buy viagra for sale
cheapest generic cialis online
brand name cialis
cheapest viagra in uk
average cialis prices
canadian pharmacy cialis generic
canada pharmacy cialis
best price cialis tablets 20mg
cheap cialis without rx
viagra australia
does generic viagra work
purchase viagra no rx
viagra over the counter equivalent
price cialis
viagra commercial blues song
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011002

พุทธศาสนากับการเมือง: เรื่องจากคนจริงโดยอิงทฤษฎี

Filed under : INTEGRATED SCIENCE > POLITICS

“ข้อโต้แย้งกับลัทธิคริสตังที่แข็งแกร่งที่สุด ก็คือลัทธินี้สอนคุณความดีผิดๆ ยกย่องคนถ่อมตัว และคนสงบเสงี่ยม ตำหนิติฉินโลกธรรม หากสรรเสริญหลักแห่งการสละละเว้น ทั้งหมดนี้ เป็นปฏิปักษ์ต่อเสรีภาพ เพราะว่าการรักษารัฐอิสระไว้ได้ ประชาราษฎรต้องกล้าหาญและรักชาติ หยิ่งผยองในตนเองและในสาธารณรัฐ

พุทธศาสนากับการเมือง: เรื่องจากคนจริงโดยอิงทฤษฎี

สุลักษณ์ ศิวรักษ์

31 มกราคม 2554

ห้องประชุม ม.ล. ตุ้ย ชุมสาย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

I

ลัทธิศาสนาที่สำคัญๆ ล้วนมีคำสั่งสอนหรือทฤษฎีที่ว่าด้วยการเมืองทั้งนั้น ไม่ว่าจะยูดายของยิว หรือขงจื๊อของจีน และสินธูธรรมของแขก (ซึ่งมีอิทธิพลมาถึงไทยเราด้วย) ยิ่งศาสนาอิสลามด้วยแล้ว การเมืองเป็นหัวใจของคำสั่งสอนและการประพฤติปฏิบัติเอาเลย หากในทางศาสนาคริสต์นั้น มีผู้ตั้งคำถามมาแต่คริสตศตวรรษที่ ๑๕ นั้นแล้ว ว่าคำสั่งสอนของพระเยซูเหมาะสมกับที่จะนำเอามาประยุกต์ใช้กับการเมืองละหรือ ดังขอให้ฟังคำของมาคิอาเวลลี (ซึ่งยังมีอิทธิพลอย่างที่สุดเอาเลยก็ว่าได้ กับยุคสมัยแห่งโลกาภิวัตน์) เขาสนทนากับบาทหลวงสาโวนาโรลา อย่างน่าสนใจดังนี้[๑]

มาคิอาเวลลี: ข้อโต้แย้งกับลัทธิคริสตังที่แข็งแกร่งที่สุด ก็คือลัทธินี้สอนคุณความดีผิดๆ ยกย่องคนถ่อมตัว และคนสงบเสงี่ยม ตำหนิติฉินโลกธรรม หากสรรเสริญหลักแห่งการสละละเว้น ทั้งหมดนี้ เป็นปฏิปักษ์ต่อเสรีภาพ เพราะว่าการรักษารัฐอิสระไว้ได้ ประชาราษฎรต้องกล้าหาญและรักชาติ หยิ่งผยองในตนเองและในสาธารณรัฐ

สาโวนาโรลา: พระศาสนาคริสตังสอนว่าการอ่อนน้อมถ่อมตนสามารถเอาชนะความเย่อหยิ่งได้ และสอนให้เชื่อในชัยชนะแห่งไม้กางเขน

มาคิอาเวลลี: ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เลยว่าความถ่อมตนชนะความหยิ่งได้ ตรงกันข้าม มิตรที่เห็นการถ่อมตนของเรา ย่อมนึกว่าเราไร้ประสิทธิภาพ แล้วก็ตีตัวออกห่างไป ยิ่งศัตรูด้วยแล้ว ย่อมถือว่าเป็นการเชื้อเชิญให้บุกรุกเข้ามาเลยทีเดียว พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าขอบอกว่าข้อเสียของลัทธิคริสตังมีมากมายเหลือเกิน ลัทธิศาสนาเดิมของกรุงโรมดีกว่าเป็นอันมาก เพราะสั่งสอนในเรื่องการสร้างบุคลิกลักษณะให้ประชาราษฎรเพื่อป้องกันรัฐ นับเป็นลัทธิศาสนาที่ว่าด้วยคุณงามความดีโดยแท้ เพราะว่าด้วยความกล้า ความแข็งแรง และการมีน้ำใจรับใช้ประชาชน ไม่เหมือนลัทธิศาสนาที่ทำลายตัวเองอย่างของท่านที่สอนแต่เรื่องโลกหน้า

แล้วพุทธศาสนาเล่า มีคำสอนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองอย่างไร สำหรับผู้ที่ศึกษาพุทธธรรมอยู่บ้าง คงต้องนึกถึงทศพิธราชธรรม คือ

๑) ทาน การให้

๒) ศีล ความประพฤติดีงาม

๓) ปริจาคะ เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร

๔) อาชชวะ ซื่อตรง อย่างจริงใจ โดยไม่หลอกลวงประชาชน

๕) มัททวะ อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง หยาบคายอย่างถือตัว

๖) ตปะ มีความเป็นอยู่อย่างสามัญ ไม่มัวเมาในกามคุณ หากมุ่งบำเพ็ญเพียรเพื่อประโยชน์ของรัฐ

๗) อักโกธะ มีเมตตาประจำใจ ตัดสินอะไรๆ ด้วยใจเป็นกลาง

๘) อวิหิงสา ไม่เบียดเบียนบีฑา หรือลดความรุนแรงต่างๆ ลง ในแนวทางของสันติวิธี

๙) ขันติ อดทนต่อหน้าที่การงาน แม้คนจะโจมตีหรือว่าร้าย ก็ทนรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ได้

๑๐) อวิโรธนะ หนักแน่นในธรรม ไม่ประพฤติตนให้คลาดเคลื่อนไปจากขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม

นี่เป็นหัวข้อคำสอนสำหรับชนชั้นปกครอง ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ไปจนถึงพระราชามหากษัตริย์ ซึ่งปกครองรัฐโดยเอกเทศ

พร้อมกันนี้ ก็มีจักรวรรดิวัตร สำหรับผู้ที่ตั้งตัวเป็นพระจักรพรรดิ์ หรือพระราชาธิราช ซึ่งมีอำนาจเหนือประเทศราชาต่างๆ อีกด้วย กล่าวคือ พระจักรพรรดิ์พึงประพฤติตนตามจักรวรรดิวัตรดังนี้

๑) ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเป็นใหญ่

๒) ธรรมิการักขา จัดการรักษา ป้องกัน และคุ้มครองอย่างชอบธรรม และเป็นธรรมซึ่งแสดงออกไปด้วยว่า ผู้ที่ควรได้รับความคุ้มครองป้องกันนั้นได้แก่

๒.๑) อันโตชน คนในปกครองส่วนตน เช่นพระมเหสี เทวี โอรสธิดา ตลอดจนผู้ปฏิบัติราชการในพระองค์

๒.๒) พลกาย เสนาข้าราชการฝ่ายทหาร

๒.๓) ขัตติยะ เจ้าประเทศราช ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ฝ่ายพลเรือน ซึ่งรวมเรียกว่าอำมาตย์ก็ได้

๒.๔) อนุยนต์ ราชบริพาร และข้าราการต่างๆ

๒.๕) พราหมณคฤหบดี นักบวช นักธุรกิจ และข้าราชการต่างๆ นอกเหนือจากพวกที่ได้รับเบี้ยหวัด เงินปีจากพระราชา

