cialis maximum dosage
cheap viagra nz
what is cialis professional
cialis 20 mg vs 10 mg
cialis on sale
how to get samplse of viagra
viagra generic next day
cheapest viagra to buy online in uk
viagra canadian review
walgreens viagra
generic cialis without a perscription
prozac and viagra
viagra price 50 mg
purchase discount viagra
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012031

พลังและการสร้างสรรค์การปกครองส่วนท้องถิ่น: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“แม้ว่าประวัติศาสตร์แห่งชาติจะสามารถสร้างความภาคภูมิใจในชาติตนเองให้แก่ประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประวัติศาสตร์แห่งชาติกลับไม่มีพื้นที่ให้แก่ “อดีต” ของคนตัวเล็กตัวน้อยในการร่วมสร้างชาติเลย ประวัติศาสตร์แห่งชาติจึงกีดกันประชาชนออกจาก “อดีต” ที่เป็นจริง”

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: พลังและการสร้างสรรค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

 

ผมได้เกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นเรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจสู่การปรับดุลอำนาจที่เหมาะสมระหว่างรัฐบาลกลางกับชุมชนท้องถิ่น สำนักงานปฏิรูป (สปร.) ให้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อเรื่อง “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น : พลังและการสร้างสรรค์การปกครองส่วนท้องถิ่น” จึงทำให้ได้คิดอะไรมากมายและขอนำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้

คำว่า “ประวัติศาสตร์” เป็นกรอบขังความคิดของคนในสังคมให้จินตนาการอยู่แค่ว่าเป็นเรื่องราวใน “อดีต” เพราะวิชา “ประวัติศาสตร์” เป็นชุดความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างอำนาจรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติขึ้นมา และต้องการให้ประวัติศาสตร์แห่งชาตินั้นเป็นประวัติศาสตร์ปลายปิดโดยเฉพาะในส่วนของผู้กระทำการในประวัติศาสตร์ (Actor in History) ประวัติศาสตร์แห่งชาติจึงเป็นประวัติศาสตร์ที่เน้นอยู่เพียงพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ของพระมหากษัตริย์แห่งสยามและไทยในการรักษาและพัฒนาชาติไทย

ภายใต้การขยายตัวของอำนาจรัฐนับจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ความรู้ประวัติศาสตร์แห่งชาตินี้ก็ได้ขยายตัวไปสู่ประชาชนกว้างขวางมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านระบบการศึกษาหรือผ่านสื่อสารมวลชนในระยะหลัง

ในด้านหนึ่ง แม้ว่าประวัติศาสตร์แห่งชาติจะสามารถสร้างความภาคภูมิใจในชาติตนเองให้แก่ประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประวัติศาสตร์แห่งชาติกลับไม่มีพื้นที่ให้แก่ “อดีต” ของคนตัวเล็กตัวน้อยในการร่วมสร้างชาติเลย ประวัติศาสตร์แห่งชาติจึงกีดกันประชาชนออกจาก “อดีต” ที่เป็นจริง ยกเว้น คนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้นักประวัติศาสตร์ยุคหลังตีความว่าได้แสดงบทบาทในอดีตตามกรอบหลักของประวัติศาสตร์ชาติ เช่น ชาวบ้านบ้านบางระจัน เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ของมนุษย์ที่แตกต่างไปจากศาสตร์อื่นๆ ตรงที่ว่าไม่ใช่เพียงแค่ศาสตร์แห่งความรู้ธรรมดาๆ หากแต่เป็นเสมือนธรรมชาติของมนุษย์และสังคมมนุษย์ ที่หากเมื่อใด เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และเกิดการปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ในสังคม (Social Position) คนก็จะหวนกลับไปอธิบาย “อดีต” ของตนเองใหม่เพื่อที่จะตอบให้แก่ตนและสังคม ว่า ความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ดำเนินมาได้อย่างไร และการอธิบายอดีตใหม่นี้จะเป็นแสงสว่างนำทางให้เดินไปสู่อนาคต

