cialis overnight shipping
cialis drug
buy viagra com
viagra 50 mg pfizer
viagra use
real viagra canada
cialis 10mg reviews
fast generic cialis
buy viagra
generic viagra generique
viagra order canada
cost of daily dose cialis
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012006

บ่วงบาศผูกขาดปากท้องและหนทางหลุดพ้นจากบ่วง: ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

Filed under : INTEGRATED SCIENCE > SOCIAL SCIENCE

“กระบวนการของเกษตรพันธสัญญาได้ผลิตอาหารมาป้อนผู้บริโภคซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่ผู้บริโภคแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบรรษัทจนไม่อาจปลดแอกตนเองและมีทางเลือกอื่นเพื่อเสริมความมั่นคงด้านอาหารทั้งในแง่ราคา และคุณภาพอาหาร”

บ่วงบาศผูกขาดปากท้องและหนทางหลุดพ้นจากบ่วง

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในระบบพันธสัญญา

ปัจจุบันอาหารที่เราบริโภคกันอยู่มักผ่านกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่ใช้วิธีการเชื่อมโยงผลผลิตจากไร่นาและคอกฟาร์ม มาสู่โต๊ะอาหารของเราผ่านระบบเกษตรพันธสัญญาซึ่งครอบคลุมวัตถุดิบและอาหารปรุงสุกหลากหลายชนิด จนอาจกล่าวได้ว่าระบบเกษตรพันธสัญญาเป็นระบบที่ควบคุมปากท้องของเราแทบจะทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว เว้นก็แต่เพียงเกษตรกรที่สามารถผลิตอาหารได้เอง หรือผู้บริโภคที่สามารถซื้อหาอาหารได้จากตลาดการเกษตรท้องถิ่นเท่านั้นที่ปากท้องยังมิได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของบรรษัทซึ่งควบคุมระบบนี้

หากวิเคราะห์ระบบเกษตรพันธสัญญาว่าสามารถผูกขาดปากท้องของผู้บริโภคอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งได้อย่างไรจำเป็นต้องเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 ฝ่าย ได้แก่ ผู้บริโภค บรรษัท รัฐ และเกษตรกร โดยกระบวนการของเกษตรพันธสัญญาได้ผลิตอาหารมาป้อนผู้บริโภคซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่ผู้บริโภคแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบรรษัทจนไม่อาจปลดแอกตนเองและมีทางเลือกอื่นเพื่อเสริมความมั่นคงด้านอาหารทั้งในแง่ราคา และคุณภาพอาหาร

กระบวนการของระบบนี้ประกอบไปด้วย 12 ขั้นตอน คือ 1.การกำหนดเป้าหมาย 2.ต้นทุนและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่มี 3.ข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจ 4.การสร้างระบบความสัมพันธ์ 5.อำนาจต่อรองระหว่างฝ่ายต่างๆ 6.ระบบวิธีการผลิตอาหาร 7.การจัดการทรัพยากรในกระบวนการผลิต 8.ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างผลิต 9.การกำหนดมาตรฐานและราคาอาหาร 10.การกระจายสินค้า 11.การแลกเปลี่ยน 12.การสร้างภาพลักษณ์   โดยกระบวนการนี้จะหมุนเวียนเป็นวงจรที่เริ่มต้นและดำเนินไปจนจบวงจรแล้วเกิดขึ้นซ้ำๆซากๆ จนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายชาชินไปกับการผูกขาดครอบงำของระบบ

ณ จุดเริ่มต้นของเรื่อง ผู้บริโภคล้วนต้องการอาหารที่มีคุณภาพและมีราคาถูก  บรรษัทมีเป้าหมายอยู่ที่การแสวงหากำไรเข้าตัวให้มากที่สุด โดยที่รัฐก็ต้องการจัดเก็บภาษีจากบรรษัทและอยากให้เกิดผลผลิตเยอะเพื่อนำไปเป็นผลงานในฐานะผู้มีหน้าที่ส่งเสริมการประกอบการโดยมีการอุปถัมภ์ค้ำชูกันทั้งในระดับนักการเมืองและข้าราชการประจำ  ส่วนเกษตรกรก็กำลังแสวงหาวิธีการพาตัวเองออกจากความยากจนที่ต้องเผชิญอยู่

ในปัจจุบัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่สามารถผลิตอาหารได้เองเพราะจะเสียโอกาสในการทำงานที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าและไม่มีที่ดิน ไร่นา บรรษัทเล็งเห็นว่าหากตนจะสร้างผลกำไรได้มากที่สุดจะต้องมีการผูกขาดความสามารถในการผลิตมาอยู่ที่ตัวเอง จึงได้พยายามอย่างมากในการครอบครองปัจจัยการผลิตทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็น พันธุกรรมพืชและสัตว์ ในรูปตัวอ่อนสัตว์และเมล็ดพันธุ์พืช หรือแม้กระทั่งการถือครองที่ดิน   โดยที่ภาครัฐก็มิได้มีการสงวนอนุรักษ์ปัจจัยการผลิตเหล่านั้นให้เกษตรกร   และเกษตรกรเองก็อยู่ในภาวะยากจน มีหนี้สิน ไม่มีปัจจัยการผลิตเป็นของตัวเอง ทั้งที่ดิน พันธุ์พืชและสัตว์ ปุ๋ย ยา ฯลฯ  หากเกษตรกรต้องการจะผลิตก็ต้องเข้ามาหาทุนที่ถือครองปัจจัยการผลิตเหล่านี้

ไม่น่าแปลกใจที่ผู้บริโภคทั้งหมดจะไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับอาหารที่ตนกินว่ามีการเดินทางมาถึงปากตนได้อย่างไร เช่นเดียวกับเกษตรกรที่มีเหตุผลในการตัดสินใจเลือกเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา ก็เพราะปริมาณข้อมูลสนับสนุนด้านดีของเกษตรพันธสัญญาที่บรรษัทโหมประชาสัมพันธ์ และจัดจ้างให้มีการทำวิจัยสนับสนุนอย่างมากมายมหาศาล   และรัฐเองก็มีเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบงำด้วยข้อมูลเหล่านั้น หรือบางกรณีรัฐเองก็เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบพันธสัญญา โดยที่เกษตรกรมีข้อมูลเท่าทันสถานการณ์น้อยมากเนื่องจากในสื่อต่างๆ รวมถึงข้อมูลจากรัฐ มีแต่ด้านดีไม่มีด้านลบ

สิ่งที่น่าวิตกมาก คือ ผู้บริโภคไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าใครเป็นผู้ผลิตอาหารให้ตนรับประทานจึงไม่มีความสัมพันธ์ที่จะวางใจได้ว่าผู้ผลิตอาหารจะห่วงใยตนหรือไม่ ส่วนเกษตรกรก็เลือกเข้าสู่ระบบพันธสัญญาบนพื้นฐานของคนเข้าไปขอร่วมระบบโดยมองว่าบรรษัทที่หยิบยื่นปัจจัยการผลิตมาให้ในระบบสินเชื่อเป็นผู้มีพระคุณกับตัวเอง หากบรรษัทจะกำหนดข้อสัญญาอย่างไรก็ให้เป็นตามที่บรรษัทเห็นควร หรือบางกรณีถึงขนาดไม่มีหนังสือสัญญาให้เกษตรกรถือไว้ โดยภาครัฐไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบข้อสัญญาที่เกิดขึ้นว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่ ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ผู้บริโภคมิเคยล่วงรู้ว่าอาหารที่กินเป็นหยาดเหงื่อ และคราบน้ำตาของใครบ้าง เนื่องจากเกษตรกรเมื่อเข้ามาอยู่ในระบบแล้วก็จะเหลือตัวเองคนเดียวที่ผูกพันอยู่กับบรรษัท ด้วยผลจากลักษณะของสัญญาออกที่แบบโดยบรรษัท และมีเงื่อนไขกีดกันมิให้เกษตรรวมกลุ่มกันเข้าทำสัญญากับ บรรษัท เพื่อให้อำนาจในการต่อรองของเกษตรกรน้อยลง ไม่แข็งข้อ และรัฐก็มิได้เข้ามามีบทบาทเสริมอำนาจต่อรองให้เกษตรกร หรือแก้ไขข้อสัญญา หรือการกระทำที่ไม่เป็นธรรมให้กับเกษตรกร

จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ผู้บริโภคก็ได้กลายมาเป็นผู้สนับสนุนหลักในการผลิตที่ขูดรีดต่อเกษตรกร  ด้วยเหตุที่การผลิตของเกษตรพันธสัญญาอยู่ในรูปแบบเกษตรเชิงเดี่ยวที่ต้องพยายามผลิตเพียงอย่างเดียวให้ได้ปริมาณมากที่สุด เพื่อให้ได้เงินมากที่สุดพอที่จะมาหักหนี้แล้วเหลือกำไรบ้าง โดยบรรษัทเป็นผู้กำหนดปริมาณ รูปแบบ และมาตรฐานการผลิต ซึ่งภาระในการทำตามมาตรฐานตกอยู่กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงเรือน เล้า กระชัง การใส่ยา ใส่ปุ๋ย การให้อาหาร ฯลฯ โดยมาตรฐานทั้งหลายไม่ได้มีการตรวจสอบควบคุมโดยรัฐว่าเป็นการสร้างภาระให้เกษตรกรมากเกินไปหรือไม่ กลับกันมีหลายกรณีที่รัฐกลายเป็นส่วนหนึ่งในการบีบบังคับเกษตรกรให้ทำตามที่บรรษัทกำหนดทั้งที่มาตรฐานบางอย่างไม่จำเป็น เช่น การปรับโรงเรือน การให้ยา อาหาร ที่มากเกิน แต่เป็นผลดีกับบรรษัทเพราะบรรษัทเป็นผู้ขายของให้

กระแสตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมได้กระตุ้นให้เราอุดหนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่การบริโภคอาหารจากระบบนี้ เป็นการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและฐานทรัพยากรเนื่องจากเกิดมลพิษและทำให้ความอุดมสมบูรณ์เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ในหลายกรณีพบว่ากลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนให้เกษตรกรรุกเข้าไปทำเกษตรพันธสัญญาในพื้นที่สงวน หรือทรัพยากรสาธารณะ เช่น การรุกเขาปลูกข้าวโพดและอ้อย การยึดลำน้ำเพื่อเลี้ยงปลาในกระชัง การสร้างมลภาวะจากโรงเรือนเลี้ยงหมูหรือไก่   ทั้งนี้จะเห็นว่ารัฐจะดำเนินการแข็งขันกับกรณีคนชายขอบที่ผลิตเพื่อยังชีพ แต่กับกรณีการผลิตในเชิงพาณิชย์เหล่านี้รัฐกลับทำเหมือนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้มีการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยไม่ลงโทษหรือปรับผู้ก่อมลพิษ เพื่อให้มีการปรับการผลิตให้อยู่บนหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผู้บริโภคทั้งหลายกำลังแบกรับภาระความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติร่วมกับเกษตรกรเสมอ เนื่องจากภาษีของเราได้ถูกนำไปชดเชยในกรณีการผลิตทางการเกษตรนั้นอยู่ในภาวะความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งบรรษัทผลักให้เกษตรกรต้องเผชิญภาระเอาเอง หากเกิดความเสียหาย ขาดทุน เป็นเรื่องที่เกษตรกรรับไป บรรษัทไม่ร่วมแบกรับด้วย   เมื่อเกิดปัญหาเช่น น้ำท่วม พืชเน่า สัตว์ตาย กลายเป็นรัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วย หรือประกันราคาความเสี่ยงทั้งหลาย   ข้ออ้างที่ว่าระบบเกษตรพันธสัญญาได้ดึงบรรษัทเข้ามาร่วมแบกรับความเสี่ยงจึงไม่จริง ทั้งนี้เกษตรกรและผู้บริโภคก็ยังต้องอยู่กับความเสี่ยงและร่วมกันแบกรับภาระแทนบรรษัทต่อไป

