cialis super active plus
can you buy viagra from canada
cheap cialis australia
buying viagra with no prescription
female version viagra
when will viagra be generic
cialis tablets
real cialis no prescription
viagra for women without prescription
250mg viagra
cialis max dosage
cost of cialis
viagra canada head office
buy cialis onli ne
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013040

มวลมหาประชาชนไม่ได้เป็น “อณู” ในสุญญากาศ: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : POLITICS

“ความต้องการของ Arendt ไม่ใช่เพียงแค่ทำความเข้าใจกระบวนการการเกิดเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) หากแต่ต้องการที่จะเสนอทางออกให้แก่ผู้คนในยุคสมัยหลังด้วยการเน้นว่าต้องทำความเข้าใจกระบวนการนำไปสู่การใช้อำนาจเด็ดขาดบนเสียงมวลมหาประชาชน”

 

 

มวลมหาประชาชนไม่ได้เป็น “อณู” ในสูญญากาศ

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

 

 

บทความเรื่อง The Difficulties of Understanding ของ Hannah Arendt ได้กล่าวว่าการอธิบายอุบัติการณ์หนึ่งๆ ถูกกำหนดโดยเหตุการณ์อื่นหรือสายโซ่ของ (กระบวน) เหตุการณ์ที่ถูกสานกันจนทำให้เกิดอุบัติการณ์นั้นๆ ขึ้นมา กระบวนการของระบอบอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จหนึ่งๆ ย่อมมีกระบวนการทางประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่สลับซับซ้อน

 

การศึกษา The Origins of Totalitarianism ของ Arendt เน้นให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของมวลชนจำนวนมากในสังคมเยอรมันในสมัยของฮิตเลอร์และรัสเซียในสมัยสตาลิน ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะฮิตเลอร์และสตาลินเท่านั้นที่ปั้นแต่งทุกอย่างจนทำให้มวลมหาประชาชนกลายเป็น “อณู“ หากแต่ในบริบทของสังคมเยอรมันหลังสงครามโลกและรัสเซียในสมัยยุคหลังเลนิน ก่อให้เกิดความคับแค้นของผู้คนต่างหากที่ทำให้เกิดยอมรับการปั้นแต่งจากผู้นำ

 

ความต้องการของ Arendt ไม่ใช่เพียงแค่ทำความเข้าใจกระบวนการการเกิดเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) หากแต่ต้องการที่จะเสนอทางออกให้แก่ผู้คนในยุคสมัยหลังด้วยการเน้นว่าต้องทำความเข้าใจกระบวนการนำไปสู่การใช้อำนาจเด็ดขาดบนเสียง “มวลมหาประชาชน”

 

การนำเสนอเพียงบางส่วนของวิธีคิด โดยเฉพาะเน้นเพียงแค่ “ผลลัพธ์” ของกระบวนการก่อเกิดเผด็จการเบ็ดเสร็จ โดยเน้นเฉพาะส่วนที่ทำให้พลเมืองกลายเป็น “อณู” ของการปลุกเร้าข้ามจริยธรรมการเมืองปรกติ จึงไม่สามารถทำไปสู่การเสนอทางออกอะไรให้แก่สังคม อย่างมากการนำเสนอเช่นนี้นำไปสู่การก่นประณามกันได้มากขึ้นว่า “คุณมันก็เป็นได้แค่อณู “

 

แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยเลยกับการนำการเคลื่อนไหวมวลมหาประชาชนของสุเทพและคณะในช่วงหลังการประกาศยุบสภา และก็เคยเขียนบทความเรียกร้องให้มวลมหาประชาชนคิดไปข้างหน้าไกลๆ หน่อย เพราะไม่อยากจะเห็นสงครามกลางเมือง แต่ก็พยายามเข้าใจว่าด้วยกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นได้ทำให้คนจำนวนมากได้ลุกขึ้นมา หากมวลชนเหล่านี้ไม่มีระบบอารมณ์ความรู้สึกอะไร เขาก็ไม่มีทางลุกขึ้นมาแสดง “ตัวตน” อย่างนี้ พวกเขาไม่ใช่ “อณู” ที่ปราศจากความคิด

 

ความพยายามเข้าใจมวลมหาประชาชนและนำเสนอให้พวกเขาได้มองเห็นจุดอ่อน/จุดแข็งในวิถีความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาต่างหากที่จะดึงให้เกิดความตระหนักรู้ว่าหากจะเดินไปข้างหน้านั้นจะเดินไปในแนวทางไหนอย่างไร

 

การเกิดการเคลื่อนไหวแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมายาวนานนับเนื่องมาเป็นสิบปี ทักษิณ ชินวัตรเองเป็นผู้เริ่มสร้าง “เผด็จการเบ็ดเสร็จ” คงจำได้ถึงการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ทำให้คนตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการทำให้รู้สึกหวาดกลัวอันตรายของยาเสพติด การแบ่งแยกดินแดน    กระบวนการที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อปัญหาภาคใต้ ปัญหาการฆาตกรรมในนามของการพิทักษ์สังคมจากผู้ค้ายาเสพติด  การสร้างให้มวลชนเสื้อแดงมีศัตรูร่วมกัน หรือล่าสุดก็คือการรับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม

 

แต่การเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการเบ็ดเสร็จในสังