะทำการสิ่งใดก็สำเร็จได้แน่จริง”[9]

คณะเจ้านายและข้าราชการมีความเห็นร่วมกันว่า การปกครองโดยคน ๆ เดียวนั้นทำให้ชาติบ้านเมืองเสี่ยงต่ออันตราย “อุปมาเหมือนอุบุที่แขวนไว้ด้วยเชือกเส้นเดียว พวงอุบะซึ่งอาศัยเชือกอยู่นั้นถ้ามีอันตรายเชือกขาด ก็จะต้องตกถึงพื้นถึงแก่ฟกช้ำเปลี่ยนแปลงรูปพรรณไปได้ต่าง ๆ บางทีทำลายยับเยินทีเดียว”[10] จึงควรมีการเลือกตั้ง “ผู้แทนราษฎรซึ่งเลือกมาต่อ ๆ ขึ้นไปเป็นชั้น ๆ ทั้งต้องรับผิดชอบทั่วกัน เหมือนอาศัยปัญญาแลความคิดความยุติธรรมของคนมากด้วยกัน” พร้อมกันนั้นก็ต้องให้ข้าราชการและราษฎรทั่วประเทศมีเสรีภาพ กล่าวคือ “ข้าทูลละอองธุลีพระบาทแลราษฎรทั่วพระราชอาณาเขตต้องมีโสตในถ้อยคำแลความคิดความเหนของตน ที่เป็นประโยชน์ แลมีอำนาจที่จะแสดงออกมาให้ปรากฏในท่ามกลางที่ประชุมก็ดี ฤาในหนังสือพิมพ์ก็ดี” คณะเจ้านายและข้าราชการเชื่อว่าการปกครองประเทศด้วยวิธีการเช่นนี้จะทำให้ชาติเจริญขึ้น และส่งผลให้ “มนุษย์มีความสุขเสมอกัน แลถือกฎหมายอันเดียว แลในเรื่องเก็บภาษีแลสักเลขต้องให้ความยุติธรรมที่จะไม่เป็นที่ลำเอียงฤาติเตียนได้ทั้งไทยแลฝรั่ง”[11] และชาติไทยก็จะปลอดภัยจากการยึดครองของชาติมหาอำนาจในยุโรป

ชาตินิยมของ “คณะกบฏ ร.ศ.131”

ในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 “กลุ่มทหารหนุ่ม” หรือ “กลุ่มกบฏ ร.ศ.130” ได้เสนอความหมายของ “ชาติไทย” ที่ท้าทายพระราชอำนาจ เพราะนิยามว่าชาติคือราษฎร[12] “ทหารกบฏ” คนหนึ่งซึ่งถูกจับได้ ให้การว่า “นายร้อยเอกขุนทวยหารพิทักษ์พูดว่า พวกเราควรจะซื่อตรงต่อชาติไทยของเรา ไม่ควรจะคิดกตัญญูต่อคน ๆ เดียว…คือพระเจ้าอยู่หัว[13] เอกสารที่เขียนโดยผู้นำของกลุ่ม เรื่อง “ว่าด้วยความเสื่อมทรามแลความเจริญของประเทศ” ระบุว่า “ ถ้าทำให้ชาตแลบ้านเมืองมีความเจริญ ฝูงคนทั้งหมด ซึ่งเปนชาตเดียวกัน ก็จะได้รับความสุขความสบายทั่วทุกคน” เป้าหมายสำคัญของกลุ่มนี้ คือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรืออย่างน้อยก็ต้องเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์ ร้อยตรีเหรียญ ศรีจันทร์ ผู้นำคนหนึ่งของคณะทหารหนุ่ม ในเหตุการณ์ ร.ศ.130 กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการก่อการว่า “เพื่อจะหาอำนาจใส่ชาตไทย เพื่อมิให้อัประยศแก่ชาตอื่นเขา” และยังกล่าวด้วยว่าเงินเดือนที่ทหารได้รับนั้นมาจากราษฎร ทหารจึงต้องทำหน้าที่ปกป้อง “ชาติไทย” “เพื่อไม่ให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนที่จะเปนข้าเขา คงให้ดำรงเปนชาตไทยอยู่”[14] ทหารอีกคนหนึ่งให้การว่าเหตุที่เขาเข้าร่วมกับกลุ่มก่อการก็เพราะต้องการทำให้ชีวิตราษฎรดีขึ้น เพราะเงินเดือนของทหารมาจากภาษีที่เก็บจากราษฎร  “ราษฎรจึงเปนนายข้าราชการ มิใช่กษัตริย์”[15]

กลุ่ม “ทหารหนุ่ม” มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเซียวฮุดเส็งซึ่งเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ และเป็นนักชาตินิยมจีนที่สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋ง นอกจากนี้ในการประชุมของกลุ่มก่อการ ร.ศ.130 ยังมีผู้นำของพวก “จีนสยาม” เข้าร่วมประชุมด้วย แสดงถึงการมีความสัมพันธ์ทางความคิดระหว่างกัน รวมทั้งความคิดเกี่ยวกับ “ชาติไทย” ที่เน้น “ชาติของราษฎร” และการแสวงหาหนทางใหม่ ๆ ในการทำให้ “ชาติไทย” เจริญขึ้น เพื่อให้ราษฎรมีความสุขด้วย[16]

 

“ชาตินิยมจีน” ของชาวจีนในประเทศสยาม  

กระแส “ชาตินิยมจีน” ของคนจีนในประเทศสยามทวีความเข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวอย่างเด่นชัดเกิดขึ้นในต้นทศวรรษ 2450 เป็นต้นมา ในต้นทศวรรษดังกล่าวนี้ ประเทศสยามประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตบางส่วน ทำให้นายทุนชาวจีนซึ่งเคยได้รับความคุ้มครองจากอำนาจทางกฎหมายและอำนาจทางการเมืองของอังกฤษหรือฝรั่งเศส ในฐานะที่เป็นคนในบังคับของชาติดังกล่าว เกิดความหวั่นวิตกในความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนการสูญเสียอภิสิทธิ์ต่าง ๆ  จึงร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในรูปของสมาคมที่แตกต่างไปจากเดิม คือเป็นการรวมตัวกันของชาวจีนทุกกลุ่มสำเนียงภาษาในสมาคมเดียวกัน นับเป็นครั้งแรกของการรวมตัวกันในฐานะที่เป็นคน “ชาติจีน” ด้วยกัน[17]

ในช่วงเวลานั้น ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศจีน ส่งผลให้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายก๊กมินตั๋งดำเนินการหาความสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเล ในวันที่ 1 ธันวาคม 2451 ซุนยัตเซ็นเดินทางเข้ามาอภิปรายที่สโมสรจีนกรุงเทพฯ ปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยมจีนด้วยการโจมตีว่าคนไทยใช้อำนาจกดขี่ชาวจีนและทำให้ชาวจีนกลายเป็นชาติต่ำต้อย ระยะนี้เซียวฮุดเส็งนายกสมาคมถุงเหมิงฮุ่ย อันเป็นสมาคมลับที่สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋ง ประสบความสำเร็จในการเคลื่อนไหว ถึงขั้นที่สามารถผลักดันสมาคมลับของชาวจีนแคะสองแห่งที่เคยแข่งขันกันให้มารวมตัวกันทำงานเพื่อ “ชาติจีน” ปรากฏว่าหลังจากพรรคก๊กมินตั๋งได้ชัยชนะในประเทศจีน สมาคมชาวจีนในสยามซึ่งมีกรรมการหลายคน เช่น ยี่กอฮง (พระยาอนุวัตน์ราชนิยม), อึ้งยุกหลง ล่ำซำ, โกศล ฮุนตระกูล ฯลฯ ก็ยิ่งทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองคึกคักมากขึ้น[18]  ดังนั้น ความคิด “ชาตินิยมจีน” ของคนกลุ่มนี้ จึงมีอิทธิพลต่อกลุ่ม “ลูกจีน” หรือ “จีนสยาม” มากทีเดียว

ตัวอย่างหนึ่งของชาวจีน ที่เคลื่อนไหวด้วยแรงผลักดันของชาตินิยมจีนอย่างต่อเนื่อง คือกรณีของ เหียกวงเอี่ยม ซึ่งจะเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของ “สมาคมพาณิชย์จีน” หรือ “เซียงหวย” ในปลายทศวรรษ 2470 เหียกวงเอี่ยม เป็นผู้มีความคิดและการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างโดดเด่นถึงกับเรียกตัวเองเป็นผู้ “รักชาติยิ่งชีพ”[19] ส่วน เซียวฮุดเส็ง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ เป็นปัญญาชนที่มีอิทธิพลสูงมากในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และได้เสนอแนวคิดเรื่อง “ชาติ” ที่เน้นราษฎรโดยรวม หรือมองราษฎรเป็น “เพื่อนร่วมชาติ” โดยที่ “ชาติ” จะเจริญได้ “เพราะราษฎรชาวเมืองมีวิชาความรู้ ประกอบกับสามัคคีธรรมที่มีต่อกันระหว่างรัฐบาลกับชาวเมือง”[20] หนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ ของเซียวฮุดเส็ง เสนอความเห็นเกี่ยวกับ “ชาติไทย”  “ความสามัคคีในชาติ” และ “ต้องรักและนับถือราษฎรอันเป็นเพื่อนร่วมชาติ” ดังนี้

เราทั้งหลายซึ่งเปนชาติไทย พึงมีความสามัคคีปรองดองกัน บำรุงพระมหากษัตริย์เจ้าของเราให้มีพระบรมเดชานุภาพแผ่ไพศาล บำรุงประเทศสยามของเราให้ตั้งมั่นอยู่โดยสวัสดิภาพ และบำรุงเพื่อนร่วมชาติของเราให้มีความสุขความเจริญโดยประการทั้งปวง… เมื่อท่านจะทำกิจการอันใดเกี่ยวกับราษฎร จะต้องอาไศรยความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง หรือว่าย่อ ๆ ถ้าท่านรักนับถือตัวท่านเองฉันใดท่านจะต้องรักและนับถือราษฎรอันเปนเพื่อนร่วมชาติกับท่านฉันนั้น นี่เปนสามัคคีธรรมที่ฝ่ายผู้ปกครองจะพึงปฏิบัติ[21]

กลุ่ม “ลูกจีน” หรือ “จีนสยาม” เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ส่วนใหญ่แล้วได้รับการศึกษาในโรงเรียนสมัยใหม่ในประเทศสยาม เฉพาะโรงเรียนอัสสัมชัญแห่งเดียว ในเวลา 50 ปี ระหว่าง พ.ศ.2428-2478 ก็ได้ผลิตนักเรียนจำนวนถึง 10,612 คน ซึ่งมีความรู้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้มีธุรกิจอยู่ในประเทศสยาม บางคนได้ผลิตงานเขียนในฐานะที่เป็นปัญญาชนของสังคมสยามใหม่ โดยที่หลายคนมีหนังสือพิมพ์ของตนเอง[22] เข้าใจว่าแนวความคิดเกี่ยวกับ “ชาติไทย” ที่คนกลุ่มนี้เสนอ มีอิทธิพลมากและเป็นอันตรายต่อพระราชอำนาจมากที่สุด เนื่องจากมีหนังสือพิมพ์และวารสารเป็นสื่อในการเผยแพร่ความคิดอย่างกว้างขวาง   ในรัชกาลที่ 6 นี้ ประเทศสยามมีหนังสือพิมพ์ถึง 22 ฉบับ และวารสารอีก 127 ฉบับ

ในบรรดาชาวจีนเลือดผสมหรือ “ลูกจีน” ที่มีบทบาทด้านชาตินิยมมาก เช่น นายเล็ก โกเมศ นายเจือ เพ็ญภาคกุล นายเอก วีสกุล นายเซียวซองอ๊วน สีบุญเรือง นายซุ่นใช้ คูตระกูล ฯลฯ หลายคนมีส่วนช่วยการต่อสู้ในประเทศจีน พร้อมกันกับการเสนอแนวคิดชาตินิยมไทย แต่ส่วนใหญ่แล้วมีกิจกรรมทางชาตินิยมอยู่ในประเทศสยาม[23]  บางคนเป็นผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์ซึ่งทำให้สามารถสื่อสารกับคนในวงกว้าง[24] หลายคนรวมตัวกันเป็น “สโมสรสยามจีนางกูร” เพื่อทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม คนเหล่านี้ล้วนได้รับการศึกษาในประเทศสยามและสามารถใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถสื่อสารความรู้สึกนึกคิดกับคนไทยได้สะดวก[25]

ในบรรดา “ลูกจีน” เหล่านี้ มีบางคนเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับ “ชาติ” ที่ตรงกันข้ามกับแนวความคิดที่ปัญญาชนของรัฐเสนอ เช่น หนังสือพิมพ์ไทยใหม่  ซึ่งนำโดยนายเล็ก โกเมศ ได้แสดงความคิดเห็นว่า เมืองไทยยังไม่ใช่เป็นเมืองสำหรับคนไทยจริง ๆ แต่เป็นเพียงบ้านเช่า และยังประกาศอย่างโจ่งแจ้งในบทความว่า “ชาติ” คือราษฎร” ส่วน หนังสือพิมพ์ไทยใหม่  ก็ประกาศว่าจะยึดหลักการใช้ภาษาของราษฎรซึ่งเป็น “ภาษามารดร” พร้อมกับโจมตีเจ้านายที่นิยมใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกัน[26]  นอกจากนี้ชาวจีนเลือดผสมยังมีบทบาทในการส่งเสริมและขยายวัฒนธรรมของคนชั้นกลางในเขตเมือง เช่น ละครไทย ภาพยนตร์ไทย นวนิยายไทย และศิลปะการชกมวยไทย เป็นต้น แนวคิดเกี่ยวกับ “ชาติไทย” ที่คนเลือดผสมจีน-ไทยเสนอผ่านสื่อนานาชนิด เป็น “ชาติ” ในความหมายว่าคือประชาราษฎร์หรือประชาชนซึ่งมีสายสัมพันธ์จากอดีตมาสู่ปัจจุบันและอนาคต[27]

  

ชาตินิยมทางเลือกภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ.2475 

            ภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ชาตินิยมตามคติเชื้อชาตินิยมมีพลังสูงขึ้นมาก มีผู้ไม่เห็นด้วยกับชาตินิยมรุนแรงเช่นนี้จำนวนไม่น้อย บางท่านได้ทำการวิพากษ์วิจารณ์ และบางท่านได้เสนอชาตินิยมที่มีจุดเน้นแตกต่างออกไป ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ชาตินิยมในทัศนะกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์[28]

พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงเป็นปัญญาชนที่สำคัญพระองค์หนึ่งมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทรงพระนิพนธ์หนังสือจำนวนมาก แม้ว่าความเป็น “เจ้า” จะทำให้พระองค์ไม่สามารถเขียนวิพากษ์วิจารณ์การเมืองหรือรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา แต่พระนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีก็แฝงไว้ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอยู่เสมอ  ในเรื่องชาตินิยมนั้น ทรงเสนอความคิดที่ตรงกันข้ามกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดังจะเห็นได้จากพระนิพนธ์ในปี พ.ศ.2479 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หลวงวิจิตรวาทการ ขุนวิจิตรมาตรา และนักเขียนประวัติศาสตร์อื่น ๆ อีกหลายคนกำลังปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยมตามคติเชื้อชาตินิยมอย่างเข้มข้น  เพื่อเป็นฐานทางอุดมการณ์สำหรับการดำเนินนโยบาย “สร้างชาติไทยให้เป็นมหาอำนาจในแหลมทอง” ของจอมพล ป. ในเวลาต่อมา ในพระนิพนธ์นี้ ทรงอธิบายว่า 

ที่เราว่า “ชาติ” นั้น เราไม่หมายความว่าไทย เพราะไทยในพม่า อินเดีย จีน อินโดจีน ฯลฯ มีรวมด้วยกันหลายล้านคน เราว่า “เพื่อชาติ” คงไม่หมายว่าเพื่อไทยต่างประเทศ ซึ่งบางพวกไม่รู้ว่ามีสยามอยู่ในโลก หากเราจะหวังดีต่อชนพวกนั้น เพราะเป็นเชื้อไทยด้วยกัน เราก็ “เพื่อ” เขาไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรติดต่อกันเลย อันที่จริงเมื่อเราใช้คำว่า “ชาติ” นั้น เราหมายความว่าชนชาวสยาม แต่ชนชาวสยามปะปนกันมาก ไม่พึงกล่าวถึงไทยที่มีเชื้อจีนปน (เช่นผู้เขียนนี้เอง) หรือไทยที่มีเชื้อแขก เชื้อฝรั่ง หรือเชื้ออื่น ๆ ซึ่งไม่รังเกียจ หรือแตกแยกกับไทยแท้ 100 เปอร์เซ็นต์เลย ย่อมถือเหมือนญาติร่วมเชื้อเราหมด ชนชาวสยามมีเป็นอันมาก ที่เป็นชาวมลายู แขกครัว แขกเทศ กะเหรี่ยง คะมูล ว้า เขมร ล้วนแต่ไม่ใช่ไทย แต่เป็นชาวสยามทั้งนั้น บางพวกอยู่ในสยามก่อนไทยมาอยู่เสียอีก นอกจากนี้ยังมีจีนนอก และพวก “แปลงสัญชาติ” คือฝรั่งแท้และแขกแท้ เป็นต้น[29]

                                                                                   

ต่อมาในปี พ.ศ.2481 ซึ่งจอมพล ป.ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และโฆษณาอุดมการณ์ชาตินิยมตามคติเชื้อชาตินิยมอย่างเต็มที่ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ก็ได้ทรงเสนอบทประพันธ์ที่เน้นอีกครั้งหนึ่งว่าชาวสยามประกอบด้วยคนหลายชนชาติ และทรงตั้งคำถามกับคำว่า “รักชาติ” ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ ดังความต่อไปนี้

ชาวสยามคือว่าประชาชน        มีเผ่าปนไทยฝรั่งอีกทั้งจีน 

ยวน พม่า มอญ แขก ผู้แปลกเสียง       คมุ กเหรี่ยง เขิน ข่า ปัญหาหีน 

อยู่ด้วยกันมานานก็บานบีณน์             กินสลีลน่านน้ำลำเดียวกัน 

บ้างไทยเต็ม ไทยซีก อีกไทยเซี่ยว       รวมเป็นเดียวรักหมู่ไม่หู่หัน 

แม้จะต่างศาสนาบูชานันท์                 ไม่สำคัญอะไรดอกบอกให้รู้…. 

ชี้แจงเรื่อง “รักชาติ” ประหลาดใจ         นักปราชญ์ใหญ่ถึงยี่สิบเอ็ดคน

แก้ปัญหาว่าอะไรคือ “รักชาติ”              ต่างก็มาดมุ่งตอบให้ชอบผล

คนละทางสองทางต่างกมล                    เหลือที่ชนเช่นฉันจะมั่นใจ[30] 

 

ชาตินิยมที่เสนอโดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์[31]                                    

ในระหว่างที่รัฐบาลจอมพล ป. ดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นเพื่อสร้าง “ชาติไทย” ให้เป็นมหาอำนาจในแหลมทอง แม้ว่ากรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์จะทรงสนับสนุนการเป็นพันธมิตรกับประเทศญี่ปุ่น[32]  แต่พระองค์ทรงพระนิพนธ์หนังสือเรื่อง ประวัติการทูตของไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่า “วัฒนธรรมประจำชาติไทย” นั้น ได้แก่การ “นิยมการเจริญทางไมตรีกับประเทศใกล้เคียง…ไม่อยู่โดดเดี่ยวแต่ใคร่บำรุงการค้าติดต่อกับต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ในการเศรษฐกิจ”[33] ”ดำเนินการทูตอย่างสุขุม คือผูกไมตรีไว้…ทำความปรองดองกัน”[34] และมีความพยายามในการ “สมานวัฒนธรรม” เป็นสำคัญ[35] ทรงบรรยาย “ประวัติการทูตของไทย” ภายใต้กรอบความคิดดังกล่าวนี้ แล้วสรุปในตอนท้ายซึ่งสะท้อนให้เห็นอุดมการณ์ชาตินิยมของพระองค์ ดังนี้

ข้าพเจ้าได้ดำเนินแนวประวัติการทูตของไทยตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน โดยหยิบยกวัฒนธรรมของไทยในการนี้มาแสดง 

ชนชาติไทยเป็นชาตินักรบ รักเอกราชอธิปไตยและอิสรเสรีเป็นที่ตั้ง พร้อมอยู่เสมอที่จะรักษาเอกราชของชาติ และป้องกันราชอาณาจักร โดยเสียสละเลือดเนื้อด้วยความกล้าหาญ แต่ในเวลาเดียวกัน เป็นชาติที่นับถือพระพุทธศาสนา รักอุดมคติสันติสุข รักมนุษยธรรม เพราะถือว่า ประชาชาติต่าง ๆ เป็นมนุษย์ด้วยกัน ไม่รังเกียจศาสนาอื่น

ในส่วนความสัมพันธ์ทางการค้า ประเทศไทยก็ไม่เคยปิดประตูการค้า ตรงกันข้าม เปิดโอกาสให้คนชาติทุกประเทศ เข้ามาทำการค้าขายได้โดยทั่วกัน  

ครั้นมาเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ ขณะที่ชาติยุโรปแผ่ออกมาทางอาเซียบูรพา หลังจากอุตสาหกรรมปฏิวัติ…หาวัตถุดิบ…หาตลาด…ประเทศไทยก็ได้ยอมให้ความสะดวก…ทั้งนี้ ด้วยมีความมุ่งหวังในความก้าวหน้าโดยแท้

บัดนี้ ไทยมีระบบการปกครองทันสมัย และกลับเป็นประเทศเอกราชสมบูรณ์แล้ว ก็ได้พยายามปรับปรุงเขตแดนให้เข้าหาหลักยุติธรรม และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างชาติให้เป็นไปเพื่อสันติภาพและความร่วมมือกันโดยเสมอภาค เพราะตระหนักว่า เป็นหลักที่จะยังโลกให้อยู่ในสันติภาพถาวรไทยจะนึกถึงสิทธิและผลประโยชน์ของตนเท่านั้นก็หาไม่ แต่ย่อมนึกถึงหน้าที่ของตนเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวมด้วย นี่เป็นวัฒนธรรมการทูตของไทย[36]