สิ่งที่น่าวิตกของผู้บริโภคในปัจจุบัน คือ ไม่รู้ต้นทุนและคุณภาพของอาหารเลย  เนื่องจากตั้งแต่ต้นทางจนปลายทางของอาหารนั้น บรรษัทมีอำนาจในการบังคับซื้อขายใน “ราคา” และ “มาตรฐาน” ที่บรรษัทตั้งเอาไว้เนื่องจากมีช่องทางตลาด และผูกขาดอำนาจ “ความรู้” ในมาตรฐานเชิงเทคนิคเอาไว้กับตัวเอง และบางกรณีหน่วยงานรัฐเองก็ไม่ชี้แจงข้อมูลความรู้เชิงเทคนิคให้เกษตรกรทราบ ทำให้ถูกกดราคาผลผลิตอย่างไม่เป็นธรรม เช่น อัตราเนื้อแดงในหมู อัตราความปนเปื้อนในข้าวโพด หรือค่าความหวานในน้ำตาลอ้อย ฯลฯ หลายครั้งเกษตรกรรมอินทรีย์ของเกษตรกรรายย่อยก็ถูกขัดขวางด้วยกลไกมาตรฐานที่ฉ้อฉล

อย่างไรก็ดี มีผู้บริโภคจำนวนมากที่มีข้อมูลมากพอที่จะเลือกทางอื่นให้กับปากท้องตน แต่กลับไม่มีทางเลือกอื่นในการซื้ออาหาร   ด้วยเหตุที่เมื่อการผลิตสำเร็จเป็น พืช หรือสัตว์ ที่พร้อมจะขาย   บรรษัทก็มีอำนาจในการบังคับซื้อและห้ามเกษตรกรขายให้แก่ผู้อื่น หรือเอาออกไปขายเอง หากเกษตรกรฝ่าฝืนจะมีการหยิบเอาข้อสัญญามาบีบบังคับฟ้องร้อง ทำให้ทางเลือกในด้านการตลาดของเกษตรน้อยมาก ต้องตกอยู่ในการบังคับของบรรษัท เช่น จะมาจับสัตว์เมื่อไหร่(จับช้าเกษตรกรก็จะขาดทุนไปเรื่อยเพราะต้องให้อาหารแต่สัตว์หรือพืชไม่โตขึ้น) หากสินค้าล้นตลาดบรรษัทก็ไม่มารับซื้อ ให้เกษตรกรไปดิ้นรนหาตลาดเอาเอง ทำให้เกษตรกรต้องยอมขายขาดทุนเพื่อไม่ให้เจ๊งมากไปกว่านี้   โดยรัฐมองอยู่ห่างๆแต่ไม่เข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด

ความรุนแรงที่ผู้บริโภคทั้งหลายต้องจำนนอยู่กับระบบเกษตรพันธสัญญา ก็คือ การซื้ออาหารแพงแต่มีคุณภาพต่ำ เนื่องจากในท้ายที่สุดเกษตรกรจำต้องขายผลผลิตให้บรรษัทและยอมรับค่าตอบแทนที่ไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้ หรือบางกรณีก็ได้น้อยมาก จนมาคิดเป็นวันแล้วน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่มากมาย   ผลประโยชน์เหล่านั้นกลายเป็นผลกำไรสะสมของบรรษัทและผู้ถือหุ้นทั้งหลาย โดยที่รัฐก็ยินดีที่บริษัทมีผลกำไรเพราะจะได้เก็บภาษีมาเป็นงบประมาณประจำปีเพื่อนำไปทำนโยบายประชานิยมเพื่อเรียกคะแนนเสียงเข้าพรรคต่อไป ทำให้เกษตรกรตกอยู่ในวงเวียนแห่งหนี้สินซ้ำซากจำเจไม่มีทางออก เนื่องจากเกษตรกรขายอาหารโดยตรงให้กับผู้บริโภคไม่ได้ เพราะติดสัญญาผูกมัดกับบรรษัทซึ่งเป็นเจ้าหนี้

ความโหดร้ายที่สุดของบรรษัท ก็คือ การสร้างความชอบธรรมให้กับระบบเกษตรพันธสัญญามาครอบงำความคิดจิตใจของผู้บริโภค เกษตรกร และรัฐ อย่างอยู่หมัด ก็ด้วยกลยุทธทางการตลาดที่เน้นการทุ่มงบประมาณโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้าง “ภาพลักษณ์” ที่ดีให้กับ สินค้า ยี่ห้อ และองค์กรตน   ทำให้เกษตรกรต้องตกเป็นจำเลยสังคมเมื่อราคาอาหารแพง และรัฐก็ไม่กล้าเข้าไปดำเนินการกับบรรษัทเพราะติดภาพของการเข้าไปรบกวนการทำธุรกิจของบรรษัท ส่วนผู้บริโภคจำนวนมากก็กลับรู้สึกผูกพัน คุ้นเคย เมื่อได้ซื้อสินค้าและใช้บริการทั้งหลายจากบรรษัท จนมิได้ตระหนักรู้ถึงการผูกขาดที่ตนเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

จากผลการศึกษาดังกล่าวจะเห็นว่า ผู้บริโภคและเกษตรกรต้องแบกรับ “ความเสี่ยง” อยู่ฝ่ายเดียว และบรรษัทยังได้ “ขูดรีด” ผลประโยชน์ไป   ด้วยการอาศัยระบบความสัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานของความ “ไม่เป็นธรรม” เนื่องบรรษัทอยู่ในสถานะเหนือกว่าทั้ง ภาพลักษณ์ ทุน ความรู้ และความสัมพันธ์ที่มีร่วมกับรัฐ   ทำให้ผู้บริโภคและเกษตรกรไม่สามารถต่อรองได้ เนื่องจากอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวและรัฐก็มิได้เข้ามาแทรกแซงเพื่อสร้างความเป็นธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

หนทางหลุดพ้นจากบ่วงบาศผูกขาดปากท้อง

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในระบบพันธสัญญา

หากจะทำให้ผู้บริโภคและเกษตรกรหลุดพ้นจากบ่วงบาศดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับทิศทางการพัฒนาระบบเกษตรกรรมเสียใหม่  โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การทำให้ “ผู้บริโภคกับเกษตรกรพึ่งพากันเองได้” ขั้นแรกจะต้องมีการประกันการเข้าถึงปัจจัยการผลิตของเกษตรกรอย่างเพียงพอต่อการผลิตเพื่อยังชีพและผลิตเพื่อขาย   สร้างสมดุลของข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้ผู้บริโภคและเกษตรกรรู้ทันสถานการณ์และรู้ทางเลือกต่างๆ ในการผลิตและบริโภค

สร้างการรวมกลุ่มของผู้บริโภคและเกษตรกรเพื่อนำไปสู่การต่อรองกับบรรษัท หรืออาจจะเรียกร้องกดดันให้รัฐเข้ามาแทรกแซงวงจรผูกขาด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบความสัมพันธ์ ทำให้ผู้บริโภคสามารถอุดหนุนสินค้าของเกษตรกรที่มาจากทางเลือกในการเกษตรกรรมอย่างหลากหลาย อันจะเป็นผลดีต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้กระบวนการผลิตที่มีความเสี่ยงนั้นจะต้องดึงบรรษัทเข้ามาแบกรับความเสี่ยงร่วมกับผู้บริโภคและเกษตรกรในทุกขั้นตอน หรืออาจเปลี่ยนมาใช้รูปแบบสัญญาหุ้นส่วนภายใต้สหกรณ์การผลิตและการบริโภค    โดยรัฐจะต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเข้ามาควบคุมเรื่องกระบวนการผลิต มาตรฐานของอาหาร และราคาสินค้า ให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อตัวเกษตรกรและคุ้มครองผู้บริโภคไปด้วย

