buy cheap cialis soft
cheapest prices for viagra
male enhancement viagra
buy cialis delived next day
cialis 10 mg
viagra nebenwirkungen
cheap genric cialis
best place to buy viagra us
generic viagra no prescription australia
cialis uk prices
cheapest viagra prices
5mg dose of cialis prescription
best cialis
pharmacy with viagra
viagra sales 2009
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2014015

ซาร์ตร์, กามู กับปฐมบทของแอ็บเสิร์ด (ตอนที่ 1): รัฐพล เพชรบดี

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลที่แท้จริงสำหรับการดำรงอยู่ของมนุษย์ และสาเหตุในการมีอยู่ของโลกใบนี้นั้น ยังคงเป็นปัญหาที่มีการถกเถียงกันอยู่ และอาจเป็นไปได้ว่าข้อโต้เถียงเหล่านั้นอาจจะไม่มีวันจบสิ้น เพราะเหตุใด”

sartre

 

 

 

ซาร์ตร์, กามู กับปฐมบทของแอ็บเสิร์ด (ตอนที่ 1)

 

รัฐพล เพชรบดี

 

ส่วนแรก: คำชี้แจงของปรัชญา Existentialism: ความไร้แก่นสาร (Absurd) ของชีวิตมนุษย์

จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลที่แท้จริงสำหรับการดำรงอยู่ของมนุษย์ และสาเหตุในการมีอยู่ของโลกใบนี้นั้น ยังคงเป็นปัญหาที่มีการถกเถียงกันอยู่ และอาจเป็นไปได้ว่าข้อโต้เถียงเหล่านั้นอาจจะไม่มีวันจบสิ้น เพราะเหตุใด? สาเหตุแรกนั้นอาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นการยากยิ่งที่เราจะสามารถหาคำจำกัดความ หรือคำอธิบายได้อย่างครบถ้วนว่าทำไมมันจึงมีสิ่งที่เรียกว่า ‘มนุษย์’ และ ‘โลก’ อยู่ ณ ที่นี้ และในทางกลับกัน ไม่ว่าคำตอบจะออกมาอย่างไร มันจำเป็นอย่างยิ่งหรืออย่างไรที่มนุษย์และโลกใบนี้จะต้องมาดำรงอยู่แบบนี้ เช่น ณ ตอนนี้ และถ้าเกิดว่าทั้งสองสิ่งนี้มิได้ดำรงอยู่มาในลักษณะนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ทุกอย่างมันจะแตกต่างไปจากตอนนี้แต่อย่างใดหรือ และอีกสาเหตุหนึ่งนั้นกล่าวคือ ถึงแม้ว่าคำอธิบายเกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์และโลกไม่ว่าจะในเชิงศาสนา วิทยาศาสตร์ หรือความรู้แขนงอื่นๆ อาจจะมีอยู่มากมาย แต่ปัญหาก็คือว่าเราจะสามารถแน่ใจโดยปราศจากข้อกังขาได้อย่างไรว่า คำอธิบายเหล่านั้นสามารถเชื่อถือได้อย่างเต็มที่และถูกต้องอย่างแน่นอน มันจะมีน้ำหนักมากกว่าหรือไม่ ถ้าจะบอกว่าข้อสรุปเหล่านั้นมันเป็นเพียงแค่ ‘ความเชื่อ’ (belief)

 

ข้าพเจ้าเชื่อว่าคำถามเชิงปรัชญาเหล่านี้อาจจะเคยเล็ดลอดเข้ามาในสมองของท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย ซึ่งผลกระทบก็คือว่า ปัญหาเหล่านี้จะทำให้เราเกิดความรู้สึกสงสัยในสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับตัวเราเองอย่างเช่นว่า บางครั้งเราอาจจะมีความกระหายรู้อย่างจริงจังว่าเราเป็นใคร มันมีเหตุผลอันใดหรือที่ทำให้เราต้องมาดำรงอยู่อย่างนี้ ชีวิตของเรานั้นสามารถหาคำอธิบายได้แต่อย่างใดหรือไม่ และเช่นเดียวกัน เราอาจจะเคยคิดและพะวงในสิ่งต่างๆเกี่ยวกับโลกใบนี้อย่างเช่นว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นอยู่ตรงหน้านี้คืออะไรกันแน่ เราจะสามารถหาคำอธิบายเกียวกับโลกใบนี้ได้จริงๆ หรือ จะมีสิ่งใดหรือไม่ที่จะสามารถยืนยันได้ว่าโลกนี้ก็ต้องการเรา

 

ปัญหาที่น่ากลัวก็คือ ถ้าเหตุผลที่แท้จริงในการดำรงอยู่ของเราและการมีอยู่ของโลกใบนี้นั้น ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งไม่สามารถพบเจอได้ ดังนั้น อะไรเล่าคือสิ่งที่เราสามารถรู้ได้จริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเราต่อโลกใบนี้ คำตอบนั้นไม่ยาก นั่นคือเราเพียงแค่ต้องใช้ชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราตายจากโลกนี้ไป มันมีอยู่เพียงแค่นั้น และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของปรัชญาเอ็กซิสเต็นเชียลลิสม์ที่ว่าด้วยความไร้แก่นสารของชีวิตมนุษย์

 

แต่ก่อนที่ข้าพเจ้าจะกล่าวโดยละเอียดถึงปรัชญาเอ็กซิสเต็นเชียลลิสม์ในแบบฉบับของซาร์ตร์และกามูนั้น ข้าพเจ้าจะขอกล่าวสั้นๆถึงแนวคิดที่เป็นศูนย์กลางของระบบนี้เสียก่อนเนื่องจากข้าพเจ้าคาดว่าน่าจะมีผู้อ่านบางท่านที่ยังไม่เคยทำความรู้จักกระแสความคิดหลักของปรัชญาระบบนี้มาก่อน

 

ปรัชญาเอ็กซิสเต็นเชียลลิสม์นั้นถือว่าเป็นระบบความคิดที่ยิ่งใหญ่มากระบบหนึ่งซึ่งเน้นว่า ‘การดำรงอยู่’ ของมนุษย์นั้น มีความสำคัญมากกว่า ‘แก่นแท้’ กล่าวง่ายๆ ก็คือว่า มนุษย์เรานั้นมีบทสรุปที่ตายตัวในชีวิตอยู่แล้ว นั่นก็คือเรามีหน้าที่ที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ และก็มีเพียงเท่านั้นที่เป็นความจริงสากล ‘แก่นแท้’ หรือ ‘สารัตถะ’ ของมนุษย์นั้นมิใช่สิ่งที่สำคัญหรือสิ่งที่จะกำหนดบทบาทหน้าที่หรือความเชื่อของเราแต่อย่างใด และด้วยเหตุที่ว่าการดำรงอยู่ของตัวเองนั่นเองที่ถือว่าเป็นที่สุด ดังนั้น ‘เสรีภาพ’ จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องให้ความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดเนื่องจากมนุษย์นั้นสามารถ ‘เลือก’ ที่จะทำสิ่งใดก็ได้เพราะทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา มันจะเหลวไหลโดยสิ้นเชิงกับคำกล่าวยอดฮิตที่ว่า ‘ทุกๆ อย่างได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว’ สำหรับปรัชญาสำนักนี้นั้น สิ่งที่เรียกว่า ‘ความหมายที่แท้จริง’ หรือ ‘ธรรมชาติ’ ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถพบได้ในโลกใบนี้ มนุษย์เราเกิดมาเพียงเพื่อมีหน้าที่ ‘เลือก’ กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งบนโลกใบนี้ที่จะเป็นในเชิงการให้คุณค่าหรือไม่ก็ทำลายตนก็เพียงเท่านั้น ลักษณะของปรัชญาเอ็กซิสเต็นเชียลลิสม์จึงพูดได้ว่าเป็นปรัชญาที่ต่อต้านศูนย์กลางทางความคิดในด้านของ ‘จิตนิยม’ (idealism) ‘อภิปรัชญา’ (metaphysics) และ ‘เทวนิยม’ (atheism) (Cox, 2008: 73)

 

สำหรับความคิดของซาร์ตร์และกามูนั้น มนุษย์เราก็เป็นแค่เพียงสิ่งมีชีวิตๆหนึ่ง ซึ่งดำรงอยู่ในจักรวาลผืนหนึ่งที่ไม่เคยแยแสหรือให้คำตอบอะไรเราเลย ชีวิตของเรามันเริ่มดูเหลวไหลไร้สาระไปเสียหมดนับแต่ที่เราสำเหนียกได้ว่า มนุษย์อย่างเรามันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่โดน ‘เขวี้ยง’ ให้มามีเสรีภาพอยู่บนพื้นโลก ให้มามีสิทธิ์ในการตัดสินใจกระทำการใดๆไปเรื่อยๆจนกระทั่งความตายมาเยือน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับทั้งสองแล้ว พระเจ้านั้นมิเคยดำรงอยู่แต่อย่างใด ดังนั้น เหตุผลที่แท้จริง (ultimate reason) ในการมีอยู่ของมนุษย์นั้นจึงไม่มี หน้าที่ของเรามีเพียงอย่างเดียวคือเราต้องรู้ว่าเรานั้น ‘ดำรงอยู่’

 

ซาร์ตร์ และ การเปิดเผยความลับของการมีอยู่

“…การมีอยู่มันไม่ได้จำเป็นอะไร มีอยู่ก็หมายความเพียงว่าอยู่ที่นั่น[1]

– ซาร์ตร์, เอียน

 

เป็นความจริงหรือที่ชีวิตของเราไร้แก่นสาร? แล้วการดำรงอยู่ของเรามันหมายความว่าอย่างไรกันแน่? เราจะมาดูทัศนะของซาร์ตร์ต่อปัญหาเหล่านี้ในส่วนนี้ และการถ่ายทอดหลักปรัชญาของเขาไปสู่ตัวละครเอกในนวนิยายของเขาในบทต่อไป แล้วเราจะได้เห็นว่าปรัชญาของซาร์ตร์นั้นทรงพลังเพียงใด

 

ถ้าพูดถึงหลักปรัชญาเอ็กซิสเต็นเชียลลิสม์ของซาร์ตร์นั้น มันคงจะไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดถ้าจะมีหลายๆคนให้ความเห็นว่าหลักความคิดของเขานั้นค่อนข้างที่จะสุดขั้ว ซึ่งจุดสังเกตุที่ง่ายที่สุดน่าจะเป็นที่หลักนิยามคลาสสิกของเขาที่กล่าวว่า ‘การดำรงอยู่นั้นมาก่อนแก่นแท้’ (existence precedes essence) ซึ่งก็เป็นนิยามนี้เองที่ปฏิเสธหลักอภิปรัชญาเก่าแก่ที่ตั้งสมมติฐานว่าทุกๆอย่างนั้นดำรงอยู่อย่างมีแก่นสารหรือมีความหมายอยู่ในตัวของมันเอง และจากที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสำหรับซาร์ตร์ มันไม่มีเหตุผลแต่อย่างใดมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้วที่สิ่งต่างๆจะมาดำรงอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นดำรงอยู่ ก็มิได้มีความหมายใดนอกเหนือไปจาก ‘เพียงการดำรงอยู่’ ของสิ่งเหล่านั้น (สำหรับแก่นความคิดนี้ ซาร์ตร์ได้พัฒนามาจาก ‘วิธีปรากฏการณ์’ (phenomenological method) ของเฮิร์สเซิลล์ (Husserl) ซึ่งในแบบฉบับของซาร์ตร์นั้นหมายถึงว่าความจริงของทุกสิ่งนั้นจะถูกตัดตอนในระหว่างที่อาตายนะทั้งห้าของเราได้ประสบสัมผัสกับโลกภายนอก และจังหวะที่เรากำลังจะให้ความหมายแก่สิ่งเหล่านั้นเนื่องว่า ‘ความหมาย’ โดยตัวของมันเองนั้นเป็นปัญหาที่ปัจเจกแต่ละปัจเจก (each individual) สามารถที่จะให้ความหมายที่แตกต่างกันได้ตลอดไม่รู้จบ) ซึ่งถ้าจะกล่าวอย่างง่ายๆสำหรับความหมายในนิยามของซาร์ตร์นั้นก็คือ “ ‘ที่นี่’ และ ‘ตอนนี้’ ของการเป็นอยู่นั่นเอง ที่มาก่อน ‘ความหมาย’ ของการเป็นอยู่” (Stern, 1968: 50)

