description of cialis
buy viagra in uk
buy viagra with discount
viagra and sports
cialis compare levitra viagra
viagra ohne rezept
viagra toronto canada
cialis covered
cialis coupons
cialis generic versus brand name
very very cheap viagra
viagra vs generic vigra
canadian viagra sales comparison
buying viagra online cheap us
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011039

ประวัติศาสตร์การเมืองปาตานีแนวใหม่: อานนท์ บุญมาศ

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“แต่เดิมการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองปาตานี เน้นการศึกษาด้านโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างอาณาจักรสยาม/รัฐไทยกับอาณาจักรปาตานี ในขณะที่บทความนี้นำเสนอมุมมองที่ว่าด้วยความหมายเชิงสัญญะซึ่งผ่านการกระทำของภาษาและความทรงจำซึ่งในที่สุดแล้วก่อให้เกิดความเป็นอื่นหรือความเป็นชายชอบนั่นเอง”

ประวัติศาสตร์การเมืองปาตานีแนวใหม่ : มุมมองว่าความรุนแรงภายใต้สภาวะสองรัฐ สองจินตนาการ

New Patani’s Political History : The Perspective of the Violence and the Breakdown of Imagined State.

อานนท์ บุญมาศ[1]

 

บทคัดย่อ 

              บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอมุมมองใหม่ต่อประวัติศาสตร์การเมืองปาตานีในอดีต กล่าวคือแต่เดิมการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองปาตานี เน้นการศึกษาด้านโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างอาณาจักรสยาม/รัฐไทยกับอาณาจักรปาตานี ในขณะที่บทความนี้นำเสนอมุมมองที่ว่าด้วยความหมายเชิงสัญญะซึ่งผ่านการกระทำของภาษาและความทรงจำซึ่งในที่สุดแล้วก่อให้เกิดความเป็นอื่นหรือความเป็นชายชอบนั่นเอง ดังนั้นเมื่อเกิดสภาวะแปลกแยกดังกล่าวแล้ว ผลก็คือการเกิดขึ้นของชุดจินตนาการสองชุดซึ่งตรงข้ามกันและรัฐจินตนาการสองรัฐซึ่งซ้อนทับกันอยู่ จนในที่สุดก่อให้เกิดความรุนแรงเชิงสัญญะและทางกายภาพ

คำสำคัญประวัติศาสตร์การเมืองแนวใหม่  ปาตานี  รัฐจินตนาการ  ความรุนแรง

บทนำ 

การศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองปาตานี[2]ถูกศึกษาผ่านผลงาน บทวิจัยของนักประวัติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์อื่นๆซึ่งโดยส่วนมากแล้วเน้นการศึกษาเชิงอำนาจรัฐ(power) และโครงสร้างอำนาจ(power structure) ในช่วงเวลาต่างๆซึ่งปรากฏผ่านผลงานทางวิชาการต่างๆ เช่น หนังสือประวัติศาสตร์ปาตานี(ซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับประวัติศาสตร์ปาตานีกระแสหลักโดยนักประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลัก) งานวิจัยต่างๆ วรรณกรรมท้องถิ่น ตลอดจนศิลปกรรมสะท้อนสภาพการเมืองในแต่ละช่วงสมัยต่างๆ อย่างไรก็ตามงานศึกษาเหล่านั้นเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลักนั่นเอง[3] 

สำหรับบทความนี้ผู้เขียนนำเสนอมุมมองประวัติศาสตร์การเมืองปาตานี ผ่านสัญญะ( Sign) ซึ่งถือเป็นภาษาการสื่อสารอย่างหนึ่งซึ่งภาษาโดยตัวมันเองแล้ว อยู่ในสถานะที่เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร(Communication) ดังนั้นภาษาจึงเป็นเครื่องมือแห่งความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชน(Individual) กับสังคม(Society) กล่าวคือภาษาเป็นตัวแสดงออกซึ่งชุดความเชื่อ/ความคิดของปัจเจกชนและสังคม ซึ่งก็คือ วาทกรรม(Discourse) ต่างๆซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิบัติการทางภาษานั่นเอง[4] ชุดวาทกรรมที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดระบบความเชื่อ/ความคิด ชุดหนึ่งขึ้นมาแต่ในขณะเดียวกันชุดวาทกรรมที่ผ่านกระบวนการกระทำผ่านภาษาไม่ได้มีเพียงชุดเดียว ดังนั้นในสังคมหนึ่งจึงเกิดชุดวาทกรรรมมากว่าชุดเดียวเสมอ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นชุดวาทกรรมคู่ตรงข้ามกันเสมอ 

ประวัติศาสตร์การเมืองปาตานีเป็นประวัติศาสตร์เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ของชุดวาทกรรม/ชุดความจริงสองชุดตลอดมา[5] ซึ่งก่อให้เกิดจินตภาพแห่งอุดมการณ์ซึ่งแตกต่างกันในที่สุด โดยผ่านกระบวนการทางภาษา สัญญะและวาทกรรม

วาทกรรมอุดมการณ์ซึ่งแตกต่างกันดังกล่าวเป็นอุดมการณ์คู่ตรงกันข้าม กล่าวคือมีวาทกรรมอุดมการณ์กระแสหลักปะทะกับวาทกรรมอุดมการณ์กระแสรองซึ่งถูกมองว่าเป็นความเป็นอื่น/สภาวะแปลกแยกจากกระแสหลัก(Otherness/Alieness) การปะทะทางวาทกรรมอุดมการณ์ดังกล่าวถึงการแตกหัก(Breakdown) อย่างชัดเจนและรุนแรงที่สุดคืออุดมการณ์/จินตนาการว่าด้วยรัฐ(Imagine state) ซึ่งแตกต่างกันจึงเป็นลักษณะของการซ้อนทับของสองรัฐ สองจินตนาการ ภายใต้พื้นที่เดียวหรือเป็นลักษณะซ้อนกันในเชิงอุดมการณ์/จินตนาการเกิดขึ้นซึ่งสะท้อนเป็นรูปธรรมออกมาผ่านการต่อสู้ทางกายภาพหรือการจับอาวุธต่อต้านรัฐ(วาทกรรมกระแสหลัก)นั่นเอง 

 

ภาษาในฐานะการแสดงออกทางความคิด

ภาษาเป็นการแสดงออกให้เห็นซึ่งระบบความคิด ความเชื่อของปัจเจกบุคคล(Individual) หรือของสังคม(society) ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ภายใต้กรอบกำหนดแห่งความเข้าใจร่วมกันของสังคม[6]ในขณะชั่วเวลาหนึ่ง กล่าวคือเมื่อพูด/เขียนคำหนึ่งออกมาก็จะรับรู้ได้โดยทั่วกันว่าคำๆนั่นหมายถึงอะไร เช่น “ดาบ” หมายถึงอาวุธชนิดหนึ่งที่ประกอบขึ้นจากโลหะ มีลักษณะยาว มีปลายแหลมและมีคม ใช้สำหรับการต่อสู้ การทำสงครามและป้องกันตัว เป็นต้น ดังนั่นความหมายของคำว่าดาบดังกล่าวถึงเป็นการรับรู้โดยการกำหนดกรอบความเข้าใจของสังคมนั่นเอง จากตัวอย่างข้างต้น สังเกตได้ว่าเป็นความหมายในเชิงวัตถุรูปธรรมซึ่งนักสัญญะวิทยาชื่อ แฟร์ดินองด์ เดอ โซซูร์ เรียกว่าเป็นความหมายของ “ระบบ/องค์รวมที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองและมีกฏเกณฑ์ในการแยกแยะ จัดประเภทแบบต่างๆ” (…a self-contained whole and a principle of classification…)[7]

นอกจากภาษาในเชิงวัตถุรูปธรรมชัดเจนแล้ว ยังมีอีกภาษาซึ่งเป็นการสื่อสารที่มิได้เป็นความหมายเพียงเสียงที่ออกมาเท่านั่นแต่เป็นไปในลักษณะความหมายที่เรียกว่า “สัญญะ” (sign) ซึ่งเป็นคำที่เสียงและความหมายไม่จำเป็นต้องจำกัดแค่เสียงหรือไม่จำเป็นต้องตรงกัน กล่าวคือเป็นคำซึ่งมีกรอบความเข้าใจของสังคมที่กว้างกว่าความหมายในเชิงวัตถุรูปธรรม ซึ่งโซซูร์ เรียกคำซึ่งมีความหมายเช่นนี้ว่าเป็น “การกระทำทางสังคมอันเป็นผลมาจากความสามารถในการใช้ภาษาของบุคคลบวกกับชุดของกฎเกณฑ์ จารีตปฏิบัติที่จำเป็นซึ่งสังคมส่วนใหญ่ยอมรับเพื่อให้การติดต่อ สื่อสาร พูดคุยเป็นไปได้” (…a social product of the faculty of speech and a collection of necessary conventions that have been adopted by social body to permit individuals to exercise that faculty… )[8] ซึ่งภาษาในรูปแบบดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ภายใต้ระบบคิด จารีต ของสังคมซึ่งอยู่ภายใต้บริบท(context) ของแต่ละสังคมด้วย

สัญญะอาจหมายถึงการอุปมา การเทียบเคียงซึ่งมีความหมายกว้างกว่าความเป็นจริงของภาษาซึ่งความหมายที่แท้จริงอาจจะแตกต่างไปจากสิ่งซึ่งสังคมเข้าใจโดยทั่วไป การทำความเข้าใจกับสัญญะได้อย่างถูกต้องตามความต้องการที่ผู้สื่อสารต้องการต้องเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขต่างๆ เช่นต้องมีความรู้ความเข้าใจในภาษาและวัฒนธรรมของผู้สื่อสาร ต้องอยู่ในระบบสถานะความสัมพันธ์ชุดเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เป็นต้น

 

ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง : เศรษฐสัญญะ

การส่งดอกไม้เงินดอกไม้ดอกของอาณาจักรปาตานีต่อสยาม มีการบันทึกว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในราวปี 1636 ในรัชสมัยของรายากูนิง โดยพระนางได้ส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองซึ่งวันวลิต(Van vliet) ระบุว่าพระเจ้ากรุงสยามทรงยินดี[9]และในปี 1641รายากูนิงได้เสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยาด้วยพระองค์เองเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างสองอาณาจักร[10] 

การส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองครั้งนั้นถือเป็นเศรษฐกิจเชิงสัญญะระหว่างสองอาณาจักร เป็นระบบความสัมพันธ์ของสองอาณาจักรที่ “ไม่เท่าเทียมกัน” กล่าวคือเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้น้อย(ปาตานี)ที่มีกับผู้ใหญ่(กรุงสยาม)เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นราคาได้ หรือดังที่ Pierre Boudieu ให้คำจำกัดความเศรษฐสัญญะทำนองนี้ว่า “ฉันรู้ว่าเมื่อฉันให้เธอ ฉันรู้ว่าเธอจะตอบแทนฉัน”[11] 

