how to use viagra
ordering viagra online legal
does sildenafil citrate 100mg work
cheapest online pharmacy
cialis pills side effect
buy generic viagra online
buy xanax pills
canadian viagra pharmacy
cheap viagra pills for sale
canada pharmacy viagra generic
5mg cialis
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2014016

ซาร์ตร์, กามู กับปฐมบทของแอ็บเสิร์ด (ตอนที่ 2): รัฐพล เพชรบดี

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“ข้าพเจ้าขอกล่าวหาชายผู้นี้ว่า เขาได้ฝังศพแม่เขาด้วยจิตใจแห่งฆาตกร”

estrangeiro

 

 

 

 

 

ซาร์ตร์, กามู กับปฐมบทของแอ็บเสิร์ด (ตอนที่ 2)

 

รัฐพล เพชรบดี

 

 

 

ส่วนที่สาม: คนนอก (L’Étranger) – โลกนี้มิใช่ของเรา

เช่นเดียวกับนิยาย เอียน ของซาร์ตร์ คนนอก (L’Étranger) ของกามูก็ถือได้ว่าเป็นนิยายต้นแบบในอีกแนวหนึ่งที่ถ่ายทอดเรื่องความไร้แก่นสารของชีวิตมนุษย์ แต่อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่า เอียน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวปรัชญาของความไร้แก่นสารค่อนข้างที่จะสุดขั้วและซับซ้อนโดยใช้ ‘อารมณ์’ และ ‘ความคิด’ ของโรก็องแตงเป็นหลักในการสื่อความหมาย แต่สำหรับ คนนอก ของกามูนั้น เดี๋ยวเราจะเห็นว่าแนวทางในการสื่อปรัชญาของความไร้แก่นสารจะค่อนข้างแตกต่างกับซาร์ตร์อยู่ไม่น้อย ข้าพเจ้ามองว่ากามูพยายามดำเนินเรื่องโดยให้การกระทำของเมอโซ (Meusault) ตัวละครเอกของเรื่องที่ดูกำกวม (ambiguous) ไม่แน่นอน (uncertain) หรือแม้แต่รู้อะไรไม่ได้ (unknowable) เป็นตัวสื่อเรื่องราวของความไร้แก่นสารของโลกใบนี้ แต่กระนั้นก็ตามเรื่องราวใน คนนอก นั้นค่อนข้างที่จะมองได้ชัดเจนว่าไม่ได้ลงลึกในด้าน ‘อภิปรัชญา’ (metaphysics) มากเท่ากับ เอียน ซึ่งก็เป็นเพราะปรัชญาในเรื่องราวของไร้แก่นสารนี้เองที่ทำให้กามูถูกมองว่าเป็นนักอัตถิภาวนิยม (existentialist) คนหนึ่งถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยยอมรับเลยก็ตาม (Camus, 1970)

 

“ไม่! ผมไม่ใช่นักอัตถิภาวนิยม”

– An interview with Jeanine Delpech

สำหรับเรื่องราวหลักๆของ คนนอก นั้นมีอยู่ว่าเมอโซในตอนเริ่มเรื่องได้รับข่าวจากโทรเลขว่าแม่ของเขาได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อเขาอยู่ที่งานศพเขาไม่ค่อยได้แสดงอารมณ์อะไรเช่นว่า ร้องไห้หรือว่าสลดใจ เมอโซได้มีความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ แมรี (Marie) ซึ่งเขาต่อมาได้ตกลงที่จะแต่งงานกับเธอถึงแม้ว่าเขาเองนั้นก็มิได้รักเธอ จุดหักเห (climax) ของเรื่องมาถึงเวลาที่เมอ-โซได้ไปเที่ยวชายหาดกับเพื่อนของเขา และด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจึงได้ฆ่าชาวอาหรับคนหนึ่ง

 

สำหรับส่วนที่สองนั้น เรื่องราวเริ่มขึ้นด้วยการที่เมอโซได้ถูกจับกุมตัว โดยการดำเนินเรื่องหลักๆเน้นไปที่การพิจารณาความ (trial) ของเขาและความไม่เชื่อในพระเจ้า (atheism) ในตอนท้ายของเรื่องนั้น ศาลได้พิพากษาว่าเขาผิดและต้องถูกประหารชีวิตโดยการตัดหัว แต่เมอโซก็ยังคงรู้ว่าเขาเองก็ได้มีความสุขตลอดมา และเขาก็จะมีความสุขต่อไปจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

 

การตระหนักถึงความไร้ตรรกะเหตุผลของจักรวาล

“ข้าพเจ้าขอกล่าวหาชายผู้นี้ว่า เขาได้ฝังศพแม่เขาด้วยจิตใจแห่งฆาตกร”

– กามู, คนนอก

 

ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสิ่งที่เรียกว่าความไร้ตรรกะเหตุผลของจักรวาลนั้นจะเกิดมีขึ้นเมื่อมนุษย์มีความปรารถนาพยายามที่จะค้นพบคำอธิบายเกี่ยวกับที่มาที่ไปและเหตุผลของสิ่งต่างๆในขณะที่มันไม่มีอะไรเลยที่ดำรงอยู่ และฉากใน คนนอก ที่ยังคงมีการถกเถียงกันอยู่และสามารถถ่ายทอดความเชื่อนี้ออกมาได้ดีที่สุดคงจะหนีไม่พ้นฉากที่เมอโซได้ฆ่าชายอาหรับ คนที่ซึ่งเมอโซเองก็มิได้รู้จักมักคุ้นซึ่งเผอิญเดินอยู่บนหาดทราย จุดสำคัญก็คือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดูคล้ายกับว่าไม่มีตรรกะเพียงพอที่จะสามารถอธิบายความได้ชัดเจนรวมทั้งความรู้สึกที่ว่าเหตุการณ์ในแต่ละขณะดูจะมิได้เชื่อมต่อกันโดยธรรมชาติ และทั้งหมดทั้งปวงนั้นดูเหมือนว่าจะยังคงกำกวมกับสาเหตุที่ว่าทำไมเขาจึงต้องฆ่าคนอาหรับคนนั้น เรื่องราวในส่วนนี้เริ่มขึ้นเมื่อเพื่อนของเมอโซที่ชื่อ เรมอนด์ (Raymond) ได้ส่งปืนให้เมอโซโดยปราศจากการตระเตรียมการ และอีกทั้งกรณีที่เมอโซเองก็ไม่มีเหตุผลและจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงในการกลับไปที่ชายหาดอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เขากับเรมอนด์ได้กลับมายังเรือนพักก่อนหน้านั้นเรียบร้อยแล้ว เมอโซกล่าวว่า “การอยู่ที่นี่หรือจากไป….มีค่าเท่ากัน” (น. 86) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุมันมาจากความร้อนของดวงอาทิตย์ (De Luppé, 1966: 45) ที่ทำให้เมอโซด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งกระทำการฆาตกรรมต่อชายอาหรับนั้น

 

“ฉันรู้สึกได้แต่ความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ประดังกันเหนือศีรษะและแสงแปลบปลาบของใบมีดเบื้องหน้าอย่างพร่าพราย เจ้ามีดที่แผดเผาฉาบเลียไหม้ขนตาของฉันไปสิ้น มิหนำซ้ำยังทะลวงลูกตาให้เจ็บปวดเกินทน ในขณะนี้เองที่ทุกสิ่งหมุนเคว้งคว้าง ทะเลปั่นป่วน มีคลื่นลูกโตและกระหน่ำแรง ฉันรู้สึกเหมือนท้องฟ้าได้แยกออกโดยตลอดเพื่อปล่อยลูกไฟให้ตกลงมา ร่างฉันทั้งร่างเกร็งเครียด มือกำปืนแน่น ไกปืนสลักเลื่อน ฉันสัมผัสด้านในอันราบเรียบของด้ามปืน และทันใดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็พลันอุบัติขึ้นภายใต้เสียงแห้งๆที่แผดก้อง ฉันสลัดทั้งเหงื่อและดวงอาทิตย์ทิ้ง ก่อนจะพบว่าตนเองได้ทำลายดุลยภาพของวันนั้นไปเสียแล้ว…ทำลายความเงียบพิเศษเฉพาะตัวของหาดอันเป็นสถานที่ซึ่งฉันเคยมีความสุข ดังนั้นฉันจึงยิงอีกสี่นัดซ้อนบนร่างที่ไม่ไหวติงนั้น กระสุนฝังในทั้งหมด เสียงปืนทั้งสี่นัดเหมือนเสียงเคาะสั้นๆสี่ครั้ง ซึ่งฉันได้เคาะลงบนประตูแห่งเคราะห์กรรม”  (น. 89)

 

ถ้าดูจากเนื้อหาตรงส่วนนี้แล้ว มันดูคล้ายกับว่าจะมีสิ่งที่บ่งบอกนัยยะบางอย่างเวลาที่เมอโซพูดว่า ‘ไกปืนสลักเลื่อน’ ประเด็นก็คือภาษาตรงส่วนนี้ดูจะถ่ายทอดความรู้สึกที่ว่าทุกอย่างนั้นได้เกิดขึ้นด้วยตัวมันเอง ในความรู้สึกหนึ่งจึงดูเหมือนกับว่าทุกอย่างนั้นล้วนมิได้ถูกกระทำโดยเมอโซ แต่ด้วยอะไรบางอย่างซึ่งไม่มีตรรกะเหตุผลและไม่สามารถให้คำนิยามได้ มีความเห็นหนึ่งซึ่งน่าสนใจและตรงกับประเด็นนี้ซึ่งกล่าวว่า “โดยรูปร่างของการฆาตกรรมเองนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีการเจตนา แทนที่เขาจะพูดว่าเขาง้างไกปืน แต่เมอโซพูด “ไกปืนสลักเลื่อน”” (Miller, 2007: 4) ดังนั้นแล้วอาจจะเป็นไปได้ที่ว่าเขาอาจจะไม่ใช่คนที่เหนี่ยวไกปืนในนัดแรก แต่ทว่าเพียงคนที่ยิงอีกสี่นัดต่อมาที่ ‘ร่างที่ไร้วิญญาณ’ (lifeless body) เขาอาจจะใช่ฆาตกรหรือไม่ใช่ฆาตกรก็ได้

 

สิ่งที่เรียกว่า ‘ความไม่ใยดีของจักรวาล’ (unreasonable silence of the universe) ยิ่งรุนแรงและเปิดเผยมากขึ้นไปอีกเมื่อเมอโซได้ถูกจับกุม กล่าวคือในระหว่างการพิจารณาความอัยการได้จงใจโยงกรณีที่เมอโซยิงคนอาหรับกับกรณีการเสียชีวิตของแม่ของเขาเข้าด้วยกัน ซึ่งอัยการนั้นพยายามที่จะกล่าวหาเมอโซว่าเป็นฆาตกรที่ไม่มีหัวใจเนื่องจากเขาไม่ได้รักแม่ของเขาเพื่อที่จะเสริมรูปคดีให้แข็งแรงขึ้น ว่าแต่อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้อัยการคนนั้นต้องโยงความสัมพันธ์ส่วนตัวของจำเลยกับมารดาเข้ากับคดีความนี้ด้วย? แล้วเมอโซเองไม่ได้รักแม่ของเขาจริงหรืออย่างไร? แต่ถึงแม้ว่าจะจริงหรือไม่จริง แล้วมันจะมีความสำคัญอะไรล่ะ?

 

ประเด็นก็คืออัยการพยายามที่จะสนับสนุนหลักฐานของเขาโดยกล่าวอ้างว่า เมอโซนั้น “แสดงอาการไม่ทุกข์ร้อนในวันฝังศพของแม่” (น. 95) เพื่อเสนอข้อเท็จจริงให้ผู้พิพากษาได้เห็นว่าเมอโซนั้นเป็นคน ‘ไม่มีศีลธรรม’ (immoral) เนื่องว่าเมอโซนั้นไม่มีการร่ำไห้แม้แต่ครั้งเดียวในงานศพ แต่กลับนั่งสูบบุหรี่และดื่มกาแฟกับคนเฝ้าประตูอย่างหน้าตาเฉย พฤติกรรมเช่นนี้นั้นหยาบคายและทำให้เมอโซนั้นเองเปรียบเสมือนคนไม่มีศีลธรรม เขาเองก็ไม่แน่ใจกับอายุของแม่เขาซึ่งตามปกติแล้วควรจะรู้ ยิ่งไปกว่านั้นเมอโซยังสามารถที่จะไปว่ายน้ำได้อย่างสนุกสนานรวมทั้งไปดูหนังตลกและมีเพศสัมพันธ์กับแมรีได้ทันทีหลังจากวันงานศพของแม่เขา ดังนั้นการที่จะฆ่าคนโดยที่ไม่มีเหตุผลอันใดอันหนึ่งที่แน่นอนอาจจะไม่แปลกแต่อย่างใด ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ จึงชอบแล้วที่เมอโซจะต้องโดนประหารชีวิตโดยการใช้กิโยติน (guillotine)

 

กรณีนี้อาจจะเป็นกรณีที่ชัดที่สุดที่จะสื่อเรื่องราวของความไร้แก่นสารใน คนนอก นี้ ศาลเองนั้นพยายามตัดสินกรณีของเมอโซด้วยคำอธิบายที่มีตรรกะเหตุผล (logical explanation) ประกอบกับหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม (moral principles) ในขณะที่สิ่งเหล่านั้นหาได้พิสูจน์ได้จริงในคดีของเมอโซ ทุกอย่างนั้นถูกตีค่าโดยอัตโนมัติด้วยกฏเกณฑ์ของสังคม (social norms) และ คุณค่าต่างๆ (values) และสรุปเอาว่าเมอโซนั้นเปรียบดังเช่น ‘สัตว์ประหลาด’ (monster) เนื่องจาก ‘ความไม่แยแส’ (indifference) ต่ออะไรเลยของเขา เมอโซจริงๆแล้วได้เคยพูดว่า “แน่ละ ฉันรักแม่มาก ทว่านั่นก็ไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษ” (น. 95) แต่เขาก็ยังไม่วายที่จะต้องโดนคำสาปของการประหารถึงแม้ว่า ‘โดยตัวเขาเองนั้นมิได้มีอคติและการโป้ปดมดเท็จแต่อย่างใด’ (De Luppé, 1966: 45) ฉะนั้นแล้วคงจะไม่เป็นการเกินเลยแต่อย่างใดที่จะกล่าวอย่างเย้ยหยันว่าโลกใบนี้จะมีตรรกะเหตุผลได้อย่างไรในเมื่อคนๆหนึ่งจะต้องร้องไห้หรือแสดงความโศกเศร้าเสียใจอย่างออกหน้าออกตาที่งานศพเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงโทษประหารชีวิต

 

อีกกรณีหนึ่งที่แสดงถึงความไม่มีกฎเกณฑ์และการแยแสจากโลกใบนี้คือกรณีของแมรี หล่อนถามเมอโซที่ว่าเขานั้นต้องการที่จะแต่งงานกับหล่อนไหม เมอโซตอบว่า “ฉันเองเฉยๆ แต่เราจะแต่งก็ได้ตามแต่หล่อนต้องการ” (น. 69) จุดนี้แสดงถึงว่าเมอโซเองมองว่าประเพณี วัฒนธรรมทางสังคมเป็นแค่อะไรบางอย่างที่ไม่ได้สร้างความแตกต่างหรือเปลี่ยนแปลงอะไรเลยกับชีวิตเขา พูดง่ายๆคือว่ามันไร้ความหมาย (Miller, 2007: 4) มันดูคล้ายกับว่าจะสำคัญเพียงเพราะมันได้ถูกลงความเห็นชอบโดยสังคม แต่เอาเข้าจริงแล้วมันไม่มีอะไรสลักสำคัญแต่อย่างใดเลยกับมนุษย์เราผู้ซึ่งถูกโยนลงมาในโลกแห่งความไร้แก่นสาร โลกนี้เคยบอกเราหรือว่าสิ่งเช่นการแต่งงานนั้นจำเป็นจริงๆสำหรับเรา? และมันอาจจะเงียบเชียบอยู่อย่างนี้ตลอดไปเนื่องจากสำหรับกามูนั้น “… สิ่งที่แน่นอนของฉัน คือความตายเท่านั้น” (MS, 72)

 

ความไร้ความหมายของชีวิตมนุษย์

“หล่อนพูดถูกทีเดียว… เราไม่มีทางเลือก…”

– กามู, คนนอก

 

มันชัดเจนว่าความคิดซึ่งว่าด้วยความไร้ความหมายของมนุษย์นั้นเป็นอีกหนึ่งความคิดหลักในปรัชญาของกามู คำถามสำคัญก็คือว่าทั้งๆที่เรารู้อยู่ว่าความตายนั้นมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วจุดประสงค์ที่แท้จริงของมนุษย์เรา ณ ที่นี้ล่ะคืออะไร? คำตอบของกามูนั้นคือ ‘ไม่มี’ (nothing) ชีวิตมนุษย์นั้นไร้ซึ่งความหมายและจุดประสงค์ มันช่วยอะไรไม่ได้

 

“มันเป็นเพราะความไม่แยแสของเมอโซตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวาระสุดท้าย

ที่ทำให้เขากลายเป็นคนนอกในโลกใบนี้”

(Hanna, 1958: 39-40)

 

สำหรับบรรทัดแรกในการเปิดฉากนิยายเรื่องนี้ เมอโซกล่าวว่า “วันนี้สินะที่แม่ตาย หรือว่าเมื่อวานนี้ฉันก็ไม่รู้แน่ ฉันได้รับโทรเลขจากบ้านพักคนชราบอกแต่เพียงว่า ‘มารดาถึงแก่กรรม ฝังศพพรุ่งนี้ ของแสดงความนับถือ’ ไม่มีความหมายอะไรมากกว่านี้ ฉะนั้นอาจจะเป็นเมื่อวานนี้ก็ได้” (น. 21) การถ่ายทอดอารมณ์และคำพูดของเมอโซตรงจุดนี้แสดงให้เห็นถึง ‘ความรู้สึกที่ไม่แยแส’ (emotional indifference) ต่อโลกใบนี้มากมายเท่าไหร่นักค่อนข้างชัดเจน บางทีนั้นเมอโซอาจจะเสียใจ แต่ก็ไม่มีอะไรดูจะพิเศษสำหรับเขา ถึงแม้ว่าเขาได้สารภาพว่าเขาก็รักแม่ของเขา “… เหมือนคนอื่นๆ” (น. 98) แต่ในทางกลับกัน มันก็มีความหมายเป็นนัยว่ามันก็ไม่มีความหมายอะไรเท่าไหร่ ทุกๆอย่างมันก็แค่ดำเนินไปตามครรลองของมัน และแม้เขาจะเคยกล่าวว่าเขาก็ “ปรารถนาให้แม่ยังคงมีชีวิตอยู่” (น. 96) แต่กระนั้นเขาก็ยังยืนกรานว่ามันก็ไม่ได้มีความหมายอะไร

 

ในทำนองเดียวกัน เมอโซได้แสดงทัศนคติอีกอย่างหนึ่งของเขาเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์เมื่อนายจ้างของเขาได้เสนอตำแหน่งหน้าที่การงานใหม่ให้กับเขาที่ปารีส เมอโซกล่าว “… คนเราไม่เคยเปลี่ยนวิถีชีวิตหรอก ทุกวิถีชีวิตมีค่าเหมือนกันทั้งนั้น และชีวิตของฉันปัจจุบันที่นี่ก็ไม่เลวนัก ซึ่งฉันก็ออกจะพอใจอยู่” (น. 68) จุดนี้ค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าเมอโซนั้น “ไม่ได้แยแสต่อข้อเสนอ” (Hanna, 1958: 40) จากนายจ้างสักเท่าไหร่ เมอโซดูคล้ายกับว่าจะมองชีวิตมนุษย์ในแง่ที่ไม่เคยเปลี่ยนในตัวธรรมชาติของมันถึงแม้ว่ารายละเอียดหรือสถานภาพจะเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเวลาไหนตอนใด ซึ่งก็คือทัศนคติของเมอโซตรงนี้เองที่สื่อถึง ‘ร่องรอยจากมุมมองในแบบอัตถิภาวนิยมที่เชื่อว่าชีวิตเรานั้นมีเพียงการที่จะ ‘อยู่’ การถูก ‘ตัดสิน’ หรือ ‘เปรียบเทียบ’ นั้นไม่ใช่ประเด็น’ (McCarthy, 2004: 39) แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ามองว่าเนื้อหาในส่วนนี้ไม่ได้มีการชี้แจงอย่างชัดเจนในความไร้แก่นสารของชีวิตมนุษย์ แต่ทว่าเพียงแนะนำบอกกล่าวความเชื่อของเมอโซในธรรมชาติที่คงที่ของชีวิตมนุษย์

 

จากที่ได้เกริ่นไปในตอนที่แล้วเกี่ยวกับความปรารถนาของแมรีที่อยากจะแต่งงานกับเมอโซ จุดสำคัญอยู่ที่ไม่ใช่เพียงแค่เมอโซตกลงอย่างไม่แยแสในสิ่งที่หล่อนขอ แต่ยังแสดงออกถึงทัศนคติเกี่ยวกับความรักเมื่อหล่อนถามว่าเขารักหล่อนไหมไว้เช่นกัน เมอโซกล่าว “ฉันรักหล่อนหรือไม่ ฉันตอบหล่อนเหมือนอย่างที่เคยบอกมาหนหนึ่งแล้วว่าความรักนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ซึ่งเป็นของแน่ล่ะว่าฉันมิได้รักหล่อน” (น. 69) ตรงจุดนี้อาจจะสังเกตได้ว่าภาษาของเมอโซ ‘ไม่ได้มีความหมายอะไร’ ซึ่งจริงๆเขาก็ได้พูดซ้ำอยู่หลายครั้งในเรื่องนี้ได้แสดงถึงค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับความเคว้งคว้างไร้ความหมายของชีวิตมนุษย์ เมอโซเองก็อาจที่จะรักแต่เขาอาจเพียงมองว่า ‘ตัวความรักเองนั้นไม่ได้สำคัญอะไร’ (Miller, 2007: 4) แต่ถึงกระนั้นเมอโซก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ารักนั้นไม่ใช่แก่นแท้ของมนุษย์เรา

 

แต่ถ้าสังเกตให้ดีในกรณีเรื่องความรักนี้ จะเห็นได้ว่ามันสะท้อนถึงหลักคิดในเรื่องของ ‘ความปรารถนา’ (passion) ซึ่งได้กล่าวไว้ใน The Myth ค่อนข้างจะชัดเจน ประเด็นก็คือเมื่อความตายนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเองก็ต้องบันเทิงชีวิตของเราและสร้างความสนุกสนานให้สุดความสามารถ ซึ่งเมอโซเองนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจอะไรกับความหมายที่เป็นปัจจัยภายในของโลกใบนี้ ดังนั้นเองในกรณีของแมรี เมอโซจึงเพียงแค่สนุกกับการจูบหล่อนและมีเพศสัมพันธ์กับหล่อน ก็เท่านั้น

 

ย้อนกลับมาในฉากที่เรมอนด์ให้ปืนกับเมอโซก่อนที่จะมีการฆาตกรรมเกิดขึ้น เมอโซที่สำคัญได้กล่าวว่า “เมื่อเรมอนด์ส่งปืนให้ฉัน…..ฉันคิดว่าเราอาจจะยิงหรือไม่ยิงก็ได้” (นน. 85-86) ตรงนี้ดูคล้ายจะบอกเป็นนัยๆว่ามันคงจะไม่ได้แตกต่างกันเลยระหว่างสองทางเลือกนั้น กล่าวคือเมอโซอาจจะมองว่ามันจะมีความหมายอะไรสำคัญถ้าคนๆหนึ่งจะยิงชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ในโลกที่ไร้แก่นสารใบนี้เนื่องจากอะไรก็ตามก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยปราศจากเหตุผลอยู่แล้ว และก็คงเป็นเมอโซในห้วงขณะนี้เองที่ “รู้สึกตัวดำดิ่งไปในก้นบึ้งมากกว่าที่ผ่านมาในความไร้ความหมายและความไม่แน่นอนของชีวิตมนุษย์ และความเว้าแหว่งที่สมบูรณ์แบบของความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างตัวเขาเองและชายแปลกหน้าคนนี้” (Hanna, 1958: 44)

 

ในตอนท้ายของนิยายเรื่องนี้ เมอโซได้มีความสำนึกรู้อย่างเต็มที่ในความไร้แก่นสารของชีวิตมนุษย์เมื่อเขาได้มีข้อถกเถียงทะเลาะที่รุนแรงกับนักบวช (บาทหลวง) ซึ่งประเด็นก็คือนักบวชคนนั้นพยายามโน้มน้าวเขาให้หันหน้าเข้าหาพระเจ้า (God) แม้ว่าเมอโซจะยืนกรานว่า “ฉันไม่ต้องการให้ใครมาช่วย และโดยเฉพาะในตอนนี้ ฉันไม่มีเวลาพอจะไปสนใจในสิ่งที่ฉันไม่แยแส” (นน. 161-162) ขณะที่นักบวชมีปฏิกิริยากลับอย่างหนักแน่นว่า “พ่อแน่ใจว่าคุณต้องหวังในชีวิตโลกหน้า” (น. 165) เมอโซเห็นว่าความหวังแบบนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลยถ้าเปรียบเทียบกับความหวังที่อยากจะว่ายน้ำให้เร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ดีหัวใจหลักในข้อโต้เถียงของเมอโซนั้นคือ “มันคือความตายนั่นเองที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีสถานภาพสิทธิพิเศษอย่างไร สิ่งนี้จะเท่าเทียมกันในวาระสุดท้าย โดยตัวโชคชะตาที่ ‘เลือก’ มนุษย์ นักบุญ และฆาตกร ไม่ว่าพวกเขาจะปรารถนามันหรือไม่ก็ตาม” (Hanna, 1958: 46)

 

“ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด มีบางสิ่งบางอย่างระเบิดขึ้นในตัวฉัน ฉันร้องตะโกนสุดเสียงพลางด่าสบประมาทเขา และฉันบอกเขาว่า ไม่ต้องสวดให้ฉันหรอก ฉันจับคอเสื้อของเขา ฉันด่าพรั่งพรูใส่หน้าเขาจนหมดพุงด้วยความรู้สึกกึ่งยินดีระคนโกรธแค้น เขามีท่าทางมั่นคงแน่วแน่นักใช่ไหม อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจในตนเองของเขานั้นไม่ได้มีค่าเท่าเส้นผมผู้หญิงสักเส้นเดียว เขามีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะเขาดำรงชีวิตเช่นคนตาย แต่ฉันสิ ถึงฉันจะมีมือเปล่า แต่ฉันก็มั่นใจในตัวฉัน- –  มั่นใจในทุกสิ่ง- – มั่นใจมากกว่าตัวเขา เชื่อมั่นในชีวิตฉัน และในความตายที่จะมาถึง อ๋อ ใช่ ฉันมีแต่เพียงแค่นั้น แต่อย่างน้อยฉันก็เป็นนายของความจริงนั่นเหมือนอย่างที่มันเป็นนายของฉัน ฉันเป็นฝ่ายถูกและจะถูกเสมอไป” (น. 166)

 

การสำเหนียกรู้ของเมอโซแสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่ามันจะแปลกหรือเสียหายอะไร ที่ว่าเขาจะถูกตัดสินในทางไหนในเมื่อมันไม่มีทางออกอยู่แล้วสำหรับชีวิตมนุษย์ ทุกๆอย่างนั้นไร้ความหมาย ชีวิตมนุษย์นั้นมันไร้แก่นสาร เมอโซกล่าว “เขาเหล่านั้นจะถูกลงโทษในวันหนึ่ง ตัวเขาเองก็เหมือนกัน เขาจะถูกลงโทษด้วย แล้วมันจะสลักสำคัญตรงไหนเล่า ถ้าเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรแต่กลับถูกประหารเพราะไม่ร้องไห้ในวันฝังศพแม่ของเขา” (น. 167) เมอโซจึงยอมรับชะตากรรมของเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขและเขาเองก็จะเป็นเช่นเดียวกับซิซีฟัส เขาจะ ‘ขบถ’ และจะยังคงมีความสุขไปพร้อมกันในโลกที่ไร้แก่นสารใบนี้ ถึงแม้ว่าความตายของเขาจะมาเยือนในไม่ช้า เอิร์นชอว์ (Earnshaw) บอกกับเราว่า เมอโซในที่สุดแล้วได้เต็มใจโอบอุ้มชะตากรรมที่แท้จริงของเขาดั่งวีรบุรุษซิซีฟัส (Earnshaw, 2006: 102)

 

“ฉันเองก็เช่นเดียวกัน ฉันพร้อมที่จะมีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่งเสมือนกับเจ้าความโกรธเมื่อก่อนหน้านี้ได้สลายความทุกข์ของฉันลงจนสิ้น สลายไปแม้กระทั่งความหวังทั้งปวง ท่ามกลางยามดึกซึ่งท้องฟ้าอุดมไปด้วยดวงดาวและความหมาย เป็นครั้งแรกที่ฉันเปิดอกออกรับความเฉยชาแต่ทว่าอ่อนโยนของโลกนี้ และรู้สึกได้ว่า โลกเองก็ช่างละม้ายคล้ายกันกับตัวฉันเสียนี่กระไร ช่างเหมือนกันราวพี่น้องที่คลานตามกันออกมา ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าฉันเคยมีความสุขตลอดมา และ ฉันยังคงเป็นสุขอยู่ตราบจนวินาทีสุดท้าย เพื่อที่ทุกสิ่งจะได้ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อฉันจะได้รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวน้อยลง ฉันเหลือเพียงปรารถนาและหวังให้มีผู้คนมากๆในวันประหารชีวิตฉัน และขอให้เขาทั้งหลายเหล่านั้นโห่ร้องต้อนรับฉันด้วยเสียงอันเคียดแค้น” (น. 169)

 

โลกแห่งเปลือกนอกของเมอโซ

“คุณรักโลกนี้ถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่”

กามู, คนนอก

 

ถ้าดูรายละเอียดของสองส่วนที่แล้ว เราจะเห็นได้ค่อนข้างชัดว่าเมอโซดูจะไม่ค่อยใส่ใจกับ ‘ความหมายภายใน’ (intrinsic meaning) ของสิ่งต่างๆรอบๆตัวเขาสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าเมอโซจะเข้าใจและยอมรับอย่างเต็มที่ใน ‘ความเฉยชาที่อ่อนโยนของโลกใบนี้’ (benign indifference of the world) เวลาที่เขากำลังจะถูกประหารชีวิต แต่พฤติกรรมของเขาที่ผ่านมาในหลายๆส่วนก็บอกค่อนข้างชัดเจนอยู่ว่าการมองโลกของเมอโซเองก็มิได้มีความแตกต่างมากมายเมื่อเปรียบเทียบกับตอนวาระสุดท้ายของชีวิตเขาสักเท่าไหร่นัก ในส่วนนี้เราจะสำรวจปฏิกิริยาของเมอโซที่มีต่อโลกใบนี้ในหลายฉากที่สำคัญๆ

 

ถ้าสังเกตจากตอนต้นเรื่องนั้น เราจะเห็นว่าเมอโซมีปฏิกิริยาต่อโลกภายนอกอย่างชัดเจนในเวลาที่เขาไปร่วมงานศพแม่ของเขาและเวลาที่แม่ของเขาได้ถูกฝัง กล่าวคือในงานศพนั้นเมอโซไม่ได้รู้สึกมีสมาธิหรือใส่ใจต่ออะไรสักเท่าไหร่เนื่องจากความร้อนจากแสงอาทิตย์และการที่เขานอนไม่พอในคืนที่ผ่านมา ประเด็นก็คือเขาดูจะสนใจและมีสมาธิกับสภาพภายนอกของเขาและสภาพอากาศมากกว่างานศพแม่ของเขาอย่างออกหน้าออกตา เมอโซกล่าว “ดวงอาทิตย์เอย กลิ่นหนังเอย กลิ่นขี้ม้าเอย กลิ่นน้ำมันที่ทารถตลอดจนกลิ่นกำยาน และความเหน็ดเหนื่อยจากการอดนอนเมื่อคืน ทั้งหมดนี้รบกวนประสาทตาและความคิดฉันไปหมด” (น. 37) อีกทั้งเวลาที่เขาพูดคุยกับทนายความของเขา “ในวันฝังศพแม่นั้นฉันเหนื่อยมาก และง่วงนอนถึงขนาดที่ฉันไม่ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น” (น. 96) แต่ปัญหาก็คือแม้ว่าเมอโซจะมิได้แสดงอาการโศกเศร้าชัดเจนหรือเอาใจใส่กับงานศพแม่เขามากเท่าที่ควร แต่ด้วยสาเหตุนี้จะทำให้เขาถูกตัดสินว่าเป็นคนเลวบริสุทธ์ไร้ศีลธรรมเชียวหรือ?

 

“ตอนฉันออกมา ดวงอาทิตย์สาดแสงกล้าเหนือเนินที่แยกเมอรองโกแล้ว ท้องฟ้าจากทะเลเป็นสีแดงเรื่อๆ ลมพัดเอากลิ่นเค็มของเกลือทะเลเข้ามาด้วย นับเป็นวันอากาศดีวันหนึ่ง นานแล้วที่ฉันไม่ได้ออกมาชนบท ฉันรู้สึกว่าน่าจะเป็นสุขทีเดียวหากจะได้ไปเดินเล่น แต่เรื่องศพแม่เป็นอุปสรรคอยู่” (น. 31)

 

ฉากข้างต้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจของเมอโซนั้นได้คลาดเคลื่อนจากแม่ของเขาไปสู่สิ่งอื่นๆโดยปราศจากความรู้สึกผิด มันดูคล้ายกับว่าประเด็นเรื่องแม่ของเขานั้นเป็นปัญหาสำคัญสำหรับเขาในการสนุกกับการชื่นชมธรรมชาติอันสวยงามและการออกไปเดินเล่นถึงแม้เมอโซจะได้กล่าวในภายหลังว่าเขาเองบางทีก็คงรักแม่ของเขาเช่นเดียวกับคนอื่นๆ จุดสำคัญตรงนี้ก็คือมันค่อนข้างที่จะคลุมเครืออยู่ว่าเมอโซนั้นจริงๆแล้วคิดและรู้สึกอย่างไรกับแม่ของเขา ซึ่งมันก็อาจจะเป็นไปได้ว่าสำหรับเขานั้นงานศพก็เป็นแค่พิธีกรรมธรรมดาๆพิธีหนึ่งซึ่งถูกจัดขึ้นและก็จะผ่านไป ดังเช่นหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่ได้เข้ามาเกี่ยวพันในชีวิตเรา และก็คงไม่เว้นแม้แต่งานศพแม่ของเขาด้วย เมอโซได้กล่าวถึงทัศนคติของเขาเกี่ยวกับความตายไว้ว่า “… ทุกคนก็รู้ดีว่า ชีวิตนี้ไม่มีค่าควรแก่การดำรงอยู่” (น. 158) ดังนั้นสำหรับเขาแล้วคงจะเป็นธรรมมากกว่าถ้าจะกล่าวว่าในเมื่อเมอโซเข้าใจแล้วว่า “ความจริงแท้ที่เฝ้าคอยคือความตายเท่านั้น” (MS, 50) ฉะนั้นความสนุกสนานเพลิดเพลินในโลกแห่งปัจจัยภายนอก (physical world) จึงถูกเข้ามาแทนที่ และถ้านี่คือความเข้าใจของเมอโซจริงๆ เมอโซคงจะไม่ใช่คนที่ไร้ศีลธรรมแต่อย่างใด

 

ความรู้สึกของเมอโซที่มีต่อแมรีก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงการเมินเฉยต่อปัจจัยภายในหรือธรรมชาติในสิ่งรอบตัวเขา จากที่ได้เกริ่นไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องของความรักว่าเมอโซนั้นได้นัดพบแมรีและเพลิดเพลินทำกิจกรรมหลายอย่างกับเธอซึ่งรวมทั้งการร่วมประเวณีในวันถัดมาหลังจากที่แม่ของเขาได้ถูกฝัง แต่ก็น่าแปลกใจอยู่ว่าเป็นแมรีซะเองที่ดูคล้ายกับว่าจะมีปฏิกิริยามากกว่าเมอโซในเวลาที่หล่อนทราบข่าวนี้ในขณะที่สำหรับเมอโซ มันเป็นเพียงแค่แรงปรารถนาเท่านั้นที่เขามีต่อหล่อน เมอโซในขณะนั้นได้กล่าวว่า “ฉันมีความต้องการในตัวหล่อนอย่างมาก เพราะว่าหล่อนใส่เสื้อสวย เป็นเสื้อลายแดงสลับขาว หล่อนสวมรองเท้าหนังสาน อกเต่งตึง ใบหน้าสีน้ำตาลเกรียมแดด เบิกบานดุจดอกไม้” (น. 59)

 

“ฉันตอบว่าแม่เพิ่งเสีย… หล่อนดูจะผงะนิดหน่อย… ในตอนเย็น มารีลืมเรื่องเหล่านี้หมด หนังที่เราดูตลกเป็นบางตอน แต่รวมความแล้วนับว่าไร้สาระ หล่อนแนบขาของหล่อนเข้ากับขาฉัน ฉันลูบคลำหน้าอกหล่อนตอนหนังจะจบ ฉันได้จูบหล่อน แต่ก็ไม่ถนัดนัก พอเราออกมาจากโรงหนัง หล่อนก็มาที่บ้านฉัน” (น. 41)

 

นอกจากกรณีที่ใหญ่ๆสองกรณีนี้แล้ว ก็ยังมีฉากเล็กๆอยู่บางฉากที่สะท้อนถึงความเชื่อเกี่ยวกับความสำคัญในโลกแห่งปัจจัยภายนอกของเมอโซอยู่เช่นกัน กรณีแรกเป็นกรณีที่เมอโซดูเหมือนกับไม่ได้ให้ความสนใจใส่ใจต่อบทสนทนาของเขาที่มีต่อผู้พิพากษาสักเท่าไหร่เพียงเพราะความอบอ้าวของอากาศในวันนั้นและความน่ารำคาญของแมลงที่อยู่รอบๆ อีกกรณีหนึ่งที่คล้ายๆกันคือกรณีของทนายความของเมอโซซึ่งเมอโซเองดูจะให้ความสนใจในเสื้อผ้าอาภรณ์ของทนายความเขายิ่งกว่าการที่เขาจะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปคดี ฉากเหล่านี้แสดงถึงว่ากระบวนการในการพิจารณาความซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างซีเรียสก็ไม่ได้มีผลอะไรกับอารมณ์ของเขามากมายเท่าที่ควรจะเป็น ยิ่งไปกว่านั้นคำตอบของเมอโซที่ดูจะชัดเจนที่สุดในความศรัทธาในโลกแห่งปัจจัยภายนอกของเขาคือเมื่อเวลาที่ผู้พิพากษาได้ถามเขาว่าเขาเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ เมอโซกล่าว “ฉันปฏิเสธ” (น. 100) แต่อย่างไรก็ดี เฉกเช่นเดียวกันกับในกรณีแรก เมอโซไม่ได้มีอะไรจะพูดมากในกรณีการตายของคนอาหรับ สาเหตุล้วนมาจากความร้อนอบอ้าวที่แสนสาหัสจากดวงอาทิตย์ มันก็แค่นั้น

 

“… อันที่จริงฉันติดตามวาทะเขาไม่ค่อยจะทันนักหรอก ประการแรก เป็นเพราะฉันร้อน และในห้องทำงานของเขามีแมลงตัวโตๆมาเกาะตามใบหน้าของฉัน และอีกประการหนึ่ง เขาออกจะทำให้ฉันรู้สึกกลัว ในขณะเดียวกัน ฉันก็เห็นเป็นเรืองขำ” (นน. 99-100)

 

ส่วนสุดท้าย: พิจารณาใหม่กับความไร้แก่นสาร

“ถ้าการสัมผัสได้ถึงความไร้แก่นสารคือทางที่จะทำให้เรารู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของเรา…

แล้วเหตุผลอะไรที่ทำให้เราต้องไม่พอใจหรือต้องหนีมันด้วย?”

–                   Nagel, Mortal Questions

 

เหตุผลสำคัญที่สุดที่ว่าทำไมซาร์ตร์และกามูจึงมองมนุษย์และโลกเป็นสิ่งที่ไร้แก่นสารนั้นอาจจะเป็นเพราะความเป็นอเทวนิยมของพวกเขา แน่นอนว่ามันต้องมีบุคคลไม่มากก็น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของพวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่ศรัทธาในพระเจ้า แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้า ณ จุดนี้ก็ค่อนข้างที่จะเห็นด้วยกับซาร์ตร์และกามูอยู่พอสมควร กล่าวคือถ้าโลกนี้นั้นถูกสร้างสรรค์และให้กำเนิดโดยพระเจ้า ทุกสิ่งนั้นจึงควรที่จะถูกอธิบายได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าเดส์การ์ตส์ (Descartes) พยายามที่จะพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระเจ้าว่าเป็นความรู้ที่แน่นอนซึ่งติดตัวมาแต่กำเนิด (innate idea) ซึ่งในความหมายหนึ่งก็คงจะไม่สามารถปฏิเสธได้เต็มที่ทีเดียวนัก แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่ามันดูเหมือนจะเป็นเพียงความคิดที่เป็นนามธรรมความคิดหนึ่ง และมันด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดูไกลจากความจริงที่เราสามารถที่จะรู้ได้จริง และสมมติว่าถ้าพระเจ้านั้นได้ดำรงอยู่จริง แล้วมันจะสลักสำคัญต่อเราอย่างไร?

 

แน่นอนว่ามันมีเหตุผลสนับสนุนอยู่มากมายว่าทำไมเราถึงต้องเกิดมาในโลกใบนี้โดยหลักทางศาสนา แต่ก็คงเป็นไปได้ที่จะกล่าวว่ามันไม่มีทางเลยสำหรับมนุษย์เราในการที่จะรู้ว่าเหตุผลหรือคำอธิบายนั้นๆเป็นความจริงอันติมะหรือไม่ ในความรู้สึกหนึ่งนั้นข้าพเจ้าคิดว่าคำอธิบายที่มีอยู่มากมายนั้นส่วนใหญ่แล้วก็เป็นความเชื่อที่สร้างสรรค์มาอย่างเป็นระบบซึ่งสามารถทำให้มนุษย์เราลืมข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้จริงว่าเราก็แค่อยู่ตรงนี้จริงในโลกที่ไม่สามารถอธิบายอะไรได้ มันไม่จริงเลยหรืออย่างไรที่ว่าเราได้อยู่ในโลกใบนี้โดยใช้ร่างกายประกอบกับสติสำนึกและความรู้สึกในการกระทำการต่างๆจนกระทั่งความตายมาเยือนและมันก็ไม่เคยมีทางออกเลยสำหรับกรณีนี้? เช่นเดียวกับเมอโซ ทำไมเราจึงต้องเชื่อในชีวิตหลังความตายในเมื่อเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่? อาจจะกล่าวได้ว่าเราคงหลอกตัวเองถ้าเราได้เชื่อในสิ่งที่เราเองก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้และที่สำคัญคือได้ลืมสถานการณ์ที่ ‘แท้จริง’ ของเราซึ่งก็เพียงแค่ ‘อยู่-ใน-โลก’ (being-in-the-world)

 

ในทำนองเดียวกัน คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เช่นทฤษฎีวิวัฒนาการ และทฤษฎีบิ๊กแบงได้เสนอเหตุผลที่ว่าเรามาอยู่ตรงนี้และจักรวาลได้เกิดมีขึ้นได้ ‘อย่างไร’ (how) ซึ่งประเด็นก็คือทฤษฎีเหล่านั้นไม่ได้อธิบายตรงประเด็นว่า ‘ทำไม’ (why) มันจึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์และโลกอยู่ ณ ตรงนี้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือทฤษฎีเหล่านั้นอาจจะอธิบายได้ว่าทำไมมนุษย์และโลกจึงมีอยู่ในมุมมองของฟิสิกส์ (physics) หรือวิวัฒนาการของมนุษย์ (human evolution) ซึ่งโดยตัวของมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าทฤษฎีเหล่านั้นจะไม่ได้พูดถึงความจริงอันติมะที่ว่าทำไมโลกใบนี้จึง ‘ต้องการ’ (need) มนุษย์เราให้มาดำรงอยู่และเช่นเดียวกันด้วยเหตุผลอะไร ประเด็นนี้สะท้อนได้ดีกับกรณีที่โรก็องแตงกำลังพินิจพิจารณารากของต้นเกาลัด กล่าวคือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมมันจึงอยู่ ณ ตรงนั้นไม่สามารถพบได้ เท่าที่รู้คือมันก็แค่ดำรงอยู่ และเช่นเดียวกันมันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรเนื่องจากมันก็อาจจะไม่อยู่ตรงนั้นได้เช่นเดียวกัน หัวใจของเรื่องนี้ก็คือถึงแม้ว่าต้นไม้จักได้มีอยู่เพราะเหตุผลหรือวัตถุประสงค์บางอย่าง แต่มันจะแตกต่างกันหรือไรถ้ามันจักยุติการดำรงอยู่ของมัน? และยิ่งไปกว่านั้นถ้าสรรพสิ่งอื่นได้มีมาแทนที่ต้นไม้มาแต่ทีแรกและคำอธิบายเกี่ยวกับมันก็ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วมันจะมีความแตกต่างอะไรถ้าโลกเราในแต่ทีแรกก็มิได้ดำรงอยู่ในแบบทุกวันนี้? สรุปในส่วนนี้ก็คือว่าในเมื่อความจริงแท้สากลและสารัตถะของสรรพสิ่งต่างๆไม่สามารถถูกพบเจอ มันก็คงไม่สำคัญอะไรเลยถ้าโลกเราในวันพรุ่งนี้จะไม่เป็นเหมือนเดิม กามูยังได้เตือนพวกเราว่าความรู้ทั้งหมดบนโลกใบนี้ไม่ได้ทำให้ฉันมั่นใจได้เลยว่าโลกใบนี้เป็นของเรา (MS, 23)

 

ในทางตรงกันข้าม เหตุผลที่ทำให้มนุษย์เชื่อมั่นว่าชีวิตมนุษย์นั้นมิได้ไร้แก่นสารและมีความหมายนั่นคือความเชื่อที่ว่าสารัตถะของเรานั้นมาก่อนการดำรงอยู่ และก็คงจะไม่สามารถปฏิเสธได้แต่อย่างใดว่ายังมีกลุ่มคนที่เชื่อมั่นว่าเราคือสิ่งมีชีวิตที่มีตรรกะเหตุผล (rational beings) ดังนั้นทุกๆอย่างยิ่งน่าจะสามารถอธิบายได้ ความเชื่อนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งน่าจะออกแบบมาสำหรับกลุ่มคนที่เห็นชอบว่ามนุษย์เราล้วนแต่ถูกตัดสินโดยพระเจ้าหรือธรรมชาติ แต่ถ้าดูจากภาพสะท้อนของฉากฆาตกรรมใน คนนอก เราจะสามารถอธิบายโดยใช้ตัวเหตุผลได้แค่ไหนเพียงไรในกรณีที่เมอโซได้ฆ่าคนอาหรับ? เช่นเดียวกันเราจะสามารถอธิบายโดยใช้ตรรกะได้หรือไม่ในความไม่แน่นอนที่มีมาอยู่ตลอดของเมอโซ? ซาร์ตร์ได้พูดถึงมุมมองเกี่ยวกับเมอโซเอาไว้ว่าเขา “อยู่ตรงนั้นก่อนหน้าเราแล้ว เขาดำรงอยู่จริง และเราก็คงจะไม่สามารถทั้งจะเข้าใจเขาหรือจะตัดสินเขา” (Sartre, 1955: 34)

 

อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวไปแล้วว่าสำหรับซาร์ตร์ มนุษย์นั้นเพียงได้เกิดมากับความว่างเปล่าหรือความโปร่งใสในสติสำนึกของมัน แต่ตรงนี้ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์นั้นจะไม่มีแก่นแท้แต่อย่างใด กล่าวคือการดำรงอยู่นั้นแค่ ‘มาก่อน’ สารัตถะก็เท่านั้น ดังนั้นแล้วคำว่าสารัตถะสำหรับซาร์ตร์จึงมีความหมายว่าเราเองก็สามารถสร้างความหมายให้ตัวเองได้โดยการกระทำของเราเอง และความหมายนั้นๆก็อาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ซาร์ตร์กล่าวว่าในโลกที่ปราศจากการมีอยู่ของพระเจ้านี้ ความหมายของมนุษย์มีได้แค่เพียงความหมายที่คนๆนั้นเลือกที่จะให้ตัวของเขาเอง (Cox, 2008: 35) ในขณะที่ความหมายที่แท้จริง (authentic meaning) ของชีวิตนั้นจะไม่สามารถค้นพบได้เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์นั้นก็หาได้มีอยู่มาแต่แรกอยู่แล้ว

 

ส่วนในกรณีที่ได้ถกเถียงกันในท้ายบทที่ 2 ที่ว่าโรก็องแตงสุดท้ายแล้วได้อุทิศตนให้กับงานศิลปะเนื่องจากเขาค้นพบว่ามันนำพาความหมายบางอย่างให้กับเขาและที่สำคัญคือมันช่วยให้เขารอดพ้นไปจากความเอียนได้นั้นอาจจะกล่าวได้ว่าการมองโลกของซาร์ตร์นั้นค่อนข้างที่จะโน้มเอียงไปในทางบวกมากกว่าทางลบ ความหมายนั้นก็คือว่ามนุษย์โลกด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งนั้นคงสามารถค้นพบวิธีการที่จะทำให้หลุดพ้นไปจากวงจรความไร้แก่นสารได้แทนที่ธรรมดาอาจจะต้องเป็นการกระทำอัตวินิบากกรรม และถึงแม้ว่าวิธีของซาร์ตร์นี้อาจจะไม่ถาวร แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันที่จะมองว่าซาร์ตร์เองนั้นก็เข้าใจอยู่ว่าชีวิตมนุษย์นั้นมันไร้แก่นสาร การเขียนนิยายของโรก็องแตงนั้นเองจึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ตรงตัวและถาวร กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงก็คือมันเป็นเพียงวิธีการที่จะทำให้โรก็องแตงลืมความไม่จำเป็นของสิ่งต่างๆก็เท่านั้น หรือถ้าจะกล่าวว่า “ศิลปะนั้นเป็นเพียงที่หลบภัยชั่วคราวจากความไร้แก่นสารของการมีอยู่” (Stern, 1968: 47) ก็ไม่ผิดนัก อย่างไรก็ดีโรก็องแตงอย่างน้อยที่สุดก็สามารถที่จะพบความหมายบางอย่างตรงนั้นในขณะที่ในความเป็นมนุษย์เรานั้นหาได้มีความหมายอะไรอยู่เลย ดังนั้นโลกใบนี้ก็อาจจะไม่ไร้แก่นสารซะทีเดียวถ้าเรายึดโรก็องแตงเป็นแบบอย่าง กล่าวคือการหนีไปที่โลกแห่งศิลปะจินตนาการเพื่อที่จะรักษาชีวิตเราไว้จากความเอียนถึงแม้ศิลปะสำหรับซาร์ตร์นั้นจะมิได้ดำรงอยู่จริงก็ตาม

 

ในทางตรงกันข้ามกับซาร์ตร์ มุมมองของกามูเกี่ยวกับความหมายของชีวิตค่อนข้างที่จะต่างออกไป ซาร์ตร์เห็นว่ามนุษย์เราสามารถสร้างความหมายให้กับชีวิตเราได้โดยการเลือกที่จะกระทำโดยมีแก่นนำคือเสรีภาพ ในขณะที่กามูนั้นเหมือนว่าจะไม่ได้มองความหมายของชีวิตในทางนั้น โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้ารู้สึกว่ามุมมองของกามูนั้นค่อนข้างที่จะรุนแรง จากที่กล่าวไปแล้วว่าสำหรับกามู การขบถโดยปราศจากความหวังเป็นเพียงทางเดียวที่เราจะสามารถต่อสู้กับความรู้สึกในความไร้แก่นสารได้ แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่าถ้าเราขบถแล้ว เราจะสามารถค้นพบความหมายของชีวิตได้จริงหรือ? หรือทั้งนี้เป็นเพียงแค่ทางที่ถูกต้องในการที่จะยอมรับชะตากรรมของเราว่าชีวิตนั้นไร้แก่นสาร? กามูกล่าวว่า ‘ถึงแม้การดิ้นรนของชีวิตไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จริงแท้ และจุดจบนั้นคงจะเป็นแบบเดียวกันเสมอๆ แต่คนๆหนึ่งยังคงจะสามารถที่จะสร้างความรู้สึกของการมีจุดประสงค์ได้โดยผ่านทางตัวการดิ้นรนนั้น และผ่านทางการใช้ชีวิตที่เรารู้อยู่ว่าเป็นแค่เกมส์’ (Cox, 2008: 35) จากความหมายนี้จึงกล่าวได้ว่าเราเองก็ไม่สามารถที่จะหาความหมายที่แท้จริงให้กับตัวเราได้ แต่เรายังคงสามารถที่จะสร้างความหมายอีกนัยยะหนึ่งได้กล่าวคือโดยการขบถ และดังเช่นซิซีฟัส คือโดยการยอมรับโดยดุษณีในการดิ้นรนชั่วนิรันดร์ต่อความไร้แก่นสารในขณะที่เราเองก็เช่นเดียวกันก็ต้องไตร่ตรองต่อคำถามว่าจริงๆแล้วโลกใบนี้ก็หาได้มีความหมายอะไรอยู่เลยจริงหรือไม่

 

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เมอโซได้เข้าใจก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิต เขาได้สำเหนียกว่ามันไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยว่าเมื่อใดที่ความตายจะมาถึง ทุกๆคนนั้นปกติก็โดนคำสาปนี้อยู่แล้วมาแต่แรก ดังนั้นมันจึงไม่ได้มีความแตกต่างอะไรเลยถ้าเขาจะถูกตัดหัวเพราะความไม่แยแสหรือความเฉยเมยต่องานศพแม่ของเขา และประเด็นที่แสดงถึงการขบถที่รุนแรงของเขาก็คือในเมื่อเขาได้เข้าใจแล้วว่าไม่ว่าจะเป็นความตายตามธรรมชาติหรือความตายโดยกิโยติน ทั้งหมดนั้นล้วนไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรให้กับชีวิตมนุษย์ เมอโซต่อมาจึงเผยที่จะท้าทายความไร้แก่นสารด้วยความรู้สึกที่บริสุทธ์แต่เย้ยหยันของเขา กล่าวคือเขาต้องการให้ฝูงชนมาและโห่ร้องใส่เขาด้วย ‘เสียงอันเคียดแค้น’ ในระหว่างการประหารชีวิตในขณะที่เขาเองก็ได้สำเหนียกว่าเขาได้มีชีวิตที่มีความสุขแล้ว เพราะฉะนั้นอาจไม่ผิดนักที่จะพูดว่าการชนะเกมส์แห่งชีวิตนั้นก็คือการเอาชนะความไร้แก่นสารนั่นเอง

 

โดยสรุปแล้วนั้นเราจะเห็นแม้ว่ามันจะมีความลงรอยกันในพื้นฐานระหว่างมุมมองและปรัชญาในความไร้แก่นสารของซาร์ตร์และกามู หรือคงจะดีกว่าถ้าจะพูดว่าของโรก็องแตงและเมอโซ แต่ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดของเขาในทาง ‘ปฏิบัติ’ นั้นค่อนข้างที่จะต่างกันอยู่ไม่น้อย โรก็องแตงในทางหนึ่งนั้นได้หนีจากความไร้แก่นสารสู่โลกแห่งศิลปะจินตนาการ ขณะที่เมอโซในทางตรงกันข้ามได้ทำการขบถต่อความไร้แก่นสารโดยปราศจากซึ่งความหวัง แต่ว่าตรงนี้ไม่ใช่จุดที่สำคัญที่สุดเพราะทางแก้ปัญหาที่แตกต่างกันนั้นย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา แต่ประเด็นนั้นอยู่ที่ว่าปรัชญาของซาร์ตร์และกามูประกอบกับการแสดงออกในสิ่งต่างๆของโรก็องแตงและเมอโซได้เปิดเผยให้รู้ว่าชีวิตของเรานั้นอย่างไรก็ดีไม่สามารถที่จะอธิบายได้ตลอดถึงความมีตรรกะเหตุผลจนบางทีอาจจะถึงกับถึงกับอยู่ในขั้นที่เรียกว่า ‘ความไร้แก่นสารโดยสมบูรณแบบ’ (absolutely absurd) เลยก็เป็นได้ และถึงแน่นอนว่าถึงแม้จะมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของพวกเขา แต่กระนั้นก็คงจะเกินเลยไปสำหรับบุคคลกลุ่มนั้นถ้าจะกล่าวว่าพวกเขาเองก็ไม่เคยรู้สึกถึง ‘ความไร้แก่นสารในแบบพื้นฐาน’ (fundamental absurdity) แม้แต่ครั้งเดียว นักปรัชญาอเมริกันสายประยุกต์โทมัส เนเกล (Thomas Nagel) กล่าวว่า “คนส่วนมากก็รู้สึกเป็นครั้งคราวว่าชีวิตนั้นมันไร้แก่นสาร… แต่ว่า… พวกเขาก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมชีวิตจึงไร้แก่นสาร” (Nagel, 1979: 11)

 

บรรณานุกรม

 

ภาษาไทย

 

กีรติ บุญเจือ. (2522). ปรัชญาอัตถิภาวนิยม (EXISTENTIALISM) กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช จำกัด

 

ฌอง-ปอล ซาร์ตร์. (2517). ‘เอียน’ ใน คนไม่มีเงา, แปลโดย สุริยา เบญจโสภิษฐ์ กรุงเทพมหานคร: ดวงกมล, นน. 214-233.

 

อัลแบร์ กามู. (2549). คนนอก, แปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสโดย อำพรรณ โอตระกูล กรุงเทพมหานคร: สามัญชน

 

ENGLISH

 

Alberes, R. M. (1961). Jean-Paul Sartre: Philosophy without Faith London: The Merlin Press

 

Camus, A. (1955). The Myth of Sisyphus and Other Essays, translate from the French by J. O’Brien London: Hamish Hamilton

 

Camus, A. (1957). The Rebel, Translated from the French by Bower, A. London: Hamish Hamilton

 

Camus, A. (1982). The Outsider, translated from the French by Laredo, J. Great Britain: Penguin Books

 

Chiari, J. (1975). Twentieth-Century French Thought: From Bergson to Lévi-Strauss Great Britain: Paul Elek London

 

Cox, G. (2008). The Sartre Dictionary London: Continuum

 

Danto, A. C. (1975). Sartre Great Britain: Fontana

 

De Luppé, R. (1966). Albert Camus, translated from the French by Cumming, J. & J. Hargreaves London: The Merlin Press

 

Descartes, R. (1996) Meditations on First Philosophy, translated and edited by Cottingham, J. UK: Cambridge University Press

 

Earnshaw, S. (2006). Existentialism: A guide for the Perplexed London: Continuum

 

Hanna, T. (1958). The Thought and Art of Albert Camus Chicago: Henry Regnery Company

 

Lafarge, G. (1970). Jean-Paul Sartre: His Philosophy, translated by M. Smyth-Kok Indiana: University of Notre Dame Press

 

Lamarque, P. Nausea, Art and Existence (unpublished)

McCarthy, P. (2004). Albert Camus: The Stranger Cambridge: Cambridge University Press

 

Moran, D. (2000). Introduction to Phenomenology London: Routledge

 

Nagel, T. (1979). “The absurd” in Mortal Questions Cambridge: Cambridge University Press

 

Sartre, J. P. (1938). Nausea, translated from the French by Baldick, R. London: Penguin Books

 

Sartre, J. P. (1943). Being and Nothingness: An Essay on Phenomenological Ontology, translated by H. E. Barnes London: Methuen & Co Ltd

 

Sartre, J. P. (1948). Existentialism and humanism, translation and introduction by Mairet, P. London: Methuen & Co Ltd

 

Sartre, J. P. (1955). “Camus’ The Outsider, Ch.2” in Literary and Philosophical Essays, translated from the French by  Michelson, A. New  the French by  Michelson, A. New York: Collier Books

 

Singer, I. (1992). Meaning In Life: The Creation of Value New York: The Free Press

 

Stern, A. (1968). Sartre: His Philosophy and Existential Psychoanalysis London: Vision Press Limited

 

Warnock, M. (1965). The Philosophy of Sartre London: Hutchinson & Co Ltd

 

[Other Materials]

 

Baker, R. E. (2007). “Sartre and Camus: Nausea and Existentialist Humor” Journal of Language and Literature [on-line]. 1. Issue 1. Available at http://www.scientificjournals.org/journals2007/articles/1010.htm [Accessed 23 June 2009].

 

Brent, L. (2005). “Critical Essay on Nausea”, in Novels for Students, Gale. T. [on-line]. Available at http://www.answers.com/topic/nausea-criticism [Accessed 17 August 2009].

 

Camus, A. (1970). “Les Nouvelles Littéraires, (1945)”, in Lyrical and Critical Essays, Vintage [on-line]. Available at http://www.camus-society.com/albert-camus-existentialism.htm [Accessed 19 August 2009].

 

Hall, H. G. (2001). “Aspects of the Absurd” Yale French Studies [on-line]. No. 25. Available at http://research.yale.edu/frenchstudies/back_issues.php?id=29 [Accessed 25 June 2009].

 

Mardjianto, F. X. L. D. & Widyastuti, D. (2005). “The Antithesis of Absurdity through the Characters’ Characterization in Albert Camus’ The Stranger” The Antithesis of Absurdity [on-line]. Vol. 9 No. 1. Available at http://www.usd.ac.id/06/publ_dosen/phenomena/91/lilik.pdf [Accessed 17 August 2009].

 

Miller, R. (2007). Happy Again: Facing Death in Camus’ The Stranger [on-line]. Available at http://www.tiu.edu/files/library/HappyAgain2.doc [Accessed 17 August 2009].

 

Nicoll, A. (1994). The Stranger by Albert Camus [on-line]. Available at http://www.angelfire.com/art/megathink/articles/Stranger.html [Accessed 20 May 2009].