generic viagra generique
viagra cialis levitra
dr cheapest generic cialis
buy real viagra online without prescription
generic viagra overnight
manufacturer of cialis
viagra review
buy generic cialis without prescription
cialis generic no prescription
how to buy cialis in canada
generic viagra no prescription free
generic viagra cheap
pill viagra
real viagra pfizer
buy viagra without rx
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011036

ถอดรหัสผลงานทางมนุษยศาสตร์และมานุษยวิทยาของพระยาอนุมานราชธน

Filed under : INTEGRATED SCIENCE > SOCIAL SCIENCE

“งานของพระยาอนุมานราชธนทั้งหมดจะเข้าใจได้ต้องพิจารณาบริบท คือ “เวลา” ที่พระยาอนุมานราชธนเขียนว่าท่านเขียนในบริบทแบบไหน และมีความหมายอะไรที่มันลึกกว่าความหมายที่ท่านบอกเราตรงๆ และจะอ่านเล่มเดียวไม่ได้ ต้องอ่านมากพอสมควร ถ้าอ่านเล่มเดียวบางทีจะมองไม่ออกว่างานของท่านเกี่ยวกับ “การเมือง” หรือ “อำนาจการเมือง” อย่างไร”

ถอดรหัสผลงานทางมนุษยศาสตร์และมานุษยวิทยาของพระยาอนุมานราชธน

โดย ศาสตราจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ 

ถอดเทปจากการบรรยาย วันที่ 13 กรกฎาคม 2554

ห้องประชุม ม.ล. ตุ้ย ชุมสาย ณ อยุธยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผลงานของพระยาอนุมานราชธนมีความสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจความหมายระดับลึก เพราะความหมายที่แฝงเร้นอยู่ในผลงานของพระยาอนุมานราชธนมีผลต่อโครงสร้างอำนาจของรัฐไทยและมีอิทธิพลทางวิชาการมากจนถึงปัจจุบัน

สาเหตุที่พระยาอนุมานราชธนมีความสำคัญมากจนเราต้องทำความเข้าใจ หรือต้องถอดรหัสผลงานของท่าน  อาจสรุปได้อย่างน้อย 3 ข้อ ดังนี้

ข้อหนึ่ง ท่านเป็นนักปราชญ์หรือเป็นปัญญาชนที่แตกต่างจากปัญญาชนอื่นๆ ในสังคมไทย ปกติปัญญาชนคนอื่นๆ จะได้รับการปฏิเสธหรือการวิพากษ์วิจารณ์มากจากบางฝ่ายและได้รับการยกย่องจากบางฝ่าย   แต่พระยาอนุมานราชธนแตกต่างจากปัญญาชนคนอื่นๆ คือ ได้รับการยกย่องจากทุกฝ่าย

พระยาอนุมานราชธน เป็นอาจารย์ของปัญญาชนยุคหลังหลายท่าน เช่น คุณจิตร ภูมิศักดิ์ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และเป็นอาจารย์ของนักคิดนักเขียนอีกมากมาย และทุกคนยกย่องท่าน หรืออ้างอิงผลงานของท่าน อาจจะมีคุณจิตร ภูมิศักดิ์ที่เคยวิจารณ์ว่าผลงานทางนิรุกติศาสตร์ของท่านมีความผิดพลาดมาก แต่ก็ไม่ได้โจมตีท่าน

พระยาอนุมานราชธนได้รับการยกย่องเพราะอะไร ดิฉันคิดว่าเป็นเพราะท่านประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้สังคมลืมท่านในบางเรื่องและจำท่านในบางเรื่อง ทำไมท่านถึงประสบความสำเร็จในการทำให้สังคมลืมท่านบางเรื่อง จำท่านบางเรื่อง ดิฉันคิดว่าส่วนที่ท่านทำให้สังคมลืมจะเป็นส่วนที่เกิดขึ้นจากบุคลิกภาพของท่าน ซึ่งท่านเลือกที่จะมีบุคลิกภาพแบบนั้น คือท่านจะเป็นคนที่ไม่แสดงตัวโจ่งแจ้งในเรื่องใดๆ เลย ท่านจะทำตัวเงียบๆ อยู่ข้างหลัง อย่างเช่นท่านเป็นคนเขียนบทความในนามของ “สามัคคีชัย” และ “2475” ซึ่งนามแฝงทั้งสองนี้เป็นของจอมพล ป. พิบูลสงคราม พอดิฉันเจอข้อมูลตรงนี้ เข้าใจเลยว่าทำไมท่านทำงานให้จอมพล ป.มากขนาดนั้น ทำไมท่านจึงได้รับความไว้วางใจขนาดนั้น เกือบไม่มีใครรู้ว่าท่านเป็นคนเขียนบทความในนามแฝงของจอมพล ป. ดิฉันไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีเรื่องใดบ้างที่ท่านเขียนหรือไม่ได้เขียน แต่มีหลักฐานชัดเจนจากงานเขียนของผู้ที่เป็นอธิบดีกรมศิลปากรต่อจากพระยาอนุมานราชธนว่าท่านเป็นคนเขียนบทความในนาม “สามัคคีชัย” และ “2475”

บทบาทในการเขียนบทความในนามแฝงจอมพล ป. ทำให้จอมพล ป. โปรดปรานพระยาอนุมานราชธนมาก และดึงท่านมาทำงานใกล้ชิด แต่ท่านไม่เล่าถึงการทำงานกับจอมพล ป. เลย เมื่อท่านเขียน “ฟื้นความหลัง”  ดิฉันอ่านก็รู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ตรงที่ว่า ท่านพูดถึงชีวิตท่านสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วกระโดดมาพูดถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ตรงกลางมันหายไปไหน ตรงกลางคือส่วนที่เราอยากจะรู้ ปรากฏว่าไม่รู้หรอกเพราะท่านกระโดดข้ามไป เพราะท่านรู้ว่าภาพจอมพล ป. ในสายตาของประชาชนคนไทยในทศวรรษ 2500-2510 (สมัยจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอม) นั้นเป็นภาพติดลบ ท่านก็จะไม่พูดถึงชีวิต การงาน ผลงานทั้งหลายที่ท่านทำให้กับจอมพล ป. ทั้งๆ ที่ดิฉันคิดว่าท่านมีอิทธิพลมากในช่วงยุคจอมพล ป.เผลอๆ จะมากกว่าหลวงวิจิตรวาทการ คือท่านเป็นปัญญาชนยุคเดียวกับหลวงวิจิตรวาทการและกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระองค์วรรณฯ) แต่ท่านไม่กล่าวถึงชีวิตช่วงนั้น ประกอบกับท่านใช้ชีวิตเงียบๆ แบบนักปราชญ์ผู้มีชีวิตสมถะสันโดษ คนทั้งหลายจึงลืมไปเลยว่าท่านเคยทำงานมากมายในช่วงที่จอมพล ป. มีอำนาจ ส่วนเรื่องที่ท่านทำให้คนจำได้ ท่านจะเขียนไว้ใน “พื้นความหลัง” แล้วท่านเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เพราะฉะนั้นความรู้ที่ท่านสร้างก็จะเป็นที่ยอมรับนับถือของคนสมัยหลังมาก

ข้อสอง  ผลงานทางมานุษยวิทยาของท่านยังคงได้รับการยกย่องและการอ้างอิงจากนักวิชาการปัจจุบัน โดยที่คนจะเห็นว่างานของท่านได้บุกเบิกความรู้เกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมชนบทของไทย แล้วจะอ้างอิงข้อมูลของท่านตลอดมา ที่สำคัญ ผลงานของท่านยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีคิดของคนไทยเกี่ยวกับ “สังคมไทยและวัฒนธรรมของไทย” ซึ่งก็คือภาพของสังคมและวัฒนธรรมชาวนา มันเป็นภาพที่ตรึงตราติดใจคนไทยตลอดมา เพราะผลงานของท่านเป็นที่ยอมรับสูงมากในวงการวิชาการโดยเฉพาะในวงการมานุษยวิทยา อาจกล่าวได้ว่าผลงานของท่านเป็นที่ยอมรับสูงเพราะเชื่อกันว่าเป็นงานวิชาการบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่ได้รับใช้ใคร ท่านเป็นคนที่สูงส่งมากในสายตาคนไทยและนักวิชาการ

แต่เมื่อได้อ่านผลงานของท่านอย่างละเอียด แล้วดูบริบทของท่านในช่วงที่เขียนงานแต่ละเรื่อง ก็จะเห็นชัดเจนว่าท่านสร้างความรู้เพื่อรับใช้รัฐบาลจอมพล ป. ในช่วงทศวรรษ 2480และ ทศวรรษ 2490 ซึ่งในสองทศวรรษนี้งานก็มีลักษณะไม่เหมือนกัน เพราะจอมพล ป. ในสองสมัยมีสถานภาพทางอำนาจและมีเป้าหมายทางการเมืองต่างกันมาก และพอจอมพลสฤษด์ขึ้นมามีอำนาจ จอมพลสฤษดิ์ไม่เอาพระยาอนุมานราชธนมาทำงานด้วย และยังยุบหน่วยงานที่ท่านเคยทำงานอยู่ เพราะจอมพลสฤษดิ์รู้อยู่แล้วว่าพระยาอนุมานราชธนทำงานให้กับจอมพล ป. ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่พระยาอนุมานราชธนก็ยังทำงานตอบสนองระบอบการปกครองและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจอมพลสฤษดิ์ซึ่งจะกล่าวละเอียดต่อไปในภายหลัง

ข้อสาม ผลงานของพระยาอนุมานราชธนมีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐตั้งแต่ทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา การศึกษาผลงานของท่าน ช่วยให้เข้าใจความคิดที่อยู่เบื้องหลังนโยบายรัฐในช่วงต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ดิฉันตั้งคำถามว่าทำไมท่านจึงทำงานเพื่อรับใช้นโยบายรัฐบาลมากขนาดนั้น และรับใช้อย่างไรบ้าง

พระยาอนุมานราชธน ทำงานกรมศุลกากรในสมัยรัชกาลที่ 6-7  ท่านเลื่อนชั้นเร็วมากทั้งๆ ที่เรียนจบโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก แค่ชั้นมัธยมปีที่ 4 แต่ท่าน เป็น “พระยาอนุมานราชธน” เมื่อมีอายุ 30 ปีเศษเท่านั้น ถือว่าเจริญก้าวหน้าเร็วมาก ท่านเป็นคนที่เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างจริงจัง เรียนภาษาอังกฤษจนกระทั่งอ่านหนังสือวิชาการภาษาอังกฤษได้ แล้วการทำงานก็เป็นคนที่ทุ่มเทมาก ชีวิตในเรื่องของการเรียนรู้และการทำงานจะคล้ายกับหลวงวิจิตรวาทการ ท่านทำงานด้านการแต่งและแปลหนังสือเป็นงานอดิเรกจนประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงชวนท่านไปทำงานที่ราชบัณฑิตยสภา แต่ท่านปฏิเสธ เพราะทำงานอยู่กรมศุลกากรท่านเจริญก้าวหน้ากว่า

อย่างไรก็ตาม หลังจากการปฏิวัติ 2475 ไม่นาน อยู่ๆ ก็มีทหาร 4 คนเดินเข้ามาในกรมศุลกากร และบอกว่าจะมาทำงาน หนึ่งในจำนวนนั้นจะมานั่งในตำแหน่งของพระยาอนุมานราชธน จึงทำให้ท่านตกงานทันที ท่านเดือดร้อนเพราะว่าท่านไม่ได้มีทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย เรียนชั้น ม. 4 ก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะทางบ้านไม่มีเงินส่ง ตอนตกงานท่านต้องเลี้ยงพ่อแม่ เลี้ยงน้อง และท่านมีลูกทั้งหมด 8 หรือ 9 คน  วันหนึ่งท่านออกไปเดินเล่นและได้พบกับหลวงวิจิตรวาทการ วันนั้นหลวงวิจิตรวาทการออกปากชวนท่านไปทำงานในกรมศิลปากรเพราะเคยเห็นฝีมือท่านมาแล้ว ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ท่านได้เขียนหนังสือไว้จำนวนหนึ่ง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถึงกับทรงจ้างให้ท่านแปลหนังสือฝรั่งเล่มหนึ่งชื่อว่าอารยธรรมดึกดำบรรพ์  หลวงวิจิตรวาทการก็คงเห็นฝีมือท่านมาแล้วจึงชวนท่านไปทำงาน ท่านก็ไปอยู่กรมศิลปากร