ในแง่นี้การกระทำดังกล่าวของอาณาจักรปาตานี สะท้อนแง่คิดของชนชั้นปกครองในขณะนั้นได้ดังนี้ ประการแรก เป็นการการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองอาณาจักรเสียใหม่หลังจากทั้งสองอาณาจักรได้ทำสงครามกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ประการที่สอง เป็นเหตุผลเพื่อการค้าของอาณาจักรปาตานีเพราะในเวลานั้นอาณาจักรปาตานีเป็นเมืองท่าสำคัญที่มีพ่อค้า นักเดินเรือเข้ามาจอดเทียบท่าเพื่อทำการค้า รวมทั้งพ่อค้า นักเดินเรือชาวสยามด้วย ประการที่สาม เป็นการสร้างดุลอำนาจ กล่าวคือในขณะเวลานั้นสยามเกิดความขัดแย้งกับตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวฮอลันดา ด้วยสาเหตุที่ว่าฮอลันดาไม่ส่งกองทหารมาช่วยอยุธยาทำสงครามกับปาตานี[12] ดังนั้นเท่ากับว่าฮอลันดาเห็นความสำคัญของผลประโยชน์ของตนเองในปาตานีมากกว่าสยาม ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่สยามจะรับแผนฟื้นฟูสันติภาพของรายากูนิง จากกุศโลบายดังกล่าวของรายากูนิงเป็นการกระทำในเชิงสัญญะ แต่การส่งดอกไม้เงินอกไม้ดอกไม่ได้มีสถานะที่ชัดเจนอย่างเช่นหนังสือสนธิสัญญาเพราะเป็นเพียง “ความเข้าใจร่วมกัน” เท่านั้น ไม่ได้มีข้อกำหนดตกลงชัดเจน ไม่ได้มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน 

อย่างไรก็ตาม การกระทำเชิงสัญญะดังกล่าวขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองมีความเข้าใจอย่างไร ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างไร เพราะไม่มีกติกาชัดเจน ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับการยอมรับและความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ “ความเข้าใจไม่ตรงกัน” นั่นคือมีการเกิดขึ้นของความเข้าใจสองชุด ความจริงสองชุด กล่าวคืออาณาจักรปาตานีเข้าใจว่าการส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองถวายแก่พระเจ้ากรุงสยามนั้นเป็นการสร้างสันติภาพอีกครั้ง(Renew the peace) เพราะบริบททางการเมืองสมัยนั้นเห็นได้ว่าไม่มีเหตุผลใดที่ปาตานีจะต้องสวามิภักดิ์สยามในสถานะประเทศราช[13]อุปมาดั่งเช่นกรุงสยามส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองไปถวายแก่พระเจ้ากรุงจีนนั้นมิได้หมายความว่าสยามเป็นประเทศราชของกรุงจีน การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างสองอาณาจักร ระหว่างอาณาจักรเล็ก(สยาม)กับอาณาจักรใหญ่(กรุงจีน) กล่าวคือระบบคิดของจีนมองว่ากษัตริย์ของตนเองคือ “ฮ่องเต้” ซึ่งเหนือกว่ากษัตริย์ของกรุงสยามที่ชาวจีนเรียกว่า “เสียมล้อก๊กอ๋อง” แต่กรุงจีนไม่เคยมีความคิดว่ากรุงสยามเป็นประเทศราชของกรุงจีน[14] 

ขณะเดียวกันระบบคิดของสยามกลับมองว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์ของเจ้าประเทศราชสยามกับอาณาจักรมลายูปาตานี ด้วยเหตุผลที่ว่าในขณะช่วงเวลานั้นรัฐต่างๆมีลักษณะเป็น “รัฐจารีต” ด้วยลักษณะดังกล่าวทำให้การดำรงอยู่ของอาณาจักรมีอาณาเขตที่ไม่แน่นอน มีการเคลื่อนย้ายของผู้คนอยู่ตลอดเวลา เจ้าประเทศราชต้องคุ้มครองตนเองจากภายนอก จึงจำเป็นที่จะต้องนำรัฐใกล้เคียงที่เล็กกว่าเพื่อความมั่นคงของตนเอง 

ระบบคิดของชนชั้นนำสยามในเรื่องดังกล่าวเต็มไปด้วยคติความเชื่อแบบพราหมณ์ ที่ว่ากษัตริย์จะต้องเป็นผู้มีบุญญาธิการ ดังนั้นจึงต้องนำประเทศอื่นๆมาเป็นประเทศราชเพราะเป็นสัญญะของความมีบุญญาธิการของกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการเพียงพอต่อการดำรงตำแหน่งเป็นกษัตริย์เทวราชา ในทางกลับกันการสูญเสียประเทศราชหรือการแพ้สงครามย่อมเป็นสัญญะแห่งการสูญเสียอำนาจ สูญเสียความชอบธรรมในการปกครอง ดังนั้นในแง่ประเทศราช รัฐใดเป็นประเทศราชก็ต้องเป็นประเทศราชตลอดไป[15] 

นอกจากนี้ ธงชัย วินิจจะกูล ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรต่างๆในช่วงเวลาขณะนั้นว่า ความสัมพันธ์ยังไม่มีแนวคิดองค์อธิปัตย์เหนืออธิปไตยและเส้นเขตแดนเพราะชนชั้นนำของอาณาจักรต่างๆในช่วงเวลาดังกล่าวตระหนักดีว่าดินแดนซึ่งตนถือว่าเป็นประเทศราชถูกครอบครองโดยอาณาจักรอื่นหรือหลายอาณาจักรในช่วงเวลาเดียวกัน มีอาณาเขตไม่ชัดเจนและนับได้ว่ามีอิสระในการปกครองตนเอง(เน้นโดยผู้เขียน) แต่นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่กลับไม่ตระหนักในความจริงข้อนี้[16] 