 

เมื่อซาร์ตร์ได้ทำการขจัดความเชื่อเก่าๆ ที่เขาคิดว่างมงายเกี่ยวกับการมีอยู่ของความหมายของสิ่งต่างๆ ไปเรียบร้อยแล้ว เขาจึงได้สรุปว่าอันที่จริงแล้วโลกของเรานั้นมิได้ประกอบไปด้วยอะไรเลยนอกจากสิ่งที่มีการเป็นอยู่เพียงสองชนิดเท่านั้นคือ สิ่งที่มีลักษณะของ‘การเป็นอยู่-ใน-ตัวเอง’ (อังกฤษ: Being-in-itself; ฝรั่งเศส: l’être-en-soi) และสิ่งที่เป็นรูปแบบของ ‘การเป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเอง’ (อังกฤษ: Being-for-itself; ฝรั่งเศส: l’être-pour-soi)

 

ในกรณีแรก สำหรับสิ่งที่มีลักษณะของการเป็นอยู่-ใน-ตัวเองนั้นหมายความถึง ‘สิ่งที่ไร้ซึ่งสำนึก’ (non-conscious being) อย่างเช่น โต๊ะ ปากกา หิน หรือพูดง่ายๆว่าเป็น โลกของวัตถุภายนอกต่างๆนั่นเอง พวกมันไม่มีความรู้สึกนึกคิด ไม่มีจิตใจ พวกมันมืดทึบ ถาวร มีความเป็นรูปธรรมอย่างเต็มเปี่ยม และอยู่ได้โดยปราศจากกาลเวลา และถึงแม้ว่าจะพิจารณาสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองทางด้านนามธรรมนั้น มันก็หาได้มีสิ่งใดที่นอกเหนือจากการเป็นไม่

 

แต่สำหรับสิ่งที่มีลักษณะของการเป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองนั้น มันมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิงตรงที่ว่าการเป็นอยู่ของมันมีสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตสำนึก’ (consciousness) เป็นองค์ประกอบสำคัญ และสิ่งที่จะมีการเป็นอยู่ในลักษณะนี้ได้ก็คือ ‘มนุษย์’ นั่นเอง พวกมันไม่มีความแน่นอนในตัวเอง และไม่มีความเป็นนิ-รันดร์เฉกเช่นเดียวกับสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง อย่างไรก็ตาม การเป็นอยู่ในลักษณะนี้จะไม่สามารถครองความเป็นอยู่อย่างเป็นเอกเทศได้ กล่าวคือมันคงต้องพึ่งพาอาศัยโลกของการเป็นอยู่-ใน-ตัวเองเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ มันจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองที่จะมีการพุ่งไปของสติหรือจิตสำนึกได้ถ้าปราศจากการมีอยู่ของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง เนื่องจากว่าถ้าโลกของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งมิได้มีการถือกำเนิดขึ้นมา สิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองก็จะยุติการมีอยู่เช่นเดียวกัน และด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองหรือมนุษย์นั้นจึงหาได้มีความแตกต่างอะไรไปจาก ‘ความว่างเปล่า’ (nothingness) แต่อย่างใดไม่ ดังที่ซาร์ตร์ได้กล่าวไว้ว่า “การปราศจากสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง… คือการขาดหายไปอย่างสิ้นซาก”[2] เราจึงดำรงอยู่ในสถานภาพของความโปร่งใสเพื่อที่จะรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัว มันก็แค่นั้น

 

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสำหรับซาร์ตร์นั้น โลกของเรามันไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง ใช่! มันมีอยู่จริง แต่การมีอยู่ของมันนั้นดันปราศจากวัตถุประสงค์และเหตุผลที่แท้จริงที่ว่า ด้วยเหตุใดเล่าทุกอย่างจึงต้องมาดำรงอยู่อย่างนี้ และจากตรงนี้ไป เราจะเห็นได้อย่างกระจ่างชัดขึ้นถึง ‘ความไร้แก่นสาร’ (absurd) ในการมีอยู่ของมนุษย์และโลกใบนี้จากการชำแหละสารัตถะของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง และสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเอง

 

มาพิจารณากรณีแรกในส่วนของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง สำหรับลักษณะของการเป็นอยู่ชนิดนี้มันก็ได้เพียงแค่เป็นในสิ่งที่มันเป็นอยู่ พวกมันสมบูรณ์ พวกมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงและระแวดระวังตัวเอง ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้สิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองมีความไม่เป็นขึ้นมาได้ และเช่นเดียวกัน เหตุผลที่แท้จริงที่ว่า ‘ทำไม’ มันจึงต้องมีลักษณะของการเป็นนั้นไม่เคยมี นอกจากประเด็นนี้แล้ว สิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองก็ยังสื่อถึงลักษณะของความเป็นนิรันดร์ (eternity) แต่เป็นความหมายในแง่ที่ว่าความเป็นอยู่ของมันนั้นได้ ‘ปราศจากการสำเหนียกถึงกาลเวลา’ กล่าวคือ “มันไม่มีก่อนหรือหลัง อดีตหรืออนาคต สำหรับสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง” (Cox, 2008: 30) และด้วยเหตุนี้ ทุกอย่างจึง ‘จบ’ (over) ในตัวของมันเอง การเป็นอยู่จึงเป็นเพียงลักษณะของมัน และเนื่องจากว่าสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองเป็นได้แค่เพียงเป็น คำถามอันจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตามมาก็คือ มันมีความจำเป็นแต่อย่างใดหรือที่สิ่งเหล่านั้นจะต้องมาดำรงอยู่เช่นนี้? แน่นอน! มันคงจะจำเป็นสำหรับกลุ่มคนที่เชื่อว่าสิ่งต่างๆนั้นสามารถอธิบายได้ถึงที่มาที่ไปและความหมายที่แท้จริง แต่สำหรับซาร์ตร์แล้ว การที่จะกล่าวว่าการมีอยู่ของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองนั้นมีความจำเป็นหมายความว่ามันต้องมีคุณสมบัติประการหนึ่งซึ่งคือภาวะที่ ‘สามารถที่จะไม่เป็น’ ได้ แต่ทว่ามันไม่ใช่ เพราะลักษณะที่แท้จริงของมันนั้นได้เพียงแค่เป็น ดังนั้นแล้วความจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของมันจึงไม่มี ทุกๆขณะในการเป็นอยู่ของมันที่เราสัมผัส ที่เราเห็น จึงมิได้มีสาระสำคัญอะไร และภาวะของการดำรงอยู่นี้เองที่ซาร์ตร์เรียกมันว่า ‘ภาวะของความไม่จำเป็น’ (the state of contingency) ซึ่งเป็นความหมายอีกนัยหนึ่งของความไร้แก่นสารของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง

 

ในทำนองเดียวกัน ซาร์ตร์ก็เห็นว่าสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองนั้นไร้ความหมาย และไม่จำเป็น ซึ่งจากที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองหรือมนุษย์นั้นหาได้มีอะไรที่มากไปกว่าความว่างเปล่าในตัวของมันเองไม่ ชีวิตของเรามันเหลวไหลไร้สาระเพราะว่าแม้แต่ ‘เป็น’ เรายังไม่สามารถที่จะทำได้ เราอาศัยอยู่ในโลกนี้โดยปราศจากความต้องการที่แท้จริง เราเพียงแค่ ‘อยู่ไปเรื่อยๆ’ โดยใช้สติสัมปชัญญะควบคุมในการที่ตัดสินใจหรือกระทำการใดๆสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราต้องการ หรืออย่างมากที่สุดที่เราพอจะทำได้เพื่อให้ชีวิตของเราหลีกหนีจากความไร้สาระก็คือ การสร้างแก่นแท้ของเราใหม่โดยการให้ความหมายต่างๆแก่การกระทำในแต่ละขณะของเรา แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงต้องระลึกอยู่ว่า ความหมายที่เป็นสารัตถะที่แท้จริงของมนุษย์นั้นหาได้มีแต่อย่างใด มันมิได้มีจุดประสงค์อะไรเลยที่เราต้องมาอยู่ที่นี่ ตรงนี้ ดังที่นักวิชาการคนหนึ่งได้กล่าวว่า “ด้วยเหตุที่ว่าสิ่งที่เป็นแก่นแท้หรือธรรมชาติของมนุษย์นั้นมิได้ถูกกำหนดมาจากจิตของพระผู้เป็นเจ้า การดำรงอยู่ของมนุษย์จึงปราศจากความต้องการ มันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและให้เปล่าโดยสมบูรณ์แบบ” (Stern, 1968: 52) และ “เนื่องจากว่าการมีอยู่ของเรานั้นหาได้จำเป็น ปัจจัยสิ่งต่างๆในโลกนี้ก็คงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดถ้าเรานั้นมิได้ดำรงอยู่” (Singer, 1992: 34) ถึงแม้ว่าเราจะสามารถกระทำสิ่งใดก็ได้ที่เราต้องการ ‘บนโลก’ ใบนี้ แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงต่อชีวิตของเรานั้นหาได้มีแต่อย่างใด และก็คือประเด็นนี้เองที่สะท้อนถึงประโยคที่โด่งดังของซาร์ตร์นั่นคือ ‘พวกเราถูกสาปให้มีเสรีภาพ’ (we are condemned to be free)

 

นอกจากความไร้แก่นสารของมนุษย์เราที่ว่าด้วย ‘ความไม่จำเป็น’ แล้ว มันยังมีความไร้แก่นสารอีกระดับหนึ่งหรืออีกนัยหนึ่งอันเกี่ยวเนื่องกับ ‘กาลเวลา’ ที่ถือได้ว่าแฝงอยู่ในชีวิตประจำวันของเราเช่นเดียวกัน (Baker, 2007) กล่าวก็คือว่า ในทางตรงกันข้ามกับคุณสมบัติของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง สิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองนั้นหาได้มีสภาวะของความเป็นนิรันดร์ไม่ สภาวะของการแก่ไปจนกระทั่งถึงการตายนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองหรือมนุษย์ แต่ประเด็นนั้นอยู่ที่ว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘อดีต’  ‘ปัจจุบัน’ และ ‘อนาคต’ นั้นมันมิได้ดำรงอยู่แยกจากกันอย่างที่มันปกติดูเหมือนว่าจะเป็นสำหรับสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเอง ถ้าจะกล่าวในทางทฤษฎี อดีตนั้นมิใช่อดีตในตัวของมันเองเนื่องจากมันเคยดำรงอยู่ในสถานะของอนาคตซึ่งได้ล่วงเลยไปแล้วในปัจจุบัน ในทำนองเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่าเป็นอนาคตนั้นจะกลายเป็นอดีตไปในทันทีเมื่อทุกขณะของอนาคตได้มาถึง และยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันนั้นที่จริงแล้วไม่ใช่ปัจจุบันเช่นเดียวกันเนื่องจากว่าถ้าสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองนั้นถูกตรึงไว้ที่ปัจจุบัน สภาวะในการมีอยู่ของมันจะถูกยุติลงทันที ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ ความจริงเกี่ยวกับกาลเวลาของสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองจึงมีเพียงแค่การมีสติสำนึก ณ แต่ละขณะของมันในโลกของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง

 