พระยาอนุมานราชธนทำงานอยู่กรมศิลปากร เป็นที่พอใจของจอมพล ป.ฯ มาก ทำไมท่านถึงทุมเททำงานให้จอมพล ป. ดิฉันคิดว่าเป็นเพราะหลังจากตกงาน ท่านได้ทำงานที่นอกจากจะมั่นคงแล้วท่านยังได้ทำงานใกล้ชิดกับจอมพล ป. ด้วย ท่านยังคงเขียนหนังสือในนาม “สามัคคีชัย” และเป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการต่าง ๆ มากมาย ต่อมาหลวงวิจิตรวาทการคงหมั่นไส้ จึงมีข่าวว่าจะปลดท่านออก ซึ่งถ้าจะต้องตกงานอีกท่านก็คงเดือดร้อนมาก ปรากฏว่า จอมพล ป. ไม่ได้สั่งปลดพระยาอนุมานราชธนตามที่หลวงวิจิตรวาทการเสนอ  กลับดึงตัวท่านมาทำงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้ท่านได้ใกล้ชิดกับจอมพล ป. มากขึ้นไปอีก แล้วไม่นานจอมพล ป. ก็แต่งตั้งให้พระยาอนุมานราชธนเป็นอธิบดีกรมศิลปากรแทนหลวงวิจิตรวาทการ โดยหลวงวิจิตรวาทการย้ายไปทำงานด้านการต่างประเทศ  ทำให้พระยาอนุมานราชธนอาจจะมีความรู้สึกว่าจอมพล ป. ช่วยให้ท่านไม่ตกงานและได้มีชีวิตที่น่าพอใจมาก ลูกสาวของท่านคนหนึ่งเล่าเอาไว้ว่า ท่านมีความพอใจในชีวิตในช่วงที่ท่านมาทำงานกรมศิลปากรมาก ๆ เลย ท่านก็เลยทำงานให้จอมพล ป. อย่างเต็มที่

พอมาถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ถึงตอนนั้นท่านกลายเป็นนักปราชญ์ที่มีคนเคารพยกย่องมากแล้ว แม้ว่าจอมพลสฤษดิ์จะไม่เห็นคุณค่าของท่าน ไม่เอาท่านมาทำงาน ท่านก็พยายามพิสูจน์ตัวเอง พยายามที่จะเขียนหนังสือเพื่อชี้นำแนวทางการพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้น หนังสือที่เขียนในสมัยจอมพลสฤษดิ์จึงสอดคล้องกับแนวทางของจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งจะว่าไปแล้วแนวทางของจอมพลสฤษดิ์ก็สืบทอดแนวทางของจอมพล ป.  ค่อนข้างมาก (ซึ่งจะกล่าวต่อไปภายหลัง) เพราะฉะนั้น ท่านก็ยังเสนอความคิดที่ “ชี้นำ” หรือ “รับใช้” ระบอบการเมืองการปกครองและระบอบเศรษฐกิจในสมัยจอมพลสฤษดิ์

ผลงานของพระยาอนุมานราชธน ในช่วงทศวรรษ 2480

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. ได้ดำเนินนโยบายสร้างชาติไทยให้เป็นมหาอำนาจในแหลมทอง งานของพระยาอนุมานราชธนตอบสนองนโยบายนี้อย่างเต็มที่ จะถึงขั้นที่เราเรียกว่าบิดเบือนความรู้เพื่อตอบสนองระบอบนี้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่จะพูดคุยกันต่อไป

ในทศวรรษ 2480 ท่านได้ทำอะไรบ้าง ขอสรุปเป็น 5 ข้อ ดังนี้

ข้อแรก คือ การเน้นอาณาบริเวณของ “คนเชื้อชาติไทย” ที่ควรรวมเป็น “แผ่นดินเดียว” 

พระยาอนุมานราชธนเขียนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอาณาบริเวณที่ “คนเชื้อชาติไทย” อาศัยอยู่ เป็นอาณาบริเวณที่ จอมพล ป. ต้องการจะขยายอำนาจออกไป เพื่อสร้างชาติไทยให้เป็นมหาอำนาจในแหลมทอง พระยาอนุมานราชธนก็จะเน้นว่าอาณาบริเวณที่คนเชื้อชาติไทยอาศัยอยู่ทั้งหมดควรรวมให้เป็นแผ่นดินเดียวกัน อย่างเช่นงานเขียนประวัติศาสตร์ “เรื่องของชาติไทย” (ใน พ.ศ. 2484 ท่านตั้งชื่อเรื่องว่า “ชนเชื้อชาติไทย”)  เขียนในยุคที่รัฐบาลยึดคติเชื้อชาตินิยมอย่างเข้มข้น คติเชื้อชาตินิยมถูกใช้เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าคนเชื้อชาติไทยอยู่ในดินแดนที่จอมพล ป. ตั้งเป้าไว้ว่าจะรวมเข้ามาเพื่อสร้างชาติไทยให้เป็นมหาอำนาจ ในงานเขียนประวัติศาสตร์เรื่องนี้พระยาอนุมานราชธนได้ระบุไว้หลายแห่งว่าดินแดนที่จอมพล ป.ต้องการรวมเข้ากับ “ชาติไทย” “ล้วนเป็นดินแดนไทยอยู่ทั้งนั้น” ถ้าไม่แบ่งแยกทางการเมืองแล้ว “ก็จะเป็นแผ่นดินติดต่อถึงกันโดยตลอดเท่ากับเป็นผืนเดียวกัน”

ข้อสอง การเน้นความเหมือนของคำไทยและคำจีนที่แสดงว่าคนจีนเคยเป็นคนไทย

ผลงาน เรื่องไทย-จีน ซึ่งป็นงานทางนิรุกติศาสตร์ (คือวิเคราะห์ถึงรากของคำ) ท่านได้เขียนในเชิงที่ทำให้เห็นว่า “ในเขตประเทศจีน (จีนตอนใต้) พม่า และญวน ก็มีชนชาติที่พูดภาษาเดียวกับเรา คือภาษาไทยและเป็นชาติเดียวกับเราคือคนไทย ถ้าได้รวมกันก็จะมีจำนวนคนไทยตั้งยี่สิบล้านคน”

การที่ไทยจะเป็นมหาอำนาจในแหลมทองต้องมีประชากรมาก จึงจำเป็นต้องรวมคน “เชื้อชาติไทย” ในดินแดนโดยรอบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติไทย ดังนั้น ใน  เรื่องไทย-จีน พระยาอนุมานราชธนจึงกระตุ้นให้คนไทยอยากรวมชาติด้วยการระบุว่าประชากรในดินแดนตอนใต้ของจีน ตอนเหนือของพม่า และตอนเหนือของเวียดนามมีสายเลือดและวัฒนธรรมร่วมกันกับคนไทยในดินแดนประเทศไทย

“ถ้าไม่ยกเอาการแบ่งในทำนองการเมืองอย่างนี้ขึ้นมาพูดแล้ว จะต้องถือว่าเป็นแผ่นดินติดต่อนับเป็นผืนเดียวกันได้ เหตุนี้ประชาชนจึงยังสนิทสนมกลมเกลียวถือเสมือนเป็นพี่น้องร่วมท้องพวกเดียวกัน ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจที่มีประเพณีของเดิมอันเป็นเครื่องหมายของชาติร่วมกัน นับถือศาสนาเดียวกัน ได้แก่ศาสนาพุทธ มีวรรณคดีและพงศาวดารตำนานเมืองร่วมกัน ไทยสยามหรือไทยใต้ก็สืบเชื้อสายไปจากไทยพวกนี้ สืบเชื้อชาติร่วมบรรพบุรุษมาด้วยกัน”  

ใน เรื่องของชาติไทย พระยาอนุมานราชธนเร้าความรู้สึกให้คนไทยอยากรวมชาติไทยด้วยการเน้นว่า “คนไทย” ในจีน “ถูกจีนกลืนชาติจากไทยไปเป็นจีน” อยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบันก็ยังถูกกลืนชาติอยู่ ดังนั้นจำเป็นจะต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อผนวกเอาดินแดนที่มี “ไทย” อาศัยอยู่เข้ามารวมกับ “ชาติไทย” โดยเร็วที่สุด งานเขียนของท่านในทศวรรษ 2480  พยายามทำให้คนไทยรู้สึกว่า การรวมเอาดินแดนและประชากรที่เป็น “เชื้อชาติไทย” เป็นเรื่องถูกต้อง เป็นเรื่องชอบธรรม

ในงานเขียนเรื่องไทย-จีน ท่านจะยกเอาคำไทยกับคำจีนที่คล้ายมาแสดงนับร้อยคำเพื่อแสดงให้เห็นว่าคนจีนเคยเป็นคนเชื้อชาติไทย ทำไมพระยาอนุมานราชธนต้องพยายามบอกว่าคนจีนเคยเป็นคนไทย? คำตอบก็คือท่านตอบสนองนโยบายจอมพล ป. ในเรื่องนี้ เพราะไทยจะเป็นมหาอำนาจได้จะต้องมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งคนจีนที่กลายเป็นไทยจะช่วยให้ไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงขึ้น การทำให้จีนกลายเป็นไทยจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ

จะทำให้คนจีนเต็มใจกลายเป็นไทยได้อย่างไร? วิธีที่พระยาอนุมานราชธนใช้ ก็คือการเขียนงานทางนิรุกติศาสตร์เพื่อชี้ให้เห็นว่าคนจีนในดินแดนจีนก่อนจะอพยพมายังเมืองไทยนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นคนเชื้อชาติไทย แต่ถูกจีนเข้ามาปกครองแล้วกลืนชาติ ทำให้คนไทยที่กลายเป็นจีนลืมอย่างสิ้นเชิงว่าตนเองเคยเป็นคนไทยมาก่อน ท่านเขียนว่า

“คำในภาษาไทยตรงเสียงกับคำของกวางตุ้งนับได้มากมาย อิทธิพลของจีนเข้าครอบงำมาเสียนมนาน จนกลายเป็นจีนไปเสียแล้ว…พูดภาษาจีน และใช้ขนบธรรมเนียมประเพณีจีน ในที่สุดก็เลยเกลียดชาติและภาษาของตนเองกลายเป็นเจ๊กเป็นจีนไป”

พระยาอนุมานราชธนพยายามจะบอกว่าคนจีนกวางตุ้ง แต้จิ๋ว แคะ ไหหลำ   ล้วนแต่เป็นคนไทยมาก่อน ท่านจะเขียนให้เห็นเลยว่าคนจีนจากภาคใต้ของแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มที่อพยพมาอยู่เมืองไทยนี้เคยเป็นชนเชื้อชาติไทย  แต่ถูกจีนกลืนชาติจึงกลายเป็นจีน เช่น

“มณฑลภาคใต้ของจีนตลอดไปในกวางซี ไกวเจาในเกาะไหหลำ และในกวางตุ้งบางส่วน ในยูนนานทางด้านตะวันออกและตะวันตก คนจีนที่มีอยู่ในแคว้นเหล่านี้ ย่อมเป็นจีนที่กลายไปจากไทยนั่นเอง ตามหลักฐานที่อ้างมาข้างต้น เราอาจรวมความได้ว่าประชาชนพลเมืองภาคใต้ของจีนทั้งหมด ย่อมเป็นไทยโดยเชื้อชาติและพูดภาษาไทย”  หรือ

 แคะก็เหมือนกับกวางตุ้ง ถึงว่าเดิมจะเป็นไทยบัดนี้ย่อมกลายเป็นจีนไปเสียแล้ว ที่ยังมีเค้าอยู่ก็ด้วยสำเนียงภาษา”

ตัวอย่างคำในภาษาจีนและภาษาไทยที่พระยาอนุมานฯ ยกมาเปรียบเทียบกันให้เห็นว่าเป็นคำเดียวกัน เพื่อยืนยันว่าคนจีนเคยเป็นคนไทยมาก่อน

 “แต่งงาน” เทียบกับคำว่า “ติ้นหงัน”  

“หวั่น (เสียงกวางตุ้ง) หรือฮุ้น (สียงแต้จิ๋ว) คำนี้แปลว่า soul หรือวิญญาณ…ถ้าว่าโดยเสียงและความหมายก็ใกล้กับคำว่า ขวัญ ของเรามาก”  