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงนิยาม “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” ในท่ามกลางการปลุกเร้าความรักชาติในยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามในทศวรรษ 2470-2480 ซึ่งหลายฝ่ายเคลื่อนไหวไปในทางที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่[37] โดยรัฐบาลเน้นความหมายของ “ชาติไทย” ตามคติ “เชื้อชาตินิยม” อย่างมาก แต่กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงเสนอพระดำริที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในบางด้านเท่านั้น พระดำริหลายประการที่ทรงเสนอเพื่อนิยามความหมาย “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” ไม่สอดคล้องกับบโยบายของรัฐบาล เพราะกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงมีวัตถุประสงค์ที่จะเหนี่ยวรั้งนโยบายชาตินิยมของรัฐบาล มิให้ดำเนินไปในวิถีทางที่เป็นชาตินิยมรุนแรง และทรงมีความปรารถนาจะให้มโนทัศน์ “ชาติของประชาชน” เป็นจริงในทางปฏิบัติด้วย

ในขณะที่ปัญญาชนทั้งหลาย รวมทั้งหลวงวิจิตรวาทการ เลือกใช้คำว่า “ชาติ” กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงเสนอว่าควรใช้คำว่า “ประชาชาติ” แทนคำว่า “ชาติ”[38] ทรงชี้แจงดังนี้

 เมื่อกล่าวว่า ชาติไทย ในเวลานี้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า หมายถึงชนชาติไทย ซึ่งมิได้อยู่ในสยามประเทศด้วย แต่เราจะกำหนดความหมายให้แคบเข้าก็ได้ ข้าพเจ้าไม่ขัดข้อง หรือสำหรับเมืองไทย จะใช้ว่า “ประเทศ” ก็ได้ เพราะเราเป็นประเทศเอกราช แต่ถ้าจะหาคำให้ตรงกับความหมายในภาษาฝรั่งว่า “National” แล้ว ข้าพเจ้ายังไม่เห็นคำใดเหมาะกว่า “ประชาชาติ” แต่ “ประชาชาติ” เป็นคำใหม่ที่ยังไม่นำมาใช้ในรัฐธรรมนูญ บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นเป็นการสมควรแล้ว[39]

 คำว่า “ประชาชาติ” เน้นไปที่ประชาชนซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน เป็นสำคัญ โดยที่ “ประชาชนรู้สึกตัวว่ารวมเป็นชาติเดียวกัน”[40] หรือ “ความรู้สึกร่วมชาติของประชาชน”[41] ได้เกิดขึ้นมาแล้ว แต่การปกครอง “ประชาชาติ” ในระยะแรกเริ่ม อาจยังไม่เป็นประชาธิปไตยก็ได้

ในบทความเรื่อง “อุดมคติประชาชาติ”[42]  ทรงเสนอว่า “เอกลักษณ์ของชนชาติไทย”  ก็คือ ชนชาติไทยมีอุปนิสัย “รักความเป็นไท” “ชอบสมานอารยธรรม” และ “ดัดแปลงอารยธรรมของชนชาติอื่นมาใช้ประโยชน์”  ซึ่งเป็นการสืบทอดพระดำริในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ในด้านการปกครองก็ทรงเสนอพระดำริที่สอดคล้องกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบางส่วน ในแง่ที่ทรงเห็นว่าชนชาติไทยแต่เดิม “นิยมจัดการปกครองแบบพ่อเมือง” อย่างไรก็ตาม  พระองค์ทรงเพิ่มเติมว่า ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อประมาณ 80 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของชนชาติไทยโดยรวมได้เปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากอารยธรรมยุโรป ซึ่งมีจุดเน้นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่  การจัดชุมนุมชนหรือนิยมคติประชาชาติ การเมืองในคติของรัฐสภา  และการโภคกิจ หรือการเศรษฐกิจในทางอุตสาหกรรม[43]

แม้ว่ากรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์จะทรงทำงานให้แก่รัฐบาลจอมพล ป.  แต่พระองค์มิได้ทรงเห็นพ้องกับหลวงวิจิตรวาทการซึ่งเป็นที่ปรึกษาหลักของรัฐบาลในเรื่องสำคัญ ๆ หลายเรื่อง นอกจากการปฏิเสธคำว่า “ชาติ” และเสนอให้ใช้คำว่า “ประชาชาติ” แล้ว  พระองค์ยังทรงโต้แย้งการที่หลวงวิจิตรวาทการเผยแพร่ “ลัทธิชูชาติ” ในแง่ที่คำดังกล่าวอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าไทยจะเชิดชู “ชาติ” ของตนให้เหนือ “ชาติ” อื่น ดังความว่า

…หลวงวิจิตรวาทการกำลังเผยแพร่ลัทธิชูชาติอยู่นั้น ข้าพเจ้ามีความยินดีและไยดีเป็นอันมาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติของเราก็มีความมุ่งหมายคล้ายคลึงกัน และฝ่ายบรรณาธิการประชาชาติย่อมทราบอยู่แล้วว่าชูชาติก็เป็นชื่ออันหนึ่ง ซึ่งได้รับความพินิจพิเคราะห์ของเราในเมื่อจะตั้งหนังสือพิมพ์ประชาชาติ แต่ข้าพเจ้าเกรงอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าใช้คำว่าชูชาติแล้ว จักมีคนเข้าใจผิดไปว่า เราจะชูชาติให้เลิศลอยเหนือชาติอื่น จะไม่ร่วมมืออย่างสนิทสนมกับชาติอื่น จะกลายเป็นชิงชังชาติอื่นไป ที่จริงไม่ควรจะมีความเข้าใจผิดเช่นนั้นเลย แต่ในทางการเมืองอาจมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้อย่างง่ายที่สุด จึงต้องระวังนักหนาในการเลือกใช้ถ้อยคำ[44]

 ทั้งนี้ ทรงเน้นด้วยว่า “การถือประชาชาติ” นี้ ต้อง “เห็นแก่มนุษยธรรม” (Humanity) คือต้องคำนึงถึงสิทธิของ “ชุมนุมชนส่วนน้อย (national minorities) ด้วย”[45]         

 นอกจากนี้พระองค์  ทรงเน้นการ “กลมกลืน” ระหว่างคนชาติพันธุ์ต่าง ๆ จนกลายเป็น “ชนชาติเดียวกัน” เช่น  ใน ประวัติการทูตของไทย  ทรงบรรยายว่าก่อนที่ชนชาติไทยจะอพยพลงมาจากประเทศจีน “ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาในสมัยนั้น มีชาวละว้าและมอญ-เขมรตั้งหลักแหล่งอยู่ โดยได้รับวัฒนธรรมมาจากอินเดีย”[46] แล้วทรงระบุว่า ชนชาติไทยได้ “ประสานกับมอญ-เขมร ซึ่งเป็นผู้ตั้งหลักแหล่งอยู่เดิม ก็ค่อยเป็นไปอย่างกลมกลืนกัน จนกลายเป็นชนชาติเดียวกันไป”[47]

 กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงหลีกเลี่ยงการสร้าง “ศัตรูแห่งชาติ” ใน ประวัติการทูตของไทย แม้ว่าจะมีข้อความกล่าวถึงสงครามระหว่างอยุธยากับพม่าและเขมร แต่พระองค์ทรงพระนิพนธ์เรื่องนี้ไว้น้อยมาก และมิได้ทรงแสดงให้เห็นว่าพม่าและเขมรเป็น “ชาติศัตรู” แม้แต่น้อย กลับทรงชี้ให้เห็น “การสมานวัฒนธรรมของกัมพูชา…มาใช้เป็นอันมาก“

การที่ชาติไทยจะมีกำลังแน่นแฟ้นนั้น นอกจากจะบำรุงวัฒนธรรมทางใจแล้ว ยังจะต้องบำรุงความเจริญทางเศรษฐกิจด้วย…เมื่อราชอาณาจักรได้กว้างใหญ่ออกไป ระเบียบการปกครองก็จะต้องกระชับขึ้น ฉะนั้น วัฒนธรรมของไทยสมัยอยุธยา จึงได้สมานเอาวัฒนธรรมของกัมพูชา…มาใช้เป็นอันมาก [48]

ในกรณีของจีน กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ก็มิได้ทรงสืบทอดแนวคิดที่ทำให้จีนเป็น “คนอื่น” ใน “ประชาชาติไทย” หรือทำให้ “ชาติจีน” เป็นชาติศัตรูของ “ประชาชาติไทย” ดังที่ปัญญาชนกระแสหลักส่วนใหญ่พยายามเน้น พระองค์เพียงแต่ทรงพยายามชี้ให้เห็นว่าการแต่งทูตไปเจริญทางไมตรีกับจีนนั้น “เป็นไปในทำนองแสดงอัธยาศัยไมตรีเท่านั้น มีราชบรรณาการส่งไปเป็นของขวัญเป็นธรรมดา หาได้ส่งไปเพื่อสวามิภักดิ์ไม่ เพราะไทยรักเอกราชเป็นที่ตั้ง”[49] พร้อมกับกล่าวว่า “การทูตของพระเจ้ารามคำแหง เป็นการส่งเสริมความเจริญของไทย” พ่อขุนรามคำแหงจึง “ไม่เฉพาะในการเจริญทางไมตรีเท่านั้น แต่ได้บำรุงวัฒนธรรมโดยติดต่อกับลังกาทางศาสนา และติดต่อกับจีนในทางเศรษฐกิจด้วย”[50]

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงถือว่าชาวจีนในประเทศสยามเป็นส่วนหนึ่งของ “ชาวสยาม” และเป็น “ประชาชาติอันร่วมกัน” กับชาวไทย ดังที่ทรงเรียกชาวจีนในประเทศว่า “ชาวสยามกำเนิดจีน” และทรงเสนอนโยบายเกี่ยวกับชาวจีนโดยยึดหลักการเดียวกันกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คือ “ความฉลาดในการประสานประโยชน์” ดังปรากฏในพระนิพนธ์ว่า

พวกไทยเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ชาวสยามเหล่ากำเนิดจีนนั้น รวมกันเป็นชุมนุมชนขึ้นแล้ว และจะเป็นชุมนุมชนต่อไป ในมลายูก็เป็นเช่นนั้น ในชวาก็เป็นเช่นนั้น ในสยามก็เป็นเช่นเดียวกัน 

ทางที่ดีที่สุดสำหรับประชาชาติสยาม ก็คือที่จะผูกน้ำใจชุมนุมชนเหล่านั้นไว้ให้เข้าใจกันดี ให้ปรองดองกัน  ให้ผ่อนปรนต่อกัน ให้รู้จักคำนึงถึงประโยชน์ประชาชาติอันร่วมกัน ทั้งนี้โดยถือหลักธรรมด้วยความเมตตาอารีต่อกันและกัน[51]

พระองค์ทรงอธิบายว่า “การที่เด็กชาวสยามเหล่ากำเนิดจีน รวมกันอยู่เป็นชุมชน ถือตามขนบธรรมเนียมจีนนี้ เป็นไปเองตามธรรมดา เป็นการห้ามไม่ได้” ทั้งนี้เพราะสถานการณ์ในเวลานั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว กล่าวคือ

เมื่อก่อนนี้จีนอพยพมาแต่ชาย ได้ภรรยาเป็นไทย มีบุตรออกมา ก็แต่งกายเป็นไทย และประพฤติเป็นไทยทุกประการ กับทั้งนิยมว่า เมืองไทยนี่แหละเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตน 

