cialis tijuana
compare viagra prices
generic viagra from canada
discount cialis
generic cheap viagra
compare viagra price
canadian pharmacy cialis generic
brand cialis name
generic viagrageneric viagra
trusted generics viagra sildenafil
cheap viagra 100mg
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013028

พลวัตและการพัฒนาขบวนการประชาสังคมของชุมชนฯ: โนริยูกิ ซูซูกิ

Filed under : POLITICS

“จะเห็นได้ว่าบทบาทและความสำคัญของประชาสังคมต่อการพัฒนานั้น ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในสังคมไทย แม้ว่าจะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคมอย่างเป็นพลวัต  โดยเฉพาะในช่วงแห่งความขัดแย้งทางเมืองยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้นภายหลังการรัฐประหารใน ปีพ.ศ.2549”

 

 

 

 

 

 

พลวัตและการพัฒนาขบวนการประชาสังคมของชุมชนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยหลังการรัฐประหารปีพ.ศ.2549: กรณีศึกษาประชาคมตำบลทุ่งโป่ง จังหวัดขอนแก่นและตำบลพันดอน จังหวัดอุดรธานี

 

ศ.ดร.โนริยูกิ ซูซูกิ

Ryukyu University

 

บทคัดย่อ

ที่ผ่านมายุทธศาสตร์การพัฒนาในสังคมไทยมักจะเน้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยมิได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมเท่าที่ควร ทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาจากการพัฒนาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม การรวมศูนย์การพัฒนาไปสู่ส่วนกลาง การอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้คนในชนบทสู่พื้นที่เมือง ความเสื่อมสลายของวัฒนธรรมพื้นบ้าน และรวมไปถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจใน ปีพ.ศ.2540 สังคมไทยเริ่มมีการทบทวนแนวทางการพัฒนาประเทศโดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่ไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจแทนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมแต่เพียงด้านเดียว โดยจะเห็นได้จากแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) และฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549)  ซึ่งเริ่มมีการกล่าวถึงแนวทางการพัฒนาประเทศที่เน้นทรัพยากรมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และการสร้างสังคมเอื้ออาทรเป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาสังคมไทย  สืบเนื่องมาจนถึงแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ที่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยล่าสุดในแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ยังคงเน้นความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ทั้งในระดับชุมชน ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อมุ่งสู่ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง” และเป็นแผนแรกที่เริ่มพูดถึงประชาคมอาเซียนทั้งในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

 

จากความเปลี่ยนแปลงและวิกฤติปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนานำไปสู่การเสนอวิถีทางใหม่ในการพัฒนาทั้งในระดับประเทศและในวงวิชาการ การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดประชาสังคมเริ่มมีการศึกษาอย่างแพร่หลายในสังคมไทย โดยในแวดวงนักวิชาการไทยได้เริ่มมีการอภิปรายถึงแนวคิดประชาสังคมขึ้น และความเป็นไปได้ในขบวนการประชาสังคมในไทย  รวมทั้งการนำเสนอแนวคิดนี้อย่างเป็นระบบ ในการประชุมทางวิชาการระดับชาติ สาขาสังคมวิทยา ตั้งแต่ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2543 ถึงครั้งที่ 3 พ.ศ.2549 ได้มีการนำเสนอเรื่องประชาสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยในการประชุมทางวิชาการระดับชาติ สาขาสังคมวิทยา ครั้งที่ 2  ปีพ.ศ. 2546 นักวิชาการไทยได้มุ่งประเด็นการศึกษาไปที่ ”ประชาคม” อันนำไปสู่แนวทางการเกิดประชาสังคม รวมถึงการศึกษารูปแบบแนวทางการสร้างสรรค์ประชาคม ทำให้วงการศึกษาประชาสังคมเริ่มเชื่อมโยงไปสู่แนวคิดประชาคม และถือได้ว่า “ประชาคม” เป็นจุดเน้นที่สำคัญในการศึกษาขบวนการประชาสังคมในไทยในเวลาต่อมา สำหรับแนวโน้มการศึกษาเรื่องประชาสังคมในไทยนั้น ยังคงมีแนวโน้มที่จะเป็นกำลังสำคัญหลักในการพัฒนาประเทศ รวมไปถึงกระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายครั้งอันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองและการทำรัฐประหาร โดย ศ.สุริชัย หวันแก้ว กล่าวในการประชุมวิชาการสังคมวิทยาแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ระดับภูมิภาคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2553 ได้เสนอว่าการสื่อสารกันในพื้นที่สาธารณะเพื่อระดมกำลังของประชาชนและภาคประชาสังคมเป็นหนทางหนึ่งในการคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

 

จะเห็นได้ว่าบทบาทและความสำคัญของประชาสังคมต่อการพัฒนานั้น ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในสังคมไทย แม้ว่าจะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคมอย่างเป็นพลวัต  โดยเฉพาะในช่วงแห่งความขัดแย้งทางเมืองยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้นภายหลังการรัฐประหารใน ปีพ.ศ.2549 และแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจากรัฐบาลของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาสู่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งอย่างรัฐบาลของนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะตัวแทนของ พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ และสถานการณ์ทางการเมืองในเมืองไทย ยังนำไปสู่ความเคลือบแคลง และความฉงนสนเท่ห์ต่อขบวนการและพลวัตของขบวนประชาสังคมในไทย ดังนั้นในการศึกษาวิจัย “การพัฒนากับประชาสังคม” ในโครงการวิจัยได้มีการปรับตัวก้าวเข้าสู่มุมมองและทิศทางการวิจัยใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับพลวัตที่เกิดขึ้นในสังคมไทย รวมทั้งเป็นไปเพื่อให้สามารถเข้าใจพลวัตของประชาสังคมในสังคมไทยในปัจจุบัน โดยเน้นการศึกษาพลวัตขบวนการประชาสังคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

 

บทนำ

ในประเทศไทยการก่อตัวของแนวคิดเรื่องประชาสังคมเกิดจากวิกฤตการณ์และสภาพปัญหาทางสังคมอันเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงการพัฒนาของรัฐ โดยแนวคิดเรื่องประชาสังคมเริ่มมีการก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ และชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นในช่วงหลังปีพ.ศ.2540 การพัฒนาแนวคิดประชาสังคมในไทยนั้นมีปัจจัยหลายประการที่ส่งเสริมให้แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายตัวของชนชั้นกลาง การเกิดขึ้นขององค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ การพัฒนากระบวนการประชาธิปไตย และทิศทางและแนวนโยบายของรัฐ อย่างไรก็ตามภายหลังการเกิดรัฐประหารในปีพ.ศ.2549 ความเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยที่เกิดขึ้นนำไปสู่การตั้งคำถามต่อพลวัตและการเปลี่ยนแปลงของขบวนการประชาสังคมที่กำลังพัฒนาอยู่ในสังคมไทยว่า ขบวนการประชาสังคมและการเกิดขึ้นของประชาคมในหมู่บ้านภายใต้ระบอบทักษิณเป็นอย่างไร และภายหลังการรัฐประหารขบวนการประชาสังคมและการเกิดขึ้นของประชาคมในหมู่บ้านนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองและบริบทที่กำลังมีการเปลี่ยนผ่านอย่างเข้มข้น

 

พลวัตและการพัฒนาประชาคมใน 2 ตำบลกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

จากการทบทวนในข้างต้นแสดงให้เห็นพัฒนาการของแนวคิดประชาสังคมนั้นมีความเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกับบริบททางการเมืองอย่างแนบแน่น การพิจารณาพลวัตการเปลี่ยนแปลงในประเด็นประชาสังคมจึงไม่สามารถละเลยการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเพื่อทำความเข้าใจพลวัตและการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการขบวนการประชาสังคมในไทย ผู้เขียนจึงพยายามที่จะทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าวผ่านการศึกษาชุมชนสองชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ตำบลทุ่งโป่ง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และตำบลพันดอน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี โดยแบ่งผลการศึกษาออกเป็น 2 ช่วงเวลาได้แก่ การก่อร่างและการสร้างประชาคมใน 2 ตำบลก่อนการรัฐประการพ.ศ.2549 และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของประชาคมภายหลังการรัฐประหารพ.ศ.2549 โดยบทความชิ้นนี้มาจากการเก็บข้อมูลในพื้นที่ตั้งแต่ปีพ.ศ.2547- พ.ศ.2553 ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์

 

การก่อร่างของประชาคมตำบลทุ่งโป่งและประชาคมพันดอนก่อนรัฐประหารปีพ.ศ.2549

ประชาคมตำบลทุ่งโป่ง: พัฒนาการและการก่อเกิดของประชาคมก่อนรัฐประหารปีพ.ศ.2549

ตำบลทุ่งโป่งตั้งอยู่ในเขตอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดขอนแก่น มีเนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 20,000 ไร่ หมู่บ้านซึ่งอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งโป่งมีทั้งหมด 10 หมู่บ้าน โดยมีประชากร 1,008 ครัวเรือน และมีประชากรทั้งสิ้น 4,411 แบ่งเป็นชาย 2,216 คน และหญิง 2,195 คน[1]ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม ทำนา ทำไร่มันสำปะหลัง และอ้อยเป็นหลัก

 

จากการศึกษาของซูซูกิ[2] และกีรติพร[3] พบว่าจุดเริ่มต้นของการเกิดประชาคมในตำบลทุ่งโป่งเริ่มจากความพยายามทำความเข้าใจต่อปัญหาการเข้ารักษารักษาของผู้ป่วยหลายรายที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์และไม่สามารถชำระค่ารักษาพยาบาลได้ ทำให้ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ภายใต้การนำของนายแพทย์อภิสิทธิ์ และแพทย์หญิงทานทิพย์ ธำรงวรางกูร ได้พยายามศึกษาหาสาเหตุของปัญหาดังกล่าวในปีพ.ศ.2536 และพบว่าชาวบ้านประสบปัญหาความยากจน และปัญหาหนี้สิ้นอันเกิดจากการเข้ามาของนายทุนที่เข้ามาแสวงหากำไรในชุมชน ประกอบกับชาวบ้านขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบต่อข้อเสนอของฝ่ายนายทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งต่อมาทำให้ชาวบ้านขาดทุนและประสบภาวะหนี้สินเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการหันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยว การเน้นการเกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีอย่างเข้มข้นทำให้ต้องประสบปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังนำไปสู่การค้างชำระค่ารักษาพยาบาล การย้ายถิ่นฐาน การเกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ในชุมชน

 