ในภาษาจีนมีคำ…ในชาวกวางตุ้งก็เป็น ถิ่น หรือ เทน เป็นเสียงชาวแต้จิ๋ว ว่า เทียน หรือ ที คำนี้แปลว่า เทวดา……ดั่งนี้ เทียน ถิ่น หรือ เทน ในภาษาจีน กับ แถน ในภาษาไทย ก็คงเป็นคำเดียวกัน  

“เต้” หรือ “ไต้” กับ “ไทย” หรือ “ไท้”

“ป้อกวั๋น” กับ “พ่อขุน”

“ฮ่อง หรืออ๋อง (ฮกเกี้ยน) หรือ “หว่อง (กวางตุ้ง) กับ “หลวง”  

ฯลฯ

  เพราะฉะนั้น ท่านก็บอกคนจีนในเมืองไทยโดยทางอ้อมว่า จีนเคยเป็นคนไทยมาก่อน เมื่อมาอยู่เมืองไทยแล้วก็ควรเต็มใจที่จะกลับมาเป็นคนไทยอีกครั้งหนึ่ง อย่าเป็นจีนเลย ควรจะรู้สึกว่าตนเป็นคนไทยตามที่ตัวเองเคยเป็นเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

เรื่องความจำเป็นที่ทำให้จีนกลายเป็นไทย ขอเพิ่มเติมในส่วนการเคลื่อนไหวของนักชาตินิยมจีนในเมืองไทยซึ่งเข้มข้นมากมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 มาถึงสมัยจอมพล ป. ก็มีการเคลื่อนไหวของนักชาตินิยมจีนอย่างกระตือรือร้นมาก และได้รับการสนับสนุนจากชาวจีนอพยพอย่างกว้างขวาง เมื่อรัฐบาลจอมพล ป. ร่วมมือกับญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องหาทางทำให้ชาวจีนเปลี่ยนสำนึกจาก “ชาตินิยมจีน” มาเป็น “ชาตินิยมไทย” ซึ่งผลงานของพระยาอนุมานฯ จะตอบสนองความจำเป็นข้อนี้ เรื่องนี้จะสอดคล้องกับงานของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ เรื่อง Commodifying Marxism: The Formation of Modern Thai Radical Culture อาจารย์เกษียรกล่าวว่าพรรคคอมมิวนิสต์ในเมืองไทยจะมีความเป็นจีนสูงมาก แต่พอในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พรรคคอมมิวนิสต์จีนในเมืองไทยจะมีความเป็นไทยมากขึ้น กลายเป็นชาตินิยมไทยซ้อนกันกับชาตินิยมจีน อาจารย์เกษียรอธิบายว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่จีนต่อสู้กับญี่ปุ่น ทั้งในเมืองจีนและเมืองไทย เมื่อตนเองต่อสู้อยู่ในประเทศไทย ในที่สุดก็ทำให้พวกคอมมิวนิสต์ในไทยมีความรู้สึกชาตินิยมไทยมากขึ้น

ในสมัยสงครามโลก คนจีนในเมืองไทยจะส่งเงินกลับไปช่วยขบวนการชาตินิยมในเมืองจีนมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่คนจีนทำมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  จนมาถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การส่งเงินไปช่วยขบวนการชาตินิยมในเมืองจีนนี้  เป็นจำนวนเงินที่สูงมาก เพราะฉะนั้น ถ้าทำให้คนจีนกลายมาเป็นคนที่มีอุดมการณ์ “ชาตินิยมไทย” การส่งเงินกลับประเทศจีนก็น่าจะลดน้อยลง

ข้อสาม ในเรื่องภาษาไทย พระยาอนุมานราชธนก็จะเหมือนปัญญาชนกระแสหลักอื่นๆ ที่ให้ความสำคัญกับภาษาไทยมาก แต่ ให้ความหมายของภาษาไทยหรือมองความสำคัญของภาษาไทยแตกต่างออกไป กล่าวคือปัญญาชนกระแสหลัก อื่นๆ จะให้ความสำคัญกับภาษาไทยในแง่ของภาษาที่ทำให้คนมีความรู้สึกนึกคิดเป็นไทย รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชดำริว่าการใช้ภาษาไทยจะทำให้ “เป็นไทยในความนิยมและความคิด” หรือทำให้  “เชื่อง”  ถ้าคุณใช้ภาษาต่างจากผู้ปกครอง คุณยังไม่เชื่อง เพราะว่าภาษาคือตัวที่มากำหนดความรู้สึกนึกคิดของคน ถ้าใช้ภาษาไทยจะทำให้ความรู้สึกนึกคิดเป็นไทย อย่างเช่นรู้ที่ต่ำที่สูง ถ้าคุณพูดภาษาไทยอย่างถูกต้องคุณจะต้องรู้ที่ต่ำที่สูง คือคุณจะต้องรู้ว่าคนที่คุณจะพูดด้วยนี้เป็นคนที่สูงกว่าคุณ  ต่ำกว่าคุณ หรือเท่ากับคุณ ไม่เช่นนั้นคุณจะพูดกับเขาไม่ได้ คุณจะขึ้นต้นจดหมายคุณจะ “กราบเรียน” คุณจะ “กราบทูล” หรือคุณจะเขียนว่า “ถึง” มันขึ้นอยู่กับการรู้ที่ต่ำที่สูง อันนี้เป็นเรื่องที่ปัญญาชนกระแสหลักทั่วไปจะเน้น ยกเว้นพระองค์วรรณฯ พระยาอนุมานราชธนกับพระองค์วรรณฯ จะเน้นความสำคัญของภาษาไทยต่างจากปัญญาชนคนอื่น โดยพระยาอนุมานราชธน บอกว่าภาษาไทยช่วยรักษาความเป็นไทยของชาติไทยเอาไว้ เรายังเป็นชาติไทยเพราะเรายังพูดภาษาไทยกันอยู่

ในงานเขียน “ความรู้เกี่ยวกับภาษาไทย” ท่านบอกว่า “การมีภาษาร่วมกันทำให้เกิดความรู้สึกเป็นชาติเดียวกัน มีความมั่นคงดังเกลียวเชือก ฉะนั้น ภาษาไทยเป็นภาษาใหญ่ ไม่ใช่แต่เฉพาะคน ๒๕ ล้าน ที่มีอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น นอกเขตแดนประเทศไทยออกไป ในแผ่นดินพม่า แผ่นดินญวน แผ่นดินจีนก็ยังมีคนไทยพูดภาษาไทยอยู่อีกนับได้หลายล้านคน” อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้อยากรวมคนไทยเอาไว้ด้วยกัน

ในงานเขียนเรื่อง “ความคลี่คลายของคำไทย” ท่านบอกว่าคนไทยไม่ควร “นิยมชมชอบในภาษาอื่นเพราะมีประมาทขาดยั้งคิด” คืออย่าไปประมาทไปใช้ภาษาของคนอื่นจะทำให้เราลืมความเป็นไทย อย่าใช้โดยประมาทขาดความยั้งคิด เพราะภาษาเป็นเครื่องแสดงความรู้สึกต่อกันที่มีให้ปรากฏ เป็นการแสดงน้ำใจไมตรีอารี เป็นระเบียบประเพณีที่ดีของชาติ

ท่านเน้นความสำคัญของภาษาไทยเอาไว้ในงานเขียนและการบรรยายในที่ต่าง ๆ มากมาย อย่างไรก็ตาม ลูกสาวของท่านคุณสมศรี สุกุมลนันท์ นักเขียนชื่อดังได้เขียนเล่าไว้ว่า “พ่อให้ลูกเรียนโรงเรียนฝรั่ง ทุกวิชาเรียนเป็นภาษาอังกฤษ …เวลาที่อยู่ในโรงเรียน รวมทั้งเวลาหยุดพักต้องพูดภาษาอังกฤษตลอด หลังจากเวลาอาหารเย็นแล้วพ่อสอนภาษาอังกฤษให้ ลูกชายคนโตของพ่อเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนวชิราวุธซึ่งนักเรียนต้องอยู่ประจำ พ่อให้เขียนจดหมายโต้ตอบกับพ่อเป็นภาษาอังกฤษเป็นปรกติ”

แปลว่าอะไร? คงไม่จำเป็นต้องตอบ

ข้อสี่  ในด้านคุณธรรมไทย ในช่วงสงครามโลก ทศวรรษ2480 งานเขียนของพระยาอนุมานราชธน ปาฐกถาของท่าน คำบรรยายของท่าน และการเป็นกรรมการตัดสินเรียงความ ตัดสินอะไรต่างๆ ของท่าน จะเป็นการผลิตซ้ำ “คุณธรรม” ของคนใน “ชาติไทย”ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปัญญาชนตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะเน้นความเป็นไทยทางจิตใจมาก เช่นความคิดว่าชาติไทยเป็นชาตินักรบ รัชกาลที่ 6 ได้ทรงเน้นไว้ว่าการเป็น “ชนชาตินักรบ” นั้นหมายถึงอะไร ไม่ได้หมายความว่าอยากให้ทุกคนเป็นนักรบ แต่หมายความว่าคุณสามารถเสียสละแม้แต่ชีวิตเพื่อชาติได้ เพราะฉะนั้น คุณธรรมในเรื่องความกล้าหาญและความเสียสละแบบนักรบนั้นจะถูกเน้นอยู่ตลอด

งานเขียนประวัติศาสตร์“เรื่องของชาติไทย”  ของพระยาอนุมานราชธนดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องแรกที่บอกว่า “เบ้งเฮ็กเป็นกษัตริย์ไทย” เบ้งเฮ๊กเป็นตัวละครเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญในเรื่องสามก๊ก ตอนหลังหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ได้จับเอาตัวละครเบ้งเฮ๊กมาเขียนเรื่อง สามก๊กฉบับนายทุน ตอนเบ้งเฮ๊กผู้ถูกกลืนทั้งเป็น โดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ได้แสดงให้เห็นว่าเบ้งเฮ็กซึ่งเป็นผู้นำของคนไทย ถึงจะมีกำลังน้อยกว่าแต่ก็มีหัวใจแบบนักรบไทย ได้รบกับขงเบ้งอย่างกล้าหาญ แพ้ก็สู้ แพ้อีกก็สู้อีก สู้อยู่ตลอดไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เบ้งเฮ๊กในงานเขียนของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์จะสู้รบกับขงเบ้ง ซึ่งหม่อมคึกฤทธิ์หมายถึงอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เบ้งเฮ๊กเป็นคนไทยที่จะต่อสู้กับอาจารย์ปรีดีที่อย่างไม่ยอมแพ้ ในสมัยนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ต้องการให้คนไทยเห็นว่าอาจารย์ปรีดีซึ่งหนีภัยรัฐประหารไปอยู่เมืองจีนเป็นพวกคอมมิวนิสต์ที่ไม่ใช่คนไทยเพราะไม่รักใน ความเป็นไทย” พระยาอนุมานราชธนเป็นคนแรกที่บอกว่าเบ้งเฮ๊กเป็นคนไทยผู้เสียสละ ได้เสียสละทุกอย่าง และกล้าหาญอย่างยิ่งเพื่อต่อสู้กับศัตรูของชาติ เป็นการเน้นคุณธรรมของคนไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ใน “เรื่องไทย-จีน” เน้นเรื่องความสามัคคีอย่างมาก ในเรื่องอื่นอีกหลายเรื่องก็เน้นความสามัคคี เช่น การอธิบายว่าที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าก็เพราะแตกสามัคคี

ในเรื่อง “ความหมายแห่งวัฒนธรรม” เน้นคุณธรรมในเรื่องการทำตามหน้าที่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ปัญญาชนกระแสหลักเน้นมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระยาอนุมานราชธนระบุว่า “อันที่จริงรู้จักหน้าที่อย่างเดียวก็พอ ไม่ต้องรู้จักหรืออ้างเอาสิทธิก็ได้” นับเป็นแนวความคิดที่ยังมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อห้า การสร้างความรู้เพื่อทำให้คนไทยเห็นว่าอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นศัตรู

ในทศวรรษ 2480 แน่นอนว่าไทยเป็นศัตรูกับอังกฤษและฝรั่งเศส เพราะไทยเป็นมิตรกับญี่ปุ่นเพราะฉะนั้นพระยาอนุมานราชธนได้สร้างความรู้มากมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าฝรั่งเศสกับอังกฤษชั่วร้ายที่สุด เป็นชาติศัตรูของเรา อย่างเช่น งานเขียนเรื่อง อังกฤษสร้างความชั่วบนชีวิตชาวเอเชีย (พ.ศ. 2485)

