3 generic sildenafil viagra
cialis faq
daily cialis cost
and flomax cialis
genericos de viagra
obtain viagra without prescription
canadian generic cialis pills
fastest delivery viagra
viagra canada drugs
fastest delivery viagra
cialis generico
use cialis
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012014

นิรโทษกรรมและการปรองดอง: Ari Bassin

Filed under : POLITICS

“หากมีการให้นิรโทษกรรมแล้ว แล้วประชาชนจะเห็นว่ากฎหมายใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหรือคิดว่ากฎหมายจะเลือกใช้ปฏิบัติต่อเฉพาะคน แล้วเหยื่อจะรู้สึกอย่างไรต่อการนิรโทษกรรม และจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นการปฏิเสธความยุติธรรมต่อผู้เสียหายหรือไม่ แล้วจะมีนัยยะอย่างไรต่อการปรองดองในระยะยาว สำหรับประเทศไทย”

นิรโทษกรรมและการปรองดอง[1]

Mr. Ari Bassin[2]

บทนำ

ในระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมานี้คนต่างมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น ประเด็นเรื่องการเมืองต่างๆเป็นที่ถกเถียงอย่างมากในสังคม เช่นเดียวกันกับในสังคมไทยที่มีการแบ่งฝ่าย แบ่งข้างทางการเมือง ประชาชนถูกผลักให้เลือกข้างใดข้างหนึ่ง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของโจทย์ที่ว่าสังคมไทยนั้นจะสามารถปลดปล่อยการแบ่งแยกนี้ได้ หรือเราจำต้องอยู่ในวังวนนี้ต่อไป

ประเด็นสำคัญคือ การแบ่งฝ่ายและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายต่อต้านรัฐ ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งได้วนเวียนขึ้นมาใช้อำนาจรัฐ เพราะฉะนั้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างรัฐอีกต่อไป แต่เป็นการที่เกิดฝ่ายที่ตัดขวางโครงสร้างทางการเมืองและโครงสร้างของรัฐ

ความเข้มข้นของความขัดแย้งได้ลดระดับลงภายหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามหลายปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ความหลากหลายและความแตกต่างทางความคิดเห็นคือลักษณะของสังคมที่ซับซ้อน (Complex society) และเรื่องของความรุนแรงนับเป็นสิ่งที่สังคมจะต้องให้ความสำคัญ วิกฤตการณ์ทางการเมืองตั้งคำถามต่อความเข้าใจในเรื่อง “ความเสมอภาค” นอกจากความเหลื่อมล้ำในเรื่องของรายได้แล้ว ความเหลื่อมล้ำทางการเมืองสามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้เช่นเดียวกันซึ่งตามมาด้วยการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นจะต้องให้ความใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งว่ามีวิธีใดที่จะทำให้ผู้คนเหล่านี้จะสามารถก้าวข้ามผ่านความทรงจำอันเลวร้ายได้ ซึ่ง ณ ขณะนี้ ความไว้วางใจต่อระบบการทางการเมืองระหว่างกลุ่มต่างๆนั้นอยู่ในระดับต่ำที่สุด จะมีวิธีการใดที่จะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นกลับมาได้ดังเดิม

เรามีความหวังว่าการพูดถึงบทความเรียนที่ผ่านมาจะช่วยให้เราสามารถเดินต่อไปได้ การอภิปรายในวันนี้คือเรื่อง การนิรโทษกรรมและการปรองดอง ซึ่งเชื่อได้ว่าจะช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามสู่สถานภาพสังคมหลังความขัดแย้ง (Post-conflict society) ได้ โดยโจทย์หลักคือ เป็นไปได้หรือไม่ที่นิรโทษกรรมจะสามารถนำไปสู่การปรองดองได้หรือมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ควรจะต้องพิจารณาต่อการให้นิรโทษกรรม

ประเด็นการอภิปรายมีดังนี้

1. ความหมาย บริบท และความสำคัญของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

2. ความหมาย ประเภทนิรโทษกรรม เหตุผลว่าด้วยการเลือกให้นิรโทษกรรมและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้นิรโทษกรรม

3. กรอบความคิดที่พึงตระหนักต่อการพิจารณาให้นิรโทษกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปรองดอง

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice)

ในการพูดถึงเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านนั้นสามารถเริ่มต้นด้วยการจินตนาการสถานการณ์ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชากรจำนวนมาก เช่น คนถูกฆาตกรรม ถูกทารุณกรรม ถูกทรมาน ถูกกระทำชำเรา หรือบ้านถูกวางเพลิง มีการถูกบังคับให้ย้ายที่ อาจเป็นเพราะสงคราม หรือเป็นมาจากระบอบการปกครองแบบกดขี่ ท้ายที่สุดลองจินตนาการถึงเวลาที่สถานการณ์ความขัดแย้งเดินทางมาจนถึงจุดสิ้นสุด และการตัดสินใจที่จะก้าวเข้าสู่สันติภาพและสังคมประชาธิปไตย

ในบริบทเช่นนี้ คือ การขบคิดถึงทางเลือกต่อการจัดการการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับคนหมู่มากซึ่งเราอาจจะเลือกที่ลืมเหตุการณ์ ไม่ดำเนินการใดๆ และปล่อยให้ผ่านไป หรืออาจจะเลือกที่จะตรวจสอบถึงสาเหตุของเหตุการณ์และพยายามที่จะค้นหาความจริง  พร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้การชดเชยกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และปรับปรุงกลไกของสถาบันที่เกี่ยวข้องที่ถูกทำลายไป ทางเลือกเหล่านี้ คือ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คือ เรื่องของตุลาการ และเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตุลาการซึ่งดำเนินการในประเทศที่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมากอันเป็นมรดกที่ตกทอดมา มาตรการต่างๆจะรวมถึงการดำเนินคดีกับอาชญากรรม การค้นหาความจริง การให้การชดเชยแก่ผู้เสียหาย และการปฏิรูปกลไกต่างๆ เพราะฉะนั้น ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านคือ วิธีการแบบองค์รวมเพื่อที่จะบรรลุกระบวนการยุติกรรมและมีเป้าหมายที่จะรับรองสิทธิของผู้เสียหาย สร้างความไว้วางใจต่อประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกทางกฎหมาย

คำถาม คือ ทำไมความยุติธรรมจึงมีความสำคัญภายหลังที่เกิดความขัดแย้ง? การละเมิดสิทธิมนุษยชน จากที่กล่าวข้างต้นว่าเราสามารถที่จะเลือกไม่ดำเนินการใดๆได้ ความยุติธรรมนั้นมีความสำคัญ  การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อคนหมู่มากนั้นมีผลกระทบต่อผู้เสียหายและครอบครัวของพวกเขา

การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อมวลชนจำนวนมากย่อมมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ในแง่ของความไว้ใจหรือความศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลหรือกลไกของรัฐ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดความล้มเหลวที่จะแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงได้ จะทำให้คนนั้นเสื่อมความศรัทธาในรัฐบาลมากขึ้น รวมถึงในฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง จึงเกิดคำถามเกี่ยวกับ การยึดหลักนิติรัฐของรัฐบาล

เรื่องราวของเขมรแดงในประเทศกัมพูชา การสังหารหมู่ในบังคลาเทศ เมื่อ 40 ปีก่อน ศาลเนเธอร์แลนด์ ตัดสินให้รัฐบาลของเนเธอร์แลนด์ต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางของประชาชนในอินโดเนเซีย ในปี ค.ศ.1947 เรื่องราวเหล่านี้คือตัวอย่างที่ให้ภาพคำถามต่อความยุติธรรมในสังคมภายหลังความขัดแย้งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากในการวางประเด็นเรื่องนี้

กรอบแนวคิดเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านสามารถนำมาใช้กับบริบทในประเทศไทยได้หรือไม่?

คำถาม 3 ข้อที่จะสามารถช่วยให้ตอบคำถามนี้ได้ คือ

  • ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่ ถ้าหากเป็นเช่นนั้น เปลี่ยนผ่านจากอะไรไปสู่อะไร?
  • มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในประเทศไทยหรือไม่ ถ้าหากว่ามีการละเมิดเกิดขึ้น มีความยุติธรรมเกิดขึ้นหรือไม่?
  • เรื่องศรัทธาในรัฐบาล ในสถาบันรัฐ หรือกลุ่มต่างๆในประเทศไทยถูกบั่นทอนไปหรือไม่?

การนิรโทษกรรม

การนิรโทษกรรมเป็นวาระที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในหลายประเทศที่ต้องการสร้างสันติภาพ การปรองดอง และค้นหาความจริง เพราะบรรดาผู้เจรจาสันติภาพต้องการใช้เครื่องมือใดๆก็ตามที่สามารถที่จะใช้ได้เพื่อยุติความขัดแย้ง นิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือที่สามารถจะสร้าง สันติภาพและการปรองดองได้ รวมถึงการค้นหาความจริงได้โดยง่าย อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าสนใจ คือ การนิรโทษกรรมจะสามารถสร้างความปรองดองและสันติภาพในสังคมภายหลังความขัดแย้งได้เสมอไปหรือไม่?

นิรโทษกรรมคืออะไร? และควรจะให้นิยามอย่างไร?

เครื่องมือหลักนิติธรรมสำหรับสังคมหลังความขัดแย้ง (The Rule of Law Tools for Post Conflict Studies) โดยสำนักงานสหประชาชาติข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน (the Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: OHCHR) ได้ให้คำนิยามนิรโทษกรรมว่าเป็นวิธีการทางกฎหมายที่จะส่งผลกระทบในเรื่องดังต่อไปนี้

ก.      การยกเว้นการดำเนินคดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และในบางกรณีคือ มาตรการทางกฎหมายที่จะนำมาสู่การดำเนินคดี ดำเนินมาตรการทางกฎหมายต่อบุคคลหรือกลุ่มคณะบุคคลในเรื่องเกี่ยวกับการกระทำทางอาญาที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการนิรโทษกรรม

ข.      มาตรการทางกฎหมายซึ่งจะไปยกเลิกภาระรับผิดทางกฎหมายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะมีการนิรโทษกรรม

ประเด็นสำคัญ คือ

1) นิรโทษกรรม คือการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการให้นิรโทษกรรม และไม่ได้ป้องกันไม่ให้มีภาระรับผิดสำหรับความผิดที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น

2) นิรโทษกรรมกับอภัยโทษในแง่กฎหมายสองคำนี้มีความหมายที่แตกต่างกันมาก ซึ่งคนมักจะใช้สองคำนี้สลับกันบ่อยครั้ง อภัยโทษ (Pardon) เป็น การกระทำอย่างเป็นทางการที่ตามปกติจะดำเนินการโดยผู้นำของรัฐกระทำภายใต้รัฐธรรมนูญโดยยกเว้นโทษบางส่วนหรือทั้งหมด คือ การลดโทษแต่ไม่ได้มีผลกระทบต่อการตัดสินลงโทษโดยรวม ในทางกลับกัน การนิรโทษกรรมไม่ได้เป็นเพียงการลบล้างการตัดสินลงโทษแต่ยังรวมถึง การป้องกันไม่ให้มีการดำเนินคดีในอนาคตด้วย (ในบางประเทศนั้นผู้นำสามารถให้อภัยโทษอิสระ (free pardon) ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อการดำเนินคดี มักเกิดขึ้นเสมอเมื่อมีข้อมูลที่แสดงถึงความโปร่งใสของกฎหมาย)

การนิรโทษกรรม 4 ประเภท

การนิรโทษกรรมตนเอง (Self Amnesty)

นิรโทษกรรมตนเองนั้นมีความหมายตามชื่อ คือ การที่ผู้กระทำผิดป้องกันคุ้มครองตนเอง ไม่ให้โดนรับโทษทางอาญา ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ ภายใต้การนำของอัลเบอร์โต้ ฟูจิโมริ (Alberto Fujimori) ได้ให้ผ่าน 2 ร่างกฎหมายของการนิรโทษกรรมตนเอง จากกรณีของ Barrios Altos และ เปรู[3] ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกาประกาศว่ากฎหมายที่ขัดกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริกาว่าเป็นความตั้งใจที่จะป้องกันไม่ให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงและลงโทษต่อความรับผิดต่อการละเมิดสิทธิขั้นรุนแรง เช่น การทารุณกรรม การฆ่าที่ผิดกฎหมาย การประหารชีวิตโดยพลการ และการกักขัง สิ่งเหล่านี้คือ สิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

การนิรโทษกรรมทั่วไป (Blanket Amnesty)

การนิรโทษกรรมทั่วไปจะให้การยกเว้นที่ครอบคลุมกว้างขวางต่อผู้ที่กระทำความผิดคดีอาญา และ/หรือ ความผิดทางแพ่ง โดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ตัวอย่างของนิรโทษกรรมประเภทนี้คือ กรณีข้อตกลงสันติภาพโลเม่ (Lomé) ในปี ค.ศ. 1999 ที่ใช้ในการยุติสงครามกลางเมืองใน เซียร์ร่า ลีโอน ข้อตกลงสันติภาพนี้ ให้นิรโทษกรรมกับนักรบทุกๆฝ่ายสำหรับทุกๆอย่างที่ได้กระทำเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในการต่อสู้ในช่วงความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม องค์กรสหประชาชาติ กล่าวว่าการให้นิรโทษกรรมที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงสันติภาพของโลเม่นั่นไม่ได้รวมถึงการไม่ดำเนินคดีระหว่างประเทศสำหรับอาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้ คำตัดสินของศาลพิเศษ เซียร์ร่า ลีโอนซึ่งก่อตั้งขึ้นตามข้อตกลงระหว่างองค์กรสหประชาชาติและรัฐบาลเซียร์ร่า ลีโอน ตัดสินให้มีการดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมรุนแรงในเซียร์ร่า ลีโอนนี้

การนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไข (Conditional Amnesty)

การนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไขกำหนดให้ผู้กระทำผิดนั้นได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขบางประการก่อนที่เขาจะได้รับนิรโทษกรรม ตัวอย่าง คือ คอป. (คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ) ในแอฟริกาใต้ คณะกรรมการนั้นจะให้นิรโทษกรรมเป็นรายบุคคลโดยเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเมือง[4] แม้ว่ากระบวนการค้นหาความจริงเพื่อนการนิรโทษกรรมจะถือเป็นกระบวนทัศน์หนึ่งได้ แต่ยังได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า การค้นหาความจริงนั้นไม่ประสบความสำเร็จ และมีคำถามต่อการที่จะพิจารณากฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเพราะจะทำให้การนิรโทษกรรมนั้นมีประสิทธิภาพสำหรับอาชญากรรมระหว่างประเทศ

การนิรโทษกรรมโดยพฤตินัย (Defacto (or effective) Amnesty)

นิรโทษกรรมประเภทนี้ กฎหมายหรือกฎระเบียบที่ไม่ได้ระบุว่าจะไม่มีการดำเนินคดีอาญาหากแต่ มีผลในลักษณะเดียวกันกับกฎหมายนิรโทษกรรม ตัวอย่าง คือ ประเทศอาร์เจนตินาซึ่งได้ผ่านกฎหมายที่ตั้งเงื่อนไขไว้ 60 วันว่าจะต้องมีการมาร้องเรียนใหม่เกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งในช่วงสงครามสกปรก (Dirty War) ซึ่งกฎหมายแบบนี้ คือ การนิรโทษกรรมโดยพฤตินัย กฎหมายฉบับนี้ในประเทศอาร์เจนตินาได้ถือเป็นการสร้างความรุนแรงต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริกา[5]

นิรโทษกรรมนั้นเป็นเครื่องมือที่นักเจรจาสันติภาพในประเทศและในระหว่างประเทศใช้ อย่างไรก็ตามมีข้อควรคำนึงดังนี้

–                   การนิรโทษกรรมนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่? ในบริบทของประเทศไทย มาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กล่าวว่า บุคคลมีสิทธิในชีวิตและเสรีภาพ หากสิทธิถูกละเมิด บุคคลนั้นมีสิทธิ์ที่จะร้องขอความคุ้มครองจากศาล ซึ่งในบริบทเช่นนี้ กฎหมายนิรโทษกรรมจะเป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญไทยนั้นกำหนดให้รัฐมีภาระผูกพันกับสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศกำหนดไว้

–                   การนิรโทษกรรมนั้นมีความชอบธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่? ภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศ การนิรโทษกรรมยังไม่สามารถกระทำได้หากเป็นคดีที่เกี่ยวกับอาชญากรรมสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง[6]

ในบางสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ที่รวมการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรง อนุสัญญาเจนีวา อนุสัญญาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อนุสัญญาการป้องกันการทรมาน อนุสัญญาการต่อต้านการอุ้มหาย สนธิสัญญาระหว่างประเทศอื่นๆนั้นมีข้อตกลงชัดเจนว่า รัฐจะต้องให้หลักประกันต่อสิทธิแก่ทุกคน และให้การเยียวยาที่มีประสิทธิภาพต่อผู้ที่ถูกลิดรอดสิทธิและเสรีภาพภายใต้สนธิสัญญา ซึ่งข้อนี้ได้มีการตีความจากสนธิสัญญาต่างๆ รวมกับภาระหน้าที่ของรัฐที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ และถ้าให้การรับรองผลของการสืบสวนแล้วจะหมายถึงจะมีการดำเนินคดีต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น

–                   การนิรโทษกรรม การนิรโทษกรรมมีความยั่งยืนหรือไม่?

ในมิติระหว่างประเทศ การนิรโทษกรรมนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อประเทศนั้นๆเริ่มมีเสถียรภาพ เช่น ประเทศอาร์เจนตินา เปรู และเซียร์ร่า ลีโอน

การนิรโทษกรรมมีความเกี่ยวโยงกับความสำคัญของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและผู้ที่รอดจากการเป็นเหยื่อ อาจจินตนาการได้ว่า มีคนทรมานแม่ สังหารพ่อ กระทำชำเราพี่สาว วางเพลิงบ้านของเรา แล้วลองคำนึงถึงความรู้สึกของตัวเราเองต่อการนิรโทษกรรมอาชญากรเหล่านั้น บ่อยครั้งที่ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจไม่ได้พิจารณาถึงมิติของผู้เสียหาย คือ เหยื่อ และผู้ที่รอดจากการเป็นเหยื่อ

–                   ผลกระทบของการให้นิรโทษกรรมต่อหลักนิติธรรมเป็นอย่างไร?

การพิจารณาถึงผลกระทบต่อการนิรโทษกรรมที่ให้กับความจริงของบุคคลในรัฐบาลและกลุ่มที่มีอำนาจ การนิรโทษกรรมมักจะแสดงให้เห็นว่ากฎหมายไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างยุติธรรม และต่อไปจะเป็นสิ่งที่สั่นคลอนต่อการสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนได้

กรอบของการนิรโทษกรรมสามารถนำมาใช้กับบริบทของประเทศไทยได้หรือไม่?

การที่จะตอบคำถามนี้จำเป็นจะต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

–                   อาชญากรรมประเภทใดที่ควรจะให้การนิรโทษกรรม? การนิรโทษกรรมจะอยู่ภายใต้กฎหมายในประเทศและกฎหมายระว่างประเทศหรือไม่?