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวทางโรงพยาบาลได้ทำการขอทุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อมาดำเนินโครงการการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีในพื้นที่ โดยในปีพ.ศ.2537 ได้มีการจัดกระบวนการรับฟังปัญหาร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกับชาวบ้าน ส่งผลให้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชาวบ้าน การพูดถึงปัญหาและการหาแนวทางแก้ไขของชุมชน มีความพยายามสร้างพื้นที่ในการประชุมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของชาวบ้าน อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อร่างประชาคมตำบลทุ่งโป่งในภายหลัง จนกระทั้งเริ่มมีการดำเนินพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปเป็นร่างและชาวบ้านเริ่มเกิดจิตสำนึกร่วมภายในชุมชน อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอุบลรัตน์เข้าร่วมสังเกตการณ์ และมีมูลนิธิพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี จังหวัดขอนแก่นทำหน้าที่ติดต่อเชื่อมโยงและประสานงานกับชาวบ้านอย่างสม่ำเสมอทำให้ประชาคมทุ่งโป่งพัฒนาจนมีความเข้มแข็ง

 

จากจุดเริ่มต้นในปีพ.ศ.2537 จนถึงปีพ.ศ.2545 พบว่าปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดประชาคมตำบลตำบลทุ่งโป่งที่สำคัญที่สุดได้แก่ปัจจัยภายในชุมชนระบบเครือญาติโดยเฉพาะทางญาติฝ่ายหญิง การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การมีเศรษฐกิจพอเพียง การรวมกลุ่มชาวบ้านทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้มีผู้นำชุมชนเข้มแข็ง การเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกประชาคม การทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน และการมีจิตสำนึกและการลงมือปฏิบัติจริงของชุมชนในขณะที่ปัจจัยภายนอกช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดประชาคมได้แก่ การกระจายอำนาจการปกครองและการจัดการทรัพยากรสู่ชุมชน องค์กรทางสังคมในชุมชนส่วนใหญ่จัดตั้งโดยรัฐ อบต.สามารถประสานงานในแนวราบได้ดี เนื่องจากผู้นำ อบต.และสมาชิกได้รับประสบการณ์การทำงานร่วมกับองค์กรภายนอก เช่น โครงการพัฒนาชุมชนยั่งยืนฯ และเครือข่าย ทำให้ อบต.มีการประชุมต่อเนื่อง มีการกำหนดกิจกรรมและประสานผลงาน จัดสรรงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะของชุมชน[4] ทำให้เกิดการประสานงานในแนวราบได้ จนก่อให้เกิดประชาคมตำบลที่เข้มแข็งขึ้นมาได้

 

ประชาคมตำบลพันดอน: พัฒนาการและการก่อเกิดของประชาคมก่อนรัฐประหารปีพ.ศ.2549

เทศบาลตำบลพันดอน ตั้งอยู่ในเขตอำเภอกุมภวาปี ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่ประมาณ 3,978.75 ไร่ ตำบลพันดอนประกอบด้วย 6 หมู่บ้านจำนวนครัวเรือนในเขตเทศบาลตำบลพันมีจำนวน 2,220ครัวเรือน มีประชากร รวม 5,981 คน แบ่งเป็นชาย 2,892 คน หญิง 3,089 คน ประชากรในเขตเทศบาลตำบลพันดอน ประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้ที่ดินเพื่อการทำนาเป็นหลัก[5] ประชากรในเทศบาลตำบลพันดอนแต่เดิมนั้นมีการเดินทางออกไปทำงานยังต่างประเทศเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากนายประจวบ ไชยสานต์ซึ่งในเวลานั้นเป็นผู้แทนราษฎรในพื้นที่คอยอำนวยความสะดวกในการจัดหาแหล่งงานและเอกสารให้ ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวระดับเศรษฐกิจในหมู่บ้านมีความเฟื้องฟูอย่างสูงจากเงินของชาวบ้านที่อพยพไปเป็นแรงงาน แต่อย่างไรก็ดีภายหลังจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจำนวนแรงงานที่อพยพออกไปทำงานต่างประเทศเริ่มลดน้อยลงและจำนวนมากได้กลับมายังหมู่บ้านอีกครั้ง

 

จากการศึกษาของซูซูกิ[6]และกีรติพร[7] พบว่าจุดเริ่มต้นของการก่อร่างของการเกิดขึ้นของประชาคมพันดอนนั้นเริ่มต้นในปีพ.ศ.2544 ภายใต้การเกิดขึ้นของนโยบายโครงการกองทุนหมู่บ้าน การร่วมกลุ่มกันของประชาชนในตำบลพันดอนส่วนหนึ่งเป็นไปเพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการกองทุนหมู่บ้าน โดยเน้นที่การเข้าเงื่อนไขในการกู้เงินเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ดีอานิสงค์ของนโยบายนี้ทำให้ประชาคมตำบลพันดอนเริ่มก่อตัวขึ้น ชาวบ้านเริ่มมีการร่วมตัวกันและจัดตั้งกลุ่มขึ้น เริ่มมีการพูดคุยถึงปัญหาและความต้องการในชุมชน จนนำไปสู่การเกิดขึ้นของประชาคมตำบลพันดอนในที่สุด แม้ว่าจุดเริ่มต้นของประชาคมตำบลพันดอนจะเกิดจากการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐ แต่พบว่าทำให้เกิดองค์กรภายในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเกษตร กลุ่มเลี้ยงสุกร กลุ่มค้าขาย กลุ่มชาวนา กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กลุ่มดอกไม้จันทน์ เป็นต้น โดยกลุ่มเหล่านี้พึ่งเริ่มต้นรวมกลุ่มและดำเนินกิจกรรมกลุ่มไม่นาน ผลที่ได้จากการเกิดกลุ่มองค์กรชุมชนคือ จากเดิมที่ชาวบ้านไม่เห็นความสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพูดคุยเรื่องปัญหาของชุมชน ทำให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นระหว่างชาวบ้านมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมขององค์การบริหารส่วนตำบลที่พยายามส่งเสริมการมีส่วนร่วมและดำเนินการร่วมกับประชาคมตำบล มีการระดมตัวแทนภายในชุมชนเพื่อแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนปัญหา ร่วมไปถึงการวางแผนพัฒนา 5 ปีของชุมชน ดังนั้นจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการก่อร่างของประชาคมตำบลพันดอนนั้นยังอยู่ในระหว่างการก่อตัวเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นการก่อร่างที่เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐที่เข้ามาส่งเสริมทำให้ชาวบ้านร่วมกลุ่มเป็นหลัก