“ตามที่ข้าพเจ้าได้รวบรวมเรื่องความไม่ดีของอังกฤษที่ได้ทำแก่ประเทศไทยและแก่ชาวเอเชียอื่น ๆ มานี้ ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เห็นว่า การที่เราร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นมาแล้วนั้น เป็นการสมควรอย่างยิ่ง เพราะจะได้ช่วยกันปราบอธรรมต่างๆ ที่ชาติอังกฤษได้สร้างไว้แก่พวกเราชาวเอเชียให้สูญไปเสียที เพื่อความไพบูลย์อันแท้จริง…” ยกตัวอย่างเช่น “เมืองเประซึ่งเคยเป็นประเทศราชของไทย ถูกอังกฤษเข้ามาเป็นเจ้ากี้เจ้าการยุยงส่งเสริม…เมืองเประก็ค่อยหลุดลอยไปจากไทยกลายเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในที่สุด เพราะด้วยเล่ห์เหลี่ยมอันฉลาดแกมโกงของอังกฤษ” หรือใน“ประเทศ อินเดียในเวลานี้มีทางรถไฟรวมเกือบ 40,000 ไมล์ ถ้าดูเพียงเท่านี้ก็จะเห็นว่าอังกฤษได้สร้างความสะดวกและความเจริญให้แก่อินเดียอย่างน่าชื่นชมยินดี แต่ถ้ารู้เรื่องอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นเช่นนี้ อังกฤษสร้างทางรถไฟเพื่อยุทธศาสตร์และเพื่อประโยชน์ในการค้าขาย เงินที่สร้างก็รีดรัดเอามาจากเงินภาษีอากรที่เรียกเก็บเอามาจากชาวอินเดียแทบทั้งนั้น ชาวอินเดียซึ่งโดยสารรถไฟได้รับความดูถูกและสบประมาทต่าง ๆ นานา…”

 “ในเรื่องคนของอังกฤษมาอาศัยเงินของอินเดียเลี้ยงดู ตำแหน่งราชการมีเงินเดือนตั้งแต่ 200 รูปีขึ้นไป เป็นคนอังกฤษรับตำแหน่งเสียร้อยละ 52”

“มอญและเขมรใครเล่าจะปฏิเสธได้ว่า เราไม่ได้เป็นพี่น้องกัน ถ้าจะดูรูปร่างหน้าตา ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนาที่นับถือ และอะไรอีกหลายอย่างก็เห็นเป็นทำนองเดียวกัน จะต่างกันก็เพียงที่ฝ่ายหนึ่งเป็นเอกราชกำลังเจริญก้าวหน้า แต่อีกฝ่ายหนึ่งเสื่อมทรามลง นี่ก็เป็นเพราะฝ่ายหนึ่งเป็นไทย อีกฝ่ายหนึ่งขาดความเป็นไทย ไปตกอยู่ในครอบงำของต่างชาติเท่านั้น ถ้าฝ่ายที่เสียความเป็นไทย มีโอกาสกลับมาเป็นไทยตามชื่อ ก็จะทำให้เราเป็นไทยสมชื่อยิ่งขึ้น”

ในกรณีหัวเมืองมอญ พระยาอนุมานราชธนเน้นด้วยว่า “อังกฤษต้องการเป็นไมตรีกับไทย เพียงจะอาศัยกองทัพไทยเป็นเครื่องมือสำหรับใช้สอยเป็นคนแบกหามอย่างข้าทาสของอังกฤษเท่านั้น”

งานเขียนของพระยาอนุมานราชธนจึงแสดงให้เห็นโดยนัยยะว่าคนไทยควรจะต่อสู้กับอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อรวมคนเชื้อชาติไทยในดินแดนโดยรอบเข้ามาเป็น “ชาติไทย” ให้ได้ดังแต่ก่อน

อย่างไรก็ตาม วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2488 หลังจากระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา ยังไม่ลงที่นางาซากิด้วยซ้ำ พระยาอนุมานฯ ก็ได้ตีพิมพ์บทความ “พุทธศาสนากับประชาชนพม่า” ใน วารสารเอกชนรายสัปดาห์ การส่งบทความที่แปลจากข้อเขียนของคนอังกฤษมาลงในวารสารรายสัปดาห์ ก็เพราะสามารถลงพิมพ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนาน ในบทความนี้สรรเสริญอังกฤษอย่างสูงส่ง อังกฤษทำดีทุกอย่างในพม่า แม้แต่การกอบโกยเอาทรัพย์สินหรือทรัพยากรของพม่าคนพม่าก็ไม่ได้เดือดร้อนเลยเพราะคนพม่านับถือศาสนาพุทธจึงเป็นคนมักน้อยสันโดษ ไม่รู้สึกเดือดร้อนเลยที่อังกฤษมาเอาทรัพยากรไป อังกฤษทำแต่สิ่งที่ดีงามแก่ชาวพม่า เป็นต้นว่า

“อาศัยการปกครองของเรา (ชาวอังกฤษ) ถนนหนทาง ความปลอดภัยการค้าขาย ก็มีตามเข้ามา มีการฟื้นฟูพุทธศาสนา ทวีความคิดเห็นในธรรมะและความกระตือรือร้น การศึกษาเล่าเรียนก็มีมากเป็นธรรมดา มาตรฐานการศาสนาก็สูงขึ้น มีสมาคมส่งเสริมพระศาสนาหลายสมาคม กระทำให้ประชาชนนิยมยินดีในความรู้และในพระธรรมคำสั่งสอนยิ่งขึ้นทั้งใกล้และไกล…” 

สรุปได้ว่าในบทความนี้อังกฤษดีไปหมดทุกอย่าง ปรากฏว่าขณะที่จอมพล ป. และคนอื่นๆ ถูกฟ้องในฐานะอาชญากรสงคราม แต่พระยาอนุมานราชธนไม่ถูกฟ้องเลย ทั้งๆ ที่ท่านทำงานให้กับจอมพล ป. อย่างเข้มแข็งที่สุด แทบทุกเรื่องที่จอมพล ป.ทำเกี่ยวกับวัฒนธรรมเพื่อตอบสนองนโยบายสร้างชาติไทยให้เป็นมหาอำนาจในแหลมทอง พระยาอนุมานราชธนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ แต่ท่านไม่ถูกฟ้องว่าเป็นอาชญากรสงคราม จะเป็นเพราะบทความนี้หรือไม่ก็ไม่ทราบ

ผลงานของพระยาอนุมานฯ ในทศวรรษ 2490

มาถึงทศวรรษ 2490 จอมพล ป. กลับมาอีกครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้มีอำนาจมากเหมือนในทศวรรษ2480 ในช่วงนี้พระยาอนุมานราชธนสร้างความรู้ทางวัฒนธรรมอย่างมาก บริบทการสร้างความรู้ทางวัฒนธรรมของพระยาอนุมานราชธนอาจสรุปเป็น 3 ข้อ ดังนี้

1. หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง คือตั้งแต่ปี 2489 เป็นต้นมา จะมีการฟื้นฟูอุดมการณ์ราชาชาตินิยมอย่างเข้มข้นมาก ตั้งแต่กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เรื่อยมาจนถึง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และคนอื่นๆ อีกหลายคนที่จะฟื้นฟูอุดมการณ์ราชาชาตินิยมในช่วงนี้ เพราะว่าเป็นช่วงที่ฐานอำนาจของจอมพล ป. อ่อนแอลงไปมากแล้ว และในช่วงสงครามอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ก็กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้านายหลายพระองค์ ทำให้เจ้านายอยู่ในสถานะดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475ใหม่ๆ หรือเทียบกับช่วงทศวรรษ 2480 อันเป็นช่วงที่เจ้านายยังไม่สามารถแสดงบทบาทได้มากนัก  จนกระทั่งหลังจากจอมพล ป. หมดอำนาจไปในปี พ.ศ. 2487  การใช้อุดมการณ์ราชาชาตินิยมเพื่อ การต่อสู้ทางการเมืองจึงเริ่มปรากฏขึ้น และในกลางทศวรรษ 2490 เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนนวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน อุดมการณ์ราชาชาตินิยมก็ยิ่งมีพลังมากขึ้น

2. บริบทอีกประการหนึ่ง คือการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ และสหรัฐอเมริกาจะเริ่มเข้ามาในช่วงยุคสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะเริ่มให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลจอมพล ป. และสหรัฐอเมริกาก็เห็นความสำคัญของการพัฒนาชนบทตั้งแต่สมัยจอมพล ป.แล้ว ต้องไม่ลืมว่า พ.ศ.2492 เป็นปีที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชัยชนะในเมืองจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ใช้ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” ซึ่งก็คือชนบทล้อมเมือง การพัฒนาชนบทจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ

บริบทนี้เองที่ทำให้พระยาอนุมานราชธนเริ่มสร้างความรู้เกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมชนบทเพื่อเป็นฐานให้แก่การพัฒนาชนบทของจอมพล ป. และการพัฒนาชนบทจะเป็นตัวที่ชี้ว่า ชนบทน่าอยู่ ชนบทเจริญขึ้น ไม่ได้อยู่ในสภาพเลวร้ายอย่างที่ฝ่ายซ้ายโจมตี งานอันหนึ่งที่พระยาอนุมานราชธนและรัฐบาลจอมพล ป. พยายามทำก็คือพยายามทำให้คนไทยรับรู้ว่าสังคมและวัฒนธรรมไทยนั้นดีอยู่แล้วไม่ได้มีการกดขี่เกิดขึ้นหรือไม่มีความขัดแย้งระหว่างชนชั้น

ในช่วงทศวรรษ 2490 รัฐบาลจอมพล ป. เปลี่ยนนโยบายทางวัฒนธรรมต่างจากทศวรรษ 2480 คือในทศวรรษ 2480 รัฐบาลจอมพล ป. เปลี่ยนวัฒนธรรมของคนไทยให้มีความเสมอภาคมากขึ้นตามอุดมการณ์ของคณะราษฎร และพยายามจะเปลี่ยนวัฒนธรรมของคนทั้งประเทศอย่างรวดเร็ว แต่ในทศวรรษ 2490 จอมพล ป.ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างรวดเร็วอีกแล้ว กลับต้องการใช้พลังของจารีตประเพณีมาสร้างความชอบธรรมแก่อำนาจของตน เพื่อให้ได้รับความนิยมจากประชาชน คือประชาชนผ่านประสบการณ์ความทุกข์ยากในช่วงครามโลก ทั้งประชาชน ทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนสารคดีทางการเมือง จะรู้สึกรุนแรงขึ้นว่าการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ไม่ได้ทำให้สังคมไทยดีขึ้น ชีวิตทำไมมันถึงทุกข์ยากเดือดร้อนขนาดนี้ และก็ทำให้คนส่วนมากหวนนึกถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งผ่านไปไม่นาน จาก พ.ศ. 2475 มาจนถึง พ.ศ. 2490 ก็เพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นเอง  

บรรยากาศที่คนหวนนึกถึงสภาพที่ดีกว่าในระบอบเก่าและมองการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ในแง่ลบนี้เองที่ทำให้รัฐบาลจอมพล ป. กลับมาใช้พลังของจารีตประเพณี แทนที่จะสืบทอดอุดมการณ์ที่เน้นความเสมอภาคของคณะราษฎร์ นอกจากนี้พลังของจารีตประเพณียังเป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้และต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ด้วย

จอมพล ป. สมัยที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวแทนของคณะราษฎร์อีกแล้ว พระยาอนุมานราชธนสนับสนุนจอมพล ป. ช่วงทศวรรษ 2490 ด้วยการสร้างความรู้ทางวัฒนธรรมเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานทางวัฒนธรรมของรัฐบาล

โดยบุคลิกภาพส่วนตัวแล้ว พระยาอนุมานราชธนจะไม่ปะทะกับใครตรงๆ เลย แม้แต่พวกคอมมิวนิสต์ พระยาอนุมานฯ ก็ไม่เคยใช้คำว่าคอมมิวนิสต์ และไม่เคยเขียนว่าคอมมิวนิสต์ไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้แม้แต่ครั้งเดียว ท่านไม่เคยโจมตีอย่างตรงไปตรงมาเลย แต่ใช้การสร้างความรู้เพื่อให้เห็นว่า “เมืองไทยนี้ดี” “ชนบทนี้ดี” อยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงเมืองไทย เพราะเมืองไทยนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ฝ่ายซ้ายหรือพวกมาร์กซิสต์หรือคอมมิวนิสต์เน้นว่าเลวร้ายกระทั่งต้องมีการปฏิวัติ

พระยาอนุมานราชธนเสนอแนวทางในการเปลี่ยนแปลง “สังคมและวัฒนธรรมไทย” แบบวิวัฒนาการ คือเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป มิให้ตกอยู่ในสภาพ “กระด้างรัดตัว” คือไม่ให้อยู่นิ่งกับที่ ซึ่งจะทำให้สูญเสียพลังในการเผชิญกับเหตุการณ์ที่ “เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นอยู่แห่งส่วนรวม” ซึ่งเหตุการณ์ที่ “เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นอยู่แห่งส่วนรวม” ก็คือการเคลื่อนไหวของพวกคอมมิวนิสต์นั่นเอง แต่ท่านไม่ใช้คำว่าคอมมิวนิสต์

ความรู้ที่พระยาอนุมานฯ สร้างในทศวรรษ 2490 มีความหมายทางการเมืองอย่างไร?