แต่ในตอนท้ายนี้ จีนพาภรรยามาด้วย บุตรที่เกิดในเมืองไทยจึงแต่งกายเป็นจีน และเลี้ยงดูอบรมตามขนบธรรมเนียมจีน รวมทั้งเด็กที่มารดาเป็นไทย แต่บิดาเป็นจีน ก็ชวนจะตามเยี่ยงเด็กบิดามารดาจีนไปด้วย[52]

ทรงเน้นว่า  “เด็กกำเนิดจีนเป็นชาวสยาม” ดังความว่า

ชาวจีนผู้ยื่นเรื่องราวต่อสภาผู้แทนราษฎรเข้าใจผิด…คือเข้าใจว่า เด็กบิดามารดาจีนซึ่งเกิดในเมืองไทยนั้นเป็นชาวจีน แต่อันที่จริงเป็นชาวสยาม เมื่ออายุครบกำหนดก็ต้องถูกเกณฑ์เป็นทหาร เหมือนกับชาวสยามเหล่ากำเนิดอื่นเหมือนกัน[53]

 

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงถือว่าจีนที่เป็น “ชาวสยาม” นี้ ต้องนับเป็นส่วนหนึ่งของ “ประชาชาติไทย” เพราะหากรัฐบาลสยามยึดถือหลักการตามความนิยมในอารยประเทศแล้ว ก็จะต้องบำรุงรักษาประโยชน์ของคนทุกชาติพันธุ์ใน “ประชาชาติ” ของตน ไม่ว่าคนเหล่านี้จะมีกำเนิดใดและนับถือศาสนาใดก็ตาม ดังความว่า

…หลักที่ถูกต้องตามความนิยมในอารยประเทศ ซึ่งนิยมภาวะประเทศชาติ (Nationhood) เป็นใหญ่… ชุมนุมชนไม่ว่าจะเป็นเหล่ากำเนิดใด หรือนับถือศาสนาใด ถ้าตั้งหลักแหล่งอยู่ในอาณาเขตต์เดียวกัน และอยู่ใต้รัฐบาลอันเดียวกัน พึงพร้อมจะบำรุงรักษาประโยชน์ของประชาชาตินั้นเป็นสำคัญ[54]

ขณะเดียวกันก็ทรงขอให้ชาวจีนตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสยาม “ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้เพื่อนจีนเหล่านี้นึกถึงภาวะที่เราร่วมประชาชาติเดียวกัน และเป็นชาวสยามด้วยกัน[55] อีกทั้ง “ขอให้เพื่อนจีนนึกถึงความที่เป็นชาวสยามร่วมประชาชาติไทยให้จงหนัก และนึกถึงกรณีในลำดับนี้ด้วยไมตรีจิต”[56]

ชาตินิยมของฝ่ายซ้าย 

ในทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา นักคิดนักเขียนฝ่ายซ้ายในเมืองไทยเสนอความคิดเห็นที่สะท้อนอุดมการณ์ชาตินิยมอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากอุดมการณ์แบบสากลนิยมอยู่ไม่น้อยก็ตาม ฝ่ายซ้ายมีความเห็นร่วมกันว่าชาติไทยผ่านวิวัฒนาการ จากยุคทาส ยุคศักดินา มาเป็นยุคกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาในปัจจุบัน  จากอดีตที่ผ่านมามีการกดขี่ขูดรีดที่เจ้าของปัจจัยการผลิตกระทำต่อผู้ใช้แรงงาน ประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานและถูกขูดรีดเอาผลผลิตส่วนเกินจะต้องลุกขึ้นต่อสู้หรือทำการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิตให้ก้าวหน้าขึ้น ประชาชนหรือผู้ใช้แรงงานจึงเป็นผู้กำหนด “เวลา” หรือ “วิถีประวัติศาสตร์ของชาติ” ให้ดำเนินไปสู่ความก้าวหน้า คือ ก้าวจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่งที่ก้าวหน้ากว่าเดิม โดยอาศัยความร่วมมือของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก จนกว่าจะกลายเป็นสังคมคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อเวลานั้นมาถึงคนในโลกจะไม่มีการแบ่งชนชั้นและไม่มีชาติอีกต่อไป

 

หนังสือพิมพ์มหาชน ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 ถึง พ.ศ.2494 มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านจอมพล ป. และญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกสิ้นสุดลงแล้ว ก็ได้ต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา พร้อมกันนั้นก็เคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพและเสรีภาพให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[57] บทนำของ หนังสือพิมพ์มหาชน ฉบับแรก ประกาศจุดยืนที่สะท้อนความคิดเรื่องชาติ ดังนี้

เป็นปากเสียงของพลังผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ที่ต่อต้านญี่ปุ่น คัดค้านรัฐบาลเผด็จการ ต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชของชาติ เพื่อระบอบประชาธิปไตยของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองของสังคมไทย…รวมทั้งเสนอข่าวการต่อสู้ทางเศรษฐกิจแลพะการต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนในขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นและต่อต้านระบอบเผด็จการ[58] 

ส่วน หนังสือพิมพ์ปิตุภูมิ ตีพิมพ์บทความที่แสดงถึงความรู้สึกชาตินิยมแบบที่เน้นความสำคัญของประชาชน เรียกร้องให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชาติไทย และต่อต้านศัตรูของชาติ เช่น “”คนไทยควรหันหน้าเข้าหากัน” “ทุนต่างประเทศทำลายไทย” “เพื่อผลประโยชน์ของประชาชาติไทย” ฯลฯ[59]

ในทัศนะของฝ่ายซ้าย ไม่เพียงแต่จะเน้นว่าชาติเป็นของประชาชนหลายชาติพันธุ์ ยังเน้นด้วยว่าชาติจะดำรงอยู่และเจริญก้าวหน้าได้ก็ด้วยพลังของประชาชน ไม่ใช่ด้วยบทบาทของผู้นำ ทั้งนี้ก็เพราะประชาชนคือผู้ผลิตที่แท้จริง แรงงานของประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างชาติ และประชาชนจะต้องร่วมมือกันในการต่อสู้กับศัตรูของชาติ จากอิทธิพลของทฤษฎี “กึ่งศักดินากึ่งเมืองขึ้น” ทำให้ศัตรูของชาติในทัศนะฝ่ายซ้ายได้แก่ชนชั้นศักดินา (เจ้าที่ดินและทหารที่ครอบงำเศรษฐกิจ-การเมือง หรือพวกอำมาตย์) กับจักรวรรดินิยม (สหรัฐอเมริกา) ต่างจากชาตินิยมกระแสหลักในเวลานั้นที่ถือว่าศัตรูของชาติคือประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย

ความขัดแย้งระหว่างชาติในทัศนะของฝ่ายซ้าย เกิดจากความไม่เสมอภาคระหว่างประเทศทุนนิยมศูนย์กลางกับอาณานิคม โดยประเทศทุนนิยมศูนย์กลางมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจถึงขั้นสูงสุดของระบบทุนนิยม จึงต้องการอาณานิคมเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบ แรงงานราคาถูก และตลาด เพื่อจะขูดรีดผลผลิตส่วนเกินได้มากขึ้น ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ    ๆเท่านั้นที่จะทำให้เกิดสันติภาพที่แท้จริงขึ้นมาได้ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น ชาติก็จะสลายไป  แนวความคิดเช่นนี้เห็นได้ชัดในการเคลื่อนไหวทางสังคมซึ่งเรียกว่า “ขบวนการสันติภาพ”

 ปัญญาชนฝ่ายซ้ายบางคนเคยได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดแบบเชื้อชาตินิยม แต่ในเวลาต่อมาก็ได้เปลี่ยนทัศนะไปจากเดิม เช่น กรณีของจิตร ภูมิศักดิ์ ในหนังสือ สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา   จะเห็นได้ถึงร่องรอยของความคิดแบบเน้นเชื้อชาติไทย หรือ “ชนชาติไทย” โดยจิตรมุ่งวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเมื่อจิตรกล่าวถึงการเกิดขึ้นของอาณาจักรไทยหลายอาณาจักรในต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ก็ได้เน้นว่าเป็น “กระแสคลื่นแห่งการปลดแอก” ของ “สังคมของชนชาติไทย” เพื่อให้ชนชาติไทยเป็นอิสระจากการปกครองของกษัตริย์แห่งชนชาติเขมร และกลายเป็นรัฐที่เข้มแข็งเหนือชนชาติอื่น ดังความว่า

สังคมของชนชาติไทยมีกำลังเข้มแข็งเหนือชนชาติพื้นเมืองอื่น ๆ เป็นต้นว่า ละว้า กะเหรี่ยง มอญ เขมร และสามารถขับไล่อำนาจการปกครองเดิมของมอญและเขมร ออกไปได้มากขึ้นทุกขณะ ช่วงชิงเอาดินแดนคืบลงมาทางใต้จนได้ครอบงำส่วนใหญ่ในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา และทางเหนือก็ได้เกิดรัฐสุโขทัยที่เข้มแข็งกว่ารัฐใด ๆ ขึ้น… [60]  

 เมื่อจิตรเขียน อันเนื่องมาจากความเป็นมาฯ : ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม  จิตรได้เสนอความหมายของ “ประชาชาติไทย” ที่ต่างออกไป ดังความว่า

สังคมนี้ประกอบขึ้นด้วยหลายชนชาติ อันมีไทย ลาว เขมร มลายู ฯลฯ เรากลับถูกพวกฝรั่งจูงให้ไปมุ่งเรียนแต่ประวัติศาสตร์ของชนเชื้อชาติไท-ไต …ไปสืบสาวราวเรื่องของสังคมน่านเจ้าในเขตยูนนานของประเทศจีนเสียเป็นคุ้งเป็นแคว …การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกต้องจะต้องเริ่มกันใหม่ นั่นคือศึกษาประวัตความเป็นมาแห่งสังคมผืนดินอันเป็นเอกภาพผืนนี้ ศึกษาย้อนกลับขึ้นไปตามลำดับ…ให้ทราบว่า…พัฒนาขึ้นมาจากลักษณะใด…มีประวัติศาสตร์ของชนชาติใดมาบ้างบนแผ่นดินนี้ และทั้งหมดนี้รวมกันคือประวัติศาสตร์ของประชาชาติไทย อันประกอบด้วยหลายชนชาติ และผ่านยุคสมัยมาหลายสมัย[61] 

ในเรื่องชื่อของประเทศ เมื่อจิตรเขียน ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว ขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ  ได้ระบุว่าควรใช้ชื่อประเทศว่า “สยาม” ตามเดิม โดยให้เหตุผลว่า

ความหมายของสยามชั้นหลังสุดนี้ จึงไม่ได้หมายถึงชนชาติ มิได้เป็นชื่อชนชาติไท-ไต ตามความหมายเดิมของมันอีกต่อไปแล้ว มันมิได้มีความหมายเหมือนคำว่า เซม ในภาษามอญ ชาน ในภาษาพม่า และส้าน ในภาษาจีน อีกแล้วโดยเด็ดขาด หากหมายถึงดินแดนที่เป็นเอกภาพอันหนึ่ง ซึ่งภายในดินแดนนี้มีประชาชนหลายเชื้อชาติร่วมกันนั่นเอง นั้นคือ เป็นชื่อของรัฐประชาชาติรัฐหนึ่งโดยเด็ดขาด…ไม่ว่าเขาจะเป็นชนชาติเขมร ลาว มอญ กะเหรี่ยง มลายู ส่วย ไทย ฯลฯ ทุกคนล้วนมีศักดิ์และสิทธิ์ในฐานะเป็นประชาชนชาวสยามเท่าเทียมกัน นี่คือความหมายและสำนึกใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเกิดรัฐประชาชาติ[62] 

พร้อมกันนั้น จิตร ภูมิศักดิ์ ก็วิจารณ์การเขียนประวัติศาสตร์ที่ทำให้เกิดความแตกแยกแค้นเคืองระหว่างชาติ แทนที่เกิดความรักความสามัคคี ดังใน ประวัติศาสตร์สนทนา ตำนานแห่งนครวัด ความว่า

“การศึกษาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างชาติ…ถ้าหากเราลืมเรื่อง เวลา คือ ยุคสมัย และสภาพความเป็นจริงของแต่ละยุคสมัยเป็นพื้นฐานเสียแล้วละก็ เราจะไม่มีวันเข้าใจกันได้เลย การศึกษาแทนที่จะเป็นไปเพื่อให้เกิดความรักความสามัคคีระหว่างชาติ กลับอาจจะนำไปสู่ความแตกแยกแค้นเคืองได้ง่ายดายเหลือเกิน”[63]

จิตรเห็นว่าศิลปวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งจิตรเรียกว่า “ชนชาติส่วนน้อย” ประกอบกันขึ้นเป็นศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยวิพากษ์วิจารณ์การ “ดูถูกเหยียดหยามวรรณคดีของชนชาติส่วนน้อยและวรรณคดีท้องถิ่นต่าง ๆ” แล้วชี้ให้เห็นว่า

ภาคเหนือแห่งแห่งประชาชนชาวไตโยน ทั้งภาค พญาพรหมฯ กวีเอกของชนชาวล้านนา ก็เป็นสมาชิกของสังคมไทย และได้ยืนเด่นตระหง่านอยู่บนเวทีแห่งศิลปะและวัฒนธรรมอันเลื่องชื่อ ด้วย ค่าวหงส์หิน และคำจ่ม… 

ดินแดนอีสานอันกว้างใหญ่แห่งชนชาวลาวนั้น และพวกเขาเหล่านั้นได้ฝากร่องรอยแห่งความเป็นคนที่มีวัฒนธรรม ภาษา และศิลปะวรรณคดี อันประณีตงามไว้ อย่างน้อยที่สุด ก็เจ้าปางคำชาวหนองบัวลำพู ผู้ได้ประพันธ์หนังสือ สินไชย ที่จับใจคนอีสานมานานนับร้อย ๆ ปี… 

วรรณคดีท้องถิ่นชาวใต้ที่ได้ปรากฏออกมาเป็นบทมโนราห์ หนังตลุง กลอนเพลงบอก กลอยสวด และอื่น ๆ …ประชาชนชาติส่วนน้อยมลายูสี่จังหวัดนั้นได้มีประวัติการณ์อันยาวนานแห่งศิลปวรรณคดีที่มีลักษณะเฉพาะชนชาติของเขาด้วย[64]

สำหรับ “ศัตรูของชาติ” นั้น ในทศวรรษ 2490 ฝ่ายซ้ายเห็นว่าศัตรูสำคัญได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฝ่ายซ้ายต้องการให้ชาติไทยเป็นกลาง มีเอกราชสมบูรณ์ ไม่ถูกกำกับโดยสหรัฐอเมริกา หนังสือพิมพ์ปิตุภูมิ ตีพิมพ์บทความที่สะท้อนความคิดชาตินิยมแบบที่เห็นสหรัฐอเมริกาเป็นศัตรูอยู่เสมอ เช่น “ทหารอเมริกันจงกลับบ้านเสีย” “ใครคุกคามเอกราชชาติไทย?”  “คัดค้านการรุกรานของวัฒนธรรมของจักรพรรดินิยมอเมริกา” หนังสือพิมพ์ ปิตุภูมิ ฉบับหนึ่งวิจารณ์ว่า

“ทหารทุกเหล่าได้ถูกเข้าควบคุมโดยหน่วยจั๊สแม็กของสหรัฐอเมริกา กำลังตำรวจถูกควบคุมโดยกหน่วย ซี ซับพลาย กิจการทุกกระทรวงทบวงกรม ถูกควบคุมโดยหน่วยยูซอม…องค์การล้างสมองและทำลายวัฒนธรรมของชาติคือ สำนักแถลงข่าวยูซิส ก็ยังกระจายสาขาออกปล่อยยาพิษเข้าเบื่อเมาประชาชนไทยทั่วประเทศ…”[65]

หนังสือพิมพ์ ปิตุภูมิ อีกฉบับหนึ่งกล่าวว่า

“ในขณะที่ชาติไทยถูกนำไปผูกมัดกับ “มิตรภาพอันดื่มด่ำ” กับสหรัฐอเมริกานั้น เป็นยุคที่ประชาชนชาวไทยริอิสรเสรีด้วยประการทั้งปวง…แต่ทั้งนี้การต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชของชาติไทย และเพื่อนโยบายอิสระที่เป็น ตัวของตัวเอง ตลอดจนเพื่อสิทธิเสรีภาพอันพึงมีพึงได้ของประชาชนนั้น จะสิ้นสุดแล้วก็หาไม่…”[66]

และหนังสือพิมพ์ ปิตุภูมิ อีกฉบับหนึ่งเน้นอธิปไตยของชาติและศักดิ์ศรีของคนไทยเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา ดังความว่า

“เพื่อความศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎหมาย เพื่ออธิปไตยของชาติ และเพื่อสงวนศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งผอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจักต้องนำตัวเหล่าร้ายอเมริกันมาลงโทษให้จงได้

เราเห็นว่า เพื่อเอกราชและความสงบสุขของชาติไทย ทหารอเมริกันทั้งมวลที่อยู่เมืองไทยควรกลับบ้านได้แล้ว[67]

ปัญญาชนหัวก้าวหน้า

ปัญญาชนหัวก้าวหน้าเสนอความคิดเกี่ยวกับชาติไทยคล้ายคลึงกับจิตร ภูมิศักดิ์ ในเรื่องที่เห็นว่าวัฒนธรรมแห่งชาติประกอบด้วยวัฒนธรรมของประชาชนทุกภาค  

มาลัย ชูพินิจ เขียนบทความในสยามสมัยว่า

ความหมายของคำว่าไทย มิได้หมายแต่เพียงชื่อเท่านั้น มันหมายถึงการรำโทน ของภาคอีสาน การเล่น “มโนราและรองเง็งของปักษ์ใต้ ฟ้อนรำของภาคเหนือ “แมงตับเต่าของภาคกลาง…เพราะขนบธัมเนียมและประเพณีซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ชาติหนึ่งชาติใดมีลักษณะนิสสัยของตนเองหรือไม่เหล่านี้เอง เป็นเครื่องหมายของวัธนธัมไทยที่เปนไทแต่ละฝ่ายแต่ละภาค ดำเนินชีวิตไปตามการอบรมที่เขาได้รับมาจากปู่ย่าตายาย[68]

ในสยามสมัยเช่นกันที่มาลัย ชูพินิจ เขียนว่า

“การเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วทุกภูมิภาคของราชอาณาจักรไทย ระหว่าง 20-30 ปีที่แล้ว ให้บทเรียนและความรู้สึกแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมากในข้อที่ได้ศึกษาเพื่อความเข้าใจในอันที่จะได้อยู่ร่วมแผ่นดินกันด้วยความเห็นใจ…ผู้คนที่แตกต่าง…คนเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมแผ่นดินข้าพเจ้า ชาติของข้าพเจ้า”[69] 

ใน พ.ศ.2491 มาลัย ชูพินิจ เขียนบทความใน หนังสือพิมพ์ไทย เสนอให้พิจารณาว่า ระหว่าง “ชาตินิยมอย่างแรงกล้า” กับ “อุดมคติของการร่วมมือเพื่อสถานภาพของมนุษยชาติโดยส่วนรวม” คนไทยควรเลือกอะไร และกล่าวว่าไม่ควรมีการปลุกชาตินิยมอย่างแรงกล้าขึ้นมาอีก ดังความว่า

ในปัจจุบันลัทธิชาตินิยมอย่างแรงกล้าซึ่งควรจะดับสูญไปแล้วนั้น ควรจะปลุกเสกขึ้นอีกหรือไม่ และเราจะให้ประชาชนพลเมืองของเราเดินไปทางไหน…ชาตินิยมอย่างที่เราเคยผิดพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง หรือว่าอุดมคติของการร่วมมือเพื่อสถานภาพของมนุษยชาติโดยส่วนรวม ไม่ใช่มุ่งอยู่เพียงชาติของเราถ่ายเดียวเท่านั้น คติที่ว่าเป็นพลเมืองของโลกก่อนแล้วเป็นพลเมืองของประเทศทีหลัง… เราก็ไม่น่าจะปลุกเสกชาตินิยมขึ้นมาอีกในยุคปัจจุบัน[70]

          นวนิยายเรื่องเมืองนิมิต ซึ่งตีพิมพ์ใน  สยามสมัย พ.ศ.2496 เรียมเอง (มาลัย ชูพินิจ) เขียนถึงความรักชาติว่า คนแต่ละคนสามารถแสดงความรักชาติแตกต่างกัน ความรักชาติที่ผิดทางอาจนำไปสู่ผลร้าย ความรักชาติไม่จำเป็นต้องเป็นไปในทางเสียสละเลือดเนื้อในการรบ แต่สามารถรักชาติไปในทางสันติสุข และทุกคนในชาติล้วนมีส่วนต่อสู้เพื่อชาติ เช่น “ต่างคนต่างมีวิธีของเขาในการแสดงความรักชาติบ้านเมือง” “ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครรักเมืองไทยมาก ใครรักน้อย หรือใครไม่รักเลย หากจะรักอย่างไร เมื่อใด และที่ไหนเท่านั้น …การแสดงความรักผิดอาจเกิดผลร้ายได้เท่า ๆ กัน…หรือยิ่งกว่าการไม่แสดงเลยด้วยซ้ำ” และ “ทำไมการรักชาติของคนเราจึงจะหมายให้เป็นไปในทางสันติสุขไม่ได้” [71]

          ปัญญาชนสำคัญอีกคนหนึ่ง คือ สด กูรมโรหิต ซึ่งเสนอความคิดชาตินิยมในลักษณะที่ต้องการสร้างชาติเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีและชาติไทยมีความเข้มแข็งมั่นคง ในปี พ.ศ.2498 สด กูรมโรหิต เขียนคอลัมน์ “ข้อคิดจากไร่แผ่นดินไทย” เสนอให้ใช้ระบบสหกรณ์เพื่อชาวไร่ชาวนา และให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ คือ “นโยบายสร้างชาติที่มีแผนสืบเนื่องกัน” สด กูรมโรหิต วิจารณ์รัฐบาลว่า “ผู้เขียนไม่เข้าใจว่า เขาสร้างชาติกันอย่างไร แม้เพียงการสร้างห้องส้วมเขาก็มีแบบแปลน แต่นี้ชาติทั้งชาติแบบแปลนสักชิ้นเดียวก็ไม่มี”[72]