๒.๖) เนคามชนบท ราษฎรในชนบทต่างๆ ที่ห่างราชธานีออกไป จนถึงปลายราชอาณาเขต

๒.๗) สมณพราหมณ์ ผู้ทรงศีล ซึ่งเป็นแบบอย่างทางศีลธรรมจรรยาสำหรับมหาชน

๒.๘) มิคปักษี สัตว์และนก รวมถึงปลา อันควรสงวนเอาไว้

๓) อธรรมการนิเสธนา ห้ามมิให้มีการกระทำอันเป็นอธรรมเกิดขึ้นในราชอาณาจักร

๔) ธนานุปทาน ปันทรัพย์ เฉลี่ยให้ผู้ยากไร้ เพื่อการดำรงชีพของเขา และให้เขาได้ตั้งตัวได้

๕) ปริปุจฉา สอบถามปัญหากับผู้ทรงศีลหรือนักปราชญ์ ตลอดจนนักวิชาการต่างๆ เพื่อบริหารราชการแผ่นดินด้วยความไม่ประมาท

หลักการดังกล่าว ใช้กับการปกครองในระบบที่มีกษัตริย์เป็นประมุข และในสมัยพุทธกาล พระมหากษัตริย์บางพระองค์ได้แผ่ขยายราชอาณาจักรออกไปจนตั้งตนเป็นพระราชาธิราช หรือพระเจ้าจักรพรรดิ์ พระพุทธองค์ถึงทรงแสดงจักรวรรดิวัตรไว้ให้เป็นแนวทาง

ที่ต้องถามก็คือ ถ้าพระราชาหรือพระราชาธิราชไม่ประพฤติตามราชธรรมดังกล่าว ผลจะเป็นเช่นไร คำตอบก็คือ เมื่อคณะสงฆ์แข็งแรงมั่นคงขึ้นแล้ว พระภิกษุบางรูปได้เป็นครูอาจารย์พระเจ้าแผ่นดิน ย่อมสามารถน้อมนำพระทัยให้ใฝ่ไปในทางที่ควรที่ชอบได้ มากน้อยแล้วแต่กรณี ที่สำคัญคือคณะสงฆ์จะใกล้ชิดกับราษฎรส่วนใหญ่ที่เป็นไพร่บ้านพลเมือง แม้ตามชนบทที่ห่างไกล พระย่อมสอนให้ชาวบ้านรู้จักใช้ ทาน ศีล และภาวนา ให้รู้จักรักษาตนไว้ได้ชอบ ด้วยถือว่าการให้สำคัญกว่าการรับ (ทาน) ถือว่าการไม่เอาเปรียบตนเองและผู้อื่น (ศีล) เป็นองค์คุณที่สำคัญสำหรับทุกคน โดยที่ภาวนาวิธีนั้นสอนให้จิตใจสงบ เพื่อเข้าใจในเรื่องทานและศีลอย่างถูกต้องดีงาม

ที่จริงคำว่า ภาวนา นี้ มีมิติในทางการเมืองด้วย ดังอาจขยายความได้ว่า

๑) กายภาวนา คือการอบรมกายให้เจริญงอกงาม ทั้งยังต้องรู้จักสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายอย่างเหมาะสมอีกด้วย

๒) สีลภาวนา คือการดำรงชีวิตอยู่กับผู้อื่นด้วยดี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน

๓) จิตภาวนา คือการงอกงามทางจิตใจ กับคุณธรรมทั้งหลาย มีเมตตากรุณา ขยันหมั่นเพียร รู้จักอดทน ฯลฯ

๔) ปัญญาภาวนา คือความสามารถเข้าใจถึงสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง และแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยการวางท่าทีที่ถูกต้อง

ในทางการเมืองนั้น พระภิกษุที่แกล้วกล้าสามารถจะสอนญาติโยม ให้เห็นโทษของการมีอำนาจและผู้มีอำนาจ (ซึ่งมักผูกติดอยู่กับโทสจริต) ให้เห็นโทษของคนมีทรัพย์ (ซึ่งมักผูกติดอยู่กับโลภจริต) และคนที่ลุ่มหลงในทางกามคุณ (ซึ่งมักผูกติดอยู่กับราคจริต) รวมถึงคนที่อวดรู้ อย่างมีวิชาทางโลกๆ โดยปราศจากความอ่อนน้อมถ่อมตน หรือความจริงใจ (ซึ่งมักผูกติดอยู่กับโมหจริต)

พระแต่ก่อนท่านแต่งเรื่องชาดกสอนผู้คนให้เห็นโทษของพระราชาแทบทุกชาดกไป เช่นพระเตมีย์โพธิสัตว์ ในทศชาติ พระโพธิสัตว์ถึงกับยอมเป็นไบ้ เพราะไม่ต้องการเป็นพระราชา โดยเห็นว่าการปกครองนั้น ต้องใช้ความรุนแรง ต้องใช้การลงโทษ จนอาจต้องทำสงครามดังนี้เป็นต้น แม้สุวรรณสังข์ชาดก อันอยู่ในหมวดของปัญญาสชาดก ที่รจนาขึ้นที่เชียงใหม่ ก็ชี้แนะให้เห็นแนวลบของชนชั้นปกครองอย่างน่าสนใจยิ่งนัก

การเมืองทางภาคประชาราษฎรก็คือ พุทธศาสนาสอนให้ภูมิใจในความเป็นมนุษย์ ให้มีสันตุฏฐีธรรม พอใจในสภาพความเป็นอยู่อย่างบรรสานสอดคลองกับเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ โดยไม่มักใหญ่ใฝ่สูงในทางยศศักดิ์อัครฐาน แม้จนศฤงคารบริวาร ซึ่งเป็นของปลอมมากกว่าของจริง และไม่ให้แก่งแย่งแข่งดีกันีนลล

ทางฝ่ายชนชั้นปกครองนั้น ถ้าเปิดกว้างและรับฟังคำสั่งสอนของพระเถรานุเถระได้ ก็ย่อมช่วยลดการกดขี่ข่มเหงราษฏรได้ จนเป็นราชประเพณีในประเทศนี้ ที่พระราชาต้องทรงบาตรทุกเช้า ทรงสดับพระธรรมเทศนาอยู่เนือังนิตย์ ศีลข้อที่สามของพระราชาจะบกพร่องหรือไม่ ในกรณีที่มีเจ้าจอมมากคน ประเด็นนี้ยังไม่ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางเพียงพอ แต่ข้อที่ ๑ นั้นีนลล พระราชาต้องระวังพระองค์อยู่เป็นนิตย์ ดังขุนหลวงทรงปลา เป็นคำของชาวบ้านที่ว่าร้ายถึงพระราชาที่ชอบทรงเบ็ดเป็นต้น แม้ถึงรัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์จักรีแล้ว เมื่อพระพันปีหลวงเสด็จไปประทับ ณ วังพญาไท ซึ่งมียุงชุม คุณข้าหลวงบางคนตบยุงจนเข้าพระกรรณ ถึงกับมีพระราชดำรัสว่า “คนใจบาปหยาบช้า ตบกระทั่งยุง” และในรัชกาลที่๗ ซึ่งโปรดการยิงนก ดังที่เคยไปได้รับรสนิยมมาจากอังกฤษ ภาพยนต์ส่วนพระองค์ในเรื่องนี้ ก็ปิดเงียบ ไม่ให้มหาชนล่วงรู้ดังนี้เป็นต้น