เมื่อถึงปลายฤดูกาลผลิตจะต้องมีการสร้างตลาดทางเลือก เช่น ตลาดเกษตรอินทรีย์ ตลาดอาหารปลอดภัย ที่เกษตรกรและผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง สิ่งสำคัญอีกประการคือรัฐต้องพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มช่องทางการขนส่ง การคงคลัง และการขายสินค้าให้เกษตรกรและผู้บริโภคสามารถเชื่อมโยงเข้าหากันได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้การควบคุมตรวจสอบการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งหลายของบรรษัทมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลการกดขี่ขูดรีดเกษตรกร และหลอกลวงผู้บริโภค ก็เป็นสิ่งที่รัฐต้องดำเนินการอย่างเข้มแข็ง

แนวทางการแก้ไขปัญหาทั้ง 12 ประเด็น ด้วยมาตรการทางกฎหมายสามารถทำได้ดังต่อไปนี้

เป้าหมาย การคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและสิทธิผู้บริโภคไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน (บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือ ร่างพรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน ที่กำลังยกร่างตามมติคณะรัฐมนตรี)

ต้นทุนและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการเข้าถึงปัจจัยการผลิตเพียงพอ การคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงปัจจัยการผลิต (เช่น ข้อบัญญัติท้องถิ่น, พ.ร.บ. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, พ.ร.บ. การจัดรูปที่ดินเพื่อการเกษตร, พ.ร.บ. ปุ๋ย, พ.ร.บ. กักพืช, พ.ร.บ. พันธุ์พืช, พ.ร.บ. อาหารสัตว์)

ข้อมูลข่าวสาร เปิดช่องทางให้เกษตรกรทันสถานการณ์ การควบคุมมิให้บริษัทให้ข้อมูลเท็จ และให้รัฐรับผิดชอบหากสนับสนุน (พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร, พ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร, พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค)

ระบบความสัมพันธ์ สร้างกลไกถ่วงดุลและแทรกแซงการทำสัญญาต่างๆให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรม เพื่อการสร้างระบบความสัมพันธ์ที่มีอำนาจเสมอภาคกันมากขึ้น ให้ความช่วยเหลือด้านการกฎหมายในการฟ้องเพิกถอนข้อสัญญาสำเร็จรูป และสัญญาบังคับเซ็น (ประมวลแพ่งฯ , พ.ร.บ. ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม)

อำนาจต่อรอง สร้างเสริมเกษตรกรให้เข้มแข็ง เป็นอิสระ มีอำนาจต่อรอง  โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มและต่อรองได้ผ่านกลไกทั้งในระดับชุมชน ระดับกลุ่มผลผลิต และนโยบายรัฐ ผ่านกลไกต่อรองทุกรูปแบบ เช่น สหกรณ์ สภาเกษตรกร หรือคณะอนุกรรมการพิเศษ (พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ, พ.ร.บ. สภาเกษตรกร)

ระบบวิธีการผลิต สร้างทางเลือกเกษตรกรสามารถทำการผลิตให้มีความปลอดภัย สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมต่างๆ มีความสะอาด  โดยมีการควบคุมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เป็นไปตามกฎหมาย และไม่ปล่อยให้บรรษัทสร้างมาตรฐานพิเศษมาเพิ่มภาระให้เกษตรกรเกินจำเป็น (กฎหมายปศุสัตว์, กฎหมายเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร, ข้อตกลงสุขอนามัยขององค์การการค้าโลก)

