buy cheapest viagra online
erectile dysfunction generic cialis pills
sales of viagra
buy brand viagra no prescription
lowest prices on generic viagra
cialis generika
ordering cialis online
mail order viagra
buy cialis canada net
order viagra without prescription
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013023

บทเรียนสภาพลเมืองในประเทศไทย: ทินกฤต นุตวงษ์

Filed under : POLITICS

“สืบเนื่องจากการดำเนินโครงการการศึกษารูปแบบสภาพลเมืองที่เหมาะสมสำหรับเชียงใหม่จัดการตนเอง จำเป็นที่จะต้องศึกษาบทเรียนของการจัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กับแนวคิดการตั้งสภาพลเมืองที่ทางภาคีเครือข่ายเชียงใหม่จัดการตนเองนำเสนอ”

 

 

 

 

 

บทเรียนสภาพลเมืองในประเทศไทย

ภายใต้โครงการ “การศึกษารูปแบบสภาพลเมืองที่เหมาะสมสำหรับเชียงใหม่จัดการตนเอง”

ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

 

ทินกฤต นุตวงษ์

 

สืบเนื่องจากการดำเนินโครงการ “การศึกษารูปแบบสภาพลเมืองที่เหมาะสมสำหรับเชียงใหม่จัดการตนเอง” ที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งเจ้าของทุนและคณะผู้วิจัยมีความเห็นเบื้องต้นสอดคล้องกันว่าโครงการนี้ จำเป็นที่จะต้องศึกษาบทเรียนของการจัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กับแนวคิดการตั้งสภาพลเมืองที่ทางภาคีเครือข่ายเชียงใหม่จัดการตนเองนำเสนอ[1] โดยผู้วิจัยเห็นว่ามีอยู่ 4 องค์กรที่น่าจะมีความใกล้เคียงกัน และสามารถนำมาศึกษาเพื่อเป็นบทเรียนในการออกแบบสภาพลเมืองที่เหมาะสมสำหรับเชียงใหม่จัดการตนเองต่อไป โดย 4 องค์กรที่ทำการศึกษา คือ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน สภาเกษตรกรแห่งชาติ หากพิจารณาจากเจตนารมณ์ในการก่อตั้งองค์กรทั้ง 4 จะพบว่ามีแนวคิดที่สอดคล้องกันอย่างหนึ่งคือ การตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของประชาธิปไตยแบบตัวแทน[2] โดยมองว่า ปัญหาด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านพัฒนาการเมือง ด้านองค์กรชุมชน ด้านเกษตรกร การเมืองระบบตัวแทนไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ ดังนั้นจึงควรตั้งองค์กรที่เป็นการเพิ่มช่องทางให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นกว่าแต่เดิม อันคาดหวังว่าองค์กรต่างๆ เหล่านี้จะสามารถมาช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้

 

จากการศึกษาองค์กรที่เกิดจากแนวคิดประชาธิปไตยทางตรงหรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมทั้ง 4 องค์กร คือ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งขาติ สภาพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน สภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยผู้วิจัยได้เข้าไปศึกษาบทบัญญัติของกฎหมาย งานวิจัย งานศึกษา สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งอดีตสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมาชิกสภาองค์กรชุมชน ภาคประชาชน ฯลฯ ผู้วิจัยพบบทเรียนที่สำคัญสำหรับการออกแบบสภาพลเมืองที่เหมาะสมสาหรับเชียงใหม่จัดการตนเอง ดังนี้

 

1. บทเรียนด้านที่มาและองค์ประกอบ

การกำหนดให้มีการสรรหาตัวแทนโดยคณะกรรมการสรรหา หากไม่ได้ระบุรายละเอียด หลักเกณฑ์ วิธีการ หรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนไว้ จะทำให้คณะกรรมการสรรหามีอำนาจในการใช้ดุลพินิจสูง และกว้างขวาง อาจจะออกแบบหลักเกณฑ์วิธีการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใกล้ชิดกรรมการสรรหาได้ อันจะทำให้ได้ตัวแทนที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์การตั้งองค์กรได้ เช่น ปัญหาการสรรหาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีการฟ้องร้องขึ้นสู่ศาลปกครองหลายคดี ความสัมพันธ์ของกรรมการสรรหากับผู้มีสิทธิ์คัดเลือก ขาดความเป็นกลาง การหาสมัครพรรคพวกมาสมัครเป็นองค์กรเพื่อมีสิทธิคัดเลือกกันเอง การล็อบบี้ ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเองหากมีมีการสรรหาตัวแทน โดยคณะกรรมการ ควรระบุหลักเกณฑ์ วิธีการไว้เลย

 

การกำหนดคุณสมบัติของตัวแทนหรือสมาชิกในองค์กรที่อยู่ในชุมชนหรือในตำบลที่มีขนาดเล็กมากเกินไป ทำให้ไม่ได้ตัวแทนหรือสมาชิกที่มีคุณภาพได้ เช่น คุณสมบัติของผู้มาเป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลที่กำหนดว่าห้ามมีตำแหน่งทางปกครอง ตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บางตำบลมีขนาดเล็ก ผู้นำมีจำนวนน้อย ผู้นำคนใดเด่นมีความสามารถมาก จะมีตำแหน่งที่เป็นอยู่เยอะแล้ว เช่น ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จึงทำให้ผู้นำคนดังกล่าวไม่สามารถเข้ามาในสภาองค์กรชุมชนตำบลนั้นๆ ได้ ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเองหากมีการกำหนดคุณสมบัติของตัวแทนหรือสมาชิก ควรคำนึงหรือยกเว้นตำบลที่มีขนาดเล็กๆ ด้วย

 

การกำหนดให้มีวาระการดำรงตำแหน่งระยะยาว ในส่วนของตัวแทนที่มาจากองค์กรชุมชน เครือข่ายภาคประชาชน มักจะทิ้งงานเดิม ฐานเดิม องค์กรเดิมของตน ที่ตนถูกเสนอชื่อมา และเน้นการเข้าประชุม เนื่องจากได้เบี้ยประชุม ค่าเดินทาง เช่น สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ที่มาจากที่ประชุมระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มาจากผู้แทนองค์กร ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ควรจะกำหนดระยะเวลาสั้น โดยให้มีการเลือกให้ทุกปี หรือทุกสองปี หรือว่าให้องค์กรเดิมสามารถยื่นเรื่องถอดถอนได้ เพื่อตัวแทนหรือสมาชิกมีความรับผิดชอบต่อหมู่มวลองค์กรที่ตนเป็นตัวแทน

 

การกำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนองค์กร โดยให้องค์กรทำข้อมูลตามแบบฟอร์มการขึ้นทะเบียน ทำให้องค์กรขนาดเล็กๆ ที่มีศักยภาพน้อย หรือพึ่งตั้งองค์กร มีความพร้อมน้อย ไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ เช่น การขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรชุมชน กับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) การขึ้นทะเบียนองค์กร กับสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรและองค์กรเกษตร กับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นต้น  ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเอง หากจะต้องมีการขึ้นทะเบียนองค์กร ควรทำแบบฟอร์มให้ง่าย หรือมีการช่วยเหลือในการทำข้อมูลให้องค์กรต่างๆ ด้วย

 

2. บทเรียนด้านอำนาจและหน้าที่

การกำหนดให้มีการจัดทำแผนพัฒนา แผนปฏิบัติงานต่างๆ เช่น สภาพัฒนาการเมือง สภาเกษตรกรแห่งชาติ มักจะมีปัญหาในการติดตามให้เป็นไปตามแผน เพราะต้องเกี่ยวพันกับองค์กร หน่วยงานจำนวนมากซึ่งอาจจะไม่มีผลในเชิงรูปธรรมในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ให้การยอมรับแผนที่จัดทำขึ้น ซึ่งการขับเคลื่อนแผนโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งมักจะไม่มีพลังหากขาดการสื่อสารกับสาธารณะ ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเมืองเชียงใหม่ ในเรื่องการจัดทำแผน หากจะให้เป็นผลในรูปธรรมต้องมีการสื่อสารกับสาธารณะขนานควบคู่กันไปด้วย

 

การกำหนดให้อำนาจหน้าที่บางอย่างมีขอบเขตที่กว้าง ทั้งในเชิงเนื้อหาหรือในเชิงพื้นที่ ทำให้ภารกิจบางอย่างซ้อนทับกับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ บางครั้งก็เกิดการแย่งานกันทำ หรือไม่ก็เกี่ยงงานกันทำได้ ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเอง ควรมีการศึกษาว่าในภารกิจต่างๆ มีหน่วยงานใดบางดำเนินการอยู่ และจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร มีศักยภาพในด้านไหน หรือหน่วยงานดังกล่าวจะช่วยหนุนเสริมหน่วยงานใหม่อย่างไร หน่วยงานใหม่จะช่วยหนุนเสริมหน่วยงานเดิมอย่างไร หรือไม่ให้มีความซ้อนทับในงานได้

 