รากฐานของการเปลี่ยนแปลงความรู้และสังคมในโลกตะวันตกจึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงจินตนาการของคนที่มีต่ออดีตของตน (Peter Burke, Renaissance: Sense of the past) ในสังคมไทยก็เช่นเดียวกัน การสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติได้เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สังคมได้รับผลกระทบจากการขยายตัวทางการค้าในยุคก่อนหน้านั้นและผลจากการทำสนธิสัญญาการค้าเสรี พ.ศ. 2398

“ประวัติศาสตร์” จึงเป็นศาสตร์ที่ “ไว” ต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมมากที่สุด ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ชนชั้นนำในทุกสังคมพยายามที่จะควบคุม “ประวัติศาสตร์” ให้อยู่ในกรอบที่ตนต้องการเสมอ เพราะหากควบคุมไม่ได้ก็ไม่สามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำ แม้ว่าในระยะยาวแล้วความพยายามนั้นไม่มีทางสำเร็จไปได้

ในวันนี้ของสังคมไทย ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายบรรดามีเกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง เราท่านจึงควรที่จะทำให้ความหมายของ “ประวัติศาสตร์” มีความกว้างขวางมากขึ้น เพื่อที่ได้นำเอาบทบาทของคนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ในชาติและมีส่วนร่วมในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่มิติของการสู้รบในสงครามเท่านั้น

การที่คำว่า “ประวัติศาสตร์” ถูกทำให้กลายเป็นกรอบกักขังจินตนาการของคนในสังคมทำให้ไม่เข้าใจความเป็นศาสตร์ธรรมชาติของสังคมมนุษย์ และมีพลังกีดกันคน ดังนั้น จึงอยากจะเสนอให้เปลี่ยนคำเรียกนี้ จาก “ประวัติศาสตร์” มาเป็น “ความทรงจำร่วม”  วิชา “ประวัติศาสตร์” ก็เปลี่ยนมาเป็นวิชา “ความทรงจำร่วม”

ผมเคยเสนอในที่ประชุมวิชาการแห่งหนึ่ง นักประวัติศาสตร์รุ่นหนุ่มมีฝีมือคนหนึ่งแย้งผมว่าเขารู้สึกแปลกๆ หากจะแนะนำตนเองว่าเป็น “นักความทรงจำร่วม” ซึ่งเป็นเพราะความเคยชินที่อยู่กับกรอบที่จำกัดความคิด แต่เมื่อผมถามนักศึกษา “สะก๊อย” ท่านหนึ่ง เธอกลับกล่าวว่าหากใช้คำว่า “ความทรงจำร่วม” กลับทำให้เธอมีความรู้สึกร่วมอยู่กับอดีตมากกว่า

หากสามารถเปลี่ยนคำเพื่อนำไปสู่การทะลวงกรอบทลายกรงจินตนาการต่อ “อดีต” ของเราได้ เราก็จะเปิดทางให้แก่การสร้างสรรค์อดีตขึ้นใหม่ที่คนทุกคนมีส่วนร่วมอยู่ในอดีต ปัจจุบัน และที่สำคัญ การเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสเช่นนี้ จะสอดคล้องไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ชนบท-ท้องถิ่น” ทุกหัวระแหงในประเทศไทย

กล่าวได้ว่า พื้นฐานของการสร้างความรู้ใหม่ๆ ที่จะตอบต่อความเปลี่ยนแปลงนานัปการในสังคมไทยจำเป็นที่จะต้องสร้าง “ความทรงจำร่วม” ชุดใหม่ที่จะทำให้เกิดการรื้อฟื้น/ดัดแปลง/สร้างสรรค์มรดกเก่าให้กลับมามีชีวิตและมีคุณค่าต่อคนทั้งหมดในสังคมไทย

ต่อไปจะกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นที่ต้องการ (need) อดีต/ความทรงจำร่วมชุดใหม่

เพื่อที่จะทำให้เราสามารถสื่อสารความหมายของการมี “อดีตร่วมกัน” ของผู้คนในชุมชนและสังคม เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเสนอการเปลี่ยนจินตนาการนี้ก็เพราะความเปลี่ยนแปลงในชนบท-ท้องถิ่นของไทยกำลังต้องการ “ความทรงจำร่วม” หรือการมี “อดีตร่วมกัน” ชุดใหม่

หากชนบท-ท้องถิ่นไทยไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังคงเป็น “สังคมชาวนา” เหมือนเมื่อสาม-สี่ทศวรรษก่อน ความจำเป็นในการสร้าง “ความทรงจำร่วม” ชุดใหม่ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะสังคมชาวนาสามารถที่จะสืบทอดและสร้างสรรค์ “ความทรงจำร่วม” ที่ผูกพันคนในชุมชนไว้ด้วยการมีโยงใย “อดีต” สามสัมพันธ์ของเครือญาติและเครือญาติเสมือน (Fictional Kinship) ที่ผสมผสานไปกับความเชื่อเรื่อง “พุทธศาสนา” และ “ผี”

แต่ความเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตในชนบทในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านได้ทำให้ “สังคมชาวนา” สูญสลายไปโดยสิ้นเชิง การขยายตัวของคนทำงานในภาคการผลิตนอกภาคเกษตรได้กลืนกิน “สังคมชาวนา” ไปจนหมดสิ้น คนในชนบท-ท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่กระจัดกระจายออกไปทำงานนอกพื้นที่ชุมชนเดิม และใช้รายได้จากนอกภาคเกษตรเป็นทุนในการจ้างแรงงานให้ผลิตในไร่นา

ด้วยเหตุที่คนในชนบทมีชีวิตทางเศรษฐกิจได้ด้วยการทำงานนอกภาคเกษตรกรรม จึงทำให้ความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติและเครือญาติเสมือนเปราะบางมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงการใช้แรงงานและการใช้ “สมบัติร่วม” ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป (ในภาคเหนือตอนบน การร่วมกันขุดลอกเหมืองฝายของชุมชนก็สูญสลายไป

การทำงานนอกภาคการเกษตรของพี่น้องในชนบทโดยมากแล้วอยู่ในภาคการผลิตไม่เป็นทางการ (Informal Sector) อันได้แก่ การค้าประเภทหาบเร่แผงลอย (หรือขายแรงงานรายวันโดยไม่มีประกันสังคม) แต่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท-ท้องถิ่น

ชีวิตทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของพี่น้องในชนบท-ท้องถิ่นในระบบเศรษฐกิจภาคไม่เป็นทางการนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงของการเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาด และขณะเดียวกัน ก็เป็นความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดไปพร้อมๆ กัน (The Transition to Market Economy and the Transition of Market Economy)

ชีวิตทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของพี่น้องในชนบท-ท้องถิ่นนี้จำเป็นต้องพึ่งพิงอำนาจรัฐและอำนาจรัฐท้องถิ่นมากขึ้น เพราะ “หลังพิง” ของชีวิตแบบเดิมคือเครือญาติและเครือญาติเสมือนสูญสลายไป และจำเป็นที่จะต้องสร้าง “หลังพิงชุดใหม่”

“หลังพิงชุดใหม่” ที่สำคัญที่สุด ก็คือ การสร้าง “ความทรงจำร่วม” ชุดใหม่ เพื่อจะตอบสนองกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง ต้องการ “อดีต” หรือความทรงจำร่วมชุดใหม่ที่จะบอกแก่ตัวตนได้ว่าเขาคือใคร กำลังเดินอยู่จุดไหนของประวัติศาสตร์และกำลังจะก้าวไปสู่อะไร/อย่างไร

ขณะเดียวกัน นักการเมืองที่ต้องการบริการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ต้องการ “ความทรงจำร่วม” ชุดใหม่เช่นเดียวกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นเพราะจะนำมาซึ่งคะแนนเสียงหรือการทำงานที่ต้องการความร่วมมือของชาวบ้านในพื้นที่