 

จากประวัติศาสตร์การเมืองปาตานีสู่ประวัติศาสตร์ของความเป็นอื่น 

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรปาตานีกับอยุธยานั้นเป็นความสัมพันธ์แบบหลวมๆซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ด้านการค้าร่วมกัน ดังนั้นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างสองอาณาจักรจึงเป็นไปในลักษณะที่ยืดหยุ่น 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรปาตานีกับอาณาจักรสยามเปลี่ยนไป ปาตานีตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เป็นเมืองประเทศราชของสยาม จากการแพ้สงครามในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(รัชกาลที่ 1)แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองอาณาจักรเปลี่ยนไปในแง่ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจเท่านั้น ทั้งสองอาณาจักรยังคงมี “พื้นที่” รองรับความคิด ความทรงจำที่แยกจากกันและเป็นอิสระต่อกันอยู่ กล่าวคือทั้งสองยังคงมีพื้นที่รองรับที่เป็นรัฐเหมือนกัน[17](รัฐปาตานีและรัฐสยาม) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่ระบบความคิด ความทรงจำทั้งสองจะปะทะกันโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิด ความทรงจำเรื่อง “ชาตินิยม” ซึ่งเกี่ยวกับอย่างแนบแน่นกับการเป็นอิสระทางการเมืองของเชื้อชาติตนเอง ในขณะที่ช่วงเวลานั้นปาตานีเป็นประเทศราชของสยาม รูปธรรมที่ชัดเจนของความขัดแย้งดังกล่าวคือ “การก่อกบฏ” ในช่วงเวลาต่อมา[18] 

แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองปาตานี(ซึ่งก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสยามด้วยเช่นกัน) คือการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางในช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเหตุผลหลักคือการคุกคามของจักรวรรดินิยมอังกฤษและฝรั่งเศส ดังนั้นสำหรับพระองค์แล้วจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างบูรณภาพแห่งดินแดน “สยามประเทศ” ในสถานะของรัฐสมัยใหม่[19](modern state) พระองค์ทรงเปลี่ยนจากหัวเมืองมลายูทั้งเจ็ดเป็นเป็นบริเวณเจ็ดหัวเมือง อย่างไรก็ตามการปกครองดินแดนดังกล่าวพระองค์ยังคงให้ชนชั้นนำท้องถิ่นปกครองต่อไปแต่ในทางปฏิบัติแล้วอำนาจส่วนใหญ่อยู่ที่ข้าราชการซึ่งถูกแต่งตั้งมาจากส่วนกลาง 

ผลของการปฏิรูปการปกครองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือว่าเป็น “ความสำเร็จในการบูรณภาพดินแดนสยาม” แต่ในทางกลับกันถือเป็น “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ของรัฐปาตานี ในเรื่องนี้ เตช บุนนาค นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทยเห็นว่า “ …ควรบันทึกไว้อีกด้านหนึ่งด้วยว่า สำหรับนักประวัติศาสตร์มลายู ปี พ.ศ.2445 เป็นปีของการล่มสลายครั้งสุดท้ายของชาติปัตตานี เป็นการสูญเสียอำนาจอธิปไตยของรายาและการทำลายอธิราชของชาวมลายูในประเทศปัตตานีและการจำนำสิทธิเสรีภาพ อิสรภาพของปัตตานีในมือของสยาม ปีนี้จึงเป็นปีสุดท้ายที่โชคร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปัตตานี…”[20] ขณะเดียวกัน อิบรอฮีม ซุกรี นักประวัติศาสตร์ชาตินิยมมลายูคนสำคัญ ได้เสดงความเห็นในทำนองเดียวกันว่า “…ในปี พ.ศ. 2445 เป็นปีของการล่มสลายครั้งสุดท้ายของชาติปัตตานี เป็นการเสียอำนาจอธิปไตยของรายาและเป็นปีที่โชคร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรปัตตานี”[21]  

ภายหลังการปฏิรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการก่อกบฏขึ้นอย่างหนักในบริเวณเจ็ดหัวเมือง[22] ซึ่งปรากฏการดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนของสภาวะของการดำรงอยู่ของพื้นที่แห่งการรองรับความคิด ความทรงจำ ในฐานะ “ดินแดน” ของอาณาจักรปาตานีซึ่งกำลังถูกคุกคามและอยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคง กล่าวคือ ปาตานีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและมีความไม่ชัดเจนว่าสถานะของปาตานีอยู่ในสถานะใดระหว่าง “ประเทศราช” หรือเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของ “รัฐสยาม”  ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นการแย่งชิงพื้นที่รองรับความคิด ความทรงจำร่วมกันของอาณาจักรปาตานี/ชาตินิยมปาตานี ซึ่งก็คือการแย่งชิงความชัดเจนแน่นอนของ “รัฐและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนเอง”  

 

แบบจำลองความคิด ความทรงจำของรัฐปาตานีและรัฐสยามโดยมีบูรณภาพแห่งดินแดนเป็นเงื่อนไข 

                                                                                                         

สีชมพู แทนสยาม 

สีฟ้า แทนปาตานี

 

 

 

 

รูปที่ 1 สมัยอยุธยา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปที่2 สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

 

 

                                                             

 

 

รูปที่ 3 หลังการปฏิรูปของรัชกาลที่ 5

 

ในที่สุดเมื่ออาณาจักรปาตานีเป็นส่วนดินของดินแดนสยาม(อย่างชัดเจน)ในฐานะจังหวัดหนึ่ง[23]จึงทำให้บูรณภาพแห่งความคิด ความทรงจำโดยมีบูรณภาพทางดินแดนเป็นพื้นทีรองรับเปลี่ยนไป กล่าวในอีกแง่หนึ่ง “ไม่มีรัฐปาตานีอีกต่อไปแล้ว” ดังนั้นระบบความคิด ความทรงจำ/ประวัติศาสตร์ชาตินิยมปาตานีนั้นกลายเป็น ระบบความคิด ความทรงจำ/ประวัติศาสตร์ชาตินิยมของ “ความเป็นอื่น”  คือเป็นสิ่งซึ่งไม่ใช่ความเป็นไทย/สยามกระแสหลักซึ่งเป็นระบบคิดอันมีบูรณภาพแห่งดินแดนรองรับอยู่ซึ่งหมายรวมถึงดินแดนซึ่งครั้งหนึ่งเคยรองรับระบบความคิด ความทรงจำร่วมกันของปาตานีแต่ บัดนี้เป็นเพียงอดีตซึ่งเคยมีอยู่จริง แต่สำหรับปัจจุบันคงเหลือแค่ความเป็นอื่นเท่านั้น 

 

สองรัฐ สองจินตนาการ 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของประวัติศาสตร์การเมืองปาตานี ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางระบบความคิด ความทรงจำในเรื่องรัฐสมัยใหม่(modern state) เท่านั้น แม้ว่าความทรงจำเหล่านั่นจะเป็นความเป็นอื่นเพราะถูกทำให้เป็นอื่นด้วยความเป็นไทยกระแสหลัก(Thainess Mainstream)[24] ดังนั้นความคิดในแง่นี้ไม่มีพื้นที่รองรับ(ซึ่งหมายถึงรัฐปาตานี) อย่างในอดีตแต่ก็มิได้หมายความว่าระบบความคิดความทรงจำของรัฐปาตานีจะหายไป 

เมื่อไม่มีรัฐปาตานีที่เป็นพื้นที่รองรับ ระบบความคิด ความทรงจำก็เปลี่ยนสถานะเป็น “รัฐจินตนาการ” (Imagined state) ซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับจินตนาการชาตินิยมมลายู ซึ่ง “ชาติ” ในแต่ละชาติ(ซึ่งหมายถึงเชื้อชาติ) ย่อมมีวิวัฒนาการและความทรงจำร่วมกันของคนชาติเดียวกัน ดังที่เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน เรียกว่า “ชีวประวัติของชนชาติ” (The Biography of Nation)[25] ดังนั้นการสูญเสียรัฐมิได้หมายความว่าเป็นการสูญเสียรัฐจินตนาการและชาตินิยมปาตานี

ด้วยการดำรงอยู่ของรัฐจินตนาการดังกล่าว หากมองโดยละทิ้งเงื่อนไขว่าด้วยรัฐ บูรณภาพแห่งดินแดนและอำนาจอธิปไตย โดยพิจารณาแต่จินตนาการความเป็นรัฐเท่านั่น จะพบว่าลักษณะรัฐจินตนาการมีอย่างน้อย 2 ชุดจินตนาการ กล่าวคือ ชุดแรก จินตนาการว่าด้วยรัฐไทยซึ่งเป็นจินตนาการหลักซึ่งชอบธรรมในแง่หากพิจารณาถึงการดำรงอยู่ของบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐ                                                                                       

ชุดที่สอง เป็นจินตนาการว่าด้วยรัฐปาตานี ผ่านกระบวนการชาติปาตานีนิยมและจิตสำนึกประวัติศาสตร์ปาตานีร่วมกัน รัฐจินตนาการชุดนี้เป็นสิ่งซึ่งมีอยู่จริง ดังนั้นหากมองการดำรงอยู่ของรัฐในแง่รัฐจินตนาการแล้ว จะเกิดลักษณะซ้อนทับกันนั่นเอง

จินตนาการรัฐปาตานีถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสำคัญดังนี้

ประการแรก เชื้อชาติมลายู กล่าวคือ เรื่องเชื้อชาติซึ่งแตกต่างกันระหว่างเชื้อชาติมลายูปาตานีซึ่งดำรงอยู่ในพื้นที่รองรับรัฐจินตนาการของรัฐไทยและเชื้อชาติไทย (?)[26]และถูกทำให้เป็นไทย ซึ่งมลายูไม่ใช่ไทย(และไม่สามารถเป็นได้)ดังนั้นจึงเกิดกระบวนการต่อสู้โดยเฉพาะเชิงอุดมการณ์ในแง่ Ethnic Nationalism เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดและจินตนาการว่าด้วยชาติพันธุ์และการดำรงอยู่ ซึ่งบ่อยครั้งการต่อสู้แสดงออกมาในรูปแบบการต่อต้านรัฐด้วยความรุนแรง

ประการที่สอง จิตสำนึกทางประวัติศาสตร์รัฐมลายูร่วมกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งในอดีต ปาตานีเคยอยู่ในสถานะ “รัฐ” เช่นเดียวกับรัฐสยาม ต่อมาสยามได้เข้ามายึดเป็นประเทศราชและผนวกดินแดนปาตานีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ดังนั้นในแง่นี้ต้องยอมรับว่าชาวมลายูปาตานีมี “ความชอบธรรม” ที่จะต่อสู่เพื่อเรียกร้องสิ่งซึ่งเคยเป็นของตนเองคืนมา

ประการที่สาม เหตุผลอีกประการหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดรัฐจินตนาการมลายูปาตานีคือ “ความใจแคบ” ของรัฐสยาม/ไทย เช่นการไม่ยอมรับการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์มลายูปาตานีและไป “หลอก” ว่าเขาเป็นคนไทย ซึ่งไม่ใช่[27] และที่สำคัญปรากฏว่า “หลอกไม่สำเร็จ” ดังนั้นจึงก่อให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ คือการต่อต้านรัฐจินตนาการของสยามอย่างรุนแรงรวมถึงความรุนแรงทางกายภาพด้วย

 

แบบจำลองความสัมพันธ์รัฐจินตนาการของสยามและปาตานี

 

 

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของรัฐจินตนาการของสยามและปาตานีมิได้เป็นคู่ขัดแย้งกับเสมอไป กล่าวคือ มีแนวคิดที่ยินดีที่จะอยู่ภายใต้รัฐแห่งบูรณภาพทางดินแดนของสยาม ซึ่งแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ประนีประนอม(Reconciliation)หรือแนวทางสันติซึ่งเกิดขึ้นในปัญญาชนและชนชั้นนำใหม่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้[28]

แนวคิดดังกล่าวคือแนวคิดที่ว่าต้องการอยู่ในดินแดนของรัฐไทยด้วยความสันติและต้องการให้รัฐไทย “ใจกว้าง” ต่อชาวมลายูปาตานีซึ่งหมายถึงการยอมรับการมีอยู่ของชาติพันธุ์มลายู หยุดการยัดเหยียดความเป็นไทยให้กับเขาอย่างในอดีต หยุดการกระทำสองมาตรฐาน ตัวอย่างแนวคิดดังกล่าวที่ผู้เขียนนำมาเป็นกรณีศึกษาคือ กรณีของเจ๊ะกูดิง ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้ากองจรยุทธ์ทหารปลดแอกปัตตานี (Tentara Pembebasan Pattani) ซึ่งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์จัตุรัส วันที่ 2 มีนาคม 2519 ดังนี้[29] “…ที่เราเข้ามาปฏิบัติการในป่า มันเป็นเรื่องของการเกิดสำนึกว่าประชาชนของเราถูกกดขี่จากคนต่างชาติ ประชาชนปัตตานีต้องประสบกับภาวะบีบคั้นและกดขี่ทารุณไม่ขาดสาย ไม่ว่าทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม…เรื่องแยกตัวเป็นสาธารณะรัฐอิสระ หรือเรื่องปกครองตนเองของชาวมลายูปัตตานี ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเรา มันล้วนเป็นปัญหาการผ่อนคลายวิธีรวบอำนาจที่ส่วนกลางของจักรวรรดินิยมไทย(เน้นโดยผู้เขียน)…การปกครองตนเองแบบ Autonomy จะหมายถึงการกดขี่ทั้งปวงหมดไปหรือลดน้อยลง คำตอบจะต้องมาจากประชาชนเอง…” จากบทสัมภาษณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มของเจ๊ะกูดิงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีรัฐจินตนาการแบบประนีประนอม ไม่ได้มีเป้าหมายการต่อสู้เพื่อรัฐบูรณภาพแห่งดินแดนแต่ต้องการเพียงสิทธิของการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์มลายู สิทธิในการกำหนดชีวิตของตนเองเท่านั้น ผู้เขียนเชื่อว่ายังไม่สายหากรัฐไทย “กล้าหาญ”พอที่จะยอมรับความจริงซึ่งเป็นความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายในอดีตและ “ใจกว้าง” ที่จะทำความตามต้องการความอิสระในการปกครองตนเองของชาวมลายูปาตานีในฐานะพลเมืองของประเทศไทย

สรุป

ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากสำนึกร่วมกันของความเป็นมลายูปาตานีและรัฐจินตนาการร่วมกัน ผ่านกระบวนการรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองปาตานี นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากการถูกกดขี่ ปิดกั้นทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งการกดทับการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์มลายูปาตานี วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวที่ดีต่อทั้งสองฝ่ายคือการเปิดให้มีพื้นที่รองรับความทรงจำ ความคิดร่วมกันของทุกฝ่ายด้วยทัศนคติที่ดีในฐานะพลเมืองไทยที่เท่าเทียมกัน

บรรณานุกรม

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2551.ภาษากับการเมือง/ความเป็นเมือง.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

 เชษฐา พวกหัตถ์.2547.ปัญหาทวิลักษณ์ในทฤษฏีสังคม: โครงสร้างเป็นตัวกำหนด VS ผู้กระทำการเป็นตัวกำหนด.                                                                                       

                      วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปีที่ 24 ฉบับที่ 3 2547).

เตช บุนนาค เขียน ภรณี กาญจนัษฐิติ แปล.2548.การปกครองระบบเทศาภิบาลของประเทศสยาม พ.. 2435-2458 .

                    กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

————- 2514.พระยาแขกเจ็ดหัวเมืองคบคิกขบถ ร..121,ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม.โครงการตำราสังคมศาสตร์  

                  และมนุษยศาสตร์.

ธงชัย วินิจจะกูล เขียน พวงทอง ภวัครพันธุ์ แปล .2551.ภูมิกายาและประวัติศาสตร์.วารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับพรมแดน

                    แผนที่ ประวัติศาสตร์ ชาตินิยม (ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 2551)

  นิธิ เอียวศรีวงศ์.2543.การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มติชน.

เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน เขียน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการแปล.2552.ชุมชนจินตกรรม: บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและ

                      การแผ่ขยายของชาตินิยม,กรุงเทพฯ:มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

 ปิแยร์ บูร์ดิเยอร์ เขียน ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุข แปล นพพร ประชากุล บรรณาธิการ.2550.เศรษฐกิจของทรัพย์สินเชิง

                    สัญลักษณ์.กรุงเทพฯ:โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี.2552.เอกสารประกอบการบรรยายวิชาการปกครองและการจัดการความขัดแย้งในจังหวัด

                   ชายแดนภาคใต้ของไทย:มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

สายชล สัตยานุรักษ์.2548.การสร้างความเป็นไทยกระแสหลักและความจริงที่ความเป็นไทยสร้าง,วารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับ

                     สถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย (ปีที่3 ฉบับที่4 2548).

