male enhancement viagra
generic cialis cheap us
woman take viagra
free cialis
where to get viagra cheap
cialis generico
cialis half life
buy viagra for sale
pfizer viagra samples
cialis uk prices
cialis without prescriptions
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012008

ทางเลือกสู่อนาคตของสังคมไทย: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“ปัญหาความกังวลในเรื่องสถียรภาพ-ความมั่นคงที่ถูกทำให้ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนในเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องหลายประเด็น แต่ทั้งหมดถูกทำให้รวมศูนย์ไปอยู่ที่อดีตนายกรัฐมนตรี ในระบบคิดชุดนี้จะมองว่าหากไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีเสียคนเดียวแล้ว ความไม่แน่นอนเรื่องอื่นๆ ก็จะสามารถคลี่คลายไปได้ด้วยตัวเอง

ทางเลือกสู่อนาคตของสังคมไทย

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

คำถามที่คนถามไถ่เพื่อนฝูงและตนเองมากที่สุด อันแสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งของคนจำนวนมากในสังคมไทยได้แก่ อนาคตของสังคมไทยจะเป็นอย่างไร

ผมก็ตอบไม่ได้ว่าอนาคตสังคมไทยจะเดินไปทางไหน  หากแต่ก่อนที่เราจะตอบคำถามนี้ได้บ้าง เราก็ต้องเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันให้ชัดเจน  คนแต่ละกลุ่มก็จะต้องทบทวนตนเองว่าเหตุใดกลุ่มของตนจึงคิดในลักษณะอย่างที่คิด เพื่อที่จะทำให้เห็นและเข้าใจได้ว่าความคิดและความกังวลทั้งหมดเกิดขึ้นจากการดำรงอยู่ในเงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจและพัฒนาการความเป็นมาทางประวัติศาสตร์กลุ่มของตนมาอย่างไร การทำความเข้าใจระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละกลุ่มให้แจ่มชัดก็จะช่วยทำให้แต่ละกลุ่มมองเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่งชัดเจนมากขึ้นไปด้วย  การ”เห็นซึ่งกันและกัน” ชัดเจนมากขึ้นของคนในสังคมก็จะทำให้การปลุกเร้าด้วยวาทกรรม (จูงใจ) เกิดได้ยากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรม “ คนจนโง่และถูกซื้อเสียง” “ มีคนต้องการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์” หรือวาทกรรม “ ไพร่-อำมาตย์

วาทกรรมสั้นๆ เหล่านี้มีพลังเพราะไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูดเท่านั้น  หากแต่เป็นการยกระดับปรากฏการณ์ความสัมพันธ์ทางสังคมการเมืองตลอดชีวิตที่ผ่านมาของคนรุ่นหนึ่งๆให้กลายเป็นชุดความรู้ที่อธิบายความสัมพันธ์ทางสังคมการเมืองที่ดำเนินมาว่าเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมการเมืองที่เหมาะสมที่สุด ดีที่สุดเพื่อจะจรรโลงระบบที่เป็นอยู่ให้เดินหน้าต่อไปหรือเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมการเมืองที่เลวร้ายที่สุดเพื่อที่จะต้องเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น

ผมคิดว่าเราทั้งหลายไม่เคยถามตนเองเลยว่าทำไมเราถึงรู้สึก “ อิน” กับวาทกรรมปลุกเร้าเหล่านี้  และเมื่อเราไม่ถามตนเองเช่นที่ว่า  เราก็จะแสดงตนไปตามวาทกรรมนั้นโดยไม่รู้ตัวโดยยึดถือเอาแกนกลางของวาทกรรมนั้นมาเป็นแนวทางปฏิบัติการณ์ทางสังคมการเมืองและสามารถละทิ้งหลักการบางอย่างที่ตนเองเคยยึดถือไปได้

เพื่อนรุ่นพี่ที่ผมเคารพท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่มีจิตใจงามมาโดยตลอด แต่เมื่อคราวน้ำท่วมกรุงเทพฯ ท่านได้แสดงความคิดเห็นที่รุนแรงจนทำให้ผมตกใจมากเพราะท่านกล่าวว่าท่านและกลุ่มเพื่อนไม่อยากจะบริจาคอะไรช่วยคนถูกน้ำท่วมเลย เพราะคนพวกนี้เป็นอีกสีหนึ่งและเป็นพวกไม่จงรักภักดีต่อสถาบันที่กลุ่มของท่านเคารพ ซึ่งผมก็ต่อว่าไปว่าท่านใจร้ายมากไปหน่อย และคิดต่อในใจว่าท่านได้ลืมหลักเมตตาธรรมที่เคยยึดมั่นมากว่าค่อนชีวิตไปแล้ว