การจัดการทรัพยากร ควบคุมและสนับสนุนให้เกิดการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยการบังคับใช้ กม.สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นเข้มงวด และมีมาตรการทางเศรษฐศาสตร์สนับสนุนการผลิตที่ยั่งยืน (สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร, พ.ร.บ. คันและคูน้ำ, พ.ร.บ. ชลประทานราษฎร์, พ.ร.บ. ชลประทานหลวง)

ความเสี่ยง สร้างระบบหุ้นส่วนในการแบ่งปันภาระความเสี่ยงร่วมอย่างเท่าเทียมกัน โดยการปรับปรุงระบบสัญญาและมีกลไกควบคุมตรวจตราให้บรรษัทร่วมแบกรับภาระความเสี่ยงกับเกษตรกร และไม่ผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภคแบกรับ หรืออาจสร้างระบบประกันความเสี่ยงร่วมที่บรรษัทต้องเข้าร่วมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันความเสี่ยง (พ.ร.บ. ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม, พ.ร.บ. ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า)

การกำหนดมาตรฐานและราคา รัฐเข้ามาทำหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อให้ความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรว่าจะคงมาตรฐานในการตรวจสอบคุณภาพอย่างเป็นธรรม ไม่กลั่นแกล้งเกษตรกรรายย่อย เพื่อควบคุมให้อาหารมีคุณภาพ รัฐอาจขอดูต้นทุนจากบรรษัทเพื่อป้องกันการกด/ขึ้นราคาสินค้าตามอำเภอใจและอาจมีมาตรการการส่งเสริมศักยภาพของเกษตรกร/ผู้ประกอบการรายย่อยให้แข่งขันได้ (พ.ร.บ. อาหารฯ, พ.ร.บ. มาตรฐานสินค้าเกษตร, พ.ร.บ. ปศุสัตว์, ข้อตกลงสุขอนามัย WTO, พ.ร.บ. ควบคุมราคาสินค้าฯ)

การกระจายสินค้า รัฐเข้าควบคุมป้องกันการมีอำนาจเหนือระบบการขนส่ง คงคลัง และกระจายสินค้า ด้วยการลดการผูกขาดช่องทางโลจิสติกส์ของบรรษัท เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร การสร้างหลักประกันว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงด้านอาหารได้แม้ในยามวิกฤต (ร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงด้านอาหาร)

การแลกเปลี่ยน รัฐต้องป้องกันการผูกขาดและมีอำนาจเหนือตลาดของบรรษัท เพื่อประกันเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนและแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันที่เป็นธรรมอย่างจริงจัง และมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ กลุ่มสหกรณ์เกษตร และเกษตรกรรายย่อย  รวมถึงการจัดตั้งตลาดทางเลือก เช่น ตลาดนัดอินทรีย์ (พ.ร.บ. การแข่งขันเป็นธรรมฯ, พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาล, พ.ร.บ. การค้าข้าว)

ภาพลักษณ์ พยายามสร้างกระบวนการเปิดโปงข้อมูลข่าวสารที่บรรษัทปิดบัง บิดเบือนความจริง เพื่อให้เกษตรกรและผู้บริโภคทั้งหลายหลุดพ้นจากการครอบงำ โดยรัฐอาจใช้อำนาจในการบังคับเปิดเผยข้อมูลและพฤติกรรมบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล   และอาจสนับสนุนสารคดีเปิดโปงความจริงที่ถูกอำพรางในรูปแบบสื่อต่างๆ (พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค, พ.ร.บ. การโฆษณา, เสรีภพในการแสดงความคิดเห็น)

เนื่องจากเกษตรกรรมเป็นรากฐานของความมั่นคงด้านอาหารที่เป็นหลักประกันคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ เพราะทุกคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้บริโภค ที่ต้องมีความสัมพันธ์กับระบบเกษตรกรรมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้