 

กล่าวได้ว่าสิ่งที่มีผลต่อพัฒนาการของประชาคมตำบลพันดอนที่สำคัญ คือ ปัจจัยปัจจัยภายนอก ได้แก่ นโยบายรัฐ การกระจายอำนาจการปกครองและโครงการกองทุนหมู่บ้าน รวมไปถึงโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ความร่วมมือที่สำคัญได้แก่การจัดตั้งโรงสีชุมชน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างเจ้าที่ท้องถิ่นจนสามารถเปิดดำเนินการได้ในปีพ.ศ.2546 ในขณะที่ปัจจัยภายในที่ทำให้เกิดการร่วมกลุ่มในประชาคมพันดอนได้แก่ ระบบเครือญาติที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นทำให้การกระจายข่าวสารต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว การรวมกลุ่มชาวบ้านทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และเป็นแนวโน้มที่ดีในการขยายการดำเนินงานร่วมกันในชุมชน

 

จากการศึกษาการก่อร่างของประชาสังคมในทั้งสองตำบล พบว่าการก่อร่างของประชาคมตำบลทุ่งโป่งเป็นประชาคมเกิดจากชุมชน อันมีลักษณะจากล่างไปสู่บน (bottom down)  ในขณะที่ประชาคมตำบลพันดอนนั้นมีลักษณะและพัฒนาการจากบนสู่ล่าง (top down)จะเห็นได้ว่าพัฒนาการการก่อร่างของทั้งสองตำบลสะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่าประชาสังคมจะเป็นความพยายามและการเรียกร้องให้รัฐลดบทบาทและอำนาจลง ภายใต้ความพยายามของนักคิด นักวิชาการและเอ็นจีโอที่ต้องการพัฒนาภาคประชาชนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่การก่อร่างของแนวคิดประชาสังคมของทั้งสองตำบลกลับให้เห็นถึงความอิหลักอิเหลื่อของการก่อร่างของประชาสังคมในไทยโดยเฉพาะในส่วนของตำบลพันดอน ในแง่ที่การก่อร่างประชาคมเป็นผลมาจากส่งเสริมและก่อตั้งโดยภาครัฐแทนที่จะเป็นการต่อสู้กับอำนาจรัฐโดยประชาชนทำให้การเกิดแนวคิดและจิตสำนึกร่วมกันขึ้นภายในชุมชนกลุ่มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มจัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเงื่อนไขการกู้เงินในโครงการกองทุนหมู่บ้านเท่านั้น  ดังนั้นความยั่งยืนและการพัฒนาของประชาคมของตำบลพันดอน รวมถึงประชาคมทุ่งโป่งเองที่แม้ว่าจะเกิดจากชุมชนเอง จึงยังคงเป็นที่ตั้งคำถามต่อไปว่าจะเดินไปในทิศทางใดในอนาคต ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในไทย ซึ่งส่งผลต่อนโยบายและสังคมอย่างมีนัยยะสำคัญ

 

การก่อร่างของประชาคมตำบลทุ่งโป่งและประชาคมพันดอนหลังรัฐประหารปีพ.ศ.2549

ผลการศึกษาในข้างต้นแสดงให้เห็นว่าประชาคมตำบลทุ่งโป่งเป็นประชาคมที่เกิดจากชุมชน อันมีลักษณะจากล่างไปสู่บน (bottomdown)  ในขณะที่ประชาคมตำบลพันดอนนั้นมีลักษณะและพัฒนาการจากบนสู่ล่าง (top down) ประกอบกับปัจจัยภายนอกไม่ว่าจะเป็น ผู้นำระดับท้องถิ่น การเมืองท้องถิ่น นโยบายของรัฐ และกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ดังนั้นความยั่งยืนของประชาคมจึงมิได้เป็นเรื่องภายในชุมชนแต่เพียงอย่างเดียวแต่กับมีความสัมพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการเมืองในระดับประเทศ โดยเฉพาะภายหลังการรัฐประหารในปีพ.ศ.2549 ซึ่งตามมาด้วยความวุ่นวายและความขัดแย้งในสังคมไทยอย่างรุนแรง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายหลายประการ รวมไปถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน คำถามที่ตามมาคือ ประชาคมตำบลมีการปรับเปลี่ยน มีการเปลี่ยนอย่างไรภายใต้กระแสดังกล่าวการศึกษาในครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักของแต่ละประชาคม และข้อมูลจากแบบสอบถามที่ทำการเก็บข้อมูลในปีพ.ศ.2551ที่ตำบลทุ่งโป่ง จำนวน 108 ชุด ชาย 52 ชุด และหญิง 56 ชุด และที่ตำบลพันดอน จำนวน 106 ชุด ชาย 37 ชุด และหญิง 69 ชุด รวมจำนวนทั้งสิ้น 206 ชุด

 

ในช่วงของการก่อร่างประชาคมตำบลนั้นไม่ว่าจะเป็นประชาคมทุ่งโป่งหรือประชาคมพันดอนต่างมีการสร้างกลุ่มต่างๆ ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก โดยในประชาคมทุ่งโป่งนั้นมีกลุ่มต่างๆ ทั้งสิ้นในปีพ.ศ. 2547 จำนวน 11กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเกษตรก้าวหน้า (เกษตรผสมผสาน) กลุ่มสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มออมทรัพย์กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กลุ่มผู้พักชำระหนี้ธกส. กลุ่มกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มธนาคารโค-กระบือกลุ่มชาวนา กลุ่มณาปนกิจศพ กลุ่มร้านค้าในขณะที่ประชาคมพันดอนมีกลุ่มต่างๆ ทั้งสิ้น 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กลุ่มผู้พักชำระหนี้ธกส. กลุ่มกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มธนาคารโค-กระบือกลุ่มณาปนกิจศพ กลุ่มชาวนา กลุ่มฉุกเฉินจากการศึกษาพบว่าจำนวนสมาชิกของกลุ่มต่างๆ ในตำบลทุ่งโป่ง ส่วนใหญ่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2549 กลุ่มที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นมากที่สุดได้ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรก้าวหน้า (กลุ่มเกษตรผสมผสาน) กลุ่มสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ และกลุ่มออมทรัพย์ ในขณะที่สมาชิกของกลุ่มต่างๆ ในตำบลพันดอน นั้นมีแนวโน้มที่จะลดลงในหลายกลุ่ม จนแทบจะไม่มีสมาชิกเหลือพอที่จะดำเนินกิจกรรม เช่น กลุ่มทอผ้า และกลุ่มชาวนา

 

การมีส่วนร่วมและการสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มในประชาคม

ไม่ว่าจุดเริ่มต้นในการก่อร่างของประชาคมจะเป็นแบบจากล่างไปสู่บน (bottom down)หรือจากบนสู่ล่าง (top down) แต่ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความเข้มแข็งและการดำรงอยู่ของประชาคม คือ การมีส่วนร่วมและการขยายเครือข่ายร่วมอันจะนำไปสู่การพัฒนาเป็นกลุ่มประชาคมสังคม จากการศึกษาการมีส่วนร่วมและการสร้างเครือข่ายของกลุ่มต่อชุมชน จากการศึกษาจะเห็นได้ว่าประชาคมตำบลทุ่งโป่ง ชาวบ้านมีการทำกิจกรรมรวมกันระหว่างกลุ่มต่างๆในประชาคมและมีการกระตุ้นการติดต่อสื่อสารและสร้างเครือข่ายต่อชุมชนอื่นๆในขณะที่ส่วนประชาคมพันดอนชาวบ้านนั้นการมีส่วนร่วมน้อยไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารและการสร้างเครือข่ายต่อชุมชนอื่นๆ

 

การมีส่วนร่วมและสร้างพื้นที่เพื่อการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางกิจกรรมของกลุ่ม   โดยเฉพาะในหัวข้อที่ว่า “ท่านมีการร่วมกลุ่มเพื่อขยายเครือข่ายในการพัฒนาชุมชนของท่าน”“ท่านได้รับการถ่ายทอดข่าวสารภายในกลุ่มและนอกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง” และ “ท่านมีกิจกรรมเพื่อสร้างเครือข่ายภายในกลุ่มและนอกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง” พบว่าชาวบ้านทุ่งโป่งมีส่วนร่วมและสร้างพื้นที่เพื่อการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางกิจกรรมของกลุ่มมากที่สุด ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 2 ใน 3 เนื่องจากประชาคมทุ่งโป่งมีโอกาสในการมีส่วนร่วมมากและมีพื้นที่พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปฏิสัมพันธ์พอสมควร ส่วนในประชาคมพันดอนนั้นโอกาสในการติดต่อสื่อสาร การมีส่วนร่วมและการสร้างพื้นที่เพื่อการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางกิจกรรมของกลุ่มยังไม่เพียงพอทั้งในประชาคมของตนเองและประชาคมภายนอก

 

จากแบบสอบถามเรื่องการมีส่วนร่วมและการสร้างพื้นที่เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางกิจกรรมของกลุ่ม พบว่าชาวบ้านในประชาคมทุ่งโป่งมีส่วนร่วมและสร้างพื้นที่เพื่อการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางกิจกรรมของกลุ่มมากที่สุด  ส่วนในประชาคมพันดอนนั้นโอกาสในการติดต่อสื่อสาร การมีส่วนร่วมและการสร้างพื้นที่เพื่อการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางกิจกรรมของกลุ่มยังไม่อยู่ช่วงปานกลางจนถึงต่ำทั้งในประชาคมของตนเองและประชาคมภายนอก

 