สด กูรมโรหิต ได้เคลื่อนไหวในเรื่องสหกรณ์อย่างจริงจังเพราะเห็นว่าเป็นหนทางที่จะทำให้ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรนั้นมีชีวิตที่ดี และทำให้ชาติไทยมีความมั่นคงและเจริญก้าวหน้า นอกจากนี้ สด กูรมโรหิต ยังเสนอความคิดชาตินิยมผ่านนวนิยายเรื่อง ระย้า ซึ่งพระเอกเป็นชาวบ้านในชนบทที่ลุกขึ้นต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ชาตินิยมทางเลือกในปัจจุบัน

ในสังคมไทยปัจจุบัน นักวิชาการที่มีบทบาทโดดเด่นในเรื่องชาตินิยม คือศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เห็นได้ชัดในโครงการวิจัยวัฒนธรรมชนชาติไท

หนังสือ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมชุมชนและชนชาติไทย” สะท้อนอุดมการณ์ชาตินิยมของอาจารย์ฉัตรทิพย์อย่างชัดเจน ดังความใน “คำนำ” ซึ่งอาจารย์ฉัตรทิพย์กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่า  

เป็นหนังสือที่ข้าพเจ้ารักเป็นพิเศษ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าหนังสือรวมความคิดของข้าพเจ้าเข้าด้วยกัน คือเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องเศรษฐกิจและวัฒนธรรมชุมชนหมู่บ้าน และเรื่องสังคมและวัฒนธรรมชนชาติไทย ทั้ง 3 เรื่อง เป็นองค์ความรู้ที่ข้าพเจ้าสนใจอย่างดื่มด่ำ…

…การพยายามค้นหาอุดมการณ์แกนหลักของชุมชน นำไปสู่การค้นคว้าเรื่องสังคมและวัฒนธรรมไท โดยเฉพาะประเด็นคุณลักษณะของชุมชนและของรัฐ และการเกี่ยวพันกันระหว่างสถาบันทั้งสอง รวมทั้งนัยแห่งการประกอบเขตบริเวณชนชาติไทยขึ้นใหม่ในอนาคต โดยเน้นการยึดโยงด้วยเครือข่ายวัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชน[73]

“ชาติไทย” ในทัศนะของอาจารย์ฉัตรทิพย์ควรเป็นชาติที่ไม่มีการปฏิวัติด้วยการใช้ความรุนแรงที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และอาจารย์ฉัตรทิพย์ไม่ให้ความสำคัญแก่ชนชั้นกรรมกร แต่เป็นชาติไทย (หรือชาติไท) ที่มีวัฒนธรรมชุมชนของชาวนาเป็นวัฒนธรรมแห่งชาติ  อาณาเขตของ “ชาติไท” ครอบคลุมถิ่นที่อยู่ของชนชาติไททั้งหมด ทั้งไทยในประเทศไทย และไทอาหม ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทดำ ไทแดง ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม “ชาติไท” ที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เสนอเป็นทางเลือกนี้ เป็นชาติที่ไม่ติดอยู่กับรัฐชาติ เพราะอาจารย์ฉัตรทิพย์เป็นผู้มีแนวความคิดแบบอนาธิปัตย์นิยมและเป็นมาร์กซิสต์ในบางแง่ อาจารย์ฉัตรทิพย์จึงปฏิเสธทั้งรัฐและทุนนิยมซึ่งอาจารย์เห็นว่าเป็นกาฝากที่เอารัดเอาเปรียบชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ผลิตที่แท้จริง “ชาติไท” จึงผูกพันเข้าด้วยกันโดยอาศัยเครือข่ายของเศรษฐกิจชุมชนและวัฒนธรรมชุมชน เป็นสากลนิยมในลักษณะหนึ่ง แต่เป็นสากลนิยมที่จำกัดอยู่เฉพาะใน “หมู่ชนชาติไท” ด้วยกัน และ “ชาติไท” ไม่เป็นศัตรูกับชาติอื่นหรือชาติพันธุ์อื่นแต่อย่างใด

“ชาติไท” แบบของอาจารย์ฉัตรทิพย์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? อาจารย์ฉัตรทิพย์เสนอว่าจะเกิดขึ้นได้โดยการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชนชาติไทย ที่ชาวบ้านมีส่วนในการศึกษา นักวิชาการเพียงแต่ “ร้อยกรอง” คำบอกเล่าของชาวบ้านให้ต่อเนื่องกัน เป็นประวัติศาสตร์ของชาวบ้านซึ่งจะรื้อฟื้นความทรงจำของชาวบ้านขึ้นมา ชาวบ้านจะเห็นภาพของชนชาติไทในอดีตอันเนิ่นนานมาแล้วที่เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นชนชาติไทที่พึ่งตนเองได้และพึ่งพาซึ่งกันและกันด้วยจิตใจที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีน้ำใจต่อกัน (ซึ่งก็คือมองเห็น “เมืองไทนี้ดี” ในอดีต ก่อนที่รัฐและทุนซึ่งเป็นกาฝากจะเข้ามาทำให้ชาวบ้านลืมอดีตของตนเอง) ความทรงจำเกี่ยวกับ “ชุมชนและวัฒนธรรมชุมชน” ดังกล่าวนี้จะนำไปสู่การเกิด “ชาติไทนี้ดี” ในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ โดยชนชั้นกลางจะต้องเรียนรู้และยอมรับ “วัฒนธรรมไทแบบชาวบ้าน” ในขณะเดียวกันชนชั้นกลางก็ต้องนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตะวันตกมาถ่ายทอดให้ชาวบ้านเพื่อพัฒนาการผลิตของชาวบ้านให้มีประสิทธิภาพขึ้น หากสร้างชาติที่มีวัฒนธรรมชุมชนเป็นวัฒนธรรมแห่งชาติเช่นนี้ขึ้นมาได้ ก็จะทำให้ “เมืองไทนี้ดี” อย่างแน่นอน

สุจิตต์ วงษ์เทศ ก็เป็นนักวิชาการที่เสนอชาตินิยมทางเลือกอย่างจริงจังมาเป็นเวลานาน โดยต่อต้านการเคลื่อนไหวทางสังคมต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจาก “ความล้าหลังคลั่งชาติ” พร้อมกันนั้นก็เขียนบทความและหนังสือจำนวนมากที่เน้นถึงความเป็นเครือญาติชาติพันธุ์เดียวกันของคนในอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเรียกร้องให้คนไทยเข้าใจอย่างถูกต้องว่าคนใน “ชาติไทย” มิได้มีสายเลือดบริสุทธิ์แต่อย่างใด ตรงกันข้าม คนใน “ชาติไทย” มีความสัมพันธ์กับคนชาติต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในทางสายเลือดและในทางวัฒนธรรม ดังนั้น “ชาติไทย” จึงควรมีความสัมพันธ์ฉันญาติมิตรกับชาติเพื่อนบ้าน ไม่ควรจะดูหมิ่นเหยียดหยาม เอารัดเอาเปรียบ หรือเป็นศัตรูกัน

ในหนังสือเรื่อง คนไทยมาจากไหน สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่า

“คนไทย ประวัติศาสตร์ไทย เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์อุษาคเนย์ ประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ ฉะนั้นจะเข้าใจความเป็นมาว่าคนไทยมาจากไหน ประวัติศาสตร์ไทยเป็นอย่างไร ก็ต้องเข้าใจภาพรวมของคนในสุวรรณภูมิหรืออุษาคเนย์กับประวัติศาสตร์อุษาคเนย์พร้อม ๆ กันด้วย จะแยกเรื่องคนไทยกับประวัติศาสตร์ไทยออกไปโดด ๆ ไม่ได้ เพราะคนสุวรรณภูมิต่างเป็นเครือญาติชาติพันธุ์และชาติภาษา ที่ต่างก็พึ่งพาและพึ่งพิงกันสืบมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ทั้งนั้น”[74]

ในหนังสือ ดนตรีไทยมาจากไหน สุจิตต์ วงษ์เทศ แสดงให้เห็นว่า “ดนตรีไทย กับดนตรีสุวรรณภูมิ มีรากเหง้าความเป็นมาเดียวกัน อยู่ในอุษาคเนย์ตั้งแต่ราว 5,000 ปีมาแล้ว แยกออกจากกันไม่ได้สืบจนปัจจุบัน สมัยหลังต่อมารับเครื่องดนตรีบางอย่างจากที่อื่นๆ เช่น อินเดีย,จีน,เปอร์เซีย (อิหร่าน) ฯลฯ มาประสมประสานด้วย”[75]  ผลงานของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ยืนยันว่าดนตรีในดินแดนประเทศไทยจึงมิใช่ดนตรีไทยสายเลือดบริสุทธิ์ เพราะนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มาแล้วที่ดนตรีของคนในดินแดนประเทศไทยคล้ายคลึงกับดนตรีของคนในดินแดนอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนทุกชาติในดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็รับอิทธิพลด้านดนตรีจากซึ่งกันและกันตลอดมา อีกทั้งยังรับอิทธิพลจากที่อื่น ๆ ที่ไกลออกไปด้วย

“ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” ที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอ จึงมาจากการผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ดังนั้น นอกจากคนไทยไม่ควรจะเป็นศัตรูกับชาติเพื่อนบ้านแล้ว คนไทยใน “ชาติไทย” พึงยอมรับความหลากหลายภายในชาติด้วย จะเห็นได้ว่าเป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้ประกาศว่าตัวท่านเองเป็น “เจ๊กปนลาว”

ชาตินิยมของคนในท้องถิ่น

ราวทศวรรษ 2490 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ปัญญาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ เริ่มแสดงให้เห็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม คุณค่า และความสำคัญของท้องถิ่นต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วมองท้องถิ่นในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “ชาติไทย” ต้องการแสดงให้เห็นว่าท้องถิ่นมีส่วนทำให้ชาติไทยเป็นชาติที่เจริญมีอารยธรรม อุดมการณ์ชาตินิยมที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่ได้ถูกผนวกเข้ากับอุดมการณ์ท้องถิ่นนิยมเช่นนี้เป็นกระแสความคิดที่มีพลังมาก  โดยในระยะหลังจะเป็นการผสมผสานระหว่างอุดมการณ์ท้องถิ่นนิยมกับอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ทำให้เกิดการเขียนประวัติศาสตร์ การสร้างอนุสาวรีย์ การแสดงแสง-สี-เสียง พิธีกรรม บทเพลง ฯลฯ ที่เชื่อมโยงท้องถิ่นเข้ากับพระมหากษัตริย์แห่งชาติ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ[76]  

แม้ว่าจะมีความพยายามของคนบางส่วนที่จะสร้างความทรงจำเกี่ยวกับท้องถิ่นของตนในแง่ที่เน้นว่าท้องถิ่นมีอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเป็นของตนเอง หรือในบางกรณีก็ถึงกับสร้างความทรงจำว่า “ชาติไทย” เป็นศัตรูสำคัญของท้องถิ่น เช่น กรณีการเขียนประวัติศาสตร์ปัตตานีของปัญญาชนมลายูมุสลิม เพื่อเป็นฐานทางอุดมการณ์สำหรับการต่อสู้ทางการเมือง[77] แต่กระแสท้องถิ่นนิยมและชาตินิยมแบบที่ไม่ให้ความสำคัญต่อชาติไทย หรือต่อต้านชาติไทย ดังกล่าวนี้ก็มีอิทธิพลในขอบเขตจำกัด ต่างจากชาตินิยมกระแสหลักที่ได้รับการผลิตซ้ำอยู่เสมอ