ความที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นการนำเสนอทบทวนเงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจและพัฒนาการความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของคนสองกลุ่มใหญ่ๆในสังคมว่ามีความเป็นมาอย่างไรจึงทำให้พวกเขามีความแตกต่างในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอย่างมากมายและลึกซึ้ง อันก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนี้ แต่อย่างไรก็ตามต้องกล่าวในที่นี้ก่อนว่าแม้จะจัดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ แต่ในความเป็นจริงนั้น แต่ละกลุ่มก็ไม่ได้มีเอกภาพทางความคิดกันอย่างแท้จริงหรือเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันทั้งหมด ในแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะเฉพาะของตนซึ่งคงจะต้องศึกษากันต่อไป เช่น การแยกแยะในลักษณะที่คนทั่วไปทราบกันดีอยู่แล้วว่าในกลุ่มสีแดงก็มีทั้งแดงเอาเจ้าและแดงไม่เอาเจ้าหรือกลุ่มสีเหลืองก็มีทั้งเหลืองเอาเจ้าทั้งหมดหรือเหลืองเอาเจ้าแต่ไม่ทั้งหมด เป็นต้น  ดังนั้น การทำความเข้าใจระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละกลุ่มภายใต้เงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจในที้นี้จึงจะเป็นการมองภาพรวมๆ เท่านั้น

คนสองกลุ่ม-สองสีที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นกลุ่มก้อนในปัจจุบันนี้เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน กล่าวคือ ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนกลางคน โดยมีอายุประมาณสี่สิบปีขึ้นไป (แน่นอนว่ามีวัยรุ่นร่วมด้วยแน่ๆ แต่ต้องบอกว่าการพิจารณาจำเป็นต้องพิจารณาคนส่วนใหญ่) ซึ่งคนทั้งสองกลุ่ม-สองสีมีชีวิตร่วมกันในช่วงเวลาความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างน้อยสามช่วงเวลา ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ทศวรรษ ๒๕๐๐ การเข้าสู่ชีวิตการทำงานในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๓๐  และช่วงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลังทศวรรษ ๒๕๔๐  แต่ในจังหวะของประวัติศาสตร์ที่เป็นช่วงเวลาเดียวกันนี้  คนสองกลุ่ม-สองสีอยู่ในคนละมุมของความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ ความแตกต่างของคนสองกลุ่มสองสีได้แก่ ระยะเวลาที่ได้รับการศึกษา  ลักษณะของงานที่ทำ และการปรับตัวหลังทศวรรษ ๒๕๔๐

การพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจทศวรรษ ๒๕๐๐ ไม่ได้เป็นการพัฒนาบนสูญากาศ หากแต่ทศวรรษ ๒๔๙๐ ได้เกิดการขยายตัวของการลงทุนทำพาณิชย์กรรมของกลุ่มคนจีนที่ต้องตัดสินใจที่จะอยู่ในเมืองไทยเพราะกลับประเทศจีนไม่ได้เนื่องจากจีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ กลุ่มพ่อค้าจีนเหล่านี้ได้ดัดแปลงตนเองกลายมาเป็นไทยพร้อมกันนั้นก็ได้เริ่มส่งลูกเข้าสู่การศึกษาของไทยอย่างจริงจัง ( ผมสรุปความคิดและข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ของอาจารย์ ณัฏฐพงษ์ สกุลเลี่ยว เรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมกับการเมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถึงการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๒๐)

นักเรียนที่สามารถเข้าสู่มหาวิทยาลัยในช่วงหลังทศวรรษ ๒๕๐๐ส่วนใหญ่แล้วเป็นลูกหลานคนจีนและลูกหลานข้าราชการที่อยู่ในเขตเมือง งานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐ พบว่าสัดส่วนนักศึกษาที่มาจากชนบทหรือคนจนนั้นมีเพียงร้อยละห้าเท่านั้น

ช่วงเวลาที่คนกลุ่มนี้เข้าสู่มหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่จอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอมได้มีอำนาจเผด็จการครองประเทศ และรัฐบาลเผด็จการได้พยายามรักษาอำนาจของตนด้วยการประนีประนอมกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมโดยการถวายบทบาทให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับพระมหากษัตริย์ใกล้ชิดกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