เริ่มจากความรู้เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ในเรื่องนี้พระยาอนุมานฯ จะแตกต่างจากปัญญาชนกระแสหลักคนอื่นทั้งหมด ยกเว้นพระองค์วรรณฯ พระยาอนุมานราชธนกับพระองค์วรรณฯ จะคล้ายกันคือไม่ได้เน้นความสำคัญของพระมหากษัตริย์ต่อชาติไทย ทั้งพระยาอนุมานราชธนและพระองค์วรรณฯ แม้จะยกย่องพระมหากษัตริย์อยู่บ้างแต่ไม่ได้เน้นมาก สำหรับพระยาอนุมานราชธนนั้น เมื่อไปดูช่วงเวลาที่เขียนงานก็จะพบว่าท่านยกย่องพระมหากษัตริย์ในเวลาที่จอมพล ป. ไม่มีอำนาจแล้ว และจะยกย่องเฉพาะบทบาทของพระมหากษัตริย์และเจ้านายในทางวัฒนธรรม   แต่ไม่เคยยกย่องบทบาททางการปกครองเลย อันนี้ก็คงเข้าใจได้ไม่ยาก ก็คือท่านทำงานให้จอมพล ป. มายาวนาน และสถานการณ์ในช่วงก่อนจะถึงทศวรรษ 2500 ก็ไม่แน่ว่าฝ่ายที่เน้นอุดมการณ์ราชาชาตินิยมจะได้ชัยชนะทางการเมือง

ความรู้เกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมชาวบ้านที่สร้างโดยพระยาอนุมานราชธนมีความหมายอย่างไร ?

พระยาอนุมานราชธนศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ใช่เพราะท้องถิ่นมีความสำคัญในตัวเอง แต่เน้นวัฒนธรรมท้องถิ่นว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของชาติ และยังมีความเห็นด้วยว่าคนที่จะปกครองประชาชนต้องมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ต้องเข้าใจในจิตใจของคนท้องถิ่น  เพราะช่วยให้การปกครองสะดวกขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านก็จะสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีชาวบ้านให้ชนชั้นนำเข้าใจชาวบ้านเพื่อจะได้ปกครองชาวบ้านได้ นอกจากนี้ท่านยังเขียนเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของประชาชน เพื่อจะเป็นฐานความรู้ให้แก่การสร้าง “เอกัตภาพ”   ของวัฒนธรรมแห่งชาติไทยที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่านจะทำให้เห็นว่าเอกภาพทางวัฒนธรรมมีความสำคัญต่อชาติมาก  ถึงแม้ว่าท่านจะยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมแต่ท่านบอกว่าจะปล่อยให้แตกต่างหลากหลายมากไม่ได้ ต้องพยายามสร้างจุดร่วมหรือสร้างดุลยภาพระหว่างความแตกต่างกับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วย

การสถาปนามโนทัศน์ “ชนบทไทยนี้ดี” และมโนทัศน์ “สังคมชาวนา” 

ความรู้ที่ท่านสร้างในช่วงทศวรรษ 2490-2500 มีส่วนอย่างสำคัญที่สุดในการสถาปนามโนทัศน์ “ชนบทไทยนี้ดี” และมโนทัศน์ “สังคมชาวนา” ซึ่งเป็นมโนทัศน์ที่นักวิชาการและปัญญาชนจำนวนมากก็ยังใช้อยู่ในปัจจุบันในการอธิบายชนบทไทย

ในเรื่อง “ชีวิตชาววัด” (พ.ศ. 2493) พระยาอนุมานราชธนแสดงให้เห็นว่าพระไม่ได้เอาเปรียบสังคม พระพุทธศาสนาทำให้ชนบทเป็นสังคมที่ดีงาม เป็นสังคมที่น่าอยู่ เป็นสังคมที่สงบสุข พวกมาร์กซิสต์บอกว่าศาสนาเป็นยาฝิ่น มองว่าพระหรือวัดเอาเปรียบสังคม พระยาอนุมานราชธนบอกว่า “อย่าเข้าใจผิดว่าพระท่านเอาเปรียบแก่สังคม แม้ท่านไม่ได้เป็นผู้ผลิตอาหารอันจำเป็นแก่ร่างกาย แต่ท่านก็เป็นผู้ผลิตอาหารทางจิตใจให้แก่เรา คนผิดกว่าสัตว์ที่มีอาหารสำหรับบำรุงปัญญา และเลี้ยงจิตใจให้งอกงาม” และวัดก็ยังเป็นแหล่งของศิลปะและวัฒนธรรม นอกจากวังแล้วศิลปะทุกประเภทอยู่ที่วัด ในแง่ของศิลปะแห่งชาติ นอกจากพระราชวังแล้วพระยาอนุมานราชธนกล่าวว่าศิลปะทุกประเภทมีอยู่ที่วัดทั้งนั้น แม้แต่โขนละครเขาก็มีกันที่วัด บรรเลงปีพาทย์ให้พระฟัง เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ชนบทไทยนี้ดี ทำให้สังคมไทยนี้ดี ทำให้เมืองไทยนี้ดี ตรงนี้จะต่างจากปัญญาชนกระแสหลักอื่นๆ เพราะแม้ว่าปัญญาชนกระแสหลักอื่นๆ ก็เน้นว่าเมืองไทยนี้ดี แต่เมืองไทยนี้ดีเพราะอะไร คำอธิบายจะแตกต่างกัน ถ้าเป็นปัญญาชนกระแสหลักทั่วไป เมืองไทยนี้ดีเพราะมีหัวใจของความเป็นไทยสองอย่าง อย่างที่หนึ่งคือพระมหากษัตริย์ อย่างที่สองคือพุทธศาสนา แต่พระยาอนุมานราชธนจะเน้นเฉพาะพุทธศาสนาเท่านั้น

ในงานเขียนเรื่อง “เทศกาลสงกรานต์” (พ.ศ.2494 ) ท่านจะทำให้เห็นว่าวัดเป็นสถานย่านกลางที่ชุมนุมของชาวบ้าน เพราะชาวบ้านจะได้วิสาสะพบกัน ซึ่งคือภาพที่เราบรรยายถึงชนบทไทยปัจจุบัน จะเห็นว่ามาจากภาพที่พระยาอนุมานราชธนบรรยายไว้ เพราะชาวบ้านจะได้วิสาสะพบกันตลอดจนแสวงหาศิลปวิทยาการ คือเรียนหนังสือที่วัดและการบุญการกุศลซึ่งสงบเย็นใจ หรือจะไปสนุกรื่นเริงกันอย่างมีระเบียบไม่จุ้นจ้านเมามาย มีงานมหรสพต่าง ๆ ก็ที่วัด ได้เห็นเนื้อคู่เป็นครั้งแรกก็ที่วัด มีบุตรเมื่อโตขึ้นต้องการจะให้มีวิชาความรู้ และได้รับการอบรมความประพฤติทางศีลธรรม ตลอดจนบวชเรียนก็ที่วัด เพราะฉะนั้น วัดก็เป็นสถานที่ของทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีๆ ในชีวิตของชาวบ้าน ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายไป และพระนั้นเป็นผู้มักน้อย ไม่ยอมอยู่ว่าง สอนหนังสือ สอนศีลธรรมจรรยา งานอดิเรกที่อาจเกิดประโยชน์ในทางช่างฝีมือ ศิลปวิทยาวิชาช่างต่าง ๆ มากมาย

ภาพของ “วัด” และ “พระสงฆ์” เป็นส่วนหนึ่งที่เสริมสร้างภาพ “เมืองไทยนี้ดี” เพราะมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แน่นอนว่าทำให้มองศาสนาอื่นในแง่ที่ไม่มีความสำคัญต่อชาติหรือมีสถานะด้อยกว่าพุทธศาสนาภาพเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ปัญญาชนกระแสหลักได้เน้นอยู่เสมอ

ภาพ “ชนบทนี้ดี” จะเห็นในงานของพระยาอนุมานราชธนเกี่ยวกับชนบทเกือบทุกเรื่อง คือนอกจากพุทธศาสนาแล้ว หมู่บ้านยังสงบสุขเพราะมีขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ รวมทั้งความเชื่อเกี่ยวกับผีสางเทวดา ซึ่งเป็นผลดีต่อคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะในสมัยที่ยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้อย่างทั่วถึง สิ่งที่เป็นประเพณีทั้งหลายก็เป็นสิ่งที่จะทำให้ชาวบ้านมีชีวิตสงบสุข และชาวบ้านยังดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ท่ามกลางทุ่งรวงทองอีกด้วย ภาพเช่นนี้ปรากฏในงานของพระยาอนุมานราชธนมากมายหลายเรื่อง

การบรรยาย “พิธีสู่ขวัญ” ในภาคอีสานเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของภาพ “เมืองไทยนี้ดี”  “ชนบทไทยนี้ดี” คนมาช่วยงานอย่างเต็มใจ เจ้าภาพก็เลี้ยงอาหารแก่บรรดาผู้มาช่วยงาน อิ่มหนำสำราญแล้วตกค่ำก็มีการสนุกรื่นเริงกันเป็นพิเศษ เช่น มีหมอลำหมอแคน.และเล่นสนุกเฮฮากันอย่างนี้ตลอดทั้งคืน

เพราะฉะนั้น ภาพ “ชนบทนี้ดี” ในงานพระยาอนุมานราชธนเป็นภาพที่ซึมซับอยู่ในใจ ไม่ใช่แค่ในสมองของเราแต่ซึมซับอยู่ในหัวใจของเรา แล้วก็เป็นที่มาของแนวคิดเรือง “วัฒนธรรมชุมชน” ที่ชาวบ้านมีใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและก็มีความสุขอย่างมากๆ

ภาพแบบที่พระยาอนุมานราชธนสร้าง จะไปอยู่ในภาพ ส.ค.ส. อยู่ในตำราเรียน ไปอยู่ในภาพยนตร์และอยู่ในนวนิยายประเภท “บ้านไร่นาเรา” ชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ในชนบทที่มันอยู่ในหนังในนวนิยายจะมาจากงานพระยาอนุมานราชธน “บ้านไร่นาเรา” เป็นนวนิยายที่กลายเป็นหนัง แล้วก็จะกลายเป็นต้นแบบของนวนิยายหรือละครที่เกี่ยวกับชีวิตชนบทประเภทผู้ใหญ่ลีกับนางมา ฯลฯ

สำหรับภาษาถิ่น ในช่วงทศวรรษ 2490 พระยาอนุมานราชธนยังคงเน้นภาษาถิ่นในฐานะที่เป็นส่วนประกอบของภาษาไทย เราควรจะเรียนภาษาถิ่นเพื่อ “รู้เรื่องราวของชาติไทยเดิม” การศึกษา “หลักภาษาไทยพายัพ” ไม่ได้เน้นว่าสำคัญสำหรับชาวพายัพ แต่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่รักและสนใจภาษาไทยเดิม พระยาอนุมานราชธนจะเขียนจดหมายโต้ตอบกับพระปริยัติวงศาจารย์แห่งวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ คือพระปริยัติวงศาจารย์ ท่านได้ศึกษาเกี่ยวกับภาษาท้องถิ่นไว้มาก ในจดหมายฉบับหนึ่งพระปริยัติวงศาจารย์ได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อตำบลและอำเภอต่างๆ  เสียใหม่ ให้เป็นชื่อใหม่ที่มีความหมายในภาษาไทย  ซึ่งพระยาอนุมานฯ ก็เขียนจดหมายตอบว่า “เห็นพ้องด้วยกับการดำริทุกประการ” เพราะฉะนั้น ภาษาถิ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของภาษาไทยหาใช่มีความสำคัญต่อคนชาติพันธุ์อื่นๆ ในประเทศไทย