การตั้งองค์กรใหม่ๆ ที่มีบทบาทหน้าที่คล้ายๆ องค์กรที่มีอยู่เดิม หรือเป็นองค์กรอิสระด้วยแล้ว ทำให้คนในหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องขาดความเข้าใจบทบาทหน้าที่ เจตนารมณ์ในการตั้ง จึงทำให้เกิดความสับสนกับองค์กรที่มีอยู่เดิม เช่น ความเข้าใจสับสนในบทบาทของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กับคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาองค์กรชุมชนตำบลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเอง ควรมีการทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่จะต้องเกี่ยวข้องตั้งแต่ก่อนหน้าที่ก่อตั้ง จนถึงในระยะเวลาแรกๆ ของการก่อตั้งองค์กร อาจจะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาประชุมหารือทำความเข้าใจในเบื้องต้น

 

3. บทเรียนด้านการเงิน

การกำหนดให้ตัวแทนหรือสมาชิกได้รับค่าเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้การทำงานของตัวแทนหรือสมาชิกยึดติดกับเบี้ยประชุมหรือผลประโยชน์ส่วนนี้มากเกินไป จึงทำให้มีการประชุมบ่อยครั้ง จนละเลยการทำหน้าที่ด้านอื่นๆ ของตนเองออกไป และขาดการประเมินคุณภาพในการประชุมเมื่อเทียบกับการจ่ายค่าเบี้ยประชุมในแต่ละครั้ง ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเอง ในเรื่องการกำหนดเบี้ยประชุม ควรมีการประเมินผลงานการประชุมด้วย นอกจากนี้ ในเมื่อตัวแทนที่มาจากองค์กรเครือข่ายต่างๆ มาทำงานในอีกองค์กรหนึ่ง ก็ควรมีระบบการชดเชยให้กับองค์การเครือข่ายด้วย เพื่อให้การดำเนินการทั้งสององค์กรดำเนินควบคู่ไปกันได้

 

การกำหนดให้มีกองทุนพัฒนาในองค์กร ทำให้มีพลังในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งหากขาดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ หรือการบริหารจัดการที่ดี จะทำให้เกิดข้อขัดแย้งได้ในหมู่องค์กรต่างๆ สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า เงินไปลงที่ไหนมีขัดแย้งที่นั่น ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเอง ในเรื่องกองทุนควรจะต้องมีระบบการตรวจสอบแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและกำหนดการจัดสรรเงินกองทุนให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าด้านไหนกี่เปอร์เซนท์ เพื่อกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

4. บทเรียนด้านการจัดตั้งองค์กร

การกำหนดให้มีหน่วยงานสนับสนุนที่ไม่มีความอิสระ โดยอยู่ภายใต้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทำให้การดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขาดความคล่องตัว อิสระ อันอาจจะไม่บรรลุผลได้ ด้วยเหตุขัดกับระเบียบ หรือวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ เช่น การกำหนดให้สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองอยู่ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรี เป็นต้น ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเอง ในเรื่องหน่วยงานสนับสนุนควรให้มีความอิสระ

 

การกำหนดให้มีการจำกัดระยะเวลาในการตั้งองค์กร ทำให้องค์กรที่ได้มีคุณภาพน้อย เช่น การเร่งตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อให้ได้ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัดไปเป็น สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองภายใน 180 วัน ทำให้สภาองค์กรชุมชนตำบลที่ตั้งในช่วงแรกมีคุณภาพน้อย มีความเข้าใจบทบาทหน้าที่น้อย บางคนเข้าใจว่าการเป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลจะได้รับค่าเบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุม ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเอง หากมีการกำหนดระยะเวลาควรคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงด้วยว่า จะใช้ระยะเวลาประมาณเท่าไหร่ในการดำเนินการ และเน้นเรื่องความเข้าใจในบทบาทหน้าที่เป็นอันดับแรกสุด

 

การกำหนดให้เป็นองค์กรระดับชาติ ทำให้การขับเคลื่อนหรือดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งมีความยากลำบากมาก เช่น การนำเสนอความเห็นหรือให้คำปรึกษาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อคณะรัฐมนตรี ไม่มีผลสะท้อนกลับ อาจจะด้วยความที่ คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรบริหารสูงสุดของประเทศ มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องสูง การจะให้ข้อเสนอแนะทำได้อยาก ยิ่งไม่มีบทบังคับทางกฎหมายด้วยแล้ว ยิ่งยากไปอีก เทียบกับองค์กรระดับตำบล เช่น สภาองค์กรชุมชนตำบล มีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในที่สาธารณประโยชน์ของสภาองค์กรชุมชนเมืองเชียงใหม่ การคัดค้านแนวคิดของผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่จะทาสีพระธาตุดอยกองมูเป็นสีทองเหมือนพระธาตุดอยสุเทพของสภาองค์กรชุมชนตำบลจอมคำ เป็นต้น ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเองจึงสอดคล้องกับบทเรียนของสภาองค์กรชุมชนตำบลคือเป็นระดับตำบล ระดับจังหวัด ซึ่งเป็นขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับระดับประเทศ

 

การกำหนดให้รูปแบบขององค์กรเขตการปกครอง เช่น สภาองค์กรชุมชนตำบล ในระดับตำบล สภาเกษตรกรจังหวัด ในระดับจังหวัด ทำให้ประเด็นปัญหาบางอย่างที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขตการปกครอง เช่น ปัญหาหมอกควัน ปัญหาการจัดการลุ่มน้ำ ป่าชุมชน หรือชนเผ่า เป็นต้น ดังนั้นการออกแบบสภาพลเมืองของเชียงใหม่จัดการตนเองในการกำหนดรูปแบบองค์กรควรคำนึงและให้เกิดองค์กรที่มีลักษณะตามประเด็นปัญหาดังกล่าวด้วย

 

5. ข้อสังเกต

ในกฎหมายที่รองรับสถานะของทั้ง 4 องค์กร  มีการระบุอำนาจหน้าที่ที่องค์กรทั้ง 4 มีต่อองค์กรด้านนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร เช่น ระดับตำบล (สภาเทศบาล/สภาองค์การบริหารส่วนตำบล/นายกเทศมนตรี/นายกองค์การบริหารส่วนตำบล) ระดับจังหวัด(สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด/นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด)  ระดับชาติ (คณะรัฐมนตรี/รัฐสภา)  แต่กลับไม่มีการระบุความรับผิดชอบ หรือบทบาทหน้าที่ที่องค์กรด้านนิติบัญญัติ และองค์การฝ่ายบริหารต้องมีต่อองค์กรทั้ง 4 ไว้ในกฎหมายเฉพาะของตน  ทำให้องค์กรด้านนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารไม่เห็นความสำคัญหรือมีส่วนในการสนับสนุนบทบาท อำนาจ หน้าที่การทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การก่อตั้งขององค์กรทั้ง 4

 

ดังนั้น เมื่อมีการกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการตนเอง จำเป็นต้องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสภาพลเมือง กับฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารของเชียงใหม่  โดยการระบุอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และบทบาทหน้าที่ ที่ทั้ง 3 องค์กรมีต่อกันเพื่อเป็นการรับรองสถานภาพในทางกฎหมาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และการขับเคลื่อนในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริง

 

เอกสารอ้างอิง

ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ และยุทธพร อิสรชัย. (2555). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่องการประเมินผลงานของ     สภาพัฒนาการเมือง. สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน.

 

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (2554). เอกสารประกอบการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติสภาที่   ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. อ.พ. 9/2554 สมัยสามัญนิติบัญญัติ.

 

พรรณราย ขันธกิจ. (2550).บทบัญญัติว่าด้วย “สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ในรัฐธรรมนูญ. วารสารสถาบันพระปกเกล้า ปีที่ 5 ฉบับที่ 1.

 

ทศพนธ์ นรทัศน. (2553).หนึ่งทศวรรษสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกับแนวคิดสภาภาคประชาชน. วารสารสถาบันพระปกเกล้า ปีที่ 8 ฉบับที่ 2.

 

สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2553). รายงานประจำปี 2553 สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.

 

สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง, สถาบันพระปกเกล้า. (2553). รายงานประจำปี 2553 สภาพัฒนาการเมือง.

 

ณัฐฐา วินิจนัยภาค. (2550). รายงานโครงการศึกษาเพื่อยกร่างตัวแบบ “สภาพัฒนาการเมือง” เสนอต่อคณะอนุกรรมการยกร่างสภาพัฒนาการเมืองในคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองและยกร่างแผนแม่บทพัฒนาการเมือง สำนักนายกรัฐมนตรี.

 

วิเศษ  สุจินพรัหม บุญยืน  วงศ์สงวน และวิไล  คำเงิน . (2553).รายงานวิจัยกระบวนการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนภาคเหนือ เสนอต่อ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน. พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2543

 

พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551

พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551

พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ ศ 2553

ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ. ….

 

สัมภาษณ์

สวิง ตันอุด. อดีตสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง. 7 ตุลาคม 2555.

ประทีป บุญหมั้น. ประธานสภาองค์กรชุมชนเมืองเชียงใหม่. 7 ตุลาคม 2555.

สุรีย์รัตน์ ตรีมรรคา. อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 11 ตุลาคม 2555.

วิเศษ สุจินพรัหม. นักพัฒนาเอกชน. 6 ตุลาคม 2555.

ศักดิ์ดา แสนหมี่. ผู้อำนวยการ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย. 7 ตุลาคม 2555.



                [1] เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ 3 เรื่อง คือ ควบคุมตรวจสอบฝ่ายบริหาร กำหนดนโยบายสาธารณะ และเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มจัดการตนเอง

                [2]  เช่น ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการเมืองการปกครองเฉพาะการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้น