อัตลักษณ์ของนักศึกษาขณะนั้นเป็นกลุ่มอภิสิทธิชนที่สามารถปิดถนนเพื่อร้องเพลงเชียรในงานแข่งบอลประเพณี ขณะเดียวกันก็ผูกตนเองเข้ากับสถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้น ก่อนการเคลื่อนไหวเดือนตุลา ๒๕๑๖ ข่าวลือเรื่องจอมพลประภาสมีเจตนาร้ายต่อพระมหากษัตริย์ระบาดไปทั่วในทุกกลุ่มนักศึกษาซึ่งก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจในบทบาทของสองจอมพล-หนึ่งนายพันสูงยิ่งขึ้น

ความรู้สึกสำนึกผูกพันระหว่างนักศึกษากับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังแสดงออกในการเคลื่อนขบวนในเหตุการณ์ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่เน้นการอัญเชิญพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์และพระราชินีนำขบวน รวมไปถึงการเคลื่อนขบวนไปพึ่งพระบารมีในช่วงที่วิกฤติ

ลูกหลานคนจีนที่เติบโตในสังคมไทยราวทศวรรษ ๒๔๙๐ ได้โอกาสในการศึกษาและการทำงานในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ บริษัทห้างร้าน รวมทั้งส่วนหนึ่งได้มีส่วนในการขยายบทบาทธุรกิจของครอบครัวตนเอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสังคมดำเนินมาอย่างดีตลอด คนกลุ่มนิ้จึงสามารถที่จะสร้างฐานทางเศรษฐกิจและสร้างสถานทางสังคมของตนได้อย่างมั่นคง

การที่พวกเขาเติบโตมาในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ที่สำคัญการเมืองถูกทำให้นิ่งสงบด้วยอำนาจรัฐเผด็จการ  แม้ว่าจะมีรอยปะทุของความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๙ แต่ก็เป็นเวลาสั้นๆ ความคิดทางการเมืองเรื่อง “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” (Stability) จึงกลายมาเป็นหลักในการคิดและรู้สึก เพราะ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” เป็นฐานที่สำคัญของชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมของพวกเขา

เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ได้ถูกสร้างให้ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นหลังเหตุการณ์ปี พ.ศ. ๒๕๑๖  โดยเริ่มจากการยุติการนองเลือดในปี พ.ศ. ๒๕๑๖  ,ยุติความขัดแย้ง พ.ศ. ๒๕๑๙ , การต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่สำคัญภายหลังจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้สร้างระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบซึ่งต้องการความชอบธรรมลักษณะใหม่มารองรับ ระบอบการเมืองช่วงสมัยพลเอกเปรมจึงได้ทำให้เกิดการยึดโยงสถาบันพระมหากษัตริย์กับ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ทางสังคมการเมืองมากขึ้น

การยุติการต่อสู้ทางการเมืองของชนชั้นนำในระบบราชการระหว่างพลเอกเปรม กับกลุ่มทหารหนุ่มและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนายทหารรุ่นห้ากับบางส่วนของนายทหารรุ่นเจ็ดในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ยิ่งทำให้หลักการ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ถูกโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในฐานะผู้ทรงรักษาเสถียรภาพทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งภายในกองทัพในช่วงของรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในหนังสือเรื่อง “พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย: ๖๐ ปี สิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย” ความว่า

“ชัยชนะของพลเอกเปรม และการดำรงอยู่ของดุลยภาพทางการเมืองที่ถูกคุกคามโดยคณะปฏิวัติคงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย  หากปราศจากการสนับสนุนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เหตุการณ์ความไม่สงบยุติลงอย่างรวดเร็วโดยปราศจากความรุนแรง”

พร้อมกันนั้น หลังทศวรรษ ๒๕๐๐การอธิบายรวบยอด “ประวัติศาสตร์” ของคนจีน (ที่ตัดสินใจอยู่ในประเทศไทย) ก็ได้ปรากฏชัดเจนขึ้นในชุดคำกล่าวทำนองว่า“ คนไทยเชื้อสายจีนได้อพยพหนีความเดือดร้อนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร“