ในทศวรรษ 2490 พระยาอนุมานฯ มีส่วนอย่างมากในการกำหนดแนวทางในการดำเนินนโยบายวัฒนธรรม ซึ่งทศวรรษ 2490 จะต่างกับช่วงทศวรรษ 2480 ในทศวรรษ 2490 พระยาอนุมานราชธนจะบอกว่าไม่ควรทำให้วัฒนธรรมมีระเบียบเป็นพิมพ์เดียวเหมือนกันหมดหรือเท่ากันหมด ท่านบอกว่าจะทำให้เท่ากันหมดหรือเหมือนกันหมดมันทำไม่ได้ วัฒนธรรมที่เจริญงอกงามคือวัฒนธรรมที่มีส่วนประกอบต่างๆ ลักษณะต่างๆ และแปลกๆ กัน แต่ประสานเข้ากันได้เป็นเอกภาพ อย่างไรก็ตาม พระยาอนุมานฯ เน้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางด้านวัฒนธรรมของชาติอย่างมาก เพราะฉะนั้น ท่านก็จะเสนอแนวทางดำเนินงานวัฒนธรรมเพื่อสร้างเอกภาพของวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยระบุว่าจะต้องมี 4 ข้อต่อไปนี้

ข้อหนึ่ง คือผู้นำ  ท่านจะเน้นความสำคัญของ “ผู้ชักนำ” อย่างมาก คือ “ผู้ชักนำ”เป็นผู้ริเริ่มสิ่งแปลกใหม่ เสริมสร้างสิ่งเก่าให้งอกงาม สร้างใหม่ให้เชื่อมเก่าเพื่อไม่ให้ขาดตอนกัน คือช่วงทศวรรษ 2480 เป็นช่วงที่รัฐบาลอยากจะขาดตอนจากวัฒนธรรมเก่า เพราะว่าต้องสู้กับวัฒนธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พอทศวรรษ 2490 จะหันมาเน้นว่าจะเปลี่ยนก็ได้ แต่ควรเปลี่ยนอย่างวิวัฒนาการและของใหม่จะต้องเชื่อมต่อกับของเก่า อันเป็นสิ่งที่พระยาอนุมานฯ เน้นมาก และเน้นของเก่ามากขึ้นอีกในช่วงทศวรรษ 2500  เพราะในทศวรรษ 2490 จอมพล ป.ต้องพึ่งพลังของจารีตประเพณีในการรักษาอำนาจดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และชนชั้นนำในทศวรรษ 2490 จนถึงทศวรรษ 2510 ยังอาศัยพลังของจารีตประเพณีในการต่อต้านการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ด้วย

ข้อสอง “มีแนวเป็นจุดหมายปลายทางบอกให้รู้ว่าจะไปทางไหน”

ข้อสาม  “มีการวางรูปเป็นมาตรฐานว่าต้องการจะให้ดำเนินไปอย่างไร”

ข้อสี่  “มีนโยบายที่จะชักชวนหรือบังคับแล้วแต่กรณี จะโดยตรงหรือโดยปริยาย เพื่อให้คนในหมู่กระทำตามมาตรฐานที่วางไว้

การเสริมสร้างคุณธรรมเพื่อชาติและผู้นำแห่งชาติในทศวรรษ 2490

การเน้นความคิดเรื่อง “พ่อขุนอุปถัมภ์”

เรื่อง “พ่อขุนอุปถัมภ์”  มักจะคิดกันว่าเริ่มขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ที่จริงจอมพล ป. สู้กับกลุ่มอนุรักษ์นิยม/กลุ่มราชาชาตินิยม ด้วยการหันมาเน้นบทบาทของตัวเองในฐานะพ่อขุนอุปถัมภ์ คือเมื่อพวกราชาชาตินิยม/พวกอนุรักษ์นิยม สาย ม.ร.ว. เสนีย์/ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เน้นความสำคัญของพระมหากษัตริย์มาก จอมพล ป. ก็จะเน้นบทบาทของตนเองในแบบ “พ่อขุนอุปถัมภ์” จะเห็นได้ว่า จอมพล ป. ตั้งชื่อพรรคการเมืองของตนว่า “เสรีมนังคศิลา” ก็คือพระแท่นมนังคศิลาที่พ่อขุนรามคำแหงเสด็จขึ้นไปประทับแล้วก็ตัดสินคดีความ หรือสอนธรรมะให้ประชาชนมีศีลธรรม จอมพล ป. ทำตนเป็นพ่อขุนอุปถัมภ์ และตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาเป็นฐานอำนาจ เป็นแท่นที่ขึ้นมานั่งมีอำนาจ   และจอมพล ป. ก็มีนโยบายอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างมากในช่วงแห่งการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ

พระยาอนุมานราชธนมีส่วนอย่างมากในการสร้างอุดมการณ์พ่อขุนอุปถัมภ์ ในขณะที่หลวงวิจิตรวาทการแต่งเรื่อง “อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง” ตามที่จอมพล ป. ขอร้อง พระยานอนุมานราชธนก็เขียนหนังสือวิวัฒนาการแห่งวัฒนธรรม เพื่อชี้ให้เห็นว่าการปกครองของสุโขทัยเป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ให้ราษฎรมีโอกาสและไม่เอาเปรียบราษฎร มีความเสมอหน้ากันทุกคน ท่านจะบอกว่าต้องเรียกว่า “พ่อขุนรามคำแหง” ไม่ใช่ “พระเจ้ารามคำแหง”

หนังสือวิวัฒนาการแห่งวัฒนธรรม ยังเน้นเรื่อง “ผู้เป็นหัวหน้า…ผู้ตั้งกฎข้อบังคับ” อย่างมาก และเน้นเรื่อง “คุณธรรม” ของการอยู่ร่วมกันในแง่ที่ส่งเสริมอำนาจของ “ผู้นำ” เป็นอย่างมาก จะเน้นว่าหัวหน้าสำคัญอย่างไร หัวหน้าจะเป็นคนที่ช่วยให้กลุ่มรอดได้ย่างไร แล้วก็เน้นคุณธรรมต่างๆ ที่จะเสริมสร้างอำนาจของผู้นำ เช่น ความเชื่อฟัง การทำตามกฎและการทำตามคำสั่งของผู้นำ ผู้ที่ทำตามคำสั่งของหัวหน้าหมู่ จะมีโอกาสเอาชนะเหล่าผู้ซึ่งไม่ทำตามที่สั่ง และยังเน้นให้ไว้วางใจในตัวหัวหน้าด้วย

การสร้างความรู้เกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมในทศวรรษ 2500

 พระยาอนุมานราชธนถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. 2512 เมื่อมีอายุ 80 ปี เพราะฉะนั้น ในทศวรรษ 2510 ท่านก็จะเขียนหนังสือน้อยลงแล้ว ยกเว้นเรื่องฟื้นความหลัง งานชุดสุดท้ายของท่านจึงเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2500

งานชุดที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 2500 ส่วนใหญ่สืบทอดความคิดเดิมที่เคยเสนอในช่วงก่อนหน้า แต่ปรับเปลี่ยนจุดเน้นเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป เพราะแท้ที่จริงแล้วนโยบายทางวัฒนธรรมของจอมพลสฤษดิ์มีความสืบเนื่องกับนโยบายของจอมพล ป. ในทศวรรษ 2490 อย่างมาก เว้นแต่จอมพลสฤษดิ์จะเน้นการฟื้นฟูความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ เน้นการพัฒนาทางวัตถุอย่างรวดเร็วและกว้างขวางขึ้น และเน้นการแบ่งชั้นทางสังคมมากขึ้น เพราะฉะนั้นงานของพระยาอนุมานราชธนในช่วงทศวรรษ 2500 จะเน้นการแบ่งชั้นทางสังคมอย่างมากที่สุด

เริ่มจากท่านนิยามประชาชาติไทยและวัฒนธรรมไทย ท่านใช้คำว่า “ประชาชาติ” เหมือนพระองค์วรรณฯ แต่กลับเน้นว่าในระดับประชาชาตินั้นมีสังคมของคนหลายชนชั้นซ้อนกันอยู่ แล้วก็เน้นพุทธศาสนาและภาษาไทย เป็นหัวใจของความเป็นไทย หรือเป็นวัฒนธรรมที่มีคุณค่าสูงสุดต่อประชาชาติไทย ท่านบอกว่าคนไทยแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของชาติไทยที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับคนอื่นๆ รวมทั้งกับบรรพบุรุษในอดีตและลูก หลาน เหลน ในอนาคต คือให้มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของบรรพบุรุษในอดีต อันนี้ก็จะถูกเน้นในยุคของเราเหมือนกัน ว่าบรรพบุรุษของเราท่านเคยเสียสละ เคยทำอะไรต่าง ๆ เพื่อชาติมามากมาย เราเองเป็นคนที่จะสานต่อภารกิจตรงนั้นเพื่อที่จะส่งมอบประชาชาติไทยให้แก่ลูก หลาน เหลน ในอนาคต แล้วประชาชาติไทยจะมีวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นสายใยเชื่อมโยงให้ต่อเนื่องกันไปทุกชั่วอายุคน

ท่านจะอ้างงานของ Sir Earnest Baker เรื่อง National Character ดังนี้

“เราจะเห็นกลุ่มชนซึ่งแต่ละบุคคลเป็นเหมือนจุดจุดหนึ่ง (เป็นอย่างดวงดาวที่มีในท้องฟ้าเวลากลางคืน) บุคคลเหล่านี้แต่ละคนย่อมร่วมสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ระหว่างกันและกันเท่านั้น แต่ยังร่วมสัมพันธ์กันอยู่กับบรรพบุรุษและผู้ที่สืบต่อของตนด้วย (เท่ากับปัจจุบันร่วมสัมพันธ์กับอดีตและอนาคตต่อเนื่องกัน) ดูประหนึ่งว่ามีสายใยอันละเอียดอ่อนหลายสายโยงต่อกันไว้ ท่านจะเรียกสายใยนี้ว่ามรดกทางสังคม หรือว่าปรัมปราประเพณีของประเทศชาติก็ได้ และสายใยนี้ย่อมฟั่นขึ้นได้ด้วยเส้นแห่งภาษาและวรรณคดี เส้นแห่งกฎหมายและรัฐบาล เส้นแห่งศาสนา ความเชื่อ และนโยบายการศึกษา อันสร้างขึ้นจากใจของคน และถ่ายทอดให้แก่กันทางใจ ต่อเนื่องกันไปทุกชั่วอายุคน เส้นที่ว่านี้เป็นเหมือนเรือนร่างของใจ ซึ่งใจเป็นผู้สร้าง และเป็นที่อยู่ของใจร่วมกัน”

ในทศวรรษ 2500 ก็คล้ายกับทศวรรษ2490 คือพระยาอนุมานราชธนไม่เน้นเรื่องเชื้อชาติ คนที่รวมกันเป็นสังคมประชาชาติไม่จำเป็นต้องมีเชื้อชาติเดียวกันแต่เน้นว่าต้องมีวัฒนธรรมส่วนใหญ่ร่วมกัน ในทางวิชามานุษยวิทยาวัฒนธรรม จึงใช้คำ “สังคม” ให้กินความไปถึง “ประชาชาติ” หรือที่ใช้กันเป็นสามัญว่า “ชาติ” ด้วย   

การแบ่งชั้นทางวัฒนธรรม

การเน้นการแบ่งชั้นทางวัฒนธรรม พระยาอนุมานฯ เน้นมากช่วงต้นทศวรรษ2500 จนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2510 คือก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เพียง 5ปี ท่านก็ยังคงยืนยันว่าการที่สังคมและวัฒนธรรมไทยมี “ชนชั้น” เป็นเรื่องที่ดีงาม เป็นเรื่องปรกติธรรมดา ท่านยกตัวอย่างคนมีปัญญาสูงเปรียบเหมือนเป็นส่วนยอดของพระเจดีย์ คนที่มีปัญญาต่ำลงมาก็เปรียบเหมือนส่วนต่างๆ ของพระเจดีย์ ซึ่งลดหลั่นกันลงมาตามลำดับจนถึงชั้นล่างสุดที่เป็นฐานเจดีย์ ซึ่งในตัวของมันเองก็มีเป็นชั้นๆ เหมือนกัน เป็นฐานเขียง ฐานปัทม์ ฐานเท้าสิงห์ เป็นต้น คนที่เป็นชั้นตาสีตาสา ยายมียายมา ซึ่งเป็นพวกชาวบ้านร้านถิ่นก็เปรียบได้เป็นเหมือนชั้นฐานเจดีย์