สมเกียรติ วันทะทะ เขียน สมบัติ จันทรวงศ์ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ บรรณาธิการ.2530.อยู่เมืองไทย รวมบทความทางสังคม

                     การเมือง เพื่อเป็นเกียรติแด่ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก  ในโอกาสอายุครบ 60 ปี.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์

                     มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

อ.บางนรา นามแฝง.2551.ปัตตานี อดีต-ปัจจุบัน.เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการเรื่อง โลกของอิสลามและมุสลิมใน 

                    อุษาคเนย์  วันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2551 โรงเรมทวินโลตัส นครศรีธรรมราช.

อิบรอฮีม ซุกรี .2543.Hikayat pattani(The story of pattani).สถาบันสมุทรรัฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

Kobkua Suwannathat-Pian.1988.Thai-Malay Relations:Traditional Intraregional Relations From The Seventeeth to the Twentieth CenturiesKuala Lamper:oxford University Press.  


[1] นักศึกษาชั้นปีที่ 4  ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

[2] ปาตานี หมายถึงอาณาจักรปาตานีในอดีต ขณะที่ปัตตานีหมายถึงจังหวัดปัตตานี

[3] งานศึกษาประวัติศาสตร์ปาตานีที่สำคัญ ได้แก่ ปาตานี ประวัติศาสตร์การเมืองในโลกมลายู โดย อารีฝีน บินจิ และคณะ (2550), Hikayat Pattani : Story of Pattani โดย A.Teeuw และ D.K. Wyatt ,ขบถ รศ. 121 โดย เตช บุนนาค (2551) ,ปัตตานี อดีต-ปัจจุบัน โดย อ.บางนรา (นามแฝง) ซึ่งตีพิมพ์หลายครั้งแล้ว สำหรับที่ผู้เขียนมีอยู่เป็นเอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการเรื่อง โลกของอิสลามและมุสลิมในอุษาคเนย์  วันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2551 โรงเรมทวินโลตัส นครศรีธรรมราช

[4] โปรดดูการวิเคราะห์วาทกรรมซึ่งเป็นการแสดงออกของความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล(Individual)กับสังคม(society) ในฐานะความสัมพันธ์ระหว่าง การกระทำ/ผู้กระทำการ (Action/Agency) ได้ใน เชษฐา พวกหัตถ์.2547.ปัญหาทวิลักษณ์ในทฤษฏีสังคม: โครงสร้างเป็นตัวกำหนด VS ผู้กระทำการเป็นตัวกำหนด.วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปีที่ 24 ฉบับที่ 3 2547) หน้า 60-80

[5] ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี.2552.เอกสารประกอบการบรรยายวิชาการปกครองและการจัดการความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย:มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หน้า16-19

[6] โปรดพิจารณาการวิเคราะห์เกี่ยวกับภาษาได้ใน  ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2551.ภาษากับการเมือง/ความเป็นเมือง,กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หน้า3-25

[7] อ้างแล้ว หน้า 95

[8] อ้างแล้ว หน้า 95

[9] A.Teeuw and D.K.Wyatt อ้างใน อ.บางนรา (2551) หน้า 46

[10] ก่อนการส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองได้เกิดสงครามระหว่างสยามกับปาตานีหลายครั้ง ได้แก่ ในปี 1563 สุลต่านมุฏ็อรฟัร ชาห์ ยกทัพไปตีสยามและได้นำกองทัพเข้ายึดพระราชวัง โดยพระเจ้ากรุงสยามในขณะนั้นคือ พระมหาจักรพรรดิได้เสด็จลงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาดลี้ภัยที่เกาะศรีมหาพราหมณ์แต่ในที่สุดฝ่ายกรุงสยามก็ยึดพระราชวังคืนได้  ในปี 1630 ในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ส่งกองทัพมุ่งโจมตีปาตานีแต่ไม่สำเร็จ ในปี 1632 ในสมัยของพระเจ้าปราสาททองได้ส่งกองทัพโจมตีปาตานีไม่สำเร็จ ในปี 1634 พระเจ้าปราสาททองได้ส่งกองทัพโจมตีปาตานีอีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ โปรดดู อิบรอฮีม ซุกรี.2543.Hikayat pattani(The story of pattani).สถาบันสมุทรรัฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หน้า 38-39

[11] โปรดดูการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงสัญญะของ Bourdieu ได้ใน ปิแยร์ บูร์ดิเยอร์ เขียน ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุข แปล นพพร ประชากุล บรรณาธิการ.2550.เศรษฐกิจของทรัพย์สินเชิงสัญลักษณ์.กรุงเทพฯ:โครงการจัดพิมพ์คบไฟ หน้า 9

[12] A.Teeuw and D.K.Wyatt อ้างใน อ.บางนรา (2551) หน้า 43

[13] อ้างแล้ว หน้า 48

[14] นิธิ เอียวศรีวงศ์,การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี.กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน.2543 หน้า 385-389

[15] โปรดดูการวิเคราะห์คติพราหมณ์เรื่องระบบคิดของชนชั้นปกครองสยามในแง่รัฐจารีตและประเทศราช ใน

Kobkua Suwannathat-Pian.1988.Thai-Malay Relations:Traditional Intraregional Relations From The Seventeeth to the Twentieth Centuries.Kuala Lamper:oxford University Press  PP. 52-56