ซูซูกิ[8] และกีรติพร[9] พบว่าหากประชาคมต่างๆ มีความเข้มแข็ง มีการสร้างเครือข่ายแล้วย่อมนำไปสู่การเกิดประชาสังคมได้ ไม่เพียงเท่านั้นประชาคมยังเป็นพื้นที่ในการปฏิบัติการให้ชาวบ้านได้ฝึกการคิดการทำ และพัฒนาโดยอยู่บนฐานของกลุ่ม ไม่เพียงแต่นั่งรอการพัฒนาและพึ่งพารัฐ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านเรียนรู้เรื่องประชาสังคม ซึ่งจากการความแตกต่างของระดับการมีส่วนร่วม และการสร้างพื้นที่พบปะเพื่อแลกเปลี่ยน ทำให้ความเข้มแข็ง และความเข้มข้นของกิจกรรมที่เกิดขึ้นในประชาคมตำบลทุ่งโป่งและพันดอนมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยพิจารณาจากจำนวนสมาชิกและจำนวนกิจกรรมที่เกิดขึ้นในกลุ่ม จะพบว่าประชาคมตำบลทุ่งโป่งนั้นมีการเพิ่มขึ้นของสมาชิก และการดำเนินกิจกรรมที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประชาคมตำบลพันดอนนั้นมีแนวโน้มที่สมาชิกของกลุ่มต่างๆ จะลดลง อีกทั้งยังไม่มีกิจกรรมในกลุ่มเกิดขึ้น มีเพียงการรวมกลุ่มเพื่อกู้ยืมเท่านั้น

 

จากการสัมภาษณ์พบว่าชาวบ้านในตำบลพันดอนนั้นไม่ได้มีส่วนร่วม หรือริเริ่มกลุ่มต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง แต่รวมกลุ่มเนื่องจากต้องการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ จึงไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วม และสร้างพื้นที่สาธารณะในชุมชน ยังคงมีลักษณะการรอความช่วยเหลือจากภาครัฐมากกว่าที่จะสร้างพื้นที่สาธารณะ ในการสร้างความรู้และลดการพึ่งพาของรัฐ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในปี พ.ศ. 2549 โครงการพัฒนาหรือความช่วยเหลือจากรัฐน้อยลง ชาวบ้านก็ไม่ให้ความสำคัญกับกลุ่มที่เกิดขึ้น อันเป็นความแตกต่างจากประชาคมทุ่งโป่งซึ่งตระหนักและเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นก่อร่างประชาคมตำบล ดังนั้นแม้มีการเปลี่ยนรัฐบาล และแนวนโยบายในการสนับสนุนกิจกรรมกลุ่ม ชาวบ้านยังคงเข้ามามีส่วนร่วม และหาแนวทางในการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเองของชุมชนต่อไป

 

การสื่อสาร กับ ความรับรู้เรื่องประชาสังคม

แม้ว่าในตอนต้นฮาเบอร์มาส จะได้นำเสนอแนวคิดพื้นที่สาธารณะ ว่าเป็นพื้นที่เปิดสำหรับกลุ่มคนที่เรียกว่า“ชนชั้นกลาง” ในการสร้างความรู้สึกส่วนรวมและการปฏิบัติการทางสังคม อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่เปิดให้สามารถแสดงความคิดเห็นรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองการปกครองในระบบศักดินา และกลุ่มศาสนาของยุโรปในอดีต แต่ต่อมาจะเห็นได้ว่าพื้นที่สาธารณะได้ขยายไปสู่ชนชั้นอื่นๆ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่ชนชั้นกลางอีกต่อไป  ในไทยเองก็ได้มีการขยายตัวของพื้นที่สาธารณะ โดยจะพบได้ว่าตามชุมชนต่างๆ มีพื้นที่ที่นำไปสู่การนัดพบปะกันพูดคุยถกเถียงกันอย่างเสรีและมีการใช้เหตุผลในเรื่องกฎหมายการเมืองโดยได้รับข่าวสารภายใต้สื่อแบบต่างๆ

 

การสื่อสารจะช่วยให้คนในประชาคมได้รับรู้ข่าวสาร กิจกรรม อันจะนำไปสู่การสร้างพื้นที่สาธารณะซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงตัวและมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมซึ่งจะทำให้ประชาคมมีความเข้มแข็ง โดยจากผลการศึกษาพบว่า ประชาคมตำบลทุ่งโป่งมีการรับรู้เกี่ยวกับประชาสังคมสูงถึงร้อยละ 83.3 ในขณะที่ประชาคมตำบลพันดอนมีการรับรู้ในเรื่องประชาสังคมเพียงร้อยละ 45.3 แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชาวบ้านเกี่ยวกับประชาสังคมของประชาคมทุ่งโป่งได้แก่ การเข้าร่วมทำกิจกรรมกลุ่ม คิดเป็นร้อยละ 44.4 ในขณะที่ชาวบ้านในประชาคมตำบลพันดอนมีความรับรู้เรื่องประชาคมสังคมจากรายการโทรทัศน์มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 23.6

 

ในประชาคมตำบลทุ่งโป่งมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การเข้ามาของเคเบิ้ลทีวี (ASTV และ DTV) วิทยุชุมชนและอินเตอร์เน็ตกลายมาเป็นสื่อที่ทำให้ชาวบ้านเกิดความรับรู้และการข่าวสารต่างๆ มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการเมืองการเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนกลายมาเป็นช่องทางในการสื่อสารระหว่างชาวบ้านในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ข่าวสารข้อมูล และการนัดทำกิจกรรม ในขณะที่อินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ยังคงจำกัดวงในชาวบ้านหรือกลุ่มผู้นำจำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ช่วยให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตัวในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดขึ้นภายหลังการเกิดรัฐประหาร แต่เดิมชาวบ้านในประชาคมทุ่งโป่งให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมของของกลุ่มต่างๆ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาภายในชุมชนของตนเอง แต่ไม่เคยให้ความสำคัญกับการเมืองมากขนาดนี้มาก่อน อีกทั้งภายหลังการรัฐประหารยังเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านเข้าร่วมกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในระดับประเทศ อีกทั้งยังมีการสร้างพื้นที่สาธารณะขึ้นเพื่อทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำกิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งจากการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์พบว่าในปัจจุบันมีการใช้สื่อสาธารณะ และอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการสื่อสารในประชาคม

 

การเปลี่ยนแปลงข้างต้นนี้ ไม่พบในประชาคมพันดอน แม้ว่าจะมีการเข้ามาของ เคเบิ้ลทีวี (ASTV และ DTV) วิทยุชุมชนและอินเตอร์เน็ตก็ตาม จากการสัมภาษณ์พบว่าชาวบ้านยังคงมองเห็นเรื่องการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว และการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลหรือการเมืองนั้น มีผลเพียงแค่การเข้ามาของงบประมาณการพัฒนาเท่านั้น ไม่พบการสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยน หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในระดับกลุ่มแต่อย่างใด จะมีเพียงชาวบ้านบางคนเท่านั้นที่มีความสนใจส่วนตัว และเข้าร่วม

 

ประชาคมในฐานะปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชน

โดยทั่วไปเราเชื่อมั่นว่า การเกิดขึ้นของประชาคมจะนำไปสู่ความเข้มแข็ง และการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของชุมชน จากการศึกษาเรื่องปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชนของประชาคมทุ่งโป่งส่วนใหญ่เกิดจากความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสังคม คิดเป็นร้อยละ 82.4 รองลงมาคือความร่วมมือของทุกคนในชุมชนกับเจ้าหน้าที่รัฐคิดเป็นร้อยละ 78.7  และการปลูกจิตสำนึกรักหวงแหนในชุมชนท้องถิ่นของตนคิดเป็นร้อยละ 77.8 ตามลำดับ  ส่วนประชาคมพันดอนส่วนใหญ่นั้นเกิดจากความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐ คิดเป็นร้อยละ 50.9  รองลงมาคือความร่วมมือของทุกคนในชุมชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ คิดเป็นร้อยละ 49.1 และความร่วมมือของทุกคนในชุมชน คิดเป็นร้อยละ 48.1

 

ต่อมาเรื่องแรงจูงใจที่เกิดจากการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มภายในชุมชนที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชุมชน  ในประชาคมทุ่งโป่งพบว่ากลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนสร้างแรงจูงใจต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งในชุมชนให้แก่ชาวบ้าน  ชาวบ้านเรียนรู้ในการพัฒนาชุมชนโดยผ่านการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน  ดังนั้นการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มทำให้ชาวบ้านทุ่งโป่งเกิดแรงจูงใจพัฒนาชุมชนและสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ในขณะที่ประชาคมตำบลพันดอน ไม่เห็นว่าการร่วมกลุ่มภายในชุมชนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาชุมชน

 

บทสรุป

ภายหลังการบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณในช่วงปลายก่อนที่จะเกิดการรัฐประการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 นั้น เกิดการวิพากษ์ว่าประชาชนในชนบทถูกทำให้อ่อนแอต้องพึ่งรัฐบาลให้ช่วยเหลือ และคนชนบทที่ได้รับผลจากนโยบายอุปถัมภ์ของรัฐนั้นเป็นหนี้นอกระบบมากขึ้น เพราะต้องไปกู้เงินนอกระบบมาเพื่อจ่ายหนี้ให้แก่กองทุนหมู่บ้านที่กู้ยืมไป รวมไปถึงเงินที่รัฐบาลนำไปแจกจ่ายนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตจริง แต่เงินเหล่านั้นกลับไปกระตุ้นการบริโภคมากกว่า อย่างไรก็จากการศึกษาพบว่า แม้ว่าชุมชนจะถูกมองว่าอ่อนแอลง แต่เมื่อเกิดการต่อต้านระบอบทักษิณกระแสการเมืองภาคประชาคมกลับมีความเข้มแข็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขบวนการการเมืองภาคประชาชนที่สนับสนุนหรือต่อต้านทักษิณก็ตาม ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองกลายมาเป็นประเด็นหลักของการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมที่แหลมคมยิ่งกว่าประเด็นอื่นๆ

 

ประชาคมตำบลทุ่งโป่ง เป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ประชาคมที่เกิดจากการก่อร่างแบบล่างสู่บนนั้นมีแนวโน้มที่จะมีความต่อเนื่อง เข้มแข็ง และสามารถพัฒนาไปสู่ประชาสังคมได้ในอนาคต แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ตาม แต่กลับพบว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกลับทำให้เกิดความเข้มแข็ง และเกิดการสร้างพื้นที่สาธารณะแบบใหม่ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะวิทยุชุมชน ร่วมทั้งการใช้การสื่อสารสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ หรืออินเตอร์เน็ต อีกทั้งยังพบว่า ชาวบ้านให้ความสำคัญกับการเมือง และมีบทบาทในฐานะผู้กระทำการทางการเมืองมากขึ้น ในขณะที่ประชาคมพันดอน ที่มีการก่อร่างแบบบนสู่ล่าง มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงตามบริบทการเมืองเป็นสำคัญ หากรัฐไม่ให้การสนับสนุน หรือมีโครงการเข้ามา ก็จะไม่มีความต่อเนื่องของกิจกรรม อีกทั้งกลุ่มยังมีลักษณะอ่อนแอ พึ่งพิงภาครัฐเป็นหลัก รวมทั้งไม่พบการตื่นตัวทางการเมือง หรือการสร้างพื้นที่สาธารณะใหม่ๆ ในประชาคมตำบลพันดอน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่ารูปแบบของการก่อร่างประชาคมมีผลสืบเนื่องอย่างมีนัยยะต่อการขยาย การสร้างความเข้มแข็ง และความยั่งยืนของประชาคม