เท่าที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่ามีชาตินิยมหลากหลายแบบซึ่งได้รับการเสนอขึ้นมาในสังคมไทย ชาตินิยมแต่ละแบบมีทั้งจุดร่วมและจุดต่างกับชาตินิยมแบบอื่น ๆ สิ่งที่น่าจะช่วยกันคิดต่อไปก็คือ ในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน ชาตินิยมยังมีความจำเป็นหรือไม่ เพียงใด และควรเป็นชาตินิยมแบบใด

 คำถามที่อาจช่วยในการคิดเกี่ยวกับชาตินิยมไม่มากก็น้อย ที่ใคร่จะขอเสนอไว้เป็นตัวอย่างในที่นี้ มีดังนี้

1. ชาติยังสำคัญหรือไม่ เพียงใด สำหรับการต้านทานทุนนิยม-เสรีนิยมใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุนและตลาดไร้พรมแดน

2. สืบเนื่องจากคำถามข้อ 1 การ “รื้อสร้าง” ความคิดชาตินิยม ตลอดจนความคิดท้องถิ่นนิยม และความคิดชุมชนนิยม  ทำให้เห็นว่า “ชาติ” “ท้องถิ่น” “ชุมชน” ล้วนเป็นมายา เพราะเป็นเรื่องของการนิยามความหมาย ปราศจากตัวตนอันควรยึดถือ  ดังที่วงวิชาการทำกันใน 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ มีผลเสียที่ต้องคำนึงถึงหรือไม่ เพียงใด  เช่น เป็นการเปิดพื้นที่โล่งให้แก่ทุนนิยม-เสรีนิยมใหม่ยุคโลกาภิวัตน์ที่จะเข้ามาลงทุนและขยายตลาดอย่างเสรี ใช่หรือไม่ จำเป็นหรือไม่เพียงใดที่จะต้องเร่งสร้างความหมายใหม่แก่ “ชาติ” (และความหมายของ “ท้องถิ่น” และ “ชุมชน”) ที่จะทำให้เกิดพลังทางสังคมที่เข้มแข็งเพียงพอสำหรับเป็นฐานทางอุดมการณ์ให้แก่การปกป้องทรัพยากรและวิถีชีวิตของคนไทยในท้องถิ่นต่าง ๆ  รวมทั้งการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบอบประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม (แทนที่จะ “รื้อ” โดยไม่มีการ “สร้าง”)

3. ในกรณีเขาพระวิหาร  หากมองเขาพระวิหารเป็นสินค้าวัฒนธรรม ปัจจุบันเขมรพยายามถือครองในนามของชาติเขมร แต่นายทุนไทยก็อาจเข้าไปเป็นหุ้นส่วนของชาติเขมรและนายทุนเขมร ในการขายสินค้าเขาพระวิหารได้ในอนาคต นายทุนจึงไม่ต้องการสงคราม แต่ทหารอาจคิดต่างออกไป เพราะเมื่อพรมแดนไม่สำคัญแล้ว ทหารจะสูญเสียความชอบธรรมในการใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อซื้ออาวุธ มองในแง่นี้ชาตินิยมเป็นผลเสียต่อนายทุนแต่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพ นอกจากนี้ชาตินิยมยังเป็นผลเสียต่อประชาชนทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาที่ขายสินค้าหรือขายแรงงานข้ามพรมแดนอีกด้วย เมื่อปัญหาเขาพระวิหารและชาตินิยมมีความซับซ้อนเช่นนี้ จะเป็นไปได้หรือไม่ เพียงใด อย่างไร ที่จะสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันขึ้นมา

4. ถ้าประเทศทั้งหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมตัวกันเป็น  กลายเป็นประเทศใหญ่แบบสหรัฐ หรือ “The United States of Southeast Asia” ที่มีคนหลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรม  และมีความเป็นประชาธิปไตยที่แต่ละรัฐมีอำนาจปกครองและจัดการทรัพยากรของตนในระดับสูง ในขณะที่มีรัฐบาลกลางและรัฐสภากลางที่เข้มแข็งพอที่จะกำหนดนโยบายร่วมและมีอำนาจต่อรองกับชาติอื่นรวมทั้งกับทุนข้ามชาติมากกว่ารัฐเดี่ยว จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในยุคโลกาภิวัตน์หรือไม่  และเป็นไปได้หรือไม่ หากเป็นไปไม่ได้ การทำให้อาเซียนมีเอกภาพมากขึ้นและเข้มแข็งมากขึ้นน่าจะเป็นทางออกที่เป็นไปได้มากกว่าใช่หรือไม่

อย่างน้อยที่สุด นักวิชาการอาเซียนก็น่าจะสามารถร่วมมือกันในการชำระประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความทรงจำร่วมเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเพื่อเข้าใจเงื่อนไขความขัดแย้งระหว่างกันในอดีตที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางประวัติศาสตร์ และเพื่อเข้าใจความสัมพันธ์กันในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่มีต่อกันอย่างยาวนาน และจะมีชะตากรรมร่วมกันสืบไปในอนาคตข้างหน้า เป็นการสร้างฐานทางอุดมการณ์ที่จำเป็น ทั้งสำหรับการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างเสมอภาคภายในอาเซียนเอง การจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างอาเซียนกับชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในระบบโลก และการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างอาเซียนกับทุนโลกาภิวัตน์

ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับชาตินิยมแบบใด ต้องการชาตินิยมหรือไม่ และอยากให้เกิดอุดมการณ์ “อาเซียนนิยม” หรือไม่ สิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึงก็คือ “ความเป็นมนุษย์” ของเราและของมนุษยชาติทั้งมวล ซึ่งข้อความข้างล่างนี้อาจช่วยให้เราคิดเรื่องชาตินิยมอย่างรอบคอบและรอบด้านยิ่งขึ้น

…โดยนัยหนึ่งแล้ว การเชื้อเชิญให้ (เรา) คิดถึงตัวเราในฐานะที่เป็นพลเมืองโลก เป็นการเชื้อเชิญให้เราหลีกลี้ห่างจากความสบายของความรักชาติและอารมณ์แบบง่าย ๆ เพื่อที่จะได้มองวิถีดำเนินชีวิตของเราจากมุมมองของความยุติธรรมและความดี ความบังเอิญของสถานที่ที่คน ๆ หนึ่งเกิดนั้น เป็นเพียงแค่เรื่องของความบังเอิญ กล่าวคือมนุษย์คนหนึ่งอาจเกิดในประเทศชาติใด ๆ ก็ได้ เมื่อตระหนักได้เช่นนี้แล้ว…เราจึงไม่ควรยินยอมให้เรื่องของความแตกต่างของสัญชาติ หรือชนชั้น หรือชาติพันธุ์ หรือกระทั่งเพศ มาสร้างสิ่งกีดขวางระหว่างตัวเรากับเพื่อนมนุษย์ เราควรตระหนักถึงมนุษยชาติ ไม่ว่า ณ ที่ใด ๆ ที่ได้บังเกิดขึ้น และถือว่าองค์ประกอบพื้นฐานของมนุษยชาติ อันได้แก่ เหตุผลและศักยภาพทางศีลธรรม ดังนี้ เป็นสิ่งแรกสุดที่เราจักภักดีและนับถือ

                                                               Martha C. Nussbaum

                                           Patriotism and Cosmopolitanism, 1996.

—————————————————————————————————————–

 

 

 

 

 

 

 

 

  


[1] โปรดดูรายละเอียดใน สายชล สัตยานุรักษ์, ประวัติศาสตร์วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทย รายงานผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550.

[2] ชาตรี ประกิตนนทการ, การเมืองและสังคมในศิลปะสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม กรุงเทพฯ: มติชน, 2547. หน้า 172.

[3] ชาตรี ประกิตนนทการ, พระพุทธชินราชในประวัติศาสตร์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ กรุงเทพฯ: มติชน, 2551. หน้า 21-30.

[4] พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 กรุงเทพฯ: คุรุสภา, 2504. หน้า 290.

[5] พงษ์พันธ์ พึ่งตน, “ปราสาทพระวิหาร : การเมืองวัฒนธรรมในกัมพูชายุคสังคมราษฎร์นิยม ค.ศ. 1955-1970” วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553.

[6] สายชล สัตยานุรักษ์, ประวัติศาสตร์วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทย รายงานผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550.

[7] สายชล สัตยานุรักษ์, คึกฤทธิ์กับประดิษฐกรรม “ความเป็นไทย” เล่ม 1 และเล่ม 2 กรุงเทพฯ: มติชน, 2550.

[8] พระองค์เจ้าปฤษฎางค์สำเร็จการศึกษาจากคิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน แผนกวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีผลการเรียนดีมาก ได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรีอังกฤษหลายรางวัล เป็นทูตไทยคนแรกประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ประเทศอังกฤษ และเป็นทูตประจำประเทศต่าง ๆ ในยุโรปรวม 12 ประเทศ

[9] “คำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ.103” อ้างใน ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, “พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ กับ [9] “คำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ.103” ใน ความคิดทางการเมืองไพร่กระฎุมพีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ: มติชน, 2549. หน้า 172.

[10] เรื่องเดียวกัน, หน้า 171.

[11] เรื่องเดียวกัน, หน้า 173-174.

[12] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “การสถาปนาอุดมการณ์ชาตินิยมขึ้นเหนือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม: ข้อสังเกตบางประการว่าด้วยการเมืองระหว่างปัญญาชนกับการเมืองของปัญญาชน” เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องวิถีนักคิด ปัญญาชนไทย/เทศ : อดีต ปัจจุบัน อนาคต ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 11 มีนาคม 2543.  หน้า 11.

[13] ห.จ.ช., ร.6 บ.17/4  คำชี้แจงนายร้อยตรีบรรจบ วันที่ 5 มีนาคม ร.ศ.130.

[14] ห.จ.ช., ร.6 บ.17/5  คำชี้แจงนายร้อยตรีเหรียญ วันที่ 4 มีนาคม ร.ศ.130.

[15] ห.จ.ช., ร.6 บ.17/6. อ้างใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “การสถาปนาอุดมการณ์ชาตินิยมขึ้นเหนือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม: ข้อสังเกตบางประการว่าด้วยการเมืองระหว่างปัญญาชนกับการเมืองของปัญญาชน”  เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องวิถีนักคิด ปัญญาชนไทย/เทศ : อดีต ปัจจุบัน อนาคต หน้า 11.

[16] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “การสถาปนาอุดมการณ์ชาตินิยมขึ้นเหนือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม: ข้อสังเกตบางประการว่าด้วยการเมืองระหว่างปัญญาชนกับการเมืองของปัญญาชน” เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องวิถีนักคิด ปัญญาชนไทย/เทศ : อดีต ปัจจุบัน อนาคต หน้า 14-15.

[17] ปรารถนา โกเมน, “สมาคมจีนในกรุงเทพฯ พ.ศ.2440-2488” วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2533.  หน้า 136.

[18] เรื่องเดียวกัน, หน้า 142.

[19] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “พลังของแนวคิดชาติ-ชาตินิยมกับการเมืองไทยในสมัยแรกเริ่มของรัฐประชาชาติ รัฐศาสตร์สาร  21, 3 (2542): 6.

[20] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “การสถาปนาอุดมการณ์ชาตินิยมขึ้นเหนือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม: ข้อสังเกตบางประการว่าด้วยการเมืองระหว่างปัญญาชนกับการเมืองของปัญญาชน” เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องวิถีนักคิด ปัญญาชนไทย/เทศ : อดีต ปัจจุบัน อนาคต หน้า 7.

[21] เซียวฮุดเส็ง, “กิจที่ควรปฏิบัติ” หนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ วันที่ 18 มีนาคม ร.ศ.129.

[22] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “การสถาปนาอุดมการณ์ชาตินิยมขึ้นเหนือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม: ข้อสังเกตบางประการว่าด้วยการเมืองระหว่างปัญญาชนกับการเมืองของปัญญาชน” เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องวิถีนักคิด ปัญญาชนไทย/เทศ : อดีต ปัจจุบัน อนาคต หน้า 4-5.

[23] เรื่องเดียวกัน,  หน้า 6-7.

[24] เรื่องเดียวกัน, หน้า 8-9.  

[25] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “พลังของแนวคิดชาติ-ชาตินิยมกับการเมืองไทยในสมัยแรกเริ่มของรัฐประชาชาติ รัฐศาสตร์สาร 21, 3 (2542): 7.

[26] เรื่องเดียวกัน, หน้า 9.

[27] เรื่องเดียวกัน, หน้า 17.

[28] พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงเป็นพระโอรสในกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ กรมพระราชวังสถานมงคล (วังหน้า) ทรงศึกษาในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เป็นเวลา ๒ ปี แต่ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จกลับประเทศสยามเพื่อรับราชการ ทรงได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งสหกรณ์ไทย ในสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงดำรงตำแหน่งอุปนายกกรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร  จนกระทั่งพ.ศ. ๒๔๗๕ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระองค์ก็ได้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายกแห่งราชบัณฑิตยสถานแทนสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ต่อมาในพ.ศ. ๒๔๗๖ ได้มีการจัดระเบียบงานขึ้นใหม่และเปลี่ยนนาม “ราชบัณฑิตยสภา” เป็น “ราชบัณฑิตยสถาน”  พระองค์จึงทรงลาออก แต่ยังคงทรงพระนิพนธ์หนังสืออย่างต่อเนื่อง พระนิพนธ์ที่สำคัญ ได้แก่ สงครามญี่ปุ่น กับ รัสเซีย (2 เล่ม),  จดหมายจางวางหร่ำ, สืบราชสมบัติพระนลคำฉันท์, ตลาดเงินตรา นิทานเวตาล, กนกนคร, ความนึกในฤดูหนาว, ปาฐกถา เล่ม ๑,  ปาฐกถา เล่ม ๒, ประมวญนิทาน น.ม.ส., กลอนและนักกลอน, คำทำนาย, เครื่องฝึกหัดเยเตลแมนในออกซ์ฟอร์ดและเคมบริดจ์, เสภาสภา, ปฤษณาเถลิงศก, สามกรุง

[29] กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์, “ชาติและอารยะ” ผสมผสาน ชุด 3 กรุงเทพฯ: รวมสาส์น, 2513. หน้า 141-142.

[30] กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์, “รักชาติ” ผสมผาน ชุด 3 กรุงเทพฯ: รวมสาส์น, 2513. หน้า 480-486.

[31] กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เมื่อยังดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร ทรงสอบได้ทุน King’s scholarship ได้เดินทางไปศึกษาต่อยัง ประเทศอังกฤษ โดยเข้าอยู่ประจำที่ ‘วิทยาลัยแบเลียล’ (Balliol College) มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีในระดับเกียรตินิยมและปริญญาโท จากคณะบูรพคดีศึกษา (Oriental Studies) สาขา ภาษาบาลี และ สันสกฤต ที่สถาบันตะวันออก ของ มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

[32] เห็นได้ชัดในพระนิพนธ์ ประวัติการทูตของไทย ซึ่งเน้นว่ารัฐบาลญี่ปุ่น “เป็นไมตรีดียิ่งกับไทย” มาตั้งแต่สมัยอยุธยา (หน้า 12)  และสรุปไว้ตอนท้ายของหนังสือว่า “ประเทศไทยก็รู้สึกหน้าที่ของตนในอันจะช่วยสร้างสรรค์สันติภาพถาวร จึงช่วยญี่ปุ่นผู้พันธมิตรอยู่ด้วยกำลังทางทหาร ทางเศรษฐกิจ และทางวัฒนธรรมเต็มความสามารถ เพื่อให้บรรลุชัยชนะถึงที่สุด” (หน้า 64).

[33] พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, ประวัติการทูตของไทย หน้า 1.

[34] เรื่องเดียวกัน, หน้า 4.

[35] เรื่องเดียวกัน, หน้า 6.

[36] เรื่องเดียวกัน, หน้า 64.

[37] โปรดดูบทที่ 7

[38] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “พลังของแนวคิดชาติ-ชาตินิยมกับการเมืองไทยในสมัยแรกเริ่มของรัฐประชาชาติ”  รัฐศาสตร์สาร  21,  3 (2542): 84.

[39] หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร,”ปาฐกถาพิเศษเรื่องสยามพากษ์” วิทยาจารย์ ปีที่ 33 ฉบับที่1 พ.ศ. 2475. พิมพ์ซ้ำใน  วิทยทัศน์พระองค์วรรณ  หน้า 124-125. (เน้นโดยผู้วิจัย)

[40] พลตรี กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, “ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น” ใน ชุมนุมพระนิพนธ์ของท่านวรรณฯ หน้า 356.

[41] พลตรี กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, “โครงการณ์วิชาการเมือง” ใน ชุมนุมพระนิพนธ์ของท่านวรรณฯ หน้า 303.

[42] พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, “อุดมคติประชาชาติ” หนังสือพิมพ์ประชาชาติ 8 มิถุนายน 2477 และ หนังสือพิมพ์ประชาชาติ 9 มิถุนายน 2477.

[43] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.  “พลังของแนวคิดชาติ-ชาตินิยมกับการเมืองไทยในสมัยแรกเริ่มของรัฐประชาชาติ”  รัฐศาสตร์สาร  21,  3 (2542): 85.

[44] หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ, “คติการเมืองตามโอวาทของท่านวรรณ” หนังสือพิมพ์ประชาชาติ 24 มิถุนายน 2476. (เน้นโดยผู้วิจัย)

[45] เรื่องเดียวกัน, หน้า 450.

[46] พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, ประวัติการทูตของไทย. หน้า 2.

[47] เรื่องเดียวกัน, หน้า 2-3. (เน้นโดยผู้วิจัย).

[48] เรื่องเดียวกัน, หน้า 6.

[49] เรื่องเดียวกัน, หน้า 7.

[50] พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, ประวัติการทูตของไทย หน้า 5.

[51] พลตรี กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, “ประชาชาติกับมนุษยธรรม” ใน ชุมนุมพระนิพนธ์ของท่านวรรณฯ หน้า 450.

[52] พลตรี กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, “มุมนักเรียน” ใน ชุมนุมพระนิพนธ์ของท่านวรรณฯ หน้า 457-458.

[53] เรื่องเดียวกัน, หน้า 457.

[54] เรื่องเดียวกัน, หน้า 459.

[55] เรื่องเดียวกัน, หน้า 459. (เน้นโดยผู้วิจัย).

[56] พลตรี กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, “ประชาชาติกับมนุษยธรรม” ใน ชุมนุมพระนิพนธ์ของท่านวรรณฯ หน้า 452. (เน้นโดยผู้วิจัย).

[57] Kasian Tejapira, Commodifying Marxism: The Formation of Modern Thai Radical Culture, 1927-1958, pp.151-152. 

[58] หนังสือพิมพ์มหาชน 1 พฤษภาคม 2485.อ้างใน โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า กรุงเทพฯ: มติชน, 2550. หน้า 73-74.

[59] โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า กรุงเทพฯ: มติชน, 2550. หน้า 338-341.

[60] จิตร ภูมิศักดิ์, สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2547. หน้า 331.

[61] จิตร ภูมิศักดิ์, อันเนื่องมาจากความเป็นมาฯ : ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม  อ้างใน โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า หน้า 260.

[62] จิตร ภูมิศักดิ์, ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว ขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ กรุงเทพฯ : ศยาม, 2535. หน้า 235.

[63] จิตร ภูมิศักดิ์, ประวัติศาสตร์สนทนา ตำนานแห่งนครวัด กรุงเทพฯ: ไม้งาม, 2526. หน้า 116.

[64] จิตร ภูมิศักดิ์, โองการแช่งน้ำ และ “ข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ในประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาหน้า กรุงเทพฯ: ดวงกมล, 2524. หน้า158-160. อ้างใน โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า หน้า 270-271.

[65] “จงร่วมมือกับประชาชนผู้รักชาติ” ปิตุภูมิ 2, 66 (15 กรกฎาคม 2500) อ้างใน โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า หน้า 307

[66] “จงช่วยกันขจัดความคิดและการกระทำที่โปรอเมริกา” ปิตุภูมิ 1, 14 (25 มิถุนายน 2499) อ้างใน โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า หน้า 305

[67] “บทนำ” ปิตุภูมิ 1, 24 (2499) อ้างใน โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า หน้า 306.

[68] หจช. สบ.6.4.3/2 เรื่อง ป.ล. โดย ม. ชูพินิจ อ้างใน โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า หน้า 276.

[69] หจช. สบ. 6.4.1/5 เรื่อง ระหว่างปก-รวมบทความบรรณาธิการสยามสมัย อ้างใน โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า หน้า 277.

[70] หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย (2 พฤษภาคม 2491): 4-5. อ้างใน โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า หน้า 281.

[71] เรียมเอง (นามแฝง), เมืองนิมิต อ้างใน โสภา ชานะมูล, “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า หน้า 282-283.

[72] บาร์บาร่า (นามแฝง) ข้อคิดจากไร่แผ่นดินเรา กรุงเทพฯ:โสภา หน้า 311

[73] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมชุมชนและชนชาติไทย กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540. หน้า คำนำ.

[74] สุจิตต์ วงษ์เทศ, คนไทยมาจากไหน กรุงเทพฯ: มติชน, 2548. หน้า 19-20.

[75] สุจิตต์ วงษ์เทศ, ดนตรีไทยมาจากไหน กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิทยาลัยดุริยางคศิลปะมหาวิทยาลัยมหิดล, 2553

[76] Saichol Sattayanurak, The Struggle in Memory Space of. Diverse Ethnic Groups in Thailand. Discussion Paper No.178. Graduate School of International Development, Nagoya University, Nagoya city, Japan. June 2010.

[77] Ibrahim Syukri. 2005. Sejarah Kerajaan Melayu Patani (History of the Malay Kingdom of Patani). Translated by Conner Bailey and John N. Miksic. White Lotus.