ที่ว่ามานั้น เป็นการเอ่ยถึงทฤษฎีการเมืองการปกครองของฝ่ายพุทธ และบางอย่างพระพุทธองค์ทรงปรับสินธูธรรมของพราหมณ์ มาเป็นพุทธธรรม เช่น ในราชสังคหวัตถุ นั้น อธิบายว่าเป็นธรรมสำหรับยึดเหนี่ยวน้ำใจของราษฎร มี ๔ ข้อ คือ

๑) สัสเมธะ ส่งเสริมการเกษตร

๒) ปุริสเมธะ ส่งเสริมคนดีที่มีความสามารถ

๓) สัมมาปาสะ ส่งเสริมอาชีพ รวมถึงให้ยืมพระราชทรัพย์ เพื่อเป็นทุนในทางพาณิชยกรรม เป็นต้น

๔) วาชเปยะ ใช้วาจาสุภาพนุ่มนวล มีเหตุมีผลในทางสามัคคี ให้เข้าใจกันและกันด้วยดี ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้อำนาจการปกครอง ทั้งสี่ข้อนี้ ทรงปรับเปลี่ยนมาจากมหายัญ ๕ ของพราหมณ์ คือ

๑) อัสสเมธะ ฆ่าม้าบูชายัญ

๒) ปุริสเมธะ ฆ่าคนบูชายัญ

๓) สัมมาปาสะ สร้างแท่นบูชาไว้ใช้ในการบูชายัญ

๔) วาชเปยะ ดื่มเพื่อฉลองชัยชนะ

๕) สรรพเมธะ การฆ่าครบทุกๆ อย่างเพื่อยัญบูชาอันศักดิ์สิทธิ์

อนึ่ง พึงตราไว้ด้วยว่าในสมัยพุทธกาลนั้น นอกจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แล้ว ยังมีการปกครองในระบอบมหาชนรัฐอีกด้วย หากใช้คำว่า การปกครองในระบอบสามัคคีธรรม ซึ่งมี ๗ ข้อดังนี้

๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์

๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงทำกิจที่พึงกระทำ

๓) ไม่บัญญัติสิ่งซึ่งขัดกับหลักการเดิม

๔) เคารพนับถือท่านที่เป็นใหญ่ หรือผู้เฒ่าผู้แก่ เห็นว่าถ้อยคำของท่านเป็นสิ่งอันควรรับฟัง

๕) กุลสตรีทั้งหลาย ควรได้สิทธิเสรีภาพ ไม่ถูกข่มเหงหรือฉุดคร่าขืนใจ

๖) เคารพนับถือปูชนียสถาน อนุรักษ์ บำรุง และกราบไหว้ปูชนียสถานนั้นๆ ตามกาลอันควร

๗) ถ้าพระอรหันต์ หรือท่านผู้รู้ มาสู่บ้านเมือง พึงต้อนรับและทำนุบำรุงเพื่อความผาสุกของท่าน ชนชั้นปกครองและประชาราษฎรจะได้รับฟังโอวาทจากท่าน และเอาเยี่ยงอย่างความประพฤติปฎิบัติอันดีงามของท่าน

พระพุทธองค์ทรงย้ำว่า ตราบใดที่ชาววัชชียึดมั่นในอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ข้อนี้ และมีชีวิตเรียบง่าย แม้ศัตรูจากภายนอกที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็เอาชนะแคว้นวัชชีไม่ได้เอาเลย

II

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ถือว่าเป็นทฤษฎีการเมืองของฝ่ายพุทธ ก็ย่อมได้ ที่ต้องถามต่อไปก็คือ มีใครนำเอาหลักการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้อย่างพอเพียงใดหรือไม่ ดังขอให้พิจารณาดูจากบุคคลร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าก่อน เช่นพระเจ้าพิมพิสารนั้น เป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งครองแคว้นมคธอันยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยพุทธกาล พระองค์ทรงสมาทานพระพุทธศาสนาเฉกเช่นพระมเหสี แต่ด้วยพระเมตตากรุณาที่มีต่อพระโอรส ซึ่งมีความกักขละอย่างเลวร้าย ด้วยการมอบราชสมบัติให้ ผลก็คือต้องทรงถูกจองจำ และสิ้นพระชนม์ในคุก จะถือได้ว่านี่เป็นความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นพุทธบริษัทอย่างเคร่งครัด พระเจ้าอชาตศัตรูเอง แม้ภายหลังจะหันมาสมาทานพระพุทธศาสนา แต่ก็ทรงต้องการขยายพระราชอำนาจ ด้วยเล่ห์เพทุบายต่างๆ อย่างปราศจากศีลธรรมอันดีเอาเลย ดังใช้วัสการพราหมณ์ ไปยุแย่ให้ผู้ครองนครในรัฐวัชชีแตกสามัคคีกัน แล้วก็ทรงกรีฑาทัพไปยึดเอาแคว้นนั้นมาไว้ได้ในพระราชอำนาจ

นั่นอาจเป็นความสำเร็จทางการเมือง แต่ในทางส่วนพระองค์ ไม่ได้ทรงรับความสุขเอาเลย นอกจากจะปลงพระชนม์พระราชบิดา อันเป็นอนันตริยกรรมแล้ว ก็ทรงถูกพระโอรสปลงพระชนม์ด้วยเช่นกัน ดูเหมือนราชวงศ์นี้ พระราชาจะทรงถูกปิตุฆาตสืบต่อมาถึง ๗ รัชกาล จนสิ้นราชวงศ์ไปในที่สุด ทั้งนี้หมายความว่าทฤษฎีการเมืองการปกครองของพุทธศาสนาไม่มีอิทธิพลกับชนชั้นปกครองเอาเลย จะได้ไหม

ยังแคว้นโกศล ที่ติดอยู่กับมคธรัฐนั้นเล่า พระเจ้าปเสนทิ ก็เคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระมเหสีก็ทรงเป็นอุบาสิกาในพระศาสนา คล้ายๆ กับพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร แต่ก็ไม่เห็นว่าพระเจ้าปเสนทิจะเคยประยุกต์พุทธธรรมมาใช้ในทางรัฐประศาสน์เอาเลย มีแต่เพียงคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสเตือนให้พระราชาลดพระอาหารลง นั่นแหละได้ผล คือทรงลดน้ำหนักได้มาก พระวรกายแคล่วคล่องว่องไวขึ้น แต่แล้วก็ทรงประหารขุนพลคู่พระทัย เพียงสงสัยในความจงรักภักดีของเขา และแล้วพระองค์ก็ทรงถูกพระราชโอรสวิทูฑภะแย่งราชสมบัติ จนต้องทรงเป็นพระราชาผลัดถิ่นไปสิ้นพระชนม์นอกกำแพงเมืองราชคฤห์แห่งแคว้นมคธเอาเลย

พระเจ้าวิทูฑภะก็ทรงโหดเหี้ยม ฆ่าพระญาติฝ่ายพระมารดา ซึ่งเป็นศากยวงศ์จนเกือบหมดสิ้น กริ้วที่พระมหานาม แห่งศากยวงศ์ ย้อมแมวขาย เอาพระราชบุตรี ที่ประสูติจากนางทาสไปถวายเป็นพระมเหสีของพระเจ้าปเสนทิ แม้เจ้าศากยะจะเป็นเพียงปเทศราชา ในอารักขาของแคว้นโกศล แต่เจ้านายในฝ่ายศากยวงศ์ ถือว่าเจ้านายนอกแวดวงของพวกตนนั้น ต่ำต้อยกว่าด้วยประการทั้งปวง