ถ้าหากบุคคลหนึ่งถูกจำคุกเพราะการเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคการเมืองหรือเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันรัฐนั้น ถือว่าการดำเนินคดีและการจำคุกนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในกรณีเช่นนี้อาจจะให้นิรโทษกรรมได้ เช่น ในจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดเนเซีย นั้นมีสงครามกลางเมืองมาเป็นระยะเวลา 30 ปี ซึ่งภายใต้กฎหมายของอินโดเนเซียการเป็นสมาชิกของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแกม (Gerakan Aceh Merdeka: GAM) คือ อาชญากร สมาชิกเหล่านั้นถูกจับกุมและกักขังในฐานะเป็นสมาชิกของแกม จากข้อตกลงสินติภาพของอาเจะห์นั้นระบุว่า บุคคลที่โดนจับกุมภายใต้ข้อหาทางการเมืองจะได้รับการนิรโทษกรรม อย่างไรก็ตาม การนิรโทษกรรมไม่ได้ครอบคลุมถึงการที่สมาชิกกลุ่มที่กระทำการทารุณกรรม สังหาร หรือการกระทำชำเรา

–                                            การนิรโทษกรรมจะมีผลอย่างไรต่อการปรองดองในภาพรวม?

นิรโทษกรรมจะมีผลอย่างไรต่อประชาชนไทยในแง่ของเคารพสถาบัน เคารพหลักนิติธรรม หากมีการให้นิรโทษกรรมแล้ว แล้วประชาชนจะเห็นว่ากฎหมายใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหรือคิดว่ากฎหมายจะเลือกใช้ปฏิบัติต่อเฉพาะคน แล้วเหยื่อจะรู้สึกอย่างไรต่อการนิรโทษกรรม และจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นการปฏิเสธความยุติธรรมต่อผู้เสียหายหรือไม่ แล้วจะมีนัยยะอย่างไรต่อการปรองดองในระยะยาว สำหรับประเทศไทย

–                    นิรโทษกรรมมีความจำเป็นหรือไม่สำหรับการปรองดอง มีทางเลือกอื่นหรือไม่?

ในหลายๆประเทศที่ผ่านมาได้ใช้ทางเลือกอื่น เช่น ลดโทษจำคุก ในประเทศโคลัมเบียได้ใช้กฎหมายยุติธรรมและสันติสุข ที่สนับสนุนให้มีการลดโทษต่อกองกำลังที่ต่อสู้

ในติมอร์ตะวันออก (Timor-Leste) คณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง (Commission for Reception, Truth and Reconciliation: CAVR) ดำเนินงานในปี ค.ศ.1974 – 1999 ในการสร้างความปรองดองต่อชุมชน ในกรณีอาชญากรรมที่ไม่รุนแรงโดยใช้โครงการความปรองดองในชุมชน (Community Reconciliation Process) เพื่อจุดมุ่งหมายในการสร้างความปรองดองผ่านการประสานคนในชุมชนผู้ที่ต้องออกจากชุมชนไปในกรณีของอาชญากรรมที่ไม่รุนแรงในระหว่างความรุนแรงทางการเมืองในติมอร์ตะวันออก หลังจากนั้นคณะกรรมการจะดำเนินการไต่สวนภายในระดับชุมชน และจำเลยจะต้องมาเข้าร่วมโดยที่เหยื่อและสมาชิกในชุมชนสามารถที่จะซักถาม ให้ความเห็นต่อคำให้การของจำเลยได้ การไต่สวนนั้นจะเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเหยื่อมากและในบางครั้งกินระยะเวลายาวนานข้ามคืน เมื่อการไต่สวนเสร็จสิ้น จะมีการลงความเห็นแล้วจำเลยจะต้องยอมรับในผลการตัดสินนั้น ซึ่งกระบวนการไต่สวนนี้อาจรวมถึงการให้เงินเพื่อการเยียวยาต่อเหยื่อด้วย และกระบวนการนี้จะทำให้ผู้ที่กระทำผิดสามารถกลับเข้าสู่ชุมชนได้อีกครั้ง

อีกกรณีหนึ่งที่เป็นไปได้คือ การให้มีการพิจารณาคดีใหม่สำหรับบุคคลที่ถูกพิพากษาว่าเป็นอาชญากรทางการเมืองในช่วงที่มีความขัดแย้งตามที่การตัดสินก่อนหน้านั้นอาจไม่มีความชอบธรรม

คำถามและคำตอบ

ในสถานการณ์ความขัดแย้งเราจะสามารถแบ่งความแตกต่างของอาชญากรรมทางการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างไร? และจะพิจารณาว่าอะไรคือความจริงได้อย่างไร?

ความเป็นอิสระของตุลาการหรือศาลนั้นส่งผลกระทบต่อนิรโทษกรรมและการปรองดองอย่างไร?

คำตอบ :

ในสังคมที่อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน สังคมที่มีความขัดแย้งด้วยระบบการกดขี่ของรัฐ เป็นสถานการณ์ที่มีความท้าทายอย่างมากในการที่จะสร้างความยุติธรรมเพราะในสังคมเช่นนั้น ฝ่ายตุลาการจะไม่มีความเป็นอิสระ ระหว่างที่เกิดความขัดแย้งนั้น ระบอบการปกครองแบบกดขี่ของรัฐพยายามที่จะทำลายความเป็นอิสระของตุลาการเพราะรัฐไม่ต้องการรับผิดชอบต่อความผิดที่เกิดขึ้น เมื่อเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่เพียงแค่การปฏิรูปสถาบันรัฐ แต่จะต้องสร้างสถาบันใหม่ขึ้นด้วย สถาบันตุลาการและการบังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญอันหนึ่ง ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านจะต้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันซึ่งรวมกับการจัดการกับคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตด้วย สร้างพื้นที่ให้กับกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวข้องกับความผิดที่เกิดขึ้นในอดีตจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตในสังคมที่อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านนั้น

ในประเทศไทยนั้นมีการพูดถึงกระบวนการนิรโทษกรรมและการปรองดองแต่ใครควรจะเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้น? ถ้าสังคมนั้นรู้สึกได้รับผลกระทบต่อจิตใจมากจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นเช่นนี้ ประชาชนสามารถกำหนดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้หรือไม่? ความรู้สึกของประชาชนโดนเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างความปรองดองในสังคม ในบางครั้งอาจจะเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรองดองได้

มิติของความจริงนั้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อนิรโทษกรรมและการปรองดองแต่เราจะใช้วิธีการใดเพื่อให้ได้ความจริงนั้นมา?

คำตอบ :

เรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านจะรวมถึงการดำเนินคดีอาชญากรรมซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะแสดงความยุติธรรมได้ เช่นเดียวกับการแสวงหาความจริง ถือเป็นความยุติธรรมที่จะช่วยฟื้นฟูเยียวยาผู้คน เวลากล่าวถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คือ การพูดถึงการจัดลำดับก่อนหลังระหว่างการค้นหาความจริง การดำเนินคดี การเยียวยา และการปฏิรูปสถาบัน ในแต่ละประเทศจะปฏิบัติแตกต่างกันตามแต่ละบริบท อย่างไรก็ตามจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการที่จะแสวงหาความจริงเป็นลำดับแรก อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองจะต้องให้ภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมดว่าจะต้องสอบสวนอาชญากรคนใด ใครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ใครเป็นผู้กระทำการ และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลบนพื้นฐานของข้อค้นพบโดยความจริงจะไม่มีเพียงชุดเดียว และทัศนะของ ‘ความจริง’ ของแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกันตามแต่ประสบการณ์ของบุคคลหนึ่งๆ คณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองจะต้องรวบรวมเอาประสบการณ์ต่างๆนั้น เสมือนนำแผ่นโมเสกมาต่อกันแล้วแสดงถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วทำข้อเสนอแนะได้ โดยอาจจะเป็นการเสนอให้ดำเนินคดีกับคนหรือกลุ่มคนเหล่านี้ หรือทำการสอบสวนเพิ่มเติมว่ามีอาชญากรรมอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ข้อเสนอเพื่อให้การเยียวยากับเหยื่อ หรือการปฏิรูปสถาบันรัฐที่มีความแน่นอน ข้อเสนอแนะต่างๆเหล่านั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบที่จะต้องมีต่อสาธารณชน

เป็นเรื่องจำเป็นหรือไม่ที่ความจริงจะต้องถูกเปิดเผย หากกระบวนการหาความจริงใช้ระยะเวลายาวนานเช่น 20-30 ปี จะส่งผลกระทบอย่างไร?

คำตอบ :

ความจริงนั้นค้นพบยิ่งเร็วเท่าไหร่จะส่งผลดีเท่านั้น เพราะความทรงจำของผู้คนจะเลือนลางหายไปเมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการยุติธรรมไม่ได้เป็นวิธีที่ดีเสมอไปในการที่จะค้นหาความจริง กระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่กำหนดผู้รับผิด คณะกรรมการค้นหาความจริงจะทำหน้าที่นำเสนอความจริงในภาพรวม ตัวอย่าง อินโดเนเซียเข้าครอบครองติมอร์ตะวันออกเป็นเวลา 25 ปี และในปี ค.ศ.1999 ติมอร์ตะวันออกมีการลงประชามติต้องการเป็นอิสระ จากอินโดเนเซีย ภายหลังจากการลงประชามติแล้วเกิดการสังการโหดครั้งใหญ่ซึ่งรัฐบาลอินโดเนเซียและทหารนั้นมีอำนาจและทรัพยากรที่ทำให้รอดพ้นจากข้อกล่าวหาได้ คณะกรรมการค้นหาความจริงในติมอร์ตะวันออกได้เข้ามาทำหน้านที่โดยการรวบรวมการให้ปากคำจากบรรดาผู้เสียหาย แล้วนำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวของการสังหารโหดในครั้งนั้น จากการให้ปากคำแสดงข้อมูลว่าความโหดร้ายนี้ดำเนินการโดยกองทัพอินโดเนเซีย หลักฐานที่ชัดเจนเช่นนี้ รัฐบาลอินโดเนเซียจึงไม่สามารถให้การปฏิเสธได้ว่า ข้อมูลจากการให้ปากคำนั้นเป็นเท็จ ดังนั้นคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองนั้นมีบทบาทสำคัญมากในการที่จะค้นหาความจริงในระดับภาพรวม กรณีที่กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ผล อีกกรณีหนึ่ง คือ กรณีความรุนแรงทางเพศซึ่งเหยื่อจะไม่ต้องการให้ปากคำในศาล แต่รู้สึกไว้วางใจมากกว่าที่จะเข้าให้ปากคำกับคณะกรรมการข้อเท็จจริงเพราะเชื่อมั่นได้ว่าข้อมูลจะได้รับการรักษาเป็นความลับ เพราะก่อนที่จะมีคณะกรรมการค้นหาความจริงนั้นจะไม่มีศาลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับคดีความรุนแรงทางเพศมากนัก ผู้เสียหายหลายคนได้เข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมการค้นหาความจริง และคณะกรรมการสามารถที่จะเสนอโครงการเยียวยาแก่ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อได้

แนวโน้มการพัฒนาเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านจะไม่ถูกรุกล้ำโดยแนวคิดสองมาตรฐานใช่หรือไม่? ในประเทศที่มีอำนาจจะไม่ได้รับผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะไม่เป็นการบั่นทอนความชอบธรรมของแนวคิดความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านใช่หรือไม่?และในจังหวัดชายแดนใต้นั้นมีการนิรโทษกรรมโดยพฤตินัยอยู่ใช่หรือไม่?

คำตอบ :

ความเป็นสองมาตรฐานนั้นมีอยู่อย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นคือ จะต้องยอมรับว่า การทรมานคือการทรมาน และผู้คนควรจะได้รับความคุ้มครอง และผู้กระทำผิดควรจะได้รับโทษแต่สหรัฐอเมริกาหรือประเทศมหาอำนาจอื่นๆไม่ได้ให้นิรโทษกรรมกับผู้ที่ก่ออาชาญากรรมประเภทนี้ พวกเขาอาจจะไม่ต้องรับโทษและบุคคลผู้กระทำผิดอาจจะไม่ถูกดำเนินคดีอย่างที่ควรจะเป็น การยกเว้นโทษนั้นต่างจากนิรโทษกรรมเพราะนิรโทษกรรมนั้นเป็นการขจัดปัญหาและกรณีต่างๆที่ขัดแย้งกับผู้กระทำผิด

ในกรณีของจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย – สังคมนั้นอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านหรือยังคงอยู่ในระหว่างความขัดแย้ง?

จะทราบได้อย่างไรว่าประเทศนั้นๆอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน? สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าประเทศไทยนั้นอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ความขัดแย้งยังมีอยู่อย่างมากหรือไม่ในสังคม และประเทศไทยนั้นอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านหรือไม่?