 

นอกจากนี้ยังเห็นได้ว่าแม้ว่าประชาคมจะเป็นความพยายามในการสร้างอำนาจและความเข้มแข็งให้กับประชาชน ในการดูแลและแก้ไขปัญหาของชุมชน หรือดำเนินเรื่องต่างๆ ด้วยแต่เอง แต่นโยบายรัฐและการเมืองกลับมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและแนวทางในการดำเนินงานของประชาคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการส่งเสริม หรือการเป็นตัวจำกัดการดำเนินงานของประชาคม อีกด้วย

 

แนวโน้มที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งจากการศึกษาพบว่าการขยายตัวของเคเบิ้ลทีวี อินเตอร์เน็ต และการเข้าถึงอุปกรณ์การสื่อสาร อย่างเช่น มือถือ นั้นทำให้เกิดการขยายตัวของพื้นที่สาธารณะ ในการแสดงความคิดเห็น ร่วมทั้งเพิ่มขีดความสามารถของชาวบ้านในชุมชนในการร่วมกลุ่ม รวมถึงการขยายประเด็นการเคลื่อนไหวในประชาคมไปสู่ประเด็นปัญหาอื่นๆ ที่อยู่ภายนอกชุมชน เช่น ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในระดับประเทศความขัดแย้งทางการเมืองอันเป็นผลพวงมาจากการทำรัฐประหาร

 

หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ปรับปรุงจาก โนริยูกิ ซูซูกิ และศศิประภา จันทะวงศ์. “พลวัตรและการพัฒนาขบวนการประชาสังคมของชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยหลังการรัฐประหารปี พ.ศ.2549” โนริยูกิ ซูซูกิ และสมศักดิ์ ศรีสันติสุข บรรณาธิการร่วม.พลวัตรขบวนการประชาสังคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย.โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2555. ผู้เขียนขอขอบคุณศศิประภา จันทะวงส์ และสุดปรารถนา ดวงแก้ว ที่ช่วยเรียบเรียง และตรวจทานบทความชิ้นนี้

 

บรรณานุกรม

กีรติพร ศรีธัญรัตน์. 2551. “การพัฒนากับแนวคิดประชาสังคมไทย: การเสริมสร้างขบวนการประชาสังคมใน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” วารสารสำนักบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 4, 2 (ม.ค.-

มิ.ย.): 79-110

นงลักษณ์ สุพรรณไชยมาตย์และคณะ.2542.องค์กรทางสังคมกับการพัฒนาประชาคมตำบล : กรณีศึกษา

อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

รายงานการพัฒนาตำบลทุ่งโป่ง ประจำปี พ.ศ.2554

รายงานการพัฒนาตำบลพันดอน ประจำปี พ.ศ.2554

Noriyuki Suzuki and KeeratipornSritanyarat. 2009. “Village Civil Society (Prachakhom) as the

Foundation of Civil Society in Northeastern Thailand: Considering on Civil Society Movement in the Meaning of the Coup on September 2006” in Ogura Mitsuo, Kano Hirokatsu, Takeuchi Takao, Tamaki Matsuo, Kitahara Jun and Kitagawa Takayoshi (eds.) Asian Societies and The Formation of Civil Society: Research Problems and Prospective. Tokyo: Bunkashobohakubunsha, pp.13-37. (In Japanese)



[1]ข้อมูลจากรายงานการพัฒนาตำบลทุ่งโป่ง ประจำปี พ.ศ.2554

[2]Noriyuki Suzuki. 2009. “Village Civil Society (Prachakhom) as the Foundation of Civil Society in Northeastern Thailand: Considering on Civil Society Movement in the Meaning of the Coup on September 2006” in Ogura Mitsuo, Kano Hirokatsu, Takeuchi Takao, Tamaki Matsuo, Kitahara Jun and Kitagawa Takayoshi (eds.) Asian Societies and The Formation of Civil Society: Research Problems and Prospective. Tokyo: Bunkashobohakubunsha, (In Japanese)หน้า 13-37

[3]กีรติพร ศรีธัญรัตน์, 2551. การพัฒนาขบวนการประชาสังคมในประเทศไทย กรณีศึกษาเปรียบเทียบการก่อตัวของประชาคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, วารสารบัณฑิตอาสาสมัคร, ฉบับเดือนมกราคม-มิถุนายน, หน้า 91-95

[4]นงลักษณ์ สุพรรณไชยมาตย์และคณะ.2542.องค์กรทางสังคมกับการพัฒนาประชาคมตำบล : กรณีศึกษาอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

[5]ข้อมูลจากรายงานการพัฒนาตำบลทุ่งโป่ง ประจำปี พ.ศ.2553

[6]Noriyuki Suzuki and KeeratipornSritanyarat. 2009. Loc.cit.

[7]กีรติพร ศรีธัญรัตน์.ล.ด. หน้า 95-97

[8]Noriyuki Suzuki andKeeratipornSritanyarat. 2009.Loc.cit.

[9]กีรติพร ศรีธัญรัตน์,ล.ด. หน้า 91-95