สำหรับแก่นหรือเนื้อแท้ของศาสนานั้น ถ้าเป็นคนชั้นฐานเจดีย์ก็มองเห็นได้ยากเต็มที เพราะศาสนาของชนชั้นฐานเจดีย์มีเปลือกและกระพี้ปิดบังไว้หนาแน่น ท่านบอกว่าความเสมอภาค “เป็นสภาวะที่ไม่น่าปรารถนานัก” จะเปลี่ยนคนชนบทให้นับถือศาสนาด้วยปัญญาก็ไม่ควรทำ เพราะถึงอย่างไรคนชนบทก็เข้าไม่ถึงศาสนาที่ใช้ปัญญาอยู่แล้ว ถ้าเน้นเรื่องหลักธรรมแบบที่ใช้ปัญญาในการเข้าถึง คนชนบทมีที่มีปัญญาน้อยก็ย่อมจะไม่เข้าใจและไม่รู้สึกซาบซึ้ง ในที่สุดก็จะหันกลับไปถือคติตามความเชื่อเดิมของตน อันเป็นหนทางให้ถูกพวกอื่นชักจูงให้เห็นผิดเป็นชอบได้ง่าย โดยอาจไปหลงเชื่อ “ลัทธิอื่นอันไม่พึงปรารถนา” ซึ่งท่านหมายถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเปรียบว่า ปล่อยให้ชาวบ้านนุ่งผ้าที่ขาดวิ่นน่ารังเกียจก็ยังดีกว่าให้เขาไม่นุ่งผ้า ท่านบอกว่าจะทำให้เสมอภาคเท่ากันเหมือนๆ กันหมด ไม่มีใครทำได้เลย

เพื่อตอบโต้พวกสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ที่เน้นความเสมอภาค พระยาอนุมานราชธนเน้นว่าความไม่เสมอภาคเป็นเรื่องธรรมชาติ มี 2 เรื่องที่ท่านยกตัวอย่างอยู่เสมอ ๆ หนึ่งคือเรื่องนิ้วมือ ท่านบอกว่านิ้วมือไม่เหมือนกันไม่เท่ากัน แต่เพราะสามัคคีกันก็เลยหยิบจับอะไรได้ ก็ยังดีที่ท่านเทียบชาวบ้านกับนิ้วมือ ชาวบ้านอาจเป็นนิ้วก้อยแต่ก็ยังเป็นนิ้วมือ ถ้าเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมวชิรญาณวโรรสในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะทรงเปรียบประชาชนเป็นขนหรือผม จะหลุดร่วงไปสักเส้นสองเส้นก็ไม่เป็นไร ถ้าหลุดร่วงไปมากก็จะ “ดูโหรง” คือมันจะหรอมแหรมน่าเกลียด  บางแห่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงเปรียบประชาชนเป็นมือหรือเป็นเท้าในขณะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นศีรษะ ข้าราชการเป็นแขน แต่พอมาถึงพระยาอนุมานราชธน  อาจกล่าวได้ว่าท่านเปรียบชาวบ้านเป็นนิ้วมือ แต่นิ้วมือแต่ละนิ้วก็ไม่เท่ากัน ท่านบอกว่าถ้ามันเท่ากันมันหยิบจับอะไรไม่สะดวก ไม่เท่ากันก็ดีแล้ว และท่านเน้นเช่นเดียวกับปัญญาชนกระแสหลักอื่น ๆ ว่าทุกนิ้วต้องทำหน้าที่ของตนเอง  ดังนี้

  • ถ้านิ้วแต่ละนิ้วไม่ทำหน้าที่ตามฐานะและบทบาทของตน…และนิ้วอื่นซึ่งไม่มีฐานะและหน้าที่เช่นนั้น กลับไปแย่งทำ ก็จะหยิบอะไรไม่ได้ ถึงได้ก็ไม่สะดวก ถ้าจะทำอะไร นิ้วทั้ง ๕ นิ้วไม่หยิบพร้อมกัน ก็แสดงว่านิ้วเหล่านั้นขาดสามัคคีความพร้อมเพรียงกัน หรือไม่มีเอกัตภาพนี้ฉันใด เรื่องสังคมวัฒนธรรมก็ฉันนั้น
  • มนุษย์อยู่ร่วมกัน ไม่ใช่จะมีปัญญาความคิดเหมือนกันหมด มีชั้น มี ความผิดแปลกแตกต่างกันออกไป …นิ้วมือไม่เท่ากัน ต้องมีนิ้วก้อย หัวแม่มือ แต่จะทำหน้าที่ก็ใช้พร้อมกันทั้งห้านิ้วได้เหมาะเจาะดี …ถ้านิ้วเท่ากันหมดก็หยิบอะไรไม่ได้ สังคมก็เป็นเช่นนั้น มีชั้น ๆ ในสังคม

อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านชอบยกขึ้นมาเล่าเพื่อยืนยันว่า ความไม่เสมอภาคมันดีที่สุดอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะเสมอภาคกัน โดยท่านจะเล่านิทานเรื่องเปรตว่า มีคนกลุ่มหนึ่งเดินทางไปในป่า ตกกลางคืนไปเจอศาลาแห่งหนึ่งก็เลยไปนอนเรียงกันอยู่ในศาลา มีเปรตตนหนึ่งเร่ร่อนมาพบเข้า เปรตตนนี้เห็นคนนอนหัวเท้าไม่เท่ากันก็รู้สึกรำคาญใจ ก็เลยไปที่ด้านหัว ทำการดันหัวทุกคนให้เท่ากัน อยู่ในแนวเดียวกัน เสร็จแล้วก็มาดูผลงานของตนเอง ปรากฏว่าเท้าไม่อยู่ในแนวเดียวกัน เห็นแล้วไม่ชอบใจก็มาดันเท้าให้เท่ากันเป็นแนวเดียวกัน แต่หัวก็สูงต่ำไม่เท่ากันอีก พระยาอนุมานราชธนสรุปว่า อย่าว่าแต่มนุษย์เลยแม้แต่ผีสางเทวดาก็ทำให้เสมอภาคกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่เท่ากันนั้นถูกต้องแล้ว

อย่าลืมว่าทศวรรษ 2500 นั้นเป็นเวลาก่อนเหตุการณ์14ตุลาคม 2516 ไม่นาน วารสารสังคมสาสตร์ปริทัศน์ก็ออกมาตั้งแต่ พ.ศ.2506 อาจารย์สุลักษณ์เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดที่สุด เคารพพระยาอนุมานราชธนเหมือนพ่อ เป็นคนทำสังคมศาสตร์ปริทัศน์ แต่พระยาอนุมานราชธนเน้นความไม่เท่าเทียมกัน ตรงกันกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช สอดคล้องกันมากในแง่ที่เน้นความสัมพันธ์ทางสังคมแบบรู้ที่ต่ำที่สูง เน้นสังคมที่แบ่งคนออกเป็นลำดับชั้น เน้นการทำหน้าที่ โดยไม่ต้องนึกถึงสิทธิ ท่านบอกว่าความเสมอภาคในโลกนี้ไม่มีจริง จะมีก็แต่ใน “คำพูด” ก็คือในคำพูดของพวกฝ่ายซ้ายที่ชอบพูดถึงความเสมอภาคนั่นเอง

ในงานเขียน เรื่องวัฒนธรรม ซึ่งเขียนใน พ.ศ.2501 หลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ท่านยังคงพยายามที่จะกำหนดแนวทางดำเนินนโยบายทางวัฒนธรรมของรัฐบาล เน้นเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของวัฒนธรรมรวมหรือวัฒนธรรมแห่งชาติ คือเน้นเรื่องการสร้าง “เอกัตภาพ (integration) ทางสังคมวัฒนธรรม” เพื่อทำให้ สังคมท้องถิ่น สังคมชั้นสูง ชั้นกลาง หรือชั้นต่ำ สังคมเด็กหรือผู้ใหญ่…เป็นอันหนึ่งอันเดียว…เป็นวัฒนธรรมรวมซึ่งมีวัฒนธรรมแบบเป็นเอกเทศของไทย”  ท่านเห็นว่าการขาดเอกัตภาพจะส่งผลให้ “คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ทำหน้าที่ตามฐานะและบทบาท (status and role)” ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างมาก

เรื่องวัฒนธรรมนี้ ตอบสนองรัฐแบบราชการ (bureaucratic state) ของจอมพลสฤษดิ์อย่างเต็มที่ คือให้ความสำคัญอย่างยิ่งแก่ผู้นำประเทศ และเน้นบทบาทของทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้นำประเทศในการปกครอง พระยาอนุมานราชธนเน้นด้วยว่าผู้นำประเทศจะต้อง แวดล้อมพร้อมพรั่งด้วยชนชั้นมีปัญญาความสามารถเรียกว่า elite คือ ชนชั้นนำของสังคม ท่านได้นิยามของชนชั้นนำฝ่ายต่างๆ ไว้ เช่น  “ราชบัณฑิต” เป็นผู้ “ทรงความรู้ในศิลปวิทยา มีหน้าที่ส่งเสริมความรู้แก่ประชาชน ให้มีความเจริญงอกงาม ขจัดความโง่เขลาและมืดมน”  ในเวลานั้นดูเหมือนท่านเป็นผู้รักษาการนายกราชบัณฑิตยสถาน  

การวางรากฐานวิธีคิดเกี่ยวกับการพัฒนาชนบท

พระยาอนุมานฯ วางรากฐานวิธีคิดเกี่ยวกับการพัฒนาชนบท คำถามคือ ทำไมต้องพัฒนาชนบทในเมื่อชนบทนี้ดีอยู่แล้ว ท่านอธิบายว่าอย่างไร?

ท่านจะให้ภาพ “ชนบทนี้ดี” คู่กันกับภาพชาวบ้านที่ยังขาดปัญญา ขาดความสามารถในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล  ใช้แต่ศรัทธา ใช้แต่ความเชื่อ เพราะฉะนั้น ท่านก็บอกว่าถึงแม้การนับถือศาสนาที่ใช้ศรัทธา ถึงแม้ชีวิตที่มีเรื่องไสยศาสตร์ มีงานเทศกาล ประเพณี พิธีกรรม อันเกี่ยวเนื่องกับการนับถือผี สางเทวดา จะทำให้คนชนบทอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาตลอด แต่มาถึงตอนนี้จะอยู่แบบนั้นต่อไปไม่ได้แล้วเพราะโลกมันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก และยังมีภัยจากลัทธิอันไม่พึงปรารถนา  ถ้าอยู่แบบนั้นจะทำให้ชาวบ้านล้าหลังและประสบปัญหาต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ วัฒนธรรมของชาวบ้านที่เคยดีมาแต่อดีตก็จะไม่ดีอีกต่อไปเพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว

ในทศวรรษ 2500  พระยาอนุมานราชธนจึงสร้างความรู้เพื่อหนุนนโยบายพัฒนาประเทศของจอมพลสฤษดิ์ คือชี้ให้เห็นว่าต้องเปลี่ยนชาวบ้าน ต้องพัฒนาชนบท เพื่อทำให้ชนบทนี้ดียิ่งขึ้นโดยเน้นว่าต้องเปลี่ยนในลักษณะวิวัฒนาการหรืออย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ “เมืองไทยนี้ดี” คือเจริญขึ้นเป็นลำดับโดยรักษามรดกจากอดีตเอาไว้ให้มาก หรือต้องเปลี่ยนโดยให้ปัจจุบันเชื่อมต่อกับอดีตอยู่เสมอ