การเมืองการปกครองเช่นนี้ แสดงว่าไม่ได้รับอิทธิพลอันใดจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาเลย มหานามซึ่งเป็นพระญาติของพระพุทธองค์ และทรงเป็นประมุขของเหล่าเจ้าศากยะ ต่อมาจากพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา ก็ดูจะเป็นคนซึ่งไม่ทรงพระปรีชา ทั้งยังใช้เล่ห์เพทุบายอย่างไม่สมควรอีกด้วย

ในสมัยพุทธกาล จะหาชนชั้นปกครองที่ไหนที่รับเอาพุทธทฤษฎีในการปกครองบ้านเมืองตามแนวทางของทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร ตลอดจนราชสังคหวัตถุ มองไม่เห็นเลยจากข้อเท็จจริง ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์

หลังพุทธกาลไปแล้ว กว่าร้อยปี ผู้ปกครองของมคธและโกศล หมดราชวงศ์ที่จะสืบต่อไปอีกแล้ว จึงเกิดราชวงศ์เมาริยะขึ้น มีราชธานีที่เมืองปาตลีบุตร พระเจ้าจันทรคุปต์ต้นราชวงศ์นี้ สามารถเอาชนะพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ ทั้งนี้ก็เพราะปุโรหิตคนสำคัญของท่านชื่อเกาติลยะ ซึ่งได้เขียนคัมภีร์อรรถศาสตร์ขึ้น ดังฝรั่งถือว่า นี่เป็น Political Economy เล่มแรกในโลก โดยเกาติลยะเขียนอธิบายการเมือง การเศรษฐกิจ ฯลฯ อย่างแยบคายกว่า The Prince ของมาคิอาเวลลียิ่งนัก

อาศัยปุโรหิตคนสำคัญนี้แล ที่พระเจ้าจันทรคุปต์ยึดครองชมภูทวีปได้กว้างขวาง รวมเอาแคว้นโกศล และแคว้นมคธ ตลอดจนแคว้นวัชชี เข้ามาอยู่ในพระราชอำนาจ ทรงมีพระเจ้าพินทุสาร ราชโอรส เสวยราชสมบัติต่อ จนถึงพระเจ้าอโศก ซึ่งเป็นพระราชนัดดา พระเจ้าอโศกทรงใช้ทฤษฎีการเมืองการปกครองตามแบบของเกาติลยะ จนขยายพระราชอาณาเขตไปอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด คือนอกจากรวมอินเดีย ปากีสถานและบังคลาเทศเข้าด้วยกันแล้ว พระราชอำนาจยังขยายไปยังอาฟกานิสถานอีกด้วย หากเมื่อทรงกรีฑาทัพไปรบกับพวกแคว้นกลิงคะ ทรงสังเวชพระราชหฤทัย เห็นโทษของความโหดร้าย รุนแรง จึงทรงเปลี่ยนพระหฤทัย และหันมาสมาทานพระพุทธศาสนา จากที่เดิมทรงเป็นจันฑาโศกราช พระเจ้าอโศกผู้ดุร้าย มึนเมา (ภาษาราชาศัพท์ของเราที่เรียกสุราเมรัยว่าน้ำจันฑ์ ก็มาจากคำนี้นี่เอง) มาทรงเป็นธรรมาโศกราช พระเจ้าอโศกผู้ทรงธรรม ดังประกาศว่าทรงเป็นเทวานัมปิยดิศ คือเป็นที่รักของทวยเทพ (เข้าใจว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะได้อิทธิพลจากวลีนี้ จึงทรงจารึกพระเกียรติคุณของพระจุลจอมเกล้าฯ ว่า พระปิยมหาราช)

เราไม่ทราบว่าพระเจ้าอโศกทรงปฏิบัติพระองค์ตามทศพิธราชธรรม และราชสังคหวัตถุ ตลอดจนจักรวรรดิวัตรอย่างเคร่งครัดเพียงใด แต่บรรดาพระมหากษัตริย์ที่สมาทานพุทธศาสนาต่อๆ มา ทั้งที่ลังกา สยาม กัมพูชา พม่า และลาว ย่อมถือเอาพระเจ้าอโศกเป็นแบบอย่างแห่งพระจักรพรรดิราชในทางพุทธศาสนาด้วยกันทั้งนั้น ยังการที่ทรงจารึกอะไรๆ ไว้ในหลักศิลา เป็นอันมากนั้น ก็ทรงแสดงพระเจตนารมณ์ไปในทางธรรม ที่ควรแก่การเรียนรู้ยิ่งนัก

ภิกษุ ป.อ. ปยุตฺโต ซึ่งเป็นผู้ที่แปลจารึกอโศกออกเป็นภาษาไทย ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า[๒]

ในด้านรัฐประศาสโนบาย ทรงถือหลักธรรมวิชัย มุ่งชนะจิตใจของประชาชน ด้วยการปกครองแผ่นดินโดยธรรม ยึดเอาประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง ส่งเสริมกิจการสาธารณูปการ ประชาสงเคราะห์ สวัสดิการสังคมและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง ทำให้ชมภูทวีปในรัชสมัยของพระองค์ เป็นบ่อเกิดสำคัญแห่งอายธรรมที่แผ่ไพศาลมั่นคง พระนามของพระองค์ดำรงอยู่ยั่งยืนนาน และอนุชนเรียกขานด้วยความเคารพเทอดทูน เหนือกว่าปวงมหาราชผู้ทรงเดชานุภาพพิชิตแว่นแคว้นทั้งหลายได้ด้วยชัยชนะในสงคราม

พระราชจริยาวัตรของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นกัลยาณจารีตอันพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่สมัยต่อๆ มาที่นิยมทางสันติ และได้รับสมัญญาว่าเป็นมหาราช ทรงนับถือเป็นแบบอย่างดำเนินตามโดยทั่วไป เช่น พระเจ้ากนิษกมหาราช (พ.ศ. ๖๒๑ ๖๔๔) พระเจ้าหรรษวรรธนะ (พ.ศ. ๑๑๔๙ ๑๑๙๑) พระเจ้าธรรมบาล (พ.ศ. ๑๓๒๓ ๑๓๗๓) แห่งชมภูทวีป พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔ ๑๗๖๑) แห่งอาณาจักรขอมโบราณ และพ่อขุนรามคำแห่งมหาราช (พ.ศ. ๑๘๒๐ ๑๘๖๐) แห่งพระราชอาณาจักรไทย เป็นต้น แม้นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ก็ถวายพระเกียรติแก่พระองค์เป็นอย่างสูงเช่น H.G. Wells นักประวัติศาสตร์คนสำคัญผู้หนึ่งในฝ่ายตะวันตก ยกย่องพระเจ้าอโศกมหาราชในหนังสือ Outline of History ว่าทรงเป็นอัครมหาบุรุษท่านหนึ่ง ในบรรดาอัครมหาบุรุษทั้ง ๖ แห่งประวัติศาสตร์โลกคือ พระพุทธเจ้า โสเครตีส อริสโตเติล พระเจ้าอโศกมหาราช โรเจอร์ เบคอน และอับราฮัม ลินคอล์น (The Six Greatest Men of History: Buddha, Socrates, Aristotle, Asoka, Roger Bacon, and Abraham Lincoin) พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวในประวัติศาสตร์โลกที่นาย C.E.M. Joad นักเขียนทางปรัชญาผู้มีชื่อเสียง ยอมยกพระนามมากล่าวอ้างในหนังสือของเขาชื่อ The Story of Civilization