ความต้องการ (Need) “ความทรงจำร่วม” ทั้งในส่วนของพี่น้องชาวบ้านในพื้นที่และนักการเมืองท้องถิ่นได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ได้แก่ การสร้าง “การโหยหาอดีต” (Nostalgia) ซึ่งเป็นความพยายามสร้าง “ความทรงจำร่วม” ลักษณะหนึ่ง

การสร้าง “การโหยหาอดีต” มีลักษณะสำคัญ คือ การลดทอนพลวัตความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายให้เหลือเพียงจุดสนใจหลักเพียงอย่างเดียว เช่น การมุ่งให้ชุมชนของตนผูกพันเข้ากับ “ความเก่าแก่” เฉพาะอย่างของชุมชนตนเอง ซึ่งเป็นการสร้างโดยหวังว่าจะสามารถเป็นศูนย์รวมทางจิตของผู้คน

แต่อย่างไรก็ตาม “การโหยหาอดีต” ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดความสำนึกร่วมกันอย่างแท้จริงได้ เพราะ “การโหยหาอดีต” จะไม่สามารถที่จะบรรจุชีวิตจริงของโครงเหง้าชาวบ้านได้ “การโหยหาอดีต” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ชาวบ้านคิดถึง “ความทรงจำร่วม” ที่ทุกคนในชุมชนได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์มาโดยตลอด

ความเปลี่ยนแปลงของผู้คนในชุมชนและการเข้ามาสู่อำนาจท้องถิ่นของผู้นำทางการเมืองท้องถิ่นที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นต้องการความรู้ความเข้าใจในความเป็นมาของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น ชาวบ้านทั่วไปก็ต้องการเพราะพวกเขาจะสามารถใช้ “ความเป็นมาของชุมชน” ร้อยรัดผู้คนในเครือข่ายการผลิตไม่เป็นทางการ และสามารถใช้ “ความเป็นมาของชุมชน” ที่ทุกคนรับรู้ร่วมกันจนเป็น “ความทรงจำร่วม” กดดันหรือใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างเวทีต่อรองกับนักการเมืองท้องถิ่นในการสร้าง “สาธารณประโยชน์” ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่ การสร้าง “ศูนย์เด็กเล็ก” โดยองค์การบริหารส่วนตำบล ในทุกชุมชนที่พ่อ-แม่ชาวบ้านต้องออกไปทำงานนอกภาคเกษตรกรรม

การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่นที่ทำให้ชาวชุมชนทั้งหมดสามารถมองเห็นได้ว่าในแต่ละช่วงจังหวะความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของชุมชนตนเองนั้น มีปู่ย่าตายายของตนได้ร่วมสร้างสรรค์ความเปลี่ยนแปลงร่วมมากันกับโคตรเหง้าของญาติมิตรคนอื่นในชุมชน

ประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่นเช่นนี้  จึงเป็นคืน “เวลา” ให้แก่คนในชุมชน เพราะ “เวลา” ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่สัมพันธ์อยู่กับคนทุกคน และ “เวลา” คือ การพัฒนาการที่โคตรเหง้าของคนทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมา

ประวัติศาสตร์ “ชุมชน-ท้องถิ่น” จะเอื้ออำนวยให้ระบบการเมืองท้องถิ่นสามารถที่จะเข้าใจพัฒนาการของท้องถิ่นทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจที่จะใช้ทรัพยากรของท้องถิ่นมีเป้าหมายมากขึ้น และทำให้มีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชนมากขึ้น เพราะทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการมองเห็น “อนาคต” ของชุมชนจากความเข้าใจพัฒนาการที่ดำเนินมาและความสำนึกร่วมกันอันเป็นผลมาจาก “ความทรงจำร่วม” นั่นเอง

สรุปได้ว่า หากเราไม่มีอดีตร่วมกัน เราก็ไม่มีปัจจุบันร่วมกัน และท้ายที่สุดแล้ว เราก็ไม่มีอนาคตร่วมกัน

เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 29 มิถุนายน และ 6 กรกฎาคม 2555