การสร้างมโนทัศน์เกี่ยวกับศาสนาต่างๆ: อคติทางศาสนาและอคติทางชนชั้น

พระยาอนุมานราชธนเขียนหนังสือเกี่ยวกับศาสนาไว้หลายเรื่อง เช่น ศาสนาเปรียบเทียบ, ลัทธิของเพื่อน และเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องจริยธรรมที่ท่านบรรยายในที่ต่างๆ เราเคยเข้าใจกันว่าความรู้เกี่ยวกับศาสนาที่พระยาอนุมานฯ สร้างจะทำให้เราอยู่ร่วมกับศาสนาอื่นอย่างมีความสุขอย่างที่ไม่ไปดูถูกศาสนาอื่น ไม่ไปขัดแย้งกับคนที่นับถือศาสนาอื่น แต่ถ้าอ่านผลงานของท่านจะพบว่าไม่เป็นเช่นนั้นเลย ในหนังสือที่ท่านเขียนจะมีอคติทั้งทางศาสนาและทางชนชั้น เช่น

พ.ศ. 2503-2505 เมื่อบรรยายเรื่อง “ความภักดี ศาสนา และจริยธรรม” ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ท่านกล่าวว่า “ศาสนาอิสลามและศาสนายูดาย ไม่ให้อภัยธรรม” ในเรื่อง ศาสนาเปรียบเทียบ  ท่านกล่าวว่า “ถ้าใครไม่เชื่อก็ให้ฆ่าเสียในนามแห่งพระอ้าหล่า …เพราะชาวอาหรับรักเรื่องเก่งกล้า และพระมะหะหมัดก็ได้ส่งเสริมความเก่งกล้านี้ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้น…” และ “ไม่ช้าพวกนับถือลัทธิศาสนาอิสลามยกมาตีแคว้นเบงกอลได้ ก็เผาผลาญทำลายวัดวาอารามในแคว้นนั้นเสียราบ พุทธศาสนาที่มีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นอยู่แล้วก็ต้องดับสูญสิ้นไป…”

เมื่อพระยาอนุมานฯ กล่าวถึงคนอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดู ท่านระบุว่า

“ประชาชนชั้นสามัญในอินเดีย ก็ไม่ผิดแปลกอะไรกับประชาชนชั้นสามัญในที่อื่น ๆ ทั่วไปของโลก ซึ่งมีใจอ่อนแอไม่กล้าพึ่งตนเองเพื่อความรอดพ้น เดิมเป็นมาอย่างใด เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ต้องการมีอะไรไว้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวพึ่งพำนัก ต้องการมีเทวดาไว้เพื่อได้เชื่อถือ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะด้วยความกลัว ความไม่ไว้ใจตัวนั่นเอง”

 ใน ลัทธิของเพื่อน ท่านระบุว่า

“ชนในวรรณะต่ำ พวกฮินดูแหยงนัก…แม้ถูกคัดลงไปในชั้นต่ำปานนี้แล้ว, พวกนี้ยังมีสันดานนิยมเพียงต่ำ ๆ เสียเองด้วย, จนชั้นเทพที่นับถือก็มักลดบูชาเทวดาของฮินดูองค์รอง ๆ ลงมา …เทวดาที่พวกชาวบ้านชั้นต่ำไม่มีความรู้อะไรนับถือกันทั่วไป คือเทวดาประจำหมู่บ้านหรือตำบลอย่างพระภูมิเจ้าที่…”

การทำให้วัฒนธรรมของชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรมไทย”

กลับมาที่สังคมไทย “สังคมชนบท” หรือ “สังคมชาวนา” ในผลงานของพระยาอนุมานราชธนในช่วงทศวรรษ 2500 มีลักษณะอย่างไร

กล่าวได้ว่าในทศวรรษ 2500 พระยาอนุมานราชธนทำให้ภาพ “สังคมชาวนา” ที่ท่านสร้างขึ้นในช่วงก่อนหน้านั้น เป็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นการทำให้วัฒนธรรมชาวบ้าน ประเพณีชาวบ้าน เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแห่งชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่มีสถานะที่ด้อยกว่าวัฒนธรรมของชนชั้นอื่น เป็นที่น่าสังเกตว่าปัญญาชนกระแสหลักทั่วไปไม่ได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมชาวบ้านในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแห่งชาติ แต่พระยาอนุมานราชธนทำให้วัฒนธรรมชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแห่งชาติ แต่เป็นส่วนที่ด้อยที่สุด

ภาพ “สังคมชาวนา” ในทศวรรษ 2500 ยังเป็นภาพเดิมที่ท่านเคยเสนอไว้ในทศวรรษที่ 2490 เป็นสังคมที่ไม่ปรากฏภาพความขัดแย้งทั้งระหว่างชนชั้น ระหว่างชาติพันธุ์ ระหว่างเพศ จะสังเกตได้ว่าเวลาเรียนหนังสือเราจะเห็นแต่ภาพ “เมืองไทยนี้ดี” ส่วนภาพความขัดแย้ง ภาพความรุนแรงที่มันเคยมีในอดีต แม้แต่ภาพโจรผู้ร้ายเราก็มักคิดว่าไม่มี คนสมัยก่อนอยู่กันอย่างสงบสุขราบรื่น อะไรก็ดีไปหมด เราก็อยากกลับไปอยู่ในยุคนั้น

ภาพของสังคมไทยที่ฝ่ายซ้ายเสนอในทศวรรษ 2490-2500 เป็นภาพที่พระยาอนุมานฯ ต้องรับรู้อย่างแน่นอน  ภาพความขัดแย้งในสังคม ความล้มเหลวของการพัฒนา ก็เริ่มปรากฏในหนังสือและวารสารต่างๆ หนังสือรวมเรื่องสั้น ฟ้าบ่กั้น ของลาว คำหอม เขียนเกี่ยวกับสังคมชาวนาในภาคอีสานก็เป็นภาพที่เต็มไปด้วยการถูกเอารัดเอาเปรียบ ความแห้งแล้ง ความทุกข์ยากของชาวบ้าน  ซึ่งพระยาอนุมานฯ ก็น่าจะต้องรับรู้เพราะเป็นคนที่อ่านหนังสือมาก แต่พระยาอนุมานฯ พูดถึงปัญหาของชาวบ้านเฉพาะปัญหาภัยธรรมชาติ และปัญหาอบายมุข คือเป็นเรื่องของการทำผิดศีลธรรมของชาวบ้านเอง เช่น เขียนว่า “ชาวนา ถ้าไม่หมกมุ่นด้วยอบายมุขมีการพนันเป็นต้น ก็มีความสุขหาน้อยไม่”

จะเห็นได้ว่าไม่มีปัญหาเชิงโครงสร้างในงานของพระยาอนุมานฯ “สังคมชาวนา” ในแง่หนึ่งก็ยังเป็นสังคมที่สงบสุข ดีงาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในชนบทก็เป็นปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติซึ่งรัฐบาลก็เข้าไปช่วย ไม่มีปัญหาร้ายแรงที่ถึงขั้นจะต้องปฏิวัติเปลี่ยนโครงสร้างสังคม ภาพของ “สังคมชาวนา” ในช่วงทศวรรษ 2500 ยังคงเป็นดินแดนบริสุทธิ์ มีความสงบสุข และมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม แต่ยังด้อยความเจริญทางวัตถุและขาดการศึกษา ซึ่งทำให้ต้องพัฒนาชนบทให้มีความเจริญทางวัตถุและมีการศึกษา เพื่อให้ “เมืองไทยนี้ดี” ตลอดไป

มโนภาพชนบทหรือ “สังคมชาวนา” เช่นนี้ ส่งผลให้นักศึกษา นักวิชาการ ข้าราชการ และชนชั้นกลาง ยอมรับและฝากความหวังไว้กับนโยบายพัฒนาชนบท และกระตุ้นให้เกิดค่ายอาสาพัฒนาชนบท ที่นิสิตนักศึกษาจะออกไปสร้างโรงเรียนสอนหนังสือให้ชาวบ้าน

ภาพสังคมชาวนาแบบที่พระยาอนุมานราชธนเสนอมีอิทธิพลต่อชมรมอาสาพัฒนาชนบทของนักศึกษาสืบมาจนถึงปัจจุบัน นักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยก็จะต้องไปสร้างโรงเรียน จะต้องไปสร้างอะไรที่เป็นถาวรวัตถุให้แก่ชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้เรียนหนังสือ เพื่อให้ชาวบ้านมีส้วมใช้  หรืออะไรทำนองนี้ เพราะคิดว่าตนเองเป็นชนชั้นนำที่มีความรู้แล้ว เป็นปัญญาชนแล้ว ตัวเองมีคุณธรรมไทยคือความเมตตากรุณาก็ต้องออกไปช่วยชาวบ้าน ช่วยแล้วก็รู้สึกดีกับตัวเอง

สำหรับเรื่อง “พระมหากษัตริย์” ในช่วงทศวรรษ 2500 พระยาอนุมานราชธนก็ยังเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์น้อยมาก แต่การที่อุดมการณ์ราชาชาตินิยมมีพลังมากขึ้นทำให้ท่านสรรเสริญพระมหากษัตริย์ในบางครั้ง เช่น สรรเสริญ “พระบารมีกฤษฎาภินิหารแห่งพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จีกรี” เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป ในงานของพระยาอนุมานราชธนทั้งหมดเราจะเข้าใจได้ต้องพิจารณาบริบท คือ “เวลา” ที่พระยาอนุมานราชธนเขียนว่าท่านเขียนในบริบทแบบไหน และมีความหมายอะไรที่มันลึกกว่าความหมายที่ท่านบอกเราตรงๆ และจะอ่านเล่มเดียวไม่ได้ ต้องอ่านมากพอสมควร ถ้าอ่านเล่มเดียวบางทีจะมองไม่ออกว่างานของท่านเกี่ยวกับ “การเมือง” หรือ “อำนาจการเมือง” อย่างไร ถ้าอ่านทั้งชุดโดยวางผลงานของท่านไว้ในบริบทก็จะเห็นแนวโน้มอย่างที่ได้พูดมา

อยากจะสรุปว่าผลงานของพระยานอนุมานราชธน เป็นผลงานที่ไม่ต่างจากปัญญาชนกระแสหลักอื่น ในแง่ที่ให้อำนาจแก่ชนชั้นนำและชนชั้นกลางเหนือคนชนบท ผลงานของพระยาอนุมานราชธนมีส่วนมากในการสร้างวิธีคิดเกี่ยวกับ “สังคมและวัฒนธรรมไทย” ที่ทำให้เห็นว่าการแบ่งชั้นในสังคมไทยเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่มีบางส่วนที่สูงส่ง คือวัฒนธรรมของชนชั้นสูง ซึ่งเทียบได้กับยอดเจดีย์ วัฒนธรรมของชนชั้นอื่นเป็นชั้นรองลงมา และต่ำสุดคือวัฒนธรรมชาวบ้าน แล้วก็ต้องพัฒนาชาวบ้านให้เจริญในความหมายที่ชนชั้นนำและชนชั้นกลางนิยาม

ภาพ “สังคมชนบท” หรือ “สังคมชาวนา” ที่พระยาอนุมานราชธนสร้างขึ้นมีอิทธิพลต่อการมอง “วัฒนธรรมชุมชน” ด้วย โดยนักคิดแนว “วัฒนธรรมชุมชน” จะเน้นส่วนที่ดีงามในชนบทก่อนที่จะถูกรัฐและทุนนิยมแทรกเข้ามา อย่างไรก็ตาม นักคิดแนว “วัฒนธรรมชุมชน” แตกต่างจากพระยาอนุมานราชธนอยู่ไม่น้อย เพราะนักคิดแนว “วัฒนธรรมชุมชน” มองรัฐในแง่ลบและมองเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาชาวบ้าน และยังเห็นว่าเมื่อรัฐและทุนนิยมเข้ามาสู่ชนบทแล้ว “วัฒนธรรมชุมชน” ก็ยังเป็นฐานในการปรับตัวของชาวบ้าน กรอบการมองสังคมชนบทเช่นนี้อาจใช้ได้ดีพอสมควรในการศึกษาสังคมชนบทก่อนหน้าทศวรรษ 2540 แต่การมองชนบทอย่างไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนในชนบทไม่ช่วยให้เข้าใจสังคมชนบทในปัจจุบันเท่าที่ควร  

สำหรับวิธีคิดที่มองการแบ่งชั้นในสังคมว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเห็นว่าการทำให้สังคมไทยมีความเสมอภาคเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดังที่พระยาอนุมานราชธนเสนอไว้ นับเป็นฐานคิดประการหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทยปัจจุบัน การวิพากษ์และการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางความคิดจึงน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่ฝ่ายต่างๆ กระทำต่อกัน

***************************