พร้อมกันนี้ ก็ขอเอ่ยถึงหนังสือที่ฝรั่งแต่งเล่มหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า To Uphold the World: The Message of Ashoka and Kautilya for the 21st Century by Bruce Rich โดยมีอมาตย เสน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์เขียนคำนำ และทะไลลามะผู้ได้รับรางวัลโนเบลทางสันติภาพ ประทานคำตาม  

ในที่นี้ ขอตอนเอาคำนำของผู้เขียนมาแปลให้กันฟังดังนี้[๓]

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าอโศกและเกาติลยะเป็นครั้งแรกนั้น ดูจะสัมพันธ์กับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างแทบจะไม่ผิดปกติเอาเลย โดยเฉพาะก็ประเด็นในเรื่องการเมืองตามที่เป็นไปจริงๆ กับในทางอุดมคติ หรือบทบาทของกองทัพและความรุนแรงในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความตึงเครียดระหว่างเศรษฐกิจกับจริยธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังแสดงบทบาทอยู่บนพื้นพิภพของเราในบัดนี้

พระเจ้าอโศกและเกาติลยะแสดงให้เห็นจุดเด่นที่มีพลังมากและเป็นบทเรียนให้เราคิดคำนึง เพื่อเข้าถึงการท้าทายที่เผชิญอยู่กับสังคมต่างๆ ของเราในสมัยของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจในบัดนี้ คือเราจำต้องหาระเบียบในทางสังคมของแต่ละประเทศและในนานประเทศ ให้มีหลักการที่ไปพ้นเป้าหมายที่ตีขอบเขตไว้เพียงแต่เพื่อสมรรถภาพในทางเศรษฐกิจ และคำนึงกันถึงการเมืองที่เป็นไปอย่างไร้จริยธรรมใดๆ สิ้น

พระเจ้าอโศกช่วยให้เราแลเห็นตัวอย่างของผู้ปกครองโลก ที่พยายามประกอบกิจกรรมทางการเมืองโดยใช้ศีลธรรมและอหิงสธรรม รวมถึงการเคารพต่อชีวิตเป็นหลัก ทั้งยังขยายไปยังความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย พระราชมติที่โปรดให้จารึกไว้บนแผ่นศิลาและบนเสาศิลาตลอดทั้งชมพูทวีปในศตวรรษที่ ๓ ก่อนคริสตสมภพ ประกาศให้เราเห็นได้ แม้ในบัดนี้ ถึงความมีใจกว้างในทางศาสนาต่างๆ ให้มีกฎหมายไว้คุ้มครองใครต่อใครอย่างเสมอกัน ทั้งยังประกาศถึงการจัดตั้งบริเวณที่ปกป้องธรรมชาติและปกป้องสรรพสัตว์ พระราชอาณาจักรในเวลานั้นถือได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ร่ำรวยที่สุดและมีอำนาจมากที่สุด โดยมีชนชาติต่างๆ อย่างมากมาย การค้าและการทูตขยายไปยังโลกต่างๆ ที่ถือได้ว่าพัฒนาแล้วในสมัยนั้น ถ้าเราคำนึงถึงความเชื่องช้าของการเดินทางทางบกและทางทะเล เมื่อ ๒๓๐๐ ปีมาแล้ว น่าจะเข้าใจได้ว่าการบริหารบริเวณทั้งหมดเหล่านั้นในสมัยนั้น ก็ดุจดังปกครองโลกทั้งหมดในสมัยนี้นั้นแล

การก้าวกระโดดไปในทางจริยธรรมของพระเจ้าอโศกเป็นไปได้นั้น นับว่าน่าสำเหนียกถึงความขัดแย้งที่สำคัญ คือความสำเร็จของรัฐบาลกลางที่พระองค์ทรงเป็นประมุขนั้น ถือได้ว่าเป็นผลมาจากระบบกฎหมาย และการบริหารจัดการที่วางไว้โดยเกาติลยะ ซึ่งเป็นอัครมนตรีของพระเจ้าจันทรคุปต์ อัยกาธิราชของพระเจ้าอโศก

ถือได้ว่า เกาติลยะมีความเป็นอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่สุดคนหนึ่งในทางการเมือง เท่าที่ประวัติศาสตร์รู้จัก เขาเขียนเรื่องอรรถศาสตร์ขึ้นไว้ ดังอาจถือได้ว่านี่คือตำราเล่มแรกในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง อรรถศาสตร์ประกาศถึงความจำเป็นในการรวบรวมความร่ำรวยในทางทรัพย์สินเอาไว้ ว่านี่คือประธานในการธำรงไว้ซึ่งสังคมมนุษย์ โดยเขาแนะนำวิธีทางการเมืองอย่างที่เป็นจริง ที่เป็นไปโดยปราศจากศีลธรรมจรรยาใดๆ สิ้น โดยเขาถือว่านี่คือความสามารถที่แท้จริงเพื่อดำเนินงานทางการเมือง

พระเจ้าอโศกนั้นไม่เหมือนใคร และเป็นนักอภิวัฒน์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่แต่ปฏิเสธการสงคราม หากตามคำของนักประวัติศาสตร์เช่น อาร์โนลด์ ทอยน์บี้ พระองค์ทรง ตัดขาดจากราชวงศ์ของพระองค์อย่างหมดสิ้น โดยเฉพาะก็ในทางนโยบายที่ราชวงศ์ของพระองค์เคยทรงประพฤติปฏิบัติสืบๆ กันมา แต่พระเจ้าอโศกก็มิได้เลิกล้มระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่เกาตีลยะวางระบบไว้ หากทรงขยายให้ราชการงานเมืองมีมิติในทางจริยธรรม รวมถึงโลกุตรธรรมด้วย โดยเฉพาะก็การเคารพสรรพชีวิต กล่าวคือให้กิจกรรมในชีวิตประจำวันมีมิตินี้ และการบริหารบ้านเมืองเข้มแข็งพอ จนอาจรักษาจักรวรรดิที่เต็มไปด้วยชนชาติต่างๆ ไว้ได้ ทั้งๆ ที่จักรวรรดิของพระองค์เป็นแห่งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีชนชาติต่างๆ อย่างมากมาย หนังสือเล่มนี้ (To Uphold the World) วิเคราะห์สาระจากพระเจ้าอโศกสำหรับปัจจุบัน โดยโยงถึงมีการตีประเด็นไปที่วิกฤตของโลกเราในสมัยนี้ ดังที่สภาวะในปัจจุบัน ยอช สอรอส กล่าวไว้ว่า เป็นการท้าทายที่สำคัญยิ่ง….เพื่อวางคุณค่าขั้นพื้นฐานเพื่อเป็นแนวทางสำหรับนำมาใช้กับสังคมโลก ซึ่งเป็นไปในการติดต่อสื่อสารในทางสากล

III

พระเจ้าอโศกทรงเป็นแบบอย่างให้พระราชามหากษัตริย์ที่เป็นพุทธศาสนิก และเอกอัครศาสนูปถัมภก ณ หลายดินแดน ทั้งที่ลังกา พม่า ไทย มอญ เขมร ลาว ฯลฯ พร้อมกันนี้ ก็มีพระจักรพรรดิราชในชมภูทวีป ภายหลังพระเจ้าอโศก ที่ตั้งพระองค์เป็นธรรมราชอีกด้วย ที่สำคัญคือ พระเจ้ากนิษกะ (พ.ศ. ๖๒๑ – ๖๔๔) ซึ่งทรงเป็นบรมราชูปถัมภกของการสังคายนาของฝ่ายมหายาน ซึ่งตัดขาดจากหินยานไปแล้ว เพราะตอนนั้น ชมภูทวีปแบ่งแยกการปกครองเป็นฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้เสียแล้ว สังคายนาคราวนี้ใช้ภาษาสันสกฤตเป็นหลัก ในขณะที่นิกายฝ่ายใต้ใช้มคธภาษาหรือบาลีเป็นหลัก พระถังซำจั๋ง ซึ่งได้จาริกแทบทั่วชมภูทวีป และได้ร่วมงานมหากุศลของพระเจ้ากนิษกะด้วย โดยที่พระองค์ท่านจะประยุกต์พุทธธรรมมาใช้ในทางรัฐประศาสโนบายอย่างไรบ้าง ไม่อาจจะทราบได้

พร้อมกันนี้ ก็ต้องตราไว้ด้วยว่า พระมหากษัตริย์ในชมภูทวีปหลายพระองค์ แม้จะทรงนับถือศาสนาพราหมณ์ แต่ก็อุดหนุนพระพุทธศาสนาด้วย ดังลังกาทวีป จนสมัยหลังแล้ว พระราชาที่ถือตามศาสนาพราหมณ์ ก็โปรดให้ส่งสมณทูตไปยังกรุงศรีอยุธยา เพื่อขอพระภิกษุสงฆ์ ไปตั้งสมณวงศ์ขึ้นใหม่ที่ในประเทศนั้น ซึ่งหมดพระภิกษุสงฆ์ไปแล้ว มีแต่สามเณรเป็นพื้น ท่านพระองค์นี้ มีพระนามว่าศรีราชาธิราชสีห์ (พ.ศ. ๒๒๖๐ – ๒๒๘๔) และองค์ถัดไป คือพระเจ้าศิริวิกรมราชสีห์ (พ.ศ. ๒๒๘๔ – ๒๓๐๐) โดยที่อังกฤษได้ยึดครองลังกาทวีปได้ทั้งหมด เป็นเหตุให้ราชาธิปไตยที่ในประเทศนั้นปลาสนาการไป

แท้ที่จริง พระเจ้ากรุงลังกาองค์แรกที่สมาทานพระพุทธศาสนา คือพระเจ้าเทวนัมปิยะดิส (พ.ศ. ๒๓๐ – ๒๗๖) ซึ่งรับสมณทูตจากพระเจ้าอโศกมหาราช จนตั้งภิกษุบริษัทและภิกษุณีบริษัทขึ้นได้ในลังกาทวีป โดยที่ทรงประยุกต์พุทธธรรมมาใช้ในการปกครองบ้านเมืองอย่างไร น่าสงสัยอยู่ มหาวงศ์ พงศาวดารลังกานั้น เชื่อถือไม่ได้มากนัก

ยังพระเจ้าทุฏฐคามณี (พ.ศ. ๓๘๒ – ๔๐๖) ที่เอาชนะพวกทมิฬที่มายึดครองลังกาไว้ พระภิกษุสงฆ์ก็เขียนสรรเสริญพระองค์ท่านจนเกินขอบเขตของพระธรรมวินัยไปเอาเลยด้วยซ้ำ แต่แล้วท่านพระองค์นี้ก็เป็นแบบอย่างให้ไทยเราเอาเยี่ยง ดังที่ทรงสร้างพระเจดีย์ไว้ให้ปรากฎพระเกียรติยศ ที่ทรงชนช้างเอาชนะพญาเอาลาระของฝ่ายทมิฬได้ จึงเป็นเหตุให้พระนเรศวรโปรดให้สร้างพระมหาสถูปขึ้น ณ ที่ทรงชนช้างเอาชนะพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดีได้ โดยที่สร้างองค์ใหญ่ไว้ ณ วัดใหญ่ไชยมงคล ที่ในพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย ทั้งๆ ที่พระนเรศวร ดูจะไม่ได้ประยุกต์พุทธธรรมมาใช้ในทางการบ้านเมืองเอาเลย ดีก็ตรงที่ทรงเชื่อพระเถรานุเถระที่ถวายพระพรขอชีวิตแม่ทัพนายกองไว้ เพราะตามเสด็จไปไม่ทัน ที่จะปกป้องพระองค์ท่านกับพระอนุชา

ทางเมืองพม่านั้นเล่า พระมหากษัตริย์ที่ทรงเคร่งครัดกับพระพุทธธรรม เช่น พระเจ้ามินดง ซึ่งเคยทรงผนวชจนได้เป็นเปรียญ และโปรดให้จารึกพระไตรปิฎกไว้ทั้งหมดในแผ่นศิลา ณ วัดกุสอดอ ภายในราชธานีของพระองค์ ก็ดูจะทรงอ่อนแอเกินไป

โดยที่ทางกรุงศรีอยุธยาเองนั้น พระเจ้าอุทุมพร ดูจะทรงมีแววทางด้านการบริหารบ้านเมือง จนพระราชบิดามอบราชสมบัติให้ แต่แล้วก็ทรงสยบยอมกับพระเชษฐาอย่างง่ายดาย โดยพระองค์เองเสด็จออกทรงผนวช ดังชาวบ้านเอ่ยขานพระนามว่า ขุนหลวงหาวัด และแล้วพระเชษฐาก็รักษาบ้านเมืองไว้ไม่ได้ จนกรุงศรีอยุธยาต้องล่มสลายลงในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ดังนี้เป็นต้น

อนึ่ง ถ้าเราจะมองเลยดินแดนในแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่น เคยมีพุทธมามกะคนสำคัญที่นำเอาหลักการของพุทธศาสนามาใช้ในทางรัฐประศาสโนบาย แม้ Prince Shotoku (ค.ศ. ๕๗๔ – ๖๒๒) จะทรงเป็นเพียงผู้สำเร็จราชการแทนพระราชมารดา โดยมิได้เป็นองค์พระจักรพรรดิ์ แต่พระองค์ท่านก็สามารถทำให้ญี่ปุ่นรวมศูนย์อำนาจไว้ในราชธานี โดยได้ทรงจัดระบบราชการ (คล้ายๆ กับที่พระบรมไตรโลกนาถของเราฉะนั้น) และได้จัดวางระบบทางด้านรัฐธรรมนูญขึ้นด้วย นับว่าก่อน Magna Carta ของอังกฤษ เกือบห้าศตวรรษ รัฐบาลญี่ปุ่นหลายต่อหลายสมัย ตีพิมพ์พระรูปของพระองค์ท่านลงในใบธนบัตรด้วย โดยที่พุทธศาสนาแนบแน่นอยู่กับราชตระกูลตลอดมา จนถึงรัชสมัยเมจิ ซึ่งใกล้กับรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้านี่เอง ทางรัฐบาลญี่ปุ่นตีตัวออกหากจากพุทธศาสนาเกือบจะโดยสิ้นเชิง แต่ก็อาจสังเกตว่าพุทธศาสนายังมีอิทธิพลทางการเมืองมาถึงชนชั้นปกครองในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เอาเลย หากอิทธิพลดังกล่าว เป็นไปตามนัยลบหรือนัยบวก น่าสงสัยอยู่ ถ้าเชื่อตามหนังสือ Zen at War by Brian Daizen Victoria (ค.ศ. ๑๙๙๗) ญี่ปุ่นก็ใช้การภาวนาแบบซาเซนให้เกิดสติ เพื่อทำสงครามได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ก็เพื่อพระจักรพรรดิ์และประเทศชาติ โดยที่นักรบและนักการเมืองเหล่านั้นจะไปเข่นฆ่า หรือเบียดเบียนบีฑาผู้คนอื่นๆ นอกจากชนชาติตน ย่อมถือว่าถูกต้องดีงาม

กล่าวกันว่านายพลโตโจ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น เลือกเอาวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นวันที่ญี่ปุ่นบุกโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์ของสหรัฐ โดยยังไม่ได้ประกาศ เพราะถือว่าวันนั้น เป็นวันตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก็ตรงกับวันสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายโชโตกุ ผู้ซึ่งได้นำเอาพุทธศาสนาให้มาเป็นศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่นนั้นแล

โดยที่ทางประเทศจีนในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น พระเจ้ากรุงจีนก็เคารพนับถือพุทธศาสนา ซึ่งอาจช่วยพระองค์ท่านได้ในทางความสงบสุขส่วนพระองค์และช่วยให้ได้เสด็จไปสู่โลกหน้าอย่างมีความหวังด้วย หากการรัฐประศาสโนบายทั้งหมดตกอยู่ใต้ปรัชญาการเมืองการปกครองของลัทธิขงจื๊ออย่างเบ็ดเสร็จเอาเลยก็ได้

พระนางบูเช็คเทียน ดูจะเป็นพระจักรพรรดินีพระองค์เดียวของจีน ที่ทรงว่าราชการเอง (ผิดกับซูสีไทเฮา ซึ่งว่าราชการหลังม่าน คือบงการให้พระจักรพรรดิปฏิบัติราชกิจตามพระราชเสาวนีย์) และทรงอุดหนุนพุทธศาสนา ยิ่งกว่าลัทธิขงจื๊อ ซึ่งสะกดให้ผู้หญิงต่ำต้อยกว่าผู้ชาย ไม่ให้สตรีมีบทบาททางการเมือง แต่แล้ว ดูพระนางจะไม่ได้ใช้อุปายโกศลตามแบบพุทธเพื่อปกครองบ้านเมืองเอาเลย พระองค์ทรงใช้พุทธพิธี เพื่อให้หลวงจีนมาทำกงเต๊ก แผ่นส่วนกุศลผลบุญไปให้บุคคลนั้นๆ ที่โปรดให้ประหารชีวิตมาเสียนักต่อนักแล้ว ดังนี้เป็นต้น

สำหรับชนชั้นปกครองของมองโกเลียนั้นแล้ว เคยได้รับความสำเร็จทางทหาร และทางแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ จนยึดครองประเทศจีนได้ทั้งหมด นอกเหนือไปจากการขยายอำนาจไปในทวีปยุโรปอีกด้วย หากพวกนี้ไม่ชำนาญการเดินเรือ จึงยึดครองญี่ปุ่นไว้ไม่ได้ แต่ในทางบกนั้นยึดครองได้จนถึงเวียดนามและพม่าเอาเลย หากมาไม่ถึงเมืองไทย

ครั้นเมื่อชนชั้นนำของมองโกเลียมาสมาทานพุทธศาสนา ชนชาตินั้นก็อ่อนกำลังลงไปทุกที ทั้งนี้ย่อมรวมถึงการปรับตัวไม่ทันกับโลกสมัยใหม่ ซึ่งมีกลไกในการทหารยิ่งไปกว่าการใช้ม้าและยิงเกาทันอีกด้วย ดังบัดนี้ มองโกเลียกลายไปเป็นประเทศเล็กๆ ที่ถูกจีนกลืนไปก็มิใช่น้อย อีกส่วนหนึ่งก็เคยตกอยู่ใต้อาณานิคมของสหภาพโซเวียต และแล้วมองโกเลียก็มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ โดยเดินตามทางของวัชรยานอย่างธิเบต

วัฒนธรรมที่องค์ทะไลลามะเป็นประมุขของธิเบต ทั้งทางศาสนาจักรและอาณาจักร ก็ได้รับอิทธิพลจากชนชั้นปกครองของมองโกเลียนั้นเอง ท่านข่าน ผู้ซึ่งเป็นนักรบอย่างอาจหาญของมองโกเลีย เมื่อมาพบปะนักธรรมชาวธิเบตเข้า ก็เลยสยบยอม เพื่อแสวงหาคุณธรรมที่ล้ำเลิศ อันไปพ้นความเลวร้ายในทางโลกๆ ด้วยประการทั้งปวง

อนึ่ง พระอภิไธย ทะไลลามะ ท่านข่านแห่งมองโกเลีย ก็เป็นผู้ถวาย ซึ่งทางธิเบตเรียกขานครูบาอาจารย์ว่าลามะ โดยท่านข่าน (หลานเจงกิสข่าน) เพิ่มคำว่าทะไล ซึ่งแปลว่าทะเลหรือมหาสมุทร หมายความว่าพระอาจารย์ของท่านข่านนั้นทรงพระสติปัญญา ดุจดังมหาสมุทรฉะนั้น ลามะพระองค์แรกที่ได้รับอภิไธยดังกล่าว คือท่านโสนาม กยัตโส (Sonam Gyatso) ในคริสตศตวรรษที่ ๑๕ หากท่านถือว่าท่านเป็นองค์ที่สาม ซึ่งกลับชาติมาเกิดจากท่านสองพระองค์แรก กล่าวคือตำแหน่งทะไลลามะนั้นสืบทอดโดยที่เมื่อองค์ก่อนมรณภาพลงไปนั้น ได้ประทานปริศนาไว้ ว่าจะไปประสูติ ณ ที่ใด ในครอบครัวใคร คณะผู้สำรวจหาทะไลลามะองค์ใหม่ ต้องแสวงหาศุภนิมิตเพื่อค้นพบพระองค์ใหม่ให้จงได้

ครั้นมาถึงทะไลลามะองค์ที่ ๕ ทรงควบคุมการเมืองการปกครองไว้ได้ทั้งหมดในปี ค.ศ. ๑๖๒๑ โดยที่ท่านข่านแห่งมองโกเลียสนับสนุนอยู่ด้วย

นับแต่นั้นมา ทะไลลามะจึงเป็นประมุขทั้งทางอาณาจักรและศาสนาจักร โดยทางธิเบตถือกันว่าทะไลลามะเป็นพระนิรมานกายของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เอาเลยด้วยซ้ำ

ใครที่สนใจในเรื่องพุทธศาสนากับการเมือง น่าที่จะต้องศึกษากรณีของทะไลลามะในธิเบต ตั้งแต่องค์ที่ ๕ จนถึงองค์ที่ ๑๔ คือองค์ปัจจุบัน แม้จีนคอมมูนิสต์จะโจมตีว่าธิเบตป่าเถื่อน เป็นศักดินา ที่ล้าสมัย ฯลฯ แต่ผู้ที่มีวิจารณญาณอาจแสวงหาข้อเท็จจริงจากจุดเด่นและจุดด้อยของการเมืองการปกครองในระบบดังกล่าว

ครั้นเมื่อจีนคอมมูนิสต์กรีฑาทัพเข้าไปยังธิเบต ในปี ค.ศ. ๑๙๕๐ โดยอ้างว่าเพื่อปลดแอกประเทศนั้นจากระบบศักดินาขัตติยาธิปไตย โดยมีพุทธศาสนาเป็นตัวยาฝิ่นที่สำคัญ เพื่อมอมเมาประชาราษฎร องค์ทะไลลามะ และชาวธิเบตเป็นจำนวนมาก ได้อพยพหลบหนีจากการเบียดเบียนบีฑาของจีนในทุกๆ ทาง

องค์ทะไลลามะเองได้ไปตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นของธิเบตขึ้นทางแถบธรรมศาลา ในรัฐหิมะชลประเทศ ทางเหนือของอินเดีย โดยใช้วิถีทางประชาธิปไตยแบบพุทธอันประกอบไปด้วยรัฐสภาและรัฐบาลอย่างน่าสนใจยิ่งนัก นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลนี้ ในปัจจุบัน คือท่านซัมดอง รินโปเช นั้น เป็นพระภิกษุซึ่งมีศีลาจารวัตรอันน่าเลื่อมใส โดยที่ท่านใช้อุปายโกศลไปประยุกต์พุทธธรรมมาบริหารการบ้านการเมือง ทั้งยังมีเวลาภาวนาให้จิตของท่านเป็นกุศล เพื่อนำเอาสันติภาวะภายใน มาประยุกต์ใช้ให้เกิดสันติสุขในสังคมและบ้านเมืองอีกด้วย

สำหรับราชอาณาจักรภูฐาน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอินเดียกับธิเบตนั้น ก็มีพระราชามหากษัตริย์ปกครองร่วมกับคณะสงฆ์ มาถึง ๔ รัชกาล โดยที่เมื่อรัชกาลที่ ๔ จะสละราชสมบัติให้พระองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ โปรดให้นำเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาใช้ ผลจะเป็นอย่างไร น่าสงสัยอยู่

ยังทางประเทศศรีลังกานั้น ประธานาธิบดีชัยวัฒนา ถึงกับประกาศว่าจะใช้วิธีการปกครองแบบธัมมิศาร แต่แล้วเขาก็เป็นเผด็จการอย่างสุดๆ แถมยังเปิดประเทศให้ทุนนิยมเข้าไปก้าวก่าย และสยบยอมให้จีนคอมมูนิสต์อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงรังเกียจการเมืองการปกครอง ที่อ้างว่ามีพุทธ ดังท่านเลี่ยงไปใช้คำว่าธรรมิกสังคมนิยมแทน

โดยที่พม่าเองนั้น เมื่อได้รับเอกราชจากอังกฤษ ก็ประกาศเจตนารมณ์ไปในทางสังคมนิยม หากต้องการให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ทั้งๆ ที่คนกลุ่มน้อยมีเป็นจำนวนมาก และคนเป็นจำนวนไม่น้อยนับถือศาสนาอื่นๆ

อูนุ นายกรัฐมนตรีพม่าคนแรก ประกาศตนเป็นพุทธมามกะอย่างเต็มที่ ถึงกับวางนโยบายในการจัดสังคายนาพระไตรปิฎกเป็นงานใหญ่ ในระดับสากล ไม่ให้แพ้พระเจ้าอโศก กับตติยสังคายนาที่ทรงเป็นบรมราชูปถัมภก แต่อูนุก็ไม่มีอุปายโกศลพอในการบริหารงานของบ้านเมือง เกิดวิกฤตการณ์คราวใด นายกรัฐมนตรีก็หนีไปภาวนาเงียบๆ อยู่คนเดียว จนนายพลเนวินต้องยึดอำนาจไปอย่างเบ็ดเสร็จ ดังพม่าก็ยังอยู่ภายใต้ระบบเผด็จการทหารแต่ ค.ศ. ๑๙๖๒ มาจนบัดนี้

แท้ที่จริง เมื่อฟริซ ชูมากเกอร์ เข้าไปพม่า เพื่อพบผู้นำทางการเมืองของประเทศนั้น เมื่อพม่าเพิ่งได้เอกราชใหม่ๆ

ชูมากเกอร์ถามผู้นำพม่า ว่าการเปิดประเทศให้ฝรั่งเข้ามาอย่างเสรี และรับอะไรๆ จากตะวันตก ไม่แลเห็นดอกหรือว่านั่นจะบั่นทอนคุณภาพและวัฒนธรรมดั้งเดิมของพม่า ซึ่งเคยมีพุทธศาสนาเป็นแกนนำ

ชนชั้นนำในพม่าตอบว่า พวกเขาเป็นพุทธศาสนิก ย่อมรู้ดีว่าควรรับอะไรจากตะวันตก และควรปฏิเสธอะไร แต่แล้วความจริงก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ ดังราชอาณาจักรภูฐานก็กำลังเผชิญอยู่ในบัดนี้ โดยที่ชนชั้นนำของไทยเราเอง ดูจะนำหน้าเพื่อนบ้านอื่นๆ ทางด้านการรับเอาระบบตะวันตก แต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ ที่น่าสังสัยก็คือเรารับอะไรๆ จากตะวันตกอย่างมนสิการอย่างไรหรือไม่ ดังข้าพเจ้าย้ำอยู่เสมอว่า เมื่อก่อนรัชกาลที่ ๓ จะสวรรคต ได้ทรงพระราชปรารภไว้ว่า การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงาน สิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่า ให้นับถือเลื่อมใสไปเสียทีเดียว แต่แล้วพระอมตวาจาภาษิตดังกล่าวก็ไม่เข้าไปสู่จิตสำนึกของชนชั้นปกครองของไทยได้เลย ตั้งแต่แต่รัชกาลที่ ๕ มาจนปัจจุบัน พระราชามหากษัตริย์พระองค์ใดในราชวงศ์จักรี ทรงประยุกต์ทศพิธราชธรรม ราชสังคหวัตถุธรรม และจักรวรรดิวัตร มาใช้อย่างเหมาะสมกับกาลสมัยเพียงใดหรือไม่ ขอให้พิจารณากันเอาเอง

จำเดิมแต่สิ้นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาแล้ว ในรัชกาลที่ ๗ และเมื่อนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชกาแทนพระองค์ในรัชกาลที่ ๘ ท่านได้หารือกับอาจารย์พุทธทาส อินทปัญโญ ณ ทำเนียบท่าช้าง ๔ วันซ้อน เพื่อแสวงหาแนวทางเพื่อการประยุกต์ใช้พุทธธรรม มานำทางการเมือง แต่ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น ท่านผู้นั้นก็ถูกกีดกันไปจากการเมือง ดังกับว่าท่านเป็นผู้ร้าย ชนิดที่เป็นพิษเป็นภัยกับราชวงศ์และราษฎรทุกหมู่เหล่าเอาเลย

นายกรัฐมนตรีที่ตั้งตนเป็นพุทธศาสนิก ล้วนบริหารราชการแผ่นดินอย่างไม่อาจเข้าหาสาระของพุทธธรรมเอาเลย ไม่ว่าจะนายสัญญา ธรรมศักดิ์ หรือนายสุรยุทธ์ จุลานนท์ ทั้งๆ ที่ทั้งสองท่านนี้ เป็นคนน่ารัก น่าเคารพ แต่ดูจะขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมด้วยกันทั้งคู่

ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าจะประยุกต์พุทธศาสนาให้มีอิทธิพลกับการเมืองการปกครอง รวมถึงระบบเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรส่วนใหญ่ เราต้องมองกลับไปที่ความสำเร็จและความล้มเหลวของนายปรีดี และถ้าเราจะสานต่อเจตนารมณ์ของท่านให้เป็นรูปธรรมได้ นั่นแหละเราจึงจะเอาพุทธธรรมในทางทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ให้เป็นรูปธรรมกับสังคมไทย

ส. ศิวรักษ์ แสดง ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงตุ้ย ชุมสาย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันจันทร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔


[๑] จากปรัชญาการเมือง ๑ของมอริซ แครนสตัน ที่ ส. ศิวรักษ์แปล (๒๕๓๕) หน้า ๗-๘

[๒] จาก ความเข้าใจในเรื่องพระเจ้าอโศกและอโศกาวทาน (พ.ศ. ๒๕๕๒) หน้า ๒๕๒ – ๒๕๓

[๓] เสียงจากปัญญาชนสยามวัย ๗๗ ปี ของ ส. ศิวรักษ์ (๒๕๕๓๗ หน้า ๒๒๓ – ๒๒๕