แต่อย่างไรก็ตามนั้น อดีตจะสามารถดำรงอยู่ได้ก็แค่เพียงในกรณีที่เราเลือก “ที่จะกำหนดความหมายของปัจจุบันจากเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านไปแล้ว” (Evans, 2002: 59, 61-62 in Baker, 2007) ซึ่งใช่! ในกรณีนี้จะทำให้เรามีทางเลือกที่จะกำหนดเส้นทางในอนาคตได้อย่างไม่มีเขตจำกัด แต่ปัญหาก็คือเราคงต้องสำเหนียกอยู่เสมอว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคตนั้นหาได้ดำรงอยู่อย่างเป็นรูปธรรมสำหรับสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองไม่ แต่เพียงแค่การดำรงอยู่ ณ ที่นี้ (presence) ของมันเท่านั้นที่มีอยู่จริง และด้วยเหตุนี้เอง เราจึงมีเสรีภาพอยู่อย่างเต็มที่ทุกขณะ และทุกวินาที

 

กล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนนี้ เราจะเห็นว่าสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองนั้นก็ไร้แก่นสารและเป็นส่วนเกินเฉกเช่นเดียวกับสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง ในกรณีแรก มนุษย์เรานั้นโดนเขวี้ยงให้มามีเสรีภาพอยู่บนพื้นโลกในสภาวะของความว่างเปล่าเพื่อมารับรู้สิ่งต่างๆรอบตัวโดยไม่มีสาเหตุ และในกรณีที่สอง โลกของเรานั้นดำรงอยู่ แต่ก็เพียงสถานะของความเป็น ซึ่งในความเป็นของมันนั้นก็หาได้มีความต้องการอยู่แต่อย่างใดไม่ (Cox, 2008: 30) และยิ่งด้วยกับการเผชิญหน้าระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่สองชนิดนี้แล้ว ทุกอย่างจึงมิได้มีความหมายอะไรเลย ทุกอย่างนั้นล้วนแต่ไร้แก่นสารและไม่จำเป็น และอีกประเด็นหนึ่งก็คือเนื่องจากว่าซาร์ตร์นั้นมีความคิดที่ตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วกับลัทธิอย่าง ‘สร้างสรรนิยม’ (creationism) ซึ่งมีความเชื่อว่าสิ่งต่างๆนั้นได้ถูกเนรมิตสรรสร้างขึ้นไม่ด้วยเหตุใดก็เหตุหนึ่ง ดังนั้นทุกอย่างจึงควรที่จะถูกอธิบายได้ ซึ่งสำหรับซาร์ตร์นั้น พระเจ้าหาได้ดำรงอยู่แต่อย่างใด ดังนั้นมันจึงไม่มีทางที่การมีอยู่ของโลกใบนี้จะมีความสมเหตุสมผลขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นสำหรับซาร์ตร์แล้ว ความแน่นอนเพียงสิ่งเดียวที่สามารถจะกล่าวได้จึงมีเพียงแค่ทุกสิ่งนั้นมันไร้แก่นสารนั่นเอง (Moran, 2000: 356-357)

 

กามู และ ภาพสะท้อนของซิซีฟัส

 

“ฉันขบถ – ดังนั้นเราจึงดำรงอยู่[3]

–                    กามู, The Rebel

 

กามูนั้นนับเป็นหนึ่งในนักเขียน นักปรัชญาคนสำคัญที่มีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งกับทัศนะปรัชญาที่ว่าด้วย ‘ความไร้แก่นสาร’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเห็นได้ในบทความขนาดยาวของเขา The Myth of Sisyphus (Le Mythe de Sisyphe) and Other Essays สำหรับบทความเรื่องนี้ตามความคิดของข้าพเจ้านั้น จุดประสงค์ของกามูค่อนข้างที่จะแตกต่างกับซาร์ตร์ตรงที่ว่า กามูน่าจะเพียงแค่ต้องการบรรยายพรรณนาเกี่ยวกับสถานการณ์ของมนุษย์เราในฐานะที่ได้ดำรงชีวิต ‘อยู่บนโลก’ แต่ซาร์ตร์ในทางกลับกันนั้นต้องการเจาะจง ‘อธิบายในเชิงอภิปรัชญา’ ว่าทำไมชีวิตของมนุษย์จึงไร้แก่นสาร กล่าวอย่างง่ายๆก็คือว่า สำหรับเนื้อหาใน The Myth นั้น กามูล้วนแต่สังเกตุการณ์ซึ่งความจริงแท้ในสภาวะของมนุษย์และโลกใบนี้ ว่ามีความเป็นไปอย่างไร และที่สำคัญก็คือกามูยังได้แนะนำวิธีการที่จะอยู่เผชิญกับความไร้แก่นสารนั้นในโลกใบนี้อีกด้วย

 

และด้วยเหตุที่ว่า The Myth นั้นได้จัดเรียงทัศนะของความไร้แก่นสารไว้ค่อนขัางที่จะเป็นระบบ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงจะขอกล่าวถึงความคิดหลักๆในส่วนนี้ก่อน แล้วในบทที่สาม เราจึงจะเห็นว่าหลักปรัชญาเหล่านั้นได้ถูกสอดแทรกผสมผสานเข้าใน คนนอก (L’Étranger) มากน้อยเพียงใด

 

สำหรับเรื่องราวในตำนานของซิซีฟัส (Sisyphus) นั้น ใจความหลักๆมีอยู่ว่า ซิซีฟัสนั้นถูกสาปให้ต้องกลิ้งหินสู่จุดยอดเขา แต่ก็เพียงเพื่อให้หินยักษ์ก้อนนั้นกลิ้งตกลงมาที่จุดเริ่มต้นทุกครั้งหลังจากที่ซิซีฟัสนำพาหินก้อนนั้นไปสู่จุดสุดยอดได้สำเร็จ ประเด็นก็คือว่าซิซีฟัสต้องเริ่มต้นใหม่ในการกลิ้งหินขึ้นยอดเขาครั้งแล้วครั้งเล่าชั่วกาลปาวสาน (Earnshaw, 2006: 96) และก็แน่นอนว่าจากผลของคำสาปนี้แล้ว มันจึงไม่มีทางไหนเลยที่จะแก้ไขเหตุการณ์นี้ได้ ดังนั้นแก่นสารทั้งหมดจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการดิ้นรนโดยไม่มีที่สิ้นสุดของซิซีฟัส ซึ่งก็เป็นจุดที่ซิซีฟัสโดนคำสาปลงฑัณฑ์นี้เอง ที่กามูยืนยันว่ามันเปรียบเสมือนสภาพการณ์ของมวลมนุษย์ เป็นอุปมาที่สะท้อนถึงสถานการณ์บนโลกของมนุษย์ที่ไม่มีทางแก้ไขรักษาเยียวยา

 

“… จากผลของความไร้แก่นสารนี้ เราจึงรู้ความแน่นอนของสิ่งสามสิ่ง:

(1) สิ่งใดที่มนุษย์ปรารถนา (2) สิ่งใดที่โลกมนุษย์เสนอให้ และ

(3) สิ่งใดที่เป็นเอกภาพของมนุษย์และโลกใบนี้”

(Hanna, 1958: 17-18)

 

กามู กล่าวว่ามันมีจุดขัดแย้งที่ใหญ่มากอยู่จุดหนึ่งที่ยืนอยู่ระหว่างมนุษย์เราและจักรวาลผืนนี้ ในทางหนึ่งนั้น มนุษย์เราตามธรรมชาติแล้วมีความปรารถนาที่จะรู้ ที่จะเข้าใจในความหมายและเหตุผลของสิ่งต่างๆที่ดำรงอยู่ แต่ว่าจักรวาลในทางกลับกัน มันไม่เคยบอกกล่าวและนำพาความหมายหรือเหตุผลอันใดที่จะทำให้มนุษย์เรานั้นเข้าใจสิ่งที่ดำรงอยู่เหล่านั้นได้เลย สรุปสั้นๆก็คือว่า “โลกใบนี้ก็มิได้มีเหตุผลในตัวของมันเองอยู่แล้ว จึงไม่มีอะไรเลยที่จะกล่าวเพิ่มเติมได้นอกจากนี้”[4] ทำไม? อย่างไร? ยกตัวอย่างเช่น จักรวาลผืนนี้ไม่เคยให้เหตุผลที่ ‘แท้จริง’ (absolute) กับเราเลยว่าทำไมมนุษย์เราจึงต้องมาอยู่ ณ ที่นี้ บนโลกใบนี้ คือถึงแม้ว่าคำถามแนวนี้อาจจะได้มีการอ้างอิงโดยคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เช่น ‘ทฤษฎีวิวัฒนาการ’ (Theory of Evolution) แต่ปัญหาก็คือว่า มันได้ตอบคำถามนี้แน่หรือ? มิใช่ว่า คำอธิบายแนวนี้เพียงแต่บอกเราว่าเราได้มีวิวัฒนาการจากยุคดึกดำบรรพ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ ‘อย่างไร’ หรอกหรือ? ประเด็นก็คือเราอาจจะได้คำตอบในเชิงว่ามนุษย์เรามีที่มาที่ไปอย่างไร หรืออาจจะคาดการณ์อนาคตได้ว่าจะมีสิ่งใดที่จะเปลี่ยนแปลงบ้างกับมนุษย์เรา เพียงแต่ปัญหาคือว่านั่นไม่ใช่แก่นสารของเรื่องราว สิ่งที่เราต้องการจะรู้ก็คือว่า ‘ทำไม’ ต้องมนุษย์? ‘ทำไม’ เราจึงต้องมาดำรงอยู่แบบนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปลักษณ์ร่างกายของมนุษย์? และ ‘อะไร’ คือสิ่งที่แท้จริงที่มนุษย์ต้องกระทำเพื่อคำตอบที่ถูกต้องแน่นอนเป็นสากล?

 

ถึงแม้เราอาจจะเข้าใจโดยสัญชาติญาณว่าทุกอย่างในจักรวาลผืนนี้โดยพื้นฐานแล้วดูมีเหตุมีผล ดูสอดคล้องกัน และด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งคงจะสามารถหาคำอธิบายชี้แจงถึงเรื่องราวต่างๆได้ แต่ถึงกระนั้นแล้วก็คงจะไม่มากเกินไปถ้าจะกล่าวว่าในบางครั้งบางคราว มนุษย์อย่างเราๆ ก็คงจะรู้สึกสงสัยไม่มากก็น้อยว่าทุกอย่างนั้นมีความเป็นไปอย่างที่เราคิดเราเข้าใจตลอดมาแน่หรือ? และก็คือความรู้สึกนี้เอง ที่กามูเรียกว่า ‘ความรู้สึกถึงความไร้แก่นสาร’ (the feeling of the absurd) กามูกล่าวว่า “…อะไรที่เรียกว่าความไร้แก่นสารนั้นหรือ ก็คือการเผชิญหน้ากันระหว่างความไร้ตรรกะเหตุผล และความกระหายอย่างรุนแรงต่อความชัดเจนซึ่งดังกังวานอยู่ในหัวใจมนุษย์ ความไร้แก่นสารก็อาศัยมนุษย์มากพอๆกับที่อาศัยโลกใบนี้ และในขณะที่ทั้งสองนั้นได้ถูกเชื่อมต่อกัน ทั้งหมดจึงได้สอดประสานเป็นประหนึ่งความเกลียดชังที่เชื่อมสรรพสิ่งทั้งสองเข้าด้วยกัน”[5]

 

ประเด็นก็คือ ถ้าเราคิดว่าความไร้แก่นสารของชีวิตเป็นเพียงสิ่งที่แน่นอนที่เราพอจะรู้ได้ดังสมมติฐานของกามู คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเราจะทำอย่างไรกับชีวิตของเราล่ะ? ฆ่าตัวตายอย่างนั้นหรือ? กามูนั้นได้ระแวดระวังต่อมหันตภัยนี้ในกรณีถ้ามนุษย์นั้นสุดท้ายได้สำเหนียกถึงความไร้แก่นสารของเขา กามูจึงได้เกริ่นในตอนต้นของบทความนี้ว่า “มีปัญหาปรัชญาที่น่าหนักใจมากเป็นแน่แท้อยู่ปัญหาหนึ่ง นั่นคือการกระทำอัตวินิบากกรรม”[6] ซึ่งหมายความว่า ถ้าชีวิตของเราหาได้มีความหมายหรือจุดประสงค์อันใดขึ้นมาจริงๆ มันจะแปลว่าเราไม่ควรที่จะมีชีวิตอยู่หรืออย่างไร?

 

จะอย่างไรก็ดี กามูได้ปฏิเสธทางออกเช่น การฆ่าตัวตายนี้ กามูเห็นว่าวิธีนี้มิได้ต่างอะไรไปจากเพียง ‘การหนีปัญหา’ จากความไร้แก่นสารซึ่งเป็นสิ่งจริงแท้ และมากกว่านั้นก็คือกามูดูเหมือนว่าจะปฏิเสธทุกทางแก้ไขที่ถือเป็นการ ‘หลีกเลี่ยง’ หรือ ‘ประนีประนอม’ ในตัวปัญหาของความไร้แก่นสารซึ่งประกอบไปด้วยทางออกอย่างเช่น ‘การกระทำอัตวินิบากกรรมอย่างเป็นปรัชญา’ (Philosophical Suicide) และ ‘สร้างความหวัง’ (Hope) ซึ่งวิธีการแรกก็คือ การใช้ปรัชญาเป็นเครื่องมือที่จะแสร้งเผชิญหน้ากับความไร้แก่นสาร แต่สำหรับวิธีการหลังนั้นออกจะแตกต่างกันตรงที่ว่า เมื่อเรารู้ว่าชีวิตของเรานั้นไร้แก่นสาร แล้วเราจะตั้งความหวังไปเพื่ออะไร “…การสร้างความหวังนั้น – ก็เหมือนกับการกระทำอัตวินิบากกรรม มันไม่ใช่คำตอบที่ซื่อสัตย์ต่อหลักฐานที่มีอยู่ในประสบการณ์ของเรา” (De Luppé, 1966: 7)

 

ถ้าอย่างนั้น สุดท้ายแล้วเราจะจัดการอย่างไรกับชีวิตเราเพื่อที่จะอาศัยอยู่บนโลกที่ไร้ความหมายนี้ล่ะ? คำตอบของกามูนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากซิซีฟัส กล่าวคือ กามูสำเหนียกว่าซิซีฟัสได้พยายามอย่างต่อเนื่อง “ที่จะกลิ้งหินขึ้นไปบนยอดเขาโดยปราศจากการอุทธรณ์ย่อหย่อนใดๆ ทั้งยังไม่มีการคาดหวังที่จะได้รับการอภัยโทษใดๆทั้งในปัจจัยภายนอกและภายใน” (Earnshaw, 2006: 98) หากแต่จุดสำคัญที่กามูยกย่องซิซีฟัสนั้นก็คือในวินาทีที่หินยักษ์ก้อนนั้นได้หยุดอยู่บนยอดเขา ซึ่ง “ในจังหวะการหยุดนี้เอง… กามูเข้าใจว่าซิซีฟัสยังคงมีสติสัมปชัญญะ… มีสติเข้าใจอย่างเต็มเปี่ยมในความทุกข์ยากสิ้นหวังที่เกิดขึ้นกับตัวเขา และก็เป็นความเข้าใจอันแจ่มแจ้งในโชคชะตาของเขานี้เอง ที่กลายสภาพจากความระทมทุกข์ของเขาไปสู่ชัยชนะ” (Hanna, 1958: 32)

 

ซิซีฟัสได้สำเหนียกว่าโชคชะตาของเขานั้นมันหาเปลี่ยนได้อีกต่อไป ดังนั้นมันจึงไม่มีอะไรเลยที่จะต้องมาไขว่คว้าเพิ่มเติม ซิซีฟัสจึงได้บทสรุปที่ว่า การดิ้นรนทั้งยังมีความหวังไปด้วยพร้อมกันนั้น จึงมิได้มีความหมายอะไรเลย และด้วยการดิ้นรนของซิซีฟัสประกอบกับความรู้สึกนี้นี่เองที่ทำให้การดิ้นรนนี้แปลงสภาพกลายเป็นแบบฉบับของ ‘การขบถ’ (rebellion) และก็เพราะ ‘การดิ้นรนอย่างปราศจากความหวัง’ (hopeless struggle) นี้เองที่ทำให้การลงทัณฑ์ของพระเจ้าไม่เกิดผลอันใด

 

กามูจึงเห็นว่ามนุษย์เราก็หาได้มีแตกต่างอะไรไปจากชีวิตของซิซีฟัส ดังนั้นเราจึงควรที่จะดำรงอยู่ด้วยความรู้สึกของการขบถหรือต่อต้านเช่นเดียวกัน กามูเห็นว่า ‘การขบถนั้นเป็นการชี้ทางโดยตรงไปยังความไร้แก่นสาร มันเป็นการไตร่ตรองต่อความไร้แก่นสาร มันเป็นดั่งการเดินทางไปสู่ตัวตนของความไร้แก่นสารด้วยความสมบูรณ์ของสติสำนึก’ (De Luppé, 1966: 8) เราควรที่จะใช้ชีวิตดิ้นรนต่อไปอย่างไม่มีความหวังพร้อมกันกับความรู้ที่เข้าใจอย่างเต็มที่ในความไร้แก่นสาร ยิ่งในเมื่อโลกใบนี้ ‘ไม่แยแส’ (indifferent) อะไรเรา เราจึงยิ่งต้องสำเหนียกว่าเราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ให้ ‘เต็มที่’ โดยปราศจากการอุทธรณ์ใดๆ กามูบอกว่า “…ไม่มีความรู้ใดในโลกใบนี้เลยที่จะทำให้ฉันมั่นใจได้ว่าโลกใบนี้มันเป็นของฉัน”[7] ดังนั้น เราจะต้องรู้ตัวอยู่ทุกวินาทีว่าเราอยู่ที่นี่ก็เพียงแค่ ‘ใช้ชีวิต’ (live) นักปรัชญาอเมริกัน ไอวริงง์ ซิงเกอร์ (Ivring Singer) เคยได้กล่าวเย้ยหยันตรงจุดนี้ไว้ว่า “…คนหนุ่มสาวทำอย่างกับว่าชีวิตของพวกเขานั้นมีความหมายงั้นแหละ” (Singer, 1992: 38-39) สรุปก็คือถ้าในเมื่อการใช้ชีวิตอย่าง ‘การขบถ’ นั้นเป็นคำตอบสุดท้ายของมนุษย์เรา เราจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าซิซีฟัสนั้นเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด เพราะว่าตัวเขาเองนั้นก็ ‘ปฏิเสธพระเจ้า และแค่กลิ้งหิน’

 

อย่างไรก็ดี ชีวิตที่เข้าใจความไร้แก่นสารอย่างเต็มที่นั้นต้องควบคู่ไปกับ ‘เสรีภาพ’ (freedom) และ ‘อารมณ์’ (passion) ด้วยเช่นเดียวกัน สำหรับกามู เสรีภาพเป็นสิ่งจริงแท้ หมายความว่าชีวิตเรานั้นมีอิสระเต็มที่โดยไม่ขึ้นอยู่กับหลักการและวัตถุประสงค์ใดๆ เขาเชื่อว่า ‘คนที่คิดว่าตนเองนั้นมีเสรีภาพในความรู้สึกที่ว่า…ชีวิตของเขานั้นยังคงมีจุดประสงค์ ถ้าครั้งหนึ่งเขาตื่นรู้ถึงความไร้แก่นสารและความจริงที่ว่าความตายจะมาเยือนเขาเมื่อใดก็ได้ เมื่อนั้นเขาจะรู้ว่า ‘เสรีภาพ’ ในแบบนี้มันไม่มีอยู่จริง’ (Earnshaw, 2006: 99) และก็เป็นเสรีภาพในแบบฉบับของกามูนี้เอง ที่ทำให้ ‘อารมณ์’ นั้นเป็นผลลัพธ์ของมนุษย์แห่งความไร้แก่นสาร (Absurd Man) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็บ่อยครั้งที่ความตายมักจะมาเยือนโดยไม่มีการเตือน ดังนั้นแล้ว ‘ความสนุกสนาน’ (enjoyment) ในทุกวินาทีนั้นสำคัญ สำหรับกามูนั้น “มนุษย์แห่งความไร้แก่นสารเป็นคนที่ไม่เคยแยกออกจากเวลา”[8] เราต้องใช้ชีวิตให้เต็มที่แต่โดยมีสติรู้ตัวถึงการเลื่อนไหลของเวลา ประเด็นตรงจุดนี้ก็คือ ‘ปริมาณ’ (quantity) นั้นต้องมาก่อน ‘คุณภาพ’ (quality) เพราะ “ในจักรวาลแห่งความไร้แก่นสารนี้… “การชอบที่จะเลือก” ไม่เคยดำรงอยู่…บทบาทของเราไม่ใช่การเลือกที่จะใช้ชีวิตให้ดีขึ้น แต่เพียงแค่ใช้ชีวิตให้มากขึ้น” (Hanna, 1958: 25)

 

ถ้าจะสรุปใจความในส่วนนี้ กามูก็เห็นเช่นเดียวกับซาร์ตร์ นั่นคือการดำรงอยู่ก็มิได้หมายความอะไรนอกเหนือไปจากเพียงการดำรงอยู่ ความไร้แก่นสารสำหรับกามูนั้นเป็นสิ่งจริงแท้ในแง่ที่ว่ามันเป็นความขัดแย้งที่ไม่มีทางจะลงรอยกันได้ มนุษย์เราต้องใช้ชีวิตเรื่อยไปจนกระทั่งความมรณะมาเยือนในขณะที่ ความหมายของชีวิตที่แท้จริงก็กลับหาได้พบเจอในเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ โลกนี้ในบางแง่บางมุมจึงเหมือนไม่ใช่ของเราและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา ทุกๆอย่างนั้นมิได้มีสารัตถะที่แท้จริงแม้กระทั่งมนุษย์เรา มนุษย์เรานั้นมันไร้แก่นสารซึ่งบางทีอาจจะถึงขั้นที่กามูกล่าวว่า “ฉันเองก็คงจะเป็นคนนอกต่อตัวฉันเองตลอดไป”[9]

 

ส่วนที่สอง: เอียน (La Nausée) – กลายสภาพจากโลกของเหตุผลไปสู่โลกของการดำรงอยู่

สำหรับนวนิยายเรื่อง ‘เอียน’ (La Nausée) ของซาร์ตร์นั้น คงจะไม่ผิดนักถ้าจะกล่าวว่าเป็นหนึ่งในนวนิยายแม่แบบเอ็กซิสเต็นเชียลลิสม์ของแท้ (archetype) ในศตวรรษที่ 20 นวนิยายของซาร์ตร์เรื่องนี้ได้สำรวจความประหลาดและความไร้แก่นสารของชีวิตมนุษย์ (ปรัชญาของซาร์ตร์) ผ่านทาง ‘ความคิด’ ของตัวละครเอก ‘อังตวน โรก็องแตง’ (Antoine Roquentin) และกับ ‘ความรู้สึก’ ต่างๆของเขาซึ่งได้รับผลกระทบมาจาก ‘ความเอียน’ (nausea or sweetish sickness) ซึ่งโดยตัวเนื้อเรื่องนั้นได้ถูกหยิบยกมาจากบันทึกประจำวันของโรก็องแตงซึ่งได้ถูกเขียนไว้โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเขาอธิบายความรู้สึกแปลกๆที่คอยรบกวนตัวเขาเองตลอดมา ซึ่งสุดท้ายเขาจึงเข้าใจว่าความรู้สึกเหล่านั้นล้วนเป็นความรู้สึกที่มีต่อปัญหาของการดำรงอยู่ของมนุษย์ และสิ่งต่างๆในโลกใบนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในบทนี้จะเน้นซึ่งคำถามใหญ่ๆเพียงสองคำถาม กล่าวคือ 1). เพราะเหตุใดโรก็องแตงจึงได้ประสบกับความเอียน และ 2). อะไรคือเหตุผลหลักๆที่ทำให้โรก็องแตงเข้าใจถึงความไร้แก่นสารของสิ่งต่างๆรวมทั้งตัวมนุษย์

 

เนื้อเรื่องหลักมีอยู่ว่า โรก็องแตงเป็นนักวิชาการโดดเดี่ยวและอาศัยอยู่ที่เมืองบูวิลล์ (Bouville) เพื่อทำงานวิจัยเกี่ยวกับชีวประวัติของ เคานต์แห่งรอลล์บ็อง (Comte de Rollebon) นักผจญภัยในศตวรรษที่ 18 หลังจากที่เขาได้กลับมาจากการเดินทางที่ตะวันออกไกล แอฟริกาเหนือ และยุโรป เขาเคยมีคู่รักที่ชื่อแอนนี (Anny) แต่ก็ไม่วายได้เลิกรากันไป ส่วนชีวิตส่วนตัวของโรก็องแตงในละแวกบ้านใกล้เคียงก็มีเพียงแค่เพื่อนหญิงเจ้าของร้านกาแฟที่มักจะแอบมีเพศสัมพันธ์กับเขาอยู่เป็นครั้งคราว และ โอยีเอร์ (Ogier) ผู้ซึ่งได้รับสมญานามว่า ‘ผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง’ (The Self-Taught Man or the Autodidact) ซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ณ ห้องสมุดประจำตำบล

 

เมื่อวันเวลาผ่านไป โรก็องแตงก็รู้สึกว่าทุกสิ่งที่เขาพบเห็นนั้นได้แตกต่างไปจากแต่ก่อน ความรู้สึกเหล่านี้ได้รบกวนเขาแต่เขาก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ว่ามันคืออะไร มันเป็นความรู้สึกแปลกๆ แหนงหน่าย น่าขยะแขยง ชวนเวียนหัว ที่มีต่อตัวเขาเองและสิ่งที่มีอยู่รอบข้างไม่เว้นแม้แต่กับโอยีเอร์ซึ่งเขาจะต้องเปิดแผ่นเสียงเพลงแจ๊ซที่เขาชอบเพื่อทำให้เขาลืมความรู้สึกแปลกๆเหล่านั้นไปชั่วขณะ แต่อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเขาก็เข้าใจว่าความรู้สึกประหลาดที่ว่านั้นเป็นความรู้สึกที่มาจากความเข้าใจผิดในธรรมชาติของการมีอยู่นั่นเอง ซึ่งทั้งนี้รวมทั้งประสบการณ์การท่องเที่ยวของเขาด้วย ยิ่งเวลาผ่านไปความลับของการมีอยู่ก็ยิ่งถูกเปิดเผยมากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโรก็องแตงวันหนึ่งได้บังเอิญสังเกตุเห็นรากของต้นเกาลัดซึ่งกำลังเลื้อยอยู่ใต้ม้านั่งของเขา ซึ่งมันทำให้เขาเข้าใจกระจ่างขึ้นในธรรมชาติของสรรพสิ่ง

 

ในตอนท้ายของเรื่องนั้นโรก็องแตงจึงไปยังคาเฟ่ที่คุ้นเคยเพื่อขอฟังเพลงแจ๊ซที่เขาโปรดเพื่อช่วยให้เขาหายจากอาการอึดอัดและเอียนเหียน โรก็องแตงจึงมีความคิดที่ว่าถ้าเขาได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เปรียบได้กับงานดนตรีกล่าวคือการเขียนนวนิยายนั้น มันอาจจะช่วยรักษาเขาให้หายจากอาการป่วยแบบนี้ได้เช่นเดียวกัน

 

การตระหนักถึง l’être-en-soi

“โลกของคำอธิบายและเหตุผลไม่ใช่โลกของการดำรงอยู่”[10]

–                   ซาร์ตร์, เอียน

 

ฉากที่จัดได้ว่าเป็นจุดสำคัญของเรื่องที่เปิดเผยปริศนาของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองก็คือฉากที่โรก็องแตงนั่งมองใคร่ครวญรากของต้นเกาลัดที่เลื้อยอยู่ใต้ม้านั่งของเขาอยู่ที่สวนสาธารณะ ประเด็นก็คือมันเป็นจุดนี้เองที่โรก็องแตงได้ค้นพบความหมายของการมีอยู่และความไร้แก่นสารของสิ่งต่างๆอย่างแท้จริง

 

โรก็องแตง:   คำว่าไร้แก่นสารนั้นได้เกิดขึ้นภายใต้ปากกาของฉันนี่เอง ในสวนเมื่อครู่นี้ฉันไม่ได้พบมัน  แต่ฉันก็ไม่ได้มองหามันเช่นเดียวกัน เนื่องจากมันหาได้จำเป็นอะไร ฉันกำลังคิดเกี่ยวกับ สิ่งต่างๆ คิดอยู่กับสิ่งต่างๆโดยปราศจากถ้อยคำ ความไร้แก่นสารไม่ได้เกิดขึ้นจากความคิดของฉัน หรืออยู่ที่น้ำเสียงของฉันเลย หากแต่อยู่ที่ไอ้สิ่งที่เหมือนซากงูตายยาวๆที่เท้าของฉันนี่เอง ไอ้ไม้ยาวๆนี่เอง แต่ถึงว่ามันจะเป็นงู เป็นกงเล็บ เป็นรากไม้หรือแม้กระทั่งอุ้งตีน อีแร้ง มันก็ไม่มีปัญหาอะไร และโดยปราศจากการสร้างสูตรสำเร็จอะไรขึ้นมา ฉันก็เข้าใจว่าฉันได้เจอกุญแจที่จะไขปริศนาของการมีอยู่แล้ว เฉกเช่นเดียวกับกุญแจไปสู่ความเอียนและชีวิตของฉันเอง แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างที่ฉันสามารถเข้าใจได้ภายหลังก็ล้วนกลับสภาพมาสู่ความไร้แก่นสารขั้นพื้นฐานนี้[11]

 

และก็คือความเข้าใจนี้เองที่ทำให้โรก็องแตงได้รู้ถึง ‘หัวใจของการมีอยู่’ (heart of existence) และสาเหตุของความเอียนในตัวเขา และก็เป็น ‘ความเอียนที่เขารู้สึกตลอดมานี่เอง ที่เป็นผลมาจากจากความไร้แก่นสาร’ (Baker, 2007) เขาเข้าใจแล้วว่าสรรพสิ่งต่างๆนั้นมันก็ดำรงอยู่เพียงแค่นั้น และมันก็เป็นข้อเท็จจริงที่เขาสามารถรู้ได้และแน่ใจได้จริง โรก็องแตงต่อมาจึงไม่สามารถที่จะอธิบายความหมายของสิ่งต่างๆรอบตัวเขาได้เลย

 

ซึ่งก็เป็นผลมาจากการได้เพ่งพินิจอย่างใคร่ครวญในรากของต้นเกาลัดที่ทำให้โรก็องแตงยิ่งขาดความสามารถที่จะพรรณนา ‘มัน’ แม้แต่การใช้คำพูด เขาพบว่าวัตถุสิ่งต่างๆรอบตัวยิ่งกลายเป็นสิ่งประหลาดเพราะมันไม่ได้เป็นอะไรอย่างอื่นเลยเพียงแค่เป็นตัวมันจริงๆ โรก็องแตงกล่าวว่า “เจ้ารากไม้นั่น มันมีอยู่อย่างที่ฉันไม่สามารถอธิบายได้ มันเป็นปมๆ เฉื่อยๆ ไม่มีชื่อ มันจับใจฉันเหลือเกิน…. มันไร้ประโยชน์จริงๆที่จะคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามันเป็นรากไม้….”[12] โรก็องแตงเข้าใจแล้วว่าสิ่งต่างๆที่ได้เผชิญอยู่ต่อหน้าเขานั้นล้วนเป็นแค่สิ่งต่างๆในตัวมันเองเท่านั้น เขาจึงได้บทสรุปว่ามันไม่มีความสัมพันธ์อะไรแต่อย่างใดเลยระหว่างชื่อ และความหมายต่อสิ่งต่างๆนั้น ‘พวกมันแค่มีอยู่ มันก็เท่านั้น’ (they exist, that is all) ซึ่งก็เป็นแก่นแกนของความคิดนี้เองที่ทำให้ซาร์ตร์ได้เชื่อว่า ‘การดำรงอยู่นั้นมาก่อนแก่นแท้’

 

 

เมื่อปริศนาต่างๆเริ่มคลี่คลาย โรก็องแตงจึงรู้สึกได้ว่าปัจจัยต่างๆเช่น ‘สี’ และ ‘กลิ่น’ ของรากไม้นั้นก็มิได้ดำรงอยู่เช่นเดิมอีกต่อไปแล้ว ปัจจัยภายในมิได้มีอยู่จริงเลย ความเป็นแก่นของมันล้วนแต่เป็นผลิตผลของ ‘สิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเอง’ หรือพูดง่ายๆว่ามันเพียงเป็นความรู้สึกที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยสติสำนึกของเรา ซึ่งที่จริงแล้วรากมันก็เป็นเพียงแค่รากเท่านั้น ไม่มีอะไรเลยที่จะสามารถกล่าวได้มากกว่านี้ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้เกริ่นไปตั้งแต่บทแรกแล้วว่าสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองนั้นก็เป็นได้แค่เพียงตัวมันเอง มันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากเพียงตัวมันเอง มันเป็นความโง่เขลาของเราเองที่นำความหมายต่างๆหรือสารัตถะไปเติมแต่งให้พวกมัน ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้โรก็องแตงเข้าใจความจริงอีกขั้นหนึ่งของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง

 

โรก็องแตง:  สีดำหรือ? ฉันรู้สึกความหมายของคำนี้เริ่มจางหายไปและหมดความหมายอย่างรวดเร็วเหลือเกิน สีดำหรือ? รากไม้นั่นไม่ได้เป็นสีดำ… สีดำนั้น… ก็ไม่ได้ดูเหมือนสีดำ แต่ทว่าเป็นเพียงควาพยายามอันยุ่งเหยิงที่จะจินตนาการถึงสีดำโดยคนที่ไม่เคยเห็นสีดำมาก่อนและไม่รู้จักหยุดยั้งที่จะจินตนาการถึงสรรพสิ่งที่คลุมเครือที่มากกว่าสีสัน[13]

 

ทำนองเดียวกับกรณีของต้นเกาลัด อีกฉากหนึ่งที่สะท้อนถึง ‘ความว่างเปล่าที่ไม่อาจอธิบายได้’ (unexplainable nothingness) ก็คือเมื่อโรก็องแตงได้บังเอิญสังเกตุเห็นสายเอี๊ยมสีม่วงที่แขวนอยู่กับกางเกงของบาร์เทนเดอร์คนหนึ่ง

 

โรก็องแตง:   ความเอียนไม่ได้อยู่ในตัวฉันเองเลย ฉันกลับรู้สึกว่ามัอยู่ที่ตรงนั้น… บนสายพาดคู่นั้น[14]

 

ยิ่งโรก็องแตงมอง เขาก็ยิ่งสับสนว่าเอี๊ยมคู่นั้นเป็นสีอะไร มันดูเหมือนจะเป็นสีม่วง แต่ก็อาจจะไม่ใช่สีนั้นเช่นเดียวกัน โรก็องแตงยอมรับโดยดุษณีว่าเขาไม่สามารถที่จะกล่าวได้ว่ามันคืออะไร ณ ที่ตรงนั้นจริงๆ เขารู้สึกว่าจริงๆแล้วสีม่วงนั้นก็ไม่เคยเป็นสีม่วงมาแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว ที่เห็นเป็นสีตรงนั้น มันก็แค่เป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นเท่านั้นเอง  โรก็องแตงจึงได้บทสรุปที่ว่า การมีอยู่ของสีต่าง ๆ นั้นล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์เราคิดขึ้นมาเอง มันก็เป็นแค่ชื่อที่ว่างเปล่าที่พยายามจะบดบังความเป็นจริงของการมีอยู่ และก็ด้วยความไม่มีความหมาย ไร้แก่นสารของการมีอยู่อย่างท่วมท้นนี้เอง ที่ทำให้โรก็องแตงรู้สึกเอียนจนอยากจะอาเจียน ปัญหาสำคัญก็คือ ถึงแม้ว่าเขาจะได้ค้นพบความจริงบางอย่างทีว่า รูปทรงเรขาคณิต เฉกเช่น ‘วงกลม’ (circle) ที่หาได้ไร้แก่นสาร แต่ประเด็นก็คือ วงกลมนั้นมิได้ดำรงอยู่เช่นเดียวกับการมีอยู่ของสิ่งอื่น ๆ

 

โรก็องแตง:  วงกลมนั้นมิได้ไร้แก่นสาร มันสามารถอธิบายได้ชัดเจนโดยการหมุนเป็นเส้นรอบวงของปลายด้านหนึ่งแต่ว่าวงกลมนั้นก็มิได้ดำรงอยู่เช่นเดียวกัน[15]

 

และเนื่องจากการมีอยู่ของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองนั้น มันมากมายท่วมท้นเหลือเกิน มันจึงดูน่าสะอิดสะเอียน แต่ยากที่จะหาคำอธิบายที่เหมาะสมได้ เพียงแต่มันดูเหนียว ๆ หนืด ๆ (viscous or sticky filth) น่าขยะแขงเหลือทนจนอยากจะอาเจียน แต่ทุกอย่างมันก็มากเกินไป ไม่เว้นแม้แต่ ‘การอาเจียนเอง มันก็ช่างเหนียวหนืดจริง ๆ’ (Stern, 1968: 34)

 

โรก็องแตง:   โสโครก! โสโครกฉิบหาย! แล้วฉันก็สะบัดตัวเพื่อให้สิ่งเหนียวหนืดโสโครกนั้นหลุดไป แต่มันกลับยิ่งรัดแน่นขึ้น และมีมากขึ้น การมีอยู่มันช่างท่วมท้นเหลือเกิน …[16]

 

เนื่องจากการมีอยู่นั้นกระจัดกระจายไปอยู่ทุกที่ แต่โดยแก่นแล้ว มันก็เป็นได้แค่เพียง เป็น เขาจึงยอมรับความจริงว่าชีวิตมนุษย์นั้นมันไร้แก่นสารเพียงใด ถ้าจะกล่าวให้ชัดก็คือ ‘เนื่องจากความเอียนต่อความจริงของการมีอยู่นี่เอง ที่นำพาความกระจ่างให้กับโรก็องแตงว่า ชีวิตมนุษย์มันไร้แก่นสาร (Moran, 2002: 368) ซาร์ตร์ได้กล่าวว่า “ถ้าใครสักคนหนึ่งมาถามฉันว่า การมีอยู่นั้นคืออะไร ฉันก็คงจะตอบกลับไปอย่างไม่หลอกตัวเองว่า มันคือความไม่มีอะไรเลย”[17] ดังนั้น จนถึงจุดนี้ เราจึงสามารถเข้าใจได้ว่า ทั้งสิ่งที่เรียกว่า ‘ไม่มีความหมาย’ (meaningless) หรือ ‘ความไม่มีอะไร’ (nothingness) นั้น ล้วนเป็นสิ่งที่หมายความถึง ความไร้แก่นสาร ของการมีอยู่ทั้งนั้น แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด สำหรับซาร์ตร์แล้ว ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งของความไร้แก่นสาร ซึ่งเรียกว่า ‘ความไม่จำเป็น’ (contingency)

 

โรก็องแตงก็เช่นเดียวกัน เขาได้สำเหนียกว่า สรรพสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ล้วนแต่ไม่จำเป็น ซึ่งดังที่กล่าวไปในบทที่หนึ่งแล้วว่า ในเมื่อสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง มันไร้ความหมาย ดังนั้น การมีอยู่ของมันจึงไม่จำเป็น แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างดูคล้ายกับว่าจะมีความสัมพันธ์ต่อกัน ไม่ว่าจะในเชิงใด แต่อย่าลืมว่า คำอธิบายเหล่านั้นก็ล้วนมาหลังจาก การมีอยู่แล้วทั้งนั้น เช่นเดียวกัน ถึงแม้จะมีคนกล่าวว่า การมีอยู่ของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองนั้น มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงนี้ก็ไม่ช่วยอะไร เนื่องจากปัจจัยเฉกเช่น ‘การหลีกเลี่ยงไม่ได้’ (inevitable) กับ ‘ความจำเป็น’ (necessity) นั้น หาได้สัมพันธ์กันในทุกกรณี ดังที่ซาร์ตร์ได้กล่าวผ่านทางโรก็องแตงว่า “พวกมันไม่ได้ต้องการที่จะมีอยู่ แต่ประเด็นก็คือว่า มันช่วยให้ตัวเองไม่มีไม่ได้”[18]

 

อย่างที่รู้กันว่าซาร์ตร์นั้นเป็นนักอเทวนิยม (atheist) ในเมื่อมันไม่มีพระผู้เป็นเจ้าเป็นดั่งผู้ที่สร้างสรรค์สรรพสิ่งมาแต่ทีแรก ดังนั้นเหตุผลที่แท้จริงสากล (ultimate reason) ที่ว่าทำไมสิ่งต่างๆจึงมาดำรงอยู่อย่างนี้จึงไม่มี สุดท้ายโลกนี้จึงขาดความต้องการและความจำเป็น และด้วยเหตุนี้เอง มันจึงไม่แปลกแต่อย่างใดถ้าเกิดว่าโลกใบนี้ ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง อาจจะไม่เป็นเช่นโลกที่เราเคยดำรงอยู่

 

โรก็องแตงและการรับรู้ในสภาวะของมนุษย์

“มนุษย์นั้นก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใด เพียงแต่ผลรวมของการกระทำของเขาเอง

ไม่ใช่อะไรเลย เพียงแต่อะไรที่ชีวิตของเขาเป็น”[19]

– ซาร์ตร์, Existentialism and humanism

 

ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเองที่โรก็องแตงเข้าใจว่าไร้แก่นสารและไม่จำเป็น จากผลของความเอียนนั้น โรก็องแตงสุดท้ายก็เข้าใจเช่นเดียวกันว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้จำเป็นและไร้แก่นสารเช่นเดียวกัน ในส่วนของซากภายนอกนั้น เขามองว่าร่างกายมนุษย์ (body) เหมือนอะไรสักอย่างหนึ่งที่อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ก็ได้ บางครั้งบางคราวที่เขารู้สึกว่ามือของตนเองนั้นกลายเป็นสิ่งประหลาด มันดูเหมือนปลาหรือปูที่กำลังอ้าก้ามยังไงยังงั้น (กีรติ, 2522: 119) หรือแม้แต่เวลาที่เขาจับมือกับโอยิเอร์ (ผู้ที่เรียนรู้ด้วยตนเอง) ในห้องสมุดนั้น เขาก็รู้สึกว่าเป็นสัตว์ประหลาดเช่นกัน

 

โรก็องแตง:  และมือของผู้ที่เรียนรู้ด้วยตนเองนั้น ฉันได้จับและเขย่ามันวัหนึ่งที่ห้องสมุด แต่แล้วฉันก็ดันรู้สึกว่ามันไม่เชิงที่จะเป็มือ ฉันคิดไปว่ามันเป็นหนอนไชศพตัวใหญ่ แต่มันก็ไม่น่าจะใช่[20]

 

การมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้นั้นนำความรู้สึกเหนียวหนืดมาให้โรก็องแตงเป็นอย่างยิ่ง มันมีอยู่จริง มีลักษณะรูปร่างชัดเจนจริง แต่มันก็แค่นั้น มีหรือไม่มี ลักษณะตายตัวหรือไม่ตายตัว มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรมาตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว โรก็องแตงจึงเริ่มรู้สึกแน่ใจว่าทุกๆอย่างแม้แต่ตัวของเขาเองนั้นล้วนเป็นสิ่ง ‘ให้เปล่า’ (gratuitous) เป็น ‘ส่วนเกิน’ (superfluous or de trop) และ ‘มากเกินไป’ (supernumerary) (Stern, 1968: 31)

 

โรก็องแตง:   … ฉันเองก็เป็นส่วนเกินเช่นเดียวกัน… ฉันฝันเลือนลาถึงการฆ่าตัวตายอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อทำลายหนึ่งในสิ่งที่มีอยู่เป็นส่วนเกินเช่นนี้ แต่ความตายของฉันก็คงจะเป็นส่วนเกินเหมือนกัน… ฉันเองมันก็เป็นส่วนเกินตลอดเวลา[21]

 

แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น เนื่องจากสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเอง (มนุษย์) นั้นคือ ความว่างเปล่า (จิตโปร่งใส) มันไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความคิด’ (thought) ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด แต่ทว่าเพียง ‘จิตสำนึก’ (consciousness) ที่ใช้เป็นการสะท้อนถึงปรากฏการณ์จากโลกภายนอก ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีเสรีภาพที่จะเลือกรับรู้หรือปฏิเสธสิ่งใดก็ได้จากโลกภายนอกตามที่เราต้องการ หรือแม้แต่การสร้างแก่นแท้ (essence) หรือ คุณค่า (value) ให้กับตัวเรานั้น เราก็สามารถสร้างและทำลายได้ทุกขณะเช่นกัน แต่ปัญหาก็คือ มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องดำรงอยู่เพียงเพราะเหตุผลนี้ ในเมื่อเรานั้นแค่โดนเขวี้ยงให้มา ‘อยู่’ บนโลกใบนี้ในฐานะของเสรีภาพ วัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการดำรงอยู่นั้นจึงไม่มี คล้ายกับกามู ชีวิตมนุษย์จึงเหมือนการดิ้นรนไปเรื่อยๆโดยปราศจากความจำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น มันอาจจะไม่มีความแตกต่างแต่อย่างใดถ้าสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองไม่ได้มาดำรงอยู่ ณ โลกใบนี้ ข้อเท็จจริงจึงมีเพียงว่าสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองนั้นได้ดำรงอยู่กับความว่างเปล่าของมันอย่างช่วยไม่ได้ และดูเหมือนว่าจะมีหน้าที่เพียงที่จะ ‘คิด’ และ ‘รับรู้’ วัตถุสรรพสิ่งต่างๆรอบตัวโดยปราศจากการประนีประนอมยอมความใดๆสำหรับการดำรงอยู่

 

โรก็องแตง:  ถ้าเพียงแค่ฉันสามารถหยุดคิดได้ มันจะเป็นอะไรบางอย่างที่ก้าวหน้าทีเดียว ความคิดเป็นสิ่งที่ห่วยแตกที่สุดบนโลกใบนี้ ห่วยแตกยิ่งกว่าซากศพ… ฉันไม่อยากที่จะคิด… ฉันคิดว่าฉันไม่อยากที่จะคิดฉันต้องไม่คิดว่าฉันไม่อยากที่จะคิด แต่ว่ามันยังคงเป็นความคิด มันจะไม่มีทางสิ้นสุดเลยหรือ?[22]

 

ทุกอย่างจึงดูเหมือนว่ามากเกินไป แม้แต่ตัวเขา ความคิดของเขา ความตายของเขา ถ้าจะกล่าวโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ความไร้แก่นสารของโรก็องแตงก็เป็นดังเช่นความไร้แก่นสารของรากต้นเกาลัดและวัตถุสรรพสิ่งอื่นๆ พวกมันทั้งหมดก็มีความเป็นส่วนเกินเหมือนๆกัน สำหรับไฮเด็กเกอร์ (Heidegger)นั้น มนุษย์เป็นเพียงแค่สิ่งเกินที่ถูกโยนลงมาบนโลกที่อาจจะดำรงอยู่ได้โดยปราศจากเรา แต่แค่สิ่งที่เป็นอยู่ในทุกแบบทุกขณะ มันก็ล้วนไม่จำเป็นโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว “และนี่เองก็คือสิ่งที่ความไร้แก่นสารหมายความอย่างลึกๆ ไม่ใช่งี่เง่า ไม่ใช่ไร้ความหมายหรือว่าขาดซึ่งความต่อเนื่อง แต่ว่าไม่จำเป็น” (Danto, 1975: 23-24)

 

โรก็องแตง:    สิ่งที่เป็นสาระสำคัญนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ฉันหมายความว่าโดยตัวของมันเอง การมีอยู่มันไม่ได้จำเป็นอะไร มีอยู่ก็หมายความเพียงว่าอยู่ที่นั่น ถึงการมีอยู่นั้นจะอยู่ในสภาพที่ถูกเผชิญหน้า แต่คุณก็ไม่สามารถที่จะใช้เป็นข้อสรุปอะไรได้… ความไม่จำเป็นนั้นไม่ใช่สิ่งลวงตา ลักษณะของมันสามารถแตกกระจายไปได้ทั่ว มันเป็นสิ่งจริงแท้ และผลก็คือมันเป็นสิ่งให้เปล่าโดยสมบูรณ์ ทุกๆอย่างนั้นมันล้วนได้เปล่า ทั้งสวนสาธารณะนี้ ทั้งเมืองนี้ และตัวฉันเอง[23]

 

จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าความเอียนของโรก็องแตงนั้นมาจากการสำเหนียกว่าสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง และ เพื่อ-ตัวเองนั้นไร้แก่นสารและเป็นส่วนเกิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ทั้งสองนั้นได้มีการเผชิญหน้าปะทะกัน ทุกอย่างจึงไร้แก่นสารโดยสมบูรณ์แบบ

 

โรก็องแตง: ฉันไม่ได้อยู่ที่เมืองบูวิลล์หรือที่ไหนอีกต่อไปแล้ว ฉันกำลังล่องลอย ฉันไม่ได้ประหลาดใจอะไร ฉันรู้ดีว่ามันเป็นโลก เป็นโลกอันเปล่าเปลือยที่จู่ๆก็เกิดมีขึ้นมา และฉันก็สำลักอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่ไร้แก่นสารทั้งมวลนี้ คุณไม่อาจแม้แต่จะประหลาดใจ ว่าพวกมันโผล่มาจากไหน หรือว่าโลกนี้มีอยู่ขึ้นมาได้อย่างไร นอกเหนือไปจากความไม่มีอะไรเลย[24]

 

สรุปในส่วนนี้ก็คือว่า มนุษย์เรานั้นไร้แก่นสารเนื่องจากการที่เรามีเสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขตและกับลักษณะภายนอกที่ไม่มีตรรกะเหตุผล การกระทำที่สมควรหรือถูกกำหนดไว้นั้นไม่มีสำหรับมนุษย์เราที่อยู่บนโลก โดยตรรกะแล้วถ้าเรามีอิสรภาพเต็มที่ในการกระทำการใดๆอย่างไม่มีกฎเกณฑ์และเป้าหมายที่แน่นอนเป็นสากล ชีวิตจึงไม่จำเป็น และถ้าชีวิตนั้นเป็นสิ่งเกินและไม่จำเป็น ชีวิตดังนั้นจึงไร้แก่นสาร และก็เพราะสภาพการณ์เช่นนี้ของมนุษย์นั่นเองที่ทำให้เรามีอยู่อย่างท่วมท้นเหลือเฟือและมากเกินไปใน ‘จักรวาลที่ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าและไร้ความหมาย’

 

โรก็องแตง:   การมีอยู่ของทุกสิ่งนั้นล้วนเกิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล มันจะยืดเวลาของตัวเองออกจากความอ่อนแอ และดับสูญไปโดยบังเอิญ[25]

 

สิ่งที่น่าสนใจคือซาร์ตร์ได้ยืนยันการหลีกเลี่ยงไม่ได้ของความไร้แก่นสารโดยสร้างสมการของความจริงขึ้นมาสูตรหนึ่งโดยการเปรียบเทียบกับความเชื่อหลักของสปิโนซ่า (Spinoza) (Sartre, 1938: 169 in Stern, 1968: 32) กล่าวคือ

สปิโนซ่า: God = Nature

ซาร์ตร์: Absolute = Absurd

 

 

ทบทวนธรรมชาติของเวลาและการมีอยู่

“… ไม่มีอะไรที่อยู่นอกเหนือไปจาก ณ ตอนนี้”[26]

–                   ซาร์ตร์, เอียน

 

นอกจากกรณีในธรรมชาติของสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง และ สิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเอง ที่เป็นแกนหลักๆของความไร้แก่นสารแล้ว กระนั้นก็ยังมีอีกกรณีสำคัญที่สื่อตรงถึงความไร้แก่นสารที่โรก็องแตงได้เผชิญหน้า กล่าวคือในกรณีของ ‘การผจญภัย’ (adventure) และ ‘ดนตรี’ (music)

 

ในกรณีของการผจญภัย ถ้าพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว โรก็องแตงดูเหมือนว่าจะมีประสบการณ์ในการผจญภัยมามากมายเนื่องจากเขาได้ท่องเที่ยวไปยังตะวันออกไกลและหลายส่วนของแอฟริกาก่อนที่จะกลับมายังเมืองบูวิลล์ แล้วอะไรล่ะที่สำคัญตรงนี้? จากที่ได้กล่าวไปแล้วในบทแรกเกี่ยวกับความไร้แก่นสารอีกระดับหนึ่งของสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเอง กล่าวคือสำหรับมนุษย์ (ที่อยู่ในโลก) นั้นมันไม่มีอะไรที่เรียกว่าขณะของเวลาที่แยกจากกัน (separate moment of time) ไม่มีอะไรเลยทั้ง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ทว่าเพียงเวลาที่สิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเองนั้นมีสติสำนึกอยู่ในขณะนั้น แต่ประเด็นสำคัญก็คือถ้ามันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอดีตสำหรับสิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเอง แล้วการผจญภัยของโรก็องแตงล่ะจะเรียกว่าอะไร?

 

ในทีแรกนั้น โรก็องแตงดูเหมือนจะมิได้สะกิดใจอะไรเกี่ยวกับความเป็นจริงในธรรมชาติของเวลาและการมีอยู่ของมัน เขายังพูดว่า “… ฉันก็ออกจะภูมิใจที่ได้มีการผจญภัยมามากมาย”[27] โรก็องแตงคิดว่าการที่เขาอยู่กับอดีตนั้นเขาคงจะเจอความหมายบางอย่างของชีวิต และเมื่อเขายิ่งรู้ว่าตัวเขาเองนั้นไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น เขาก็ยิ่งไขว่คว้าหาการผจญภัยเพื่อที่จะลืมความไร้แก่นสารนั้น (Baker, 2007) ประเด็นก็คือ ความเอียนของเขาน่าจะอันตรธานหายไปได้ถ้าเขาสามารถค้นพบความหมายบางอย่างในการผจญภัยของเขา

 

แต่ก็เป็นบทสนทนาระหว่างโรก็องแตงกับผู้ที่เรียนรู้ด้วยตนเองนั่นเองที่นำพาเขาไปสู่บทสรุปว่าตัวเองนั้นไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่าการผจญภัยเลย ทำไม? สุดท้ายโรก็องแตงก็สำเหนียกว่าเขาไม่สามารถที่จะจดจำการผจญภัยของเขาในอดีตได้อีกต่อไปแล้ว ทุกๆความทรงจำที่เคยชัดเจนอยู่ในสมองของเขาค่อยๆถอยห่างจางหายไปเป็นเพียงคำพูดเล็กๆ และกลายเป็นความว่างเปล่าโดยสมบูรณ์ในที่สุด เขาจึงเข้าใจว่า “การผจญภัยนั้นอยู่ในหนังสือ”[28] มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘เรื่องเล่า’ ก็เท่านั้น โรก็องแตงจึงสรุปว่า “ตัวอย่างของเรื่องราวที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ มันคือการผจญภัย”[29]

 

โรก็องแตง: .. .ดูเหมือนว่าฉันกำลังโกหกตัวเองอยู่… ฉันไม่เคยมีแม้กระทั่งการผจญภัยสักเสี้ยวหนึ่งในทั้งหมดของชีวิตฉัน หรือคงไม่ผิด ถ้าจะพูดว่าฉันไม่รู้ว่าคำๆนี้หมายถึงอะไรอีกต่อไปแล้ว… สิ่งต่างๆได้เกิดขึ้นกับตัวฉัน ทั้งเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งเรื่องราวต่างๆ  อะไรก็ได้ที่คุณหมายถึง แต่ไม่ใช่การผจญภัย[30]

 

โรก็องแตงจึงเข้าใจว่าการผจญภัยนั้นมันก็ไม่ใช่อะไรเลยแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่อยู่ในความทรงจำของเขา แต่ทว่า “สติสำนึกในการดำรงอยู่ของเขาเอง ที่คือการผจญภัย” กล่าวคือ “การผจญภัยนั้นเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นจากภายใน อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงในสภาวะความคิดของคนๆหนึ่ง” (Brent, 2005) ดังนั้นความเป็นจริงในการดำรงอยู่และการผจญภัยจึงไม่มีอะไรเลยที่ต่างกัน เวลาที่ใครคนหนึ่งพยายามจะระลึกหรือยึดติดกับการผจญภัยของเขา มันจึงไม่ได้มีความหมายอะไรเลย แต่แค่เพียงความพยายามที่จะ “ดึงเอาส่วนปลายของเวลา”[31]

 

โรก็องแตง:  ไม่มีอะไรเลยที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างเพียงแต่ดำรงอยู่ในทางที่ต่างกัน ฉันอธิบายมันไม่ได้ มันเหมือนกับความเอียน เพียงแต่มันก็แค่ตรงกันข้าม ยังไงก็แล้วแต่ การผจญภัยได้เกิดขึ้นกับตัวฉันแล้ว และเมื่อฉันถามตัวฉันเอง ฉันเห็นว่าสิ่งที่เกิขึ้นก็คือฉันก็คือตัวฉันเอง และฉันก็อยู่ตรงนี้…[32]

 

เมื่อความลับของเวลาและการผจญภัยได้ถูกเปิดเผย โรก็องแตงจึงกลับมาอยู่ที่สำนึกในปัจจุบัน โรก็องแตงบอกเราว่า “… คุณต้องเลือกระหว่างที่จะใช้ชีวิต หรือนับอดีตใหม่”[33] ซึ่งก็คือการตัดสินใจนี้เอง ที่ทำให้เขาไม่อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า ‘การหลอกตัวเอง’ (bad faith) แต่เมื่อเขาพบว่าความหมายที่เขาสามารถพบได้ในอดีตนั้นมันไม่มี และการผจญภัยของเขาเองก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าข้อเท็จจริงที่ว่าเขาได้ดำรงอยู่ในโลกใบนี้ โรก็องแตงจึงได้พบกับข้อสรุปเดิมที่ว่าชีวิตมนุษย์นั้นช่างไร้แก่นสารและไม่จำเป็น

 

อีกกรณีหนึ่งที่สะท้อนถึงธรรมชาติของการมีอยู่คือ ‘ดนตรี’ ประเด็นก็คือดนตรีสำหรับโรก็องแตงนั้นด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งมันอยู่เหนือธรรมชาติของการมีอยู่ เขาเพิ่งตระหนักถึงจุดสำคัญนี้ได้เมื่อเวลาที่เขาได้ยินเพลงแจ๊ซอเมริกันที่ชื่อว่า ‘Some of these days’ เพลงซึ่งทำให้ความเอียนของเขาหลุดลอยหายไป จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าความเอียนของโรก็องแตงได้ถูกกำเนิดมาจากการสำเหนียกรู้ว่าการมีอยู่นั้นไร้แก่นสาร ในขณะที่สำหรับดนตรีนั้นความเอียนของเขาได้ดับสลายไปเนื่องจากตัวโน๊ตแต่ละตัว ทำนองแต่ละท่อน มันไม่ได้ดำรงอยู่อย่างท่วมท้นเป็นรูปธรรม เฉกเช่นสรรพสิ่งอื่นๆ

 

ปัญหาสำคัญตรงจุดนี้ก็คืออะไรที่ทำให้ซาร์ตร์เชื่อว่าดนตรีนั้นไม่ได้ดำรงอยู่? แล้วดนตรีที่ฟังกันอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวันล่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริงหรืออย่างไร? สำหรับซาร์ตร์แล้ว ดนตรีนั้นไม่ใช่ทั้งสิ่งที่เป็นอยู่-ใน-ตัวเอง เฉกเช่น รากของต้นเกาลัดหรือ สิ่งที่เป็นอยู่-เพื่อ-ตัวเอง และอีกทั้งก็ไม่ได้เหมือนกับกรณีของวงกลม ที่ถึงแม้จะมิได้ดำรงอยู่ แต่ก็มีคำนิยามมาจำกัดไว้ แล้วสรุปมันคืออะไร? ถึงแม้ว่ามันจะมิได้ดำรงอยู่ แต่การเป็นอยู่ (being) แบบไหนที่มันมีล่ะ?

 

นักสุนทรียศาสตร์ ปีเตอร์ ลามาร์ค (Peter Lamarque) ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับปัญหานี้ไว้ในความเรียงของเขา Nausea, Art and Existence (ยังไม่ได้จัดพิมพ์) เอาไว้ว่า ‘การเป็นอยู่ของมันอยู่ในสภาวะใดงั้นหรือ? สำหรับซาร์ตร์นั้น คำตอบโดยย่อคือว่าการเป็นอยู่ของมันมีอยู่ในจินตนาการ’ แต่ประเด็นก็คือว่า ถ้าดนตรีนั้นดำรงอยู่จริงในจินตนาการของมนุษย์ แล้วเหตุใดซาร์ตร์จึงกล่าวว่าดนตรีนั้นไม่เคยมีอยู่? ลามาร์คบอกเราว่าซาร์ตร์ ‘ถือว่าการมีอยู่เป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสและรับรู้ได้จริงโดยตรง’ กล่าวง่ายๆก็คือเราไม่สามารถรับรู้สิ่งที่เรียกว่าศิลปะได้โดยตรงเนื่องจากการดำรงอยู่ของมันมิได้เป็นเฉกเช่นเดียวกับการดำรงอยู่ของวัตถุอื่นๆ อย่างดีที่สุดเราก็แค่รับรู้มันได้ในฐานะที่มันเป็น ‘ของที่คล้ายคลึงกับวัตถุ’ (material analogue) แต่ถึงแม้ว่าดนตรีจะถูกให้คำนิยามโดยซาร์ตร์ว่า ‘สิ่งที่มิได้ดำรงอยู่’ (non-existent) แล้วอะไรคือเหตุผลที่เพียงพอที่จะกล่าวว่ามันก็ไม่ได้ไร้แก่นสารเช่นเดียวกับการมีอยู่ล่ะ? ซาร์ตร์ได้ให้เหตุผลผ่านทางคำพูดของโรก็องแตงเกี่ยวกับธรรมชาติของดนตรีไว้ว่า

 

โรก็องแตง:    สิ่งนั้นไม่ได้ดำรงอยู่… ถ้าจู่ๆฉันได้ลุกขึ้นมา ถ้าฉันได้ฉกฉวยแผ่นเสียงนั้นจากเครื่องเล่นและหักมันออกเป็นสองเสี่ยง ฉันก็คงจะไม่สามารถเข้าถึงมันได้ มันอยู่ไกลกว่า มันอยู่เหนือบางสิ่งบางอย่างเสมอ เหนือกว่าคำร้อง เหนือกว่าตัวโน๊ตของไวโอลิน ชั้นแล้วชั้นเล่าของการมีอยู่นั้นมันได้เปิดเผยตัวเอง บอบบางและแข็งแรง และเมื่อคุณพยายามที่จะยึดครองมัน คุณจะไม่พบอะไรเลย แต่ทว่าการมีอยู่ คุณจะต้องเจอปัญหาทันทีกับการมีอยู่ที่ปราศจากความหมาย สิ่งนั้นมันแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ฉันว่าฉันไม่ได้ยินมัน ฉันได้ยินแค่เสียงบางอย่าง ได้ยินความสั่นสะเทือนในอากาศที่เปิดเผยมัน แต่สิ่งนั้นไม่ได้มีอยู่ ในเมื่อมันไม่มีอะไรเลยที่เป็นส่วนเกิน…[34]

 

กล่าวง่ายๆตรงจุดนี้ก็คือว่าในเมื่อดนตรีไม่ได้ดำรงอยู่ดังเช่นวัตถุกินที่อื่นๆ มันจึงไม่ใช่ส่วนเกินที่ไม่จำเป็น และในเมื่อดนตรีไม่ใช่ส่วนเกิน สภาวะแห่งความไร้แก่นสารจึงไม่มี และสำหรับโรก็องแตงนั้น ดนตรีไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่ไม่เป็นส่วนเกิน ทว่ายังเป็นสิ่งที่ปัดเป่าทำลายล้างความไร้แก่นสารในแง่ของกาลเวลา (Baker, 2007) เนื่องในเหตุผลที่ว่าดนตรีนั้นมีความเป็นนิรันดร์ในตัวเองอีกด้วย

 

โรก็องแตง:   ในเวลานั้นเองที่เสียงเพลงได้ถ่างขยายออกมา บวมเป่งเฉกเช่นน้ำพวยพุ่ง มันเคลือบห้องนี้ไว้ด้วยโลหะโปร่งใส และบดขยี้เวลาที่ไร้ค่าของเราไปปะทะกำแพง[35]

 

เมื่อโรก็องแตงรู้แล้วว่าเขาสามารถ ‘เอาชนะความเอียนของเขาได้โดยการหนีไปอยู่แห่งจินตนาการทางศิลปะ’ (Stern, 1968: 45) โรก็องแตงสุดท้ายแล้วจึงตัดสินใจที่จะอุทิศตนให้กับงานศิลปะ เขาจะเขียนนวนิยายซึ่งเนื้อเรื่องของมันนั้นจะอยู่เหนือการมีอยู่ เขาจะเป็นเหมือนนักร้องสาวผิวสีกับนักแต่งเพลงคนนั้น นักปรัชญาอเมริกัน ดันโต (Danto) ได้อธิบายถึงจุดนี้ไว้ว่า ‘พวกเขาได้ถูกช่วยชีวิตไว้ การดำรงอยู่ของพวกเขาได้มีความเที่ยงธรรมแล้ว เนื่องจากพวกเขาได้สร้างสรรค์บางอย่างที่อยู่เหนือการมีอยู่’ (Danto, 1975: 39)

 

 



[1]    “…existence is not necessary. To exist is simply to be there…”

[2]   “The missing in-itself…is pure absence”

[3]    “I rebel – therefore we exist

[4]    “This world itself is not reasonable, that is all that can be said”

[5]    “…what is absurd is the confrontation of the irrational and the wild longing for clarity whose call echoes in the human heart. The absurd depends as much on man as on the world. For the moment it is all that links them together. It binds them one to the other as only hatred can weld two creatures together”

[6]    “THERE is but one truly serious philosophical problem and that is suicide”

[7]    “…all the knowledge on earth will give me nothing to assure me that this world is mine”

[8]    “The absurd man is he who is not apart from time”

[9]    “For ever I shall be a stranger to myself”

[10] “…the world of explanations and reasons is not that of existence”

[11]   “The word Absurdity is now born beneath my pen; a little while ago, in a park, I didn’t find it, but then   I wasn’t looking for it either, I didn’t need it: I was thinking without words, about things, with things. Absurdity was not an idea in my head, or the sound of a voice, but that long dead snake at my feet, that wooden snake. Snake or claw or root or vulture’s talon, it doesn’t matter. And without formulating anything clearly. I understood that I had found the key to Existence, the key to my Nausea, to my own life. In fact, all that I was able to grasp afterwards comes down to this fundamental absurdity”

[12]    “That root…existed in so far that I could not explain it. Knotty, inert, nameless, it fascinated me…It was no use my repeating: ‘It is a root’…”

[13]    “Black? I felt the word subside, empty itself of its meaning with an extraordinary speed. Black? The root was not black…That black…didn’t look like black, but rather the confused effort to imagine black by somebody who had never seen black and who wouldn’t know how to stop, who would have imagined an ambiguous creature beyond the colours”

[14]     “The Nausea isn’t inside me: I can feel it over there…on the braces…”

[15]    “A circle is not absurd, it is clearly explicable by the rotation of a segment of a straight line around one of its extremities. But a circle doesn’t exist either”

[16]    “‘What filth! What filth!’ and I shook myself to get rid of that sticky dirt, but it held fast and there was so much of it, tons and tons of existence…”

[17]    “If anybody had asked me what existence was, I should have replied in good faith that it was nothing…”

[18]    “They did not want to exist, only they could not help it; that was the point”

[19]   “Man is nothing else but…the sum of his actions, Nothing else but what his life is.”

[20]   “And the Autodidact’s hand; I had taken it and shaken it one day at the library, and then I had had the feeling that it wasn’t quite a hand. I had thought of a fat maggot, but it wasn’t that either”

[21]    “…I too was superfluous…I dreamed vaguely of killing myself, to destroy at least one of these superfluous existences. But my death itself would have been superfluous…I was superfluous for all time”

[22]    “…if only I could stop thinking, that would be something of an improvement. Thoughts are the dullest things on earth. Even duller than flesh…I don’t want to think…I think that I don’t want to think. I mustn’t think that I don’t want to think. Because it is still a thought.’ Will there never be an end to it?”

 

[23]   “The essential thing is contingency. I mean that, by definition, existence is not necessity. To exist is simply to be there; what exists appears, lets itself be encountered, but you can never deduce it…contingency is not an illusion, an appearance which can be dissipated; it is absolute, and consequently perfect gratuitousness. Everything is gratuitous, that park, this town, and myself”

 

[24]    “I was no longer at Bouville or anywhere, I was floating. I was not surprised, I knew perfectly well that it was the World, the World in all its nakedness which was suddenly revealing itself, and I choked with fury at the huge absurd being. You couldn’t even wonder where it all came from, or how it was that a world should exist rather than nothing”

[25]    “Every existent is born without reason, prolongs itself out of weakness and dies by chance”

[26]   “…all that was not present did not exist”

 

[27]   “…I am rather proud of having had so many adventures”

[28]   “Adventures are in books”

[29]   “The sort of story, for example, which could never happen, an adventure”

[30]   “…it seems to me that I am lying…I have never had the slightest adventure in the whole  of my life, or rather I don’t even know what the words mean any more…Things have happened to me, events, incidents, anything you like. But not adventures”

[31]   “catch time by the tail”

[32]   “Nothing has changed and yet everything exists in a different way. I can’t describe it; it’s like the Nausea and yet it’s just opposite: at last an adventure is happening to me and when I question myself I see that it happens that I am myself and that I am here…”

[33]    “…you have to choose: to live or to recount”

[34]    “It does not exist… if I were to get up, if I were to snatch that record from the turn-table which is holding it and if I were to break it in two, I wouldn’t reach it. It is beyond – always beyond something, beyond a voice, beyond a violin note. Through layers and layers of existence, it unveils itself, slim and firm, and when you try to seize it you meet nothing but existents, you run up against existents devoid of meaning. It is behind them: I can’t even hear it, I hear sounds, vibrations in the air which unveil it. It does not exist. Since it has nothing superfluous…”

[35]    “At the same time the duration of the music dilated, swelled like a water spout. It filled the room with its metallic transparency, crushing our wretched time against the walls”