[16] ธงชัย วินิจจะกูล เขียน พวงทอง ภวัครพันธุ์ แปล .2551.ภูมิกายาและประวัติศาสตร์.วารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับพรมแดน แผนที่ ประวัติศาสตร์ ชาตินิยม (ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 2551) หน้า 87-118

[17] หลังจากสยามเข้ายึดครองปาตานีทำให้ปาตานีเปลี่ยนสถานะเปลี่ยนประเทศราชซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ เมือ่สยามเข้ามาได้ใช้หลักการแบ่งแยกแล้วปกครอง โดยปาตานีถูกแบ่งออกเป็นเจ็ดหัวเมืองประเทศราชได้ ได้แก่ ปัตตานี หนองจิก ยะลา รามัน ยะหริ่ง สายบุรี เละระแงะ ดูรานละเอียดใน

เตช บุนนาค เขียน ภรณี กาญจนัษฐิติ แปล.2548.การปกครองระบบเทศาภิบาลของประเทศสยาม พ.ศ. 2435-2458 .กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 39

[18] ได้แก่กบฏในปี 2334, 2351, 2375  ดูรายละเอียดใน เตช บุนนาค,พระยาแขกเจ็ดหัวเมืองคบคิกขบถ ร.ศ.121,ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม.โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.2514 อ้างใน อ.บางนรา (2551) หน้า85-97

[19] อย่างไรก็ตาม สมเกียรติ วันทะนะ เห็นว่าการปฏิรูปดังกล่าวเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ Absolute state ให้เพิ่มมากขึ้น โปรดดูรายละเอียดใน สมเกียรติ วันทะทะ เขียน สมบัติ จันทรวงศ์ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ บรรณาธิการ.2530.อยู่เมืองไทย รวมบทความทางสังคมการเมือง เพื่อเป็นเกียรติแด่ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก  ในโอกาสอายุครบ 60 ปี.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 71-128

[20] เตช บุนนาค เขียน ภรณี กาญจนัษฐิติ แปล,การปกครองระบบเทศาภิบาลของประเทศสยาม พ.ศ. 2435-2458 ,กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2548 หน้า 195

[21]  อิบรอฮีม ซุกรี .2543.Hikayat pattani(The story of pattani).สถาบันสมุทรรัฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หน้า 128

[22] นอกจากการประท้วงแล้วยังมีการงดจ่ายภาษีให้แก่รัฐบาลสยาม ดูรายละเอียดใน  อ้างแล้ว อ.บางนรา (2551) หน้า 97-99

[23]มีการเปลี่ยนคำว่า “เมือง”เป็น “จังหวัด” ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2459 และ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2474 ยุบจังหวัดสายบุรี ลงเป็นอำเภอขึ้นตรงต่อจังหวัดปัตตานี ต่อมาใน พ.ศ. 2476 ทุกจังหวัดขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย ดูรายละเอียดใน อ้างแล้ว อ.บางนรา(2551) หน้า 83

[24] ดูการวิเคราะห์ประเด็นความเป็นไทยกระแสหลักและการสร้างความเป็นไทยกระแสหลักใน

สายชล สัตยานุรักษ์,การสร้างความเป็นไทยกระแสหลักและความจริงที่ความเป็นไทยสร้าง,วารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับสถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย (2548) หน้า 40-67  

ดูบทวิจารณ์งานชิ้นดังกล่าวของสายชล โดยเกษียร เตชะพีระ ได้ในเล่มเดียวกัน หน้า 68-81

[25] เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน เขียน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการแปล.2552.ชุมชนจินตกรรม: บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแผ่ขยายของชาตินิยม,กรุงเทพ:มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ หน้า 372

[26] ประเด็นความเป็นเชื้อชาติไทยเป็นประเด็นถกเถียงกันว่า อันที่จริงแล้วชาวสยามประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้มีเชื้อชาติไทยเชื้อชาติเดียว แต่ประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ที่หลากหลาย กว่า 50 ชาติพันธุ์ แต่ด้วยนโยบายชาตินิยมและกระบวนการสร้างความเป็นไทยให้แก่ชาติพันธุ์อื่นๆในสยามซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จในการสร้างความเป็นไทย

[27] ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า “…เรื่องของคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องของคนต่างชาติต่างศาสนา ขอให้ยอมรับความจริงข้อนี้ แม้ในทางประวัติศาสตร์ก็ถือว่าเป็นคนต่างเชื้อชาติกัน…เราหลอกเขาว่า เขาเป็นคนไทยซึ่งที่จริงเขาเป็นคนมลายู ตัวที่เป็นปัญหาคือ การหลอกว่าตัวเขาเองเป็นคนไทย…” อ้างใน อ.บางนรา (2551) บทนำ

[28] ชนชั้นนำใหม่ในจังหวัดชายแดนใต้เปลี่ยนไปราว 2500 เป็นต้นมา กล่าวคือชนชั้นนำใหม่ได้แก่บุคคลที่ได้รับการศึกษาจากสถาบันการศึกษาหลักของไทยซึ่งบุคคลเหล่านี้โดยส่วนมากมีแนวคิดก้าวหน้า ทันสมัย และประนีประนอม แต่ในขณะเดียวกันชนชั้นนำเก่าซึ่งได้แก่ พวกเจ้าเก่าและโต๊ะครูหรือผู้นำศาสนาก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่เช่นกัน 

ดูโครงสร้างอำนาจชนชั้นนำสามจังหวัดชายแดนใต้ที่เปลี่ยนไปใน อ้างแล้ว ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี (2552) หน้า25-52

[29] อ้างแล้ว อ.บางนรา (2551) บทนำ