การให้ความหมายแก่ประวัติศาสตร์ของกลุ่มพี่น้องจีนเช่นนี้มีพลังอย่างมากในการทุ่มตนเองเพื่อรักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” อันมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง เพราะนี่คือการทดแทนบุญคุณที่บรรพบุรุษตนเองได้รับจากการพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

“เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของสังคมการเมืองในระบบความคิดเห็นชุดนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น “ประชาธิปไตย” และหลังทศวรรษ ๒๔๙๐ การสร้างความคิดความเชื่อที่ว่านักการเมืองเป็นคนเลวที่เห็นแก่ตัวและเป็นผู้ที่ก่อกวน “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ยิ่งทำให้ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยที่ผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวนั้นมีไม่มากนัก แต่หากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแสดงตนเองว่าเป็นผู้รักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง “ได้ด้วยการทำอะไรที่เป็นเผด็จการก็จะได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มนี้

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเคยได้รับความชื่นชมและชื่นชอบจากการปราบปรามยาเสพติด “ฆ่าตัดตอน” เพราะคนกลุ่มนี้เห็นว่าการปราบยาเสพติดด้วยการ “ฆ่าตัดตอน” เป็นการทำเพื่อรักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของรัฐ

แต่เมื่อเกิดข่าวลือ/ข่าวปล่อยจากหลายฝ่ายว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเริ่มล้ำเส้นเข้ามาพื้นที่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์  ซึ่งทำให้เกิดการปะทุขึ้นของความกังวลในเรื่อง “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” จากนั้นการสถาปนาตนเองเป็น “ลูกจีนรักชาติ-ลูกจีนกู้ชาติ” จึงก่อกำเนิดและแรงกล้าขึ้นทันที

ปัญหาความกังวลในเรื่องเสถียรภาพ-ความมั่นคง” ที่ถูกทำให้ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนในเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องหลายประเด็น แต่ทั้งหมดถูกทำให้รวมศูนย์ไปอยู่ที่อดีตนายกรัฐมนตรี ในระบบคิดชุดนี้จะมองว่าหากไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีเสียคนเดียวแล้ว ความไม่แน่นอนเรื่องอื่นๆ ก็จะสามารถคลี่คลายไปได้ด้วยตัวเอง

ความรู้สึกกังวลใน “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของสังคมการเมืองไทยกลายมาเป็นกรอบการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้นหลัง พ.ศ. ๒๕๔๕ และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน กรณีล่าสุดได้แก่ การต่อต้านข้อเสนอของกลุ่มอาจารย์ “ นิติราษฏร” ซึ่งหากอ่านและคิดกันให้ดีแล้ว ข้อเสนอนี้เป็นการเสนอที่ต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ปลอดจากการถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมือง เพราะนิติราษฏรเห็นว่าการถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ว่าลักษณะใดก็ตาม ก็จะทำให้มีคนที่เสียประโยชน์และไม่พอใจ อันจะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งต้องการป้องกันการฟ้องร้องโดยใครก็ได้ซึ่งทำให้การฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งกันเกิดได้ง่ายมากขึ้น

แต่ข้อเสนอนี้กลับถูกโจมตีอย่างรุนแรง เพราะความปรารถนาดีของนิติราษฏรนี้ที่จะคลี่คลายปัญหา จำเป็นต้องยกเลิก/ตัดสายโยงใยสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกใช้ไปในเรื่องการรักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง“ ทางสังคมการเมืองเสีย ซึ่งกลุ่มคนที่ต่อต้านดังกล่าวต่างวิตกกังวลกันมากในประเด็นที่หากไม่สร้างสายสัมพันธ์ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงคอยรักษาเสถียรภาพแล้ว บ้านเมืองก็จะวุ่นวายและปั่นป่วน

หากคนกลุ่มนี้พยายามทำความเข้าใจระบบการเมืองและความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายให้ดี ก็จะพบว่าหากจะถวายความจงรักภักดีเพื่อที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่แผ่นดินไทยก็จำเป็นที่จะต้องทำให้การเมืองเข้าไปแปดเปื้อนสถาบันฯให้น้อยที่สุด ซึ่งทางออกในเรื่องนี้มีไม่มากนัก และหนึ่งก็คือข้อเสนอของนิติราษฏร์

ในวันนี้ สังคมไทยต้องช่วยกันรักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง“ สังคมการเมืองด้วยมือของพวกเราเองครับ อย่าทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องเหนื่อยกับปัญหาของพสกนิกรอีกเลยครับ