คำตอบ :

ในคำถามข้อนี้ไม่สามารถให้คำตอบที่สำเร็จรูปได้ แนวคิดของระยะเปลี่ยนผ่านนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ และอธิบายได้ในหลากหลายแง่มุม เช่น หลายคนไม่ได้เห็นว่าพม่าอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่สามารถพูดได้เช่นกันว่าพม่าอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านเพราะผู้นำกำลังพยายามดำเนินการที่จะนำประเทศไปสู่สันติภาพ

เพราะฉะนั้น เราควรจะคิดถึงประเด็นคำถามเหล่านี้ คือ

– ประเทศนั้นจะเปลี่ยนผ่านจากอะไรและเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไร?

– เคยเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในประเทศไทยหรือไม่? ถ้ามีแล้วได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้หรือไม่? หรือถ้าไม่เคยเกิดขึ้นเลย มีแนวคิดที่ทำให้คนคิดถึงเรื่องราวประเด็นนี้หรือไม่? ที่จะเป็นช่วงต่อของแนวคิดเรื่องระยะเปลี่ยนผ่านต่อไป และมีประเด็นเกี่ยวกับความไว้วางใจของประชาชนต่อสถาบันรัฐที่จะบ่งชี้ความรุนแรงเหล่านี้หรือไม่? ซึ่งถ้ามีองค์ประกอบเหล่านี้ในสังคมไทย ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยได้

จากที่กล่าวว่าคณะกรรมการความจริงของแอฟริกาใต้มีอำนาจในการให้นิรโทษกรรม จึงต้องการทราบถึงที่มาที่คณะกรรมการสามารถกระทำได้?

คำตอบ :

คณะกรรมการค้นหาความจริงของแอฟริกาใต้ มีอำนาจที่จะให้นิรโทษกรรมเพราะเชื่อว่าวิสัยทัศน์ของความจริงเพื่อการนิรโทษกรรมจะเป็นแรงจูงใจให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลที่มีส่วนร่วมในลัทธิเหยียดผิวออกมาพูดและให้ข้อเท็จจริง แต่ผลกลับเป็นว่าแทบจะไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนผู้ใดมาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการข้อเท็จจริงของแอฟริกาใต้เลย และข้อมูลที่คณะกรรมการรวบรวมมาได้นั้นเป็นผลการสืบสวนที่มีอยู่แล้ว มีผู้ขอรับนิรโทษกรรมประมาณ 7,000 คน แต่ได้รับการนิรโทษกรรมเป็นจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น กลับกลายเป็นว่ากระบวนการนี้ใช้ทรัพยากร คือ คน เงิน และเวลามาก ซึ่งควรจะได้ใช้ไปกับสิ่งที่ดีกว่านี้ได้ ท้ายที่สุดกระบวนการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ และสูญเสียทรัพยากรซึ่งมีจำกัดไปเป็นจำนวนมาก การที่เปิดรับข้อเสนอว่าจะให้การนิรโทษกรรมนั้น หมายความว่าสัญญาเงียบๆนั้นได้เกิดขึ้นว่า จะมีการดำเนินคดีกับผู้ที่ไม่สมควรได้รับนิรโทษกรรมแต่ในแอฟริกาใต้ กลับกลายเป็นว่าผู้ที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรมแล้วถูกดำเนินคดีต่อจากนั้นมีจำนวนน้อยมาก ทำให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกหลอกเพราะไม่ได้เห็นทั้งความจริงและไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำถามว่าความเป็นอิสระของตุลาการนั้น ถ้าหากการนิรโทษกรรมคือสัญญาข้อหนึ่ง ศาลจะสามารถรักษาสัญญาเงียบนี้ว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรมได้หรือไม่

กฎอัยการศึกนั้นทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นทางรัฐบาลควรจะมีความรับผิดชอบต่อการกระทำเช่นนี้หรือไม่ ในกรณีของพฤษภาปี ค.ศ.2010?

คำตอบ :

เป็นการยากที่จะตอบว่ารัฐบาลนั้นได้ทำอาชญากรรมหรือไม่ สำหรับกฎอัยการศึกนั้นจากตัวกฎหมายไม่ได้เป็นเรื่องของอาชญากรรม รัฐบาลสามารถที่จะเลือกจัดการกับผู้ประท้วงแต่จะต้องเป็นไปตามความถูกต้องตามกฎหมาย ความสมเหตุสมผลและความจำเป็นตามที่กฎหมายไทย และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ คอป. ในการที่จะให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของแพทย์ นักข่าว ข้าราชการผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนั้น

มีกรณีใดบ้างที่การให้นิรโทษกรรมแล้วประสบความสำเร็จ ถ้าหากมีเรื่องราวนั้นเป็นอย่างไร?

คำตอบ :

การที่จะนับว่าการนิรโทษกรรมนั้นประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับการให้ความหมายของคำว่า “ประสบความสำเร็จ” ว่าคืออะไร นิรโทษกรรมสำหรับอาชญากรรมทางการเมือง ซึ่งโดยแท้จริงแล้วคือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น สามารถกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จ การให้นิรโทษกรรมแบบทั่วไปในเซียร์ร่า ลีโอน อาจถือว่าเป็นกรณีที่ประสบความสำเร็จเพาะถือว่าเป็นการทำให้สงครามกลางเมืองสงบได้ แต่ภายหลังจากนั้นแง่มุ่มนี้ไม่ได้เป็นที่ยอมรับ ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้น เงื่อนไขของการนิรโทษกรรมในข้อตกลงสันติภาช่วยยุติความขัดแย้งในสังคม และนำมาซึ่งสันติสุขได้

การปล่อยผู้กระทำผิดถือในข้อหาอาชญากรรมทางการเมืองเป็นการอภัยโทษหรือการให้นิรโทษกรรม?

คำตอบ :

หากไม่มีการดำเนินคดี หมายความว่าประวัติอาชญากรรมจะไม่ถูกบันทึกไว้ คือ การนิรโทษกรรม ในอาเจะห์ ประเทศอินโดเนเซีย มีคนมากมายที่ถูกจับขัง เพราะเป็นสมาชิกของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแกม (GAM) ภายหลังจากมีข้อตกลงสันติภาพ คนกลุ่มนี้ได้รับการนิรโทษกรรมและไม่มีการดำเนินคดี อย่างไรก็ตามยังคงมีสมาชิกของแกมที่ถูกคุมขัง เพราะว่าได้กระทำอาชญากรรมรุนแรง ซึ่งข้อตกลงสันติภาพไม่ได้ให้การยกเว้นในเรื่องนี้

การเอ่ยคำขอโทษ วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนา มีความสัมพันธ์กับการนิรโทษกรรมอย่างไร?

คำตอบ :

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินคดี การค้นหาความจริง การเยียวยาและการปฏิรูปสถาบันต่างๆ โดยหลักแล้ว การขอโทษเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยา ซึ่งการเยียวยานั้นไม่ได้เป็นเพียงการให้เงินเท่านั้น การขอโทษคืออีกหนึ่งหนทางของการเยียวยาเพราะเป็นการยอมรับถึงความผิดที่เกิดขึ้นจริง และได้พิสูจน์แล้วว่ามูลค่าของคำขอโทษนั้นมีส่วนช่วยในเรื่องของการปรองดองระยะยาว วัฒนธรรมและคุณค่าทางศาสนานั้นมีบทบาทสำคัญในการค้นหาความจริง ในแอฟริกาใต้ บิชอฟ เดสมอน ตูตู้ (Archbishop Desmond Tutu) มีบทบาทสำคัญในกระบวนการทั้งหมด วัฒนธรรมและศาสนาช่วยให้ในชุมชนสามารถสื่อสารเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านได้ดี และเป็นที่เข้าใจตรงกันได้

การให้นิรโทษกรรมนั้นจะให้เฉพาะนักโทษทางการเมือง สำหรับอาชญากรรมทางการเมืองเท่านั้นหรือไม่ ในกรณีประเทศไทยนั้น มีกลุ่มชาวบ้านถูกดำเนินคดีกรณีพิพาทกับรัฐเรื่องทรัพยากร ในกรณีเช่นนี้จะสามารถให้การนิรโทษกรรมกับคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่?

การนิรโทษกรรมจะถูกต้องตามกฎหมายเฉพาะความผิดทางการเมืองหรือไม่? ในกรณีของการกระทำของรัฐต่อนักศึกษาธรรมศาสตร์ในปี ค.ศ.1976 (เหตุการณ์ 6 ตุลา พ.ศ.2519)ซึ่งรัฐได้กระทำการนอกเหนือกฎหมาย จากพระราชกฤษฎีกาภาวะฉุกเฉินนั้นได้มีการให้นิรโทษกรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) ภายหลังจากนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่ยอมรับร่างพระราชกฤษฎีกาฉุกเฉินที่จะให้นิรโทษกรรมนี้อีก อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญยังคงรับร่างนี้ไว้เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้  ซึ่งลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยนับครั้งไม่ถ้วน

คำตอบ :

หลายครั้งที่มีการผ่านร่างกฎหมายด้วยเหตุผลทางการเมืองแต่การกระทำความผิดภายใต้กฎหมายนั้นถือเป็นอาชญากรรมทางการเมืองเช่นกัน อย่างไรก็ตาม วิธีการที่จะสามารถให้ความชัดเจนได้ เช่น

–                   กฎหมายหรือการกระทำของรัฐนั้นได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้บัญญัติไว้ ถ้าหากเป็นเช่นนั้น กฎหมายหรือการกระทำจากรัฐจะถูกท้าทายภายใต้ระบบเดิมนี้ได้หรือไม่

–                   ถ้าหากเกิดความรู้สึกว่าจำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดีเพราะเหตุผลทางการเมือง การดำเนินคดีนั้นสามารถเป็นข้อพิจารณาได้หรือไม่ภายใต้กฎหมายทั้งในและระหว่างประเทศ และเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการพิจารณาคดีใหม่

ความเห็นจากผู้สัมมนา

การนิรโทษกรรมในเมืองไทยที่ผ่านมา เป็นเครื่องมือของรัฐในการใช้ลบล้างความผิดเป็นส่วนมาก ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความปรองดองทางสังคม หลังเหตุการณ์พฤษภา ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) มีการผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมและผู้ที่กระทำความผิดทั้งหมดได้รับการอภัยโทษซึ่งการปฏิบัติในลักษณะเช่นนี้ ได้ทำตามๆกันมาทำให้เป็นอุปสรรคที่จะเสนอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ ในประเทศไทย การอภัยโทษและการนิรโทษกรรมมักจะใช้กับคดีทั่วไป ถ้าเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเมืองโดยมากจะเป็นการนิรโทษกรรม ถ้าหากเป็นการอภัยโทษจะเป็นพระราชอำนาจจากพระมหากษัตริย์ เช่น การครบรอบปีครองราชย์ การนิรโทษกรรมจะสามารถนำมาปรับใช้กับความผิดที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

การนิรโทษกรรมสามารถนำมาปรับใช้กับคดีที่ไม่ได้เป็นอาชญากรรมทางการเมืองได้หรือไม่? เช่น อาชญากรรมที่มีเรื่องของนโยบายสาธารณะ

คำตอบ :

จากกรณีที่ชาวบ้านซึ่งทำการประท้วงโครงการพัฒนาต่างๆ โดยการบุกรุกเข้ามาในสถานที่ราชการ ปิดถนน และทำลายทรัพย์สิน เช่น รั้ว จึงมีความจำเป็นที่กฎหมายจะต้องเข้ามาจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะการกระทำเช่นนี้เป็นข้อหาเดียวกันกับการที่ผู้ชุมนุมได้กระทำ ดังเช่นในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) แล้วผู้ชุมนุมสามารถขอรับการนิรโทษกรรมได้หรือไม่?  ในกรณีนี้ ยังขาดความชัดเจนว่า เหยื่อหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคนอื่นๆนั้นต้องคดีอาญา ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำข้อกฎหมายอื่นมาหักล้างข้อกฎหมายนี้ได้

มีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับนิรโทษกรรมซึ่งมีสมาชิกพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนได้มีส่วนร่วมในความขัดแย้งและจะต้องถูกลงโทษในกรณีการประท้วงนี้ ดังนั้นนักการเมืองจะมีการผลักดันแนวคิดนิรโทษกรรมต่อไป เพราะฉะนั้นมีประเด็นอะไรที่ควรเป็นข้อพิจารณาได้ ในกรณีเช่นนี้?

คำตอบ :

ความชอบธรรมของนิรโทษกรรมทั่วไปจะเป็นคำตอบในข้อนี้ได้ นิรโทษกรรทั่วไปไม่ได้แบ่งแยกระหว่างอาชญากรรมทางการเมืองและการละเมิดกฎหมายอาญา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะพิจารณาว่าผู้ใดควรได้รับการนิรโทษกรรมและมาจากการกระทำผิดอย่างไร

ถ้าหากมีการดำเนินคดีกับบุคคลเพราะเขาเข้าร่วมการประท้วงอย่างสันติหรือเพราะเขาเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง ฉะนั้นการดำเนินคดีกับคนกลุ่มนี้คือ การละเมิดสิทธิของพวกเขาภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ให้สัตยาบันในประเทศไทยเอง การให้นิรโทษกรรมในกรณีนี้นั้นยอมรับได้เพราะมีส่วนส่งเสริมเรื่องของการปรองดอง อย่างไรก็ตามหากมีการดำเนินคดีกับบุคคลที่ทำลายทรัพยากร หรือวางเพลิง จะมีความแตกต่างเพราะมีการละเมิดกฎหมายอาญา กรณีที่บุคคลถูกดำเนินคดีเพราะเข้าร่วมการชุมนุมและฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น การให้นิรโทษกรรมกับการที่เข้าร่วมชุมนุมนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่การละเมิดกฎหมายอาญานั้นเป็นสิ่งที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่? เราควรจะพิจารณาถึงประเด็นต่อไปนี้

–                   ใครคือผู้เสียหายจากการกระทำนั้น หากมีการให้นิรโทษกรรมผิดคนจะส่งผลกระทบต่อเหยื่ออย่างไร?

–                   การให้นิรโทษกรรมมีผลกระทบต่อหลักนิติธรรมอย่างไรบ้าง?

–                   การให้นิรโทษกรรมจะส่งผลในทางลบในความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐหรือไม่?

ในประเทศไทยนั้น กระบวนการสร้างความปรองดอง ในความเป็นจริงนั้นจะดำเนินการตามผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆทางการเมือง ในกรณีเช่นนี้ การนิรโทษกรรมสามารถนำมาซึ่งความปรองดองได้หรือไม่ และจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า การให้นิรโทษกรรมนั้นจะสามารถทำให้สร้างความเป็นปึกแผ่นในสังคมได้?

คำตอบ :

เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งของนิรโทษกรรม ในกรณีของเซียร์ร่า ลีโอน คือในข้อตกลงสันติภาพหลายฝ่าย หลายพรรคการเมือง ถกเถียง และตกลงกันเอง ผู้กระทำผิดนั้นให้การนิรโทษกรรมกันเอง โดยที่เหยื่อและผู้เสียหายไม่มีสิทธิ์และเสียงว่าต้องการให้มีการนิรโทษกรรมกับผู้กระทำผิดหรือไม่ ภายหลังจากสงครามการเมืองสิ้นสุดลง จึงเกิดคำถามต่อการตัดสินคดีต่อความไร้เสถียรภาพของการให้นิรโทษกรรม ในกรณีของประเทศไทย ใครคือผู้นำของกระบวนการให้นิรโทษกรรม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีสิทธิ์และเสียงในกระบวนการหรือไม่ การนิรโทษกรรมจะไม่มีทางสร้างความสมานฉันท์ให้กับสังคมไทยได้หากเสียงของผู้ที่ได้รับความเสียหายนั้นไม่ได้เป็นเสียงเดียวกับที่ฝ่ายต่างๆที่มีอำนาจในการตัดสินใจนั้นได้ยิน การนิรโทษกรรมเป็นเพียงการนำเพียงผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจทางการเมืองมาตัดสินใจนั้นจะสร้างความไม่พอใจให้กับคนในสังคมได้ เพราะผู้คนจะรู้สึกขาดความศรัทธาในหลักนิติธรรม และกฎหมายไม่สามารถที่จะบังคับใช้กับทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกันได้

บทสรุป

การอภิปรายในวันนี้ช่วยให้ได้ทราบถึงประเด็นสำคัญว่าการนิรโทษกรรมนั้นไม่ได้เป็นวิธีการที่จะสามารถแก้ไขได้ทุกปัญหาดังเช่นยาสารพัดนึก สิทธิมนุษยชนและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความสำคัญต่อการพิจารณาการให้นิรโทษกรรมมาก การนิรโทษกรรมจะต้องทำให้เป็นประเด็นสาธารณะ ซึ่งอาจจะช่วยให้เกิดความปรองดองได้


[1]การประชุมโต๊ะกลมเรื่อง “การนิรโทษกรรมและการปรองดอง” จัดโดย สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย, หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ, ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2554 ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[2] คุณ Ari Bassin (วิทยากร) ดำรงตำแหน่งผู้จัดการภาคพื้นเอเชียในศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านซึ่งจะรับผิดชอบส่วนของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในหลายประเทศ อันได้แก่ ไทย อินโดเนเซีย กัมพูชา พม่า ติมอร์ตะวันออก ศรีลังกา บังคลาเทศ และหมู่เกาะโซโลมอน นอกจากนี้ คุณ Ari ยังเป็นนักกฎหมายในสาขากฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ก่อนหน้านี้ คุณ Ari ได้ทำงานในองค์กรระหว่างประเทศในโครงการปฏิรูปตำรวจเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานหลังความขัดแย้งในอาเจะห์ ประเทศอินโดเนเซีย เป็นหนึ่งในคณะกรรมการเพื่อกรณีผู้สูญหายและเหยื่อความรุนแรง (Kontras) และศูนย์วิจัยฮาร์วาร์ดเพื่อนโยบายด้านมนุษยธรรมและความขัดแย้ง จบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Duke ปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัย Sydney และปริญญากฎหมายอเมริกาขั้นแรกในมหาวิทยาลัย New York

[3] กรณีระหว่าง Barrios Altos และ เปรู ได้มีการพิพากษาในวันที่ 14 มีนาคม 2001 ที่ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริกา ตั้งแต่ ค.ศ.1980 จนถึงกลาง ค.ศ.1990-1999 ประเทศเปรูอยู่ในช่วงความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศ

[4] โดยมีคุณสมบัติดังนี้ คือ 1) ผู้ที่ขอรับนิรโทษกรรมจะต้องขอรับเป็นรายบุคคล 2) มีวัตถุประสงค์เพื่อกิจกรรมทางการเมือง 3) จะต้องแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความจริงของเหตุการณ์ตามสถานการณ์ที่นเองได้ยื่นขอนิรโทษกรรมได้

[5] Alicia Consuelo Herrera et al v. Argentina, Inter-American Commission on Human Rights

[6] การให้นิรโทษกรรมต่อกรณี การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และการละเมิกสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึงการทารุณกรรม จะถือเป็นสิ่งที่ขัดแย้งต่อหน้าที่ของรัฐภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ว่า รัฐจะต้องให้หลัดประกันต่อเหยื่อของอาชญากรเหล่านี้ว่าจะได้รับการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