cheap discount viagra
order generic cialis
no prescription viagra
buying cialis online
viagra buy now
how does viagra work
cialis street value
viagra by mail canada
cialis 10mg side effects
cheap viagra soft tablet
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013014

พี่มาร์ค มองผีลอดหว่างขา และการโหยหาความปรองดอง

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“การเล่าเรื่องโดยกลับหัวกลับหาง ยั่วเย้ากระเซ้าแหย่ บทประพันธ์และความคุ้นชินของผู้ชมผ่านแนวทางของภาพยนตร์ตลก จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการสลายเส้นแบ่งที่ถูกขีดไว้อย่างแน่นหนาโดยผู้สร้างภาพยนตร์และที่ฝังอยู่ในหัวของผู้ชม”

 

 

 

 

 

 

พี่มาร์ค มองผีลอดหว่างขา และการโหยหาความปรองดอง

 

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

 

ภาพยนตร์เรื่อง พี่มากกกก… พระโขนง  มีคุณูปการให้เขียนบทความเรื่องนี้อย่างเสียมิได้ ด้วย 3 เหตุผล คือ

 

1) ทีมงานผู้สร้างประกาศ “ตีความ” บทประพันธ์เสียใหม่ และนำเสนอในรูปแบบ/เนื้อหา ที่ต่างออกไปจากเรื่องที่ผ่านมา

 

2) การแอบแฝงสัญลักษณ์ และปฏิบัติการทางการเมือง ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือได้รับอิทธิพลทางอ้อม

 

3) ผลตอบรับจากผู้บริโภคสะท้อนความโหยหาบางอย่างด้วยปริมาณผู้ชมล้นหลาม และอาจมีผู้ชมซ้ำมากกว่าหนึ่งรอบ

 

สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ทำอย่างชัดเจน คือ การสลายเส้นตัดแบ่งเดิมๆ ที่ผู้สร้างภาพยนตร์แม่นากพระโขนงเรื่องก่อนๆ ได้ยึดถือและถ่ายทอดจนเป็นความเชื่อ ความศรัทธา และความคาดหวังของคนในสังคมที่รู้จักแม่นากพระโขนงไว้อย่างยาวนาน   การเล่าเรื่องโดยกลับหัวกลับหาง ยั่วเย้ากระเซ้าแหย่ บทประพันธ์และความคุ้นชินของผู้ชมผ่านแนวทางของภาพยนตร์ตลก จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการสลายเส้นแบ่งที่ถูกขีดไว้อย่างแน่นหนาโดยผู้สร้างภาพยนตร์และที่ฝังอยู่ในหัวของผู้ชม

 

เส้นแบ่งที่ถูกสลายนั้นแต่เดิมได้สร้างขึ้นเพื่อแบ่งแยกว่าอะไร ถูก – ผิด, ทำได้-ทำไม่ได้, รับได้-รับไม่ได้   ซึ่งแต่เดิมเส้นแบ่งเหล่านี้สังคมซึ่งเป็นผู้อื่นได้ขีดให้กับตัวเอกซึ่งเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจโดยตรง และบีบให้ตัวแสดงทั้งหลายต้องแบ่งแยกและ “เลือกข้าง” เอา   แต่ในเวอร์ชั่นนี้กลับทำให้เกิดการพลักผันอย่างน่าสนใจดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

– ชาติ – ส่วนตัว   ความรักชาติยอมเสียสละชีพอาจไม่สำคัญเท่าการรักษาชีพกลับมาหาคนที่ตนรัก

– คน – ผี แต่เดิมอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ แต่ตอนนี้ถ้าอยากจะอยู่ด้วยกันก็ไม่ต้องสนใจสังคมหรือคนอื่นจะว่ากระไร

– เป็น – ตาย เป็นเส้นขีดขวางวิถีชีวิตให้เลือกดำเนินไปในแนวทางที่บรรจบกันไม่ได้ แต่ “ความตาย” อาจไม่ใช่จุดจบแห่งความรักความผูกพันที่มีระหว่างคนเป็นกับคนตายอีกต่อไป (อนึ่งจะพบว่าในช่วงหลังจะมีภาพยนตร์คนอยู่กับผี)

– พุทธ – ผี เป็นเสมือนธรรมะชนะอธรรม   หากพระ ธรรมะ ปรากฏผีต้องถอย แต่นี่พระถ้าไม่แน่จริงต้องถอย คนแก้ไขปัญหาอาจจะไม่ใช่พระ แต่อาจเป็นคนธรรมดาที่ตกลงกับผี หรือผีที่ตกลงกับคน โดยไม่ต้องมีพุทธศาสนาเป็นสะพาน

– ไสย อาคม ลี้ลับ – การกระทำของตัวละครที่มุ่งมั่นเปิดเผย   แต่เดิมวิชาอาคมที่เป็นความเชี่ยวชาญจะถูกควบคุมและใช้แก้ปัญหาโดยผู้มีบารมี   ปัจจุบันนี้ผู้มีบารมีอาจไม่ใช่คนสำคัญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่างหากที่ต้องแก้ไขปัญหา

– รัก – เห็นแก่ตัว นิยามความรักเดิมที่ต้องปล่อยคนรักไปให้มีชีวิตที่ดี (ในสายตาสังคม) อาจไม่สำคัญเท่ากับให้อยู่กับเราและดูแลกันไปตราบเท่าที่ยังรักกันอยู่ โดยไม่ต้องสนใจสายตาสังคม และนิยามความรักเดิมๆ

– โบราณ – ปัจจุบัน ภาษาและเสื้อผ้า หน้า ผม ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกยุค เพราะในความเป็นจริงก็หมุนวนเปลี่ยนเสมอ

– เชย – แฟชั่น กำหนดได้ด้วยตัวเอง อะไรที่ปัจเจกชนคนที่อยากทำคิดว่าดีก็ทำ ไม่ต้องตามแฟชั่นที่คนอื่นกำหนด

 

ภาพโดยรวมของการสลายเส้นแบ่งที่แต่เดิมสังคมเป็นคนขีด   ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเปลี่ยนอำนาจและการกำหนดอนาคตตนเองไปให้กับปัจเจกชน ซึ่งเป็นการทำลายเส้นแบ่งที่สังคม รัฐ ผู้มีอำนาจกำหนด ไปสู่การกำหนดและให้นิยาม “ความดี ความงาม ความจริง” ด้วยปัจเจกชน

 

สัญลักษณ์ และ นัยยะ ทางการเมืองปรากฏอยู่ใน สัญญะ และ ฉาก จำนวนหนึ่ง หยอกล้อหรืออาจได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่เป็นบริบทแวดล้อมภาพยนตร์และผู้สร้างในยุคสมัยนี้อย่างชัดเจน   อาทิ

– พี่มาก – พี่มาร์ค   ผู้ปกป้องชาติให้พ้นจากความพ่ายแพ้สงคราม แต่พอสิ้นสุดสงครามก็ต้องกลับมาซบตักเมีย

– มาก 2 สายเลือด – มาร์ค 2 สัญชาติ   ตัวเอกของเรื่องที่มีสายเลือดมากกว่าหนึ่ง

– นาก สไบแดง หน้าเหมือนสตรีคนดังทางการเมืองคนใด ลองนึกดู

– ไอ้แดง ลูกนางนาก

– ความเป็นผี – การใส่ร้าย หลอกผี   ผีเป็นสิ่งที่เป็นเองน่ากลัวอยู่ในตัวมันเอง หรือสังคมทำให้ผีน่ากลัวกันแน่

– ความเป็นผี – ใช้เวทมนตร์บังตาคนได้   ผีหลอกให้คนงมงาย แต่คนจะถูกผีหลอกให้งมงายได้ตลอดไปจริงหรือ

– การมองลอดใต้หว่างขา – การมองทะลุไปเห็นความจริง   เป็นวิธีการสำคัญที่จะมองทะลุเวทย์มนตร์บังตาไปเห็นความจริง

 

ซึ่งการมองลอดหว่างขานี่เองที่เป็น สัญญะหลักในหนังผี และสอดคล้องกับเรื่องการสร้างวาทกรรมครอบงำทางการเมือง และข้อสังเกตที่เกี่ยวกับการเมืองไทย   เพราะการมองลอดหว่างขาต้องทำให้ถูกวิธีจึงจะเข้าถึงความจริง  ต้องรู้ว่ามองลอดหว่างขาใคร “ตัวเอง” หรือ “ผี” การเข้าถึงความจริงนั้นไม่ง่าย และอาจเข้าใจผิดเนื่องจากมีปัญหาจาก “วิธีการ” ได้ โดยหนังก็ล้อเลียนด้วยว่า ใครมันจะไม่รู้ล่ะ คนดูผิดวิธีมันโง่มาก แต่มีคนดูผิดและไม่รู้วิธี ซึ่งเงียบไว้

 

ความจริง/ความลวงเกี่ยวกับการตาย และนำไปสู่การใส่ร้ายผีนางนากจึงเป็น ข้ออ้างหลัก ที่ทำให้ผีนางนากเป็นสิ่งน่ากลัว และต้องกีดกันนางนากออกไปจากสังคม และบีบให้พี่มากและเพื่อนๆ ต้องรังเกียจและหนีไปให้พ้นจากนางนาก การพูดความเท็จหรือการใส่ความนี่เองที่ตรงกับทฤษฎีมานุษยวิทยาสายปรากฏการณ์นิยม (Phenomenology) ที่ปลอกเปลือกวิธีการสร้างความคิดหรือจิตสำนึก/จิตใต้สำนึกให้ไปฝังอยู่ในหัวของคนสังคมนั้นๆ    ซึ่งเรื่อง ผี และ ความกลัว แต่เก่าก่อนก็เป็นสิ่งที่สังคมไทยได้สร้างไว้สืบมา ไอ้เจ็กปิง นายทุนน้อยผู้เสียประโยชน์ จึงใส่ร้ายนางนากเพราะเสียประโยชน์จากการที่นางนากไม่สมยอมตน และกลายมาเป็นแกนนำปลุกระดมมวลชนด้วยการใส่ความเท็จต่อนางนาก และทำให้นางนากกลายเป็น “ผี” ที่น่ากลัว น่ารังเกียจ ไม่ควรให้อยู่ร่วมกับคนและสังคม

 

การลงทุนกับจิตไร้สำนึกของคนในสังคมไทยอย่างหนักหน่วงดังปรากฏ ผี นานัปการ รวมถึงผีทางการเมืองในหลายยุคสมัย จึงไม่น่าแปลกใจที่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารนั้นไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและสังคมมากนัก กลับกันคนในสังคมกลับยิ่งกลัว เพราะความกลัวคือเครื่องมือหลักในการควบคุม มวลชน แรงงาน และผู้บริโภคในระบบทุนนิยมเผด็จการ ให้ก้มหน้าจำนนกับจักรวรรดิทุนนิยมที่ควบคุมคนลึกลงไปที่จิตไร้สำนึก และไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเองและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคม ซ้ำร้ายอาจจะกลัวการเปลี่ยนแปลง และเกลียดผู้ที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ

 

ผู้ปลุกระดมมวลชนด้วยความเท็จที่ว่าแน่ แต่ถ้าเจอเจ้าตัวที่ถูกกล่าวหาลงมาประจันหน้าพร้อมมวลชน ก็วงแตกได้ เพราะขาด “ความสัตย์” และตั้งอยู่บน “ความเกลียดชัง” ส่วน “ความจริง” และ “ความรัก” ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดข้ามเส้นแบ่งขวางกั้น ให้กลับกลาย มาอยู่ร่วมกันได้ หากยังปรารถนาที่จะเชื่อมต่อกันอยู่

 

ตัวเลขรายรับ การเข้าชมซ้ำ และอัตราการขายสินค้าต่อเนื่อง/การโหลดหนังผิดกฎหมาย ของภาพยนตร์เรื่องนี้จะสะท้อนให้เห็นความปรารถนาต่อ “ความรักที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งที่สังคมแห่งความเกลียดชังขีดไว้” และ “อารมณ์ขันที่หายไป” ของสังคมไทยได้ไม่น้อย

 

ขนบของหนัง/วรรณกรรม ผี ในยุคโบราณ/ยุคศักดินา เช่น แดร็กคิวล่า มนุษย์หมาป่า มีขึ้นเพื่อเสียดสีสังคมมูลนายที่กดขี่ชาวนา เรื่อยมาจนการกดขี่ชนชั้นแรงงานของนายทุนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม/เทคโนโลยี เช่น มนุษย์หมาป่า และแฟรงค์เก้นสไตน์    ส่วนหนังซอมบี้ นั้นพลิกเอา ซอมบี้มาเป็นตัวแทนของคนในระบบทุนนิยมที่ถูกครอบงำเสมือนติดเชื้อไวรัสบริโภคนิยมและการล่องลอยอย่างไร้ความหมายของคนในระบบตลาด จุดจบของหนังมักจบด้วยความตายและแตกหัก ไม่ว่าจะคนตายเป็นผี หรือผี่โดนคนปราบ แต่ภาพยนตร์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ Shawn of The Death หนังซอมบี้ครองเมืองไล่ล่าผู้เหลือรอด ที่ลงเอยด้วยการประนีประนอมและหาทางอยู่ร่วมกันระหว่างซอมบี้กับคนที่เคยเป็น “เพื่อน” กันมาก่อนจะเกิดเรื่อง เพราะในท้ายที่สุด “ความรักชนะทุกอย่าง” และตัดข้ามเส้นแบ่งเดิมๆ ที่กำหนดไว้ตามจารีต

 

อย่างไรก็ดี การล้อเลียน และเสียดสีด้วยความขำขัน มุทะลุดุดัน และก้าวข้ามขนบเดิมๆ ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการ สร้าง “ผี” และความหวาดกลัวให้แก่คนในระบบทุนนิยม   ผลตอบรับของมวลชนอย่างถล่มทลายย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความอึดอัดต่อกลไกบงการที่กดทับความปรารถนาต่อความรักและความสนุกสนานที่ต้องการเชื่อมต่อกับบุคคลอื่น สิ่งอื่นๆ โดยไม่มีเส้นของศีลธรรม กระแสสังคมที่ขีดกั้นไว้

 

ภาพยนตร์แม่นากเรื่องก่อนๆ นั้นการยุติเหตุการณ์สยองขวัญอาศัย พระในศาสนาพุทธซึ่งมาให้ศีลให้พร ทำให้ผีนางนากคิดได้ กลับใจ และละทางโลก เข้าหาทางธรรม หรือสะกดวิญญาณไว้ใต้การควบคุมของวิชาและบารมีของพระสงฆ์ ซึ่งก็คือการคลี่คลายความรุนแรงทั้งปวงในเรื่องด้วยธรรมะและนักบวชแห่งพุทธศาสนา แต่ในฉบับใหม่นี้ พระ วัด พระพุทธรูป หรืออาคมคาถาใดๆ ไม่อาจจัดการหรือยุติความรุนแรงในเรื่อง แต่ความรุนแรงได้มลายไปด้วยการเปิดใจยอมรับความเป็นไปของอีกฝ่ายและตัดสินใจที่จะอยู่ร่วมกันโดยอาศัยความรักที่มีต่อกันในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก หรือเพื่อน และไม่ยอมให้สังคมหรือใครมาทำลายหรือขัดขวางความรักและความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน และไม่ต้องรอผู้มีบารมีใดๆ มาสร้างความปรองดองให้ แต่คนในสังคมต้องลุกขึ้นมาสร้างเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้และกระแสตอบรับของสังคมก็อาจเป็นเสียงสะท้อนหนึ่งที่อาจเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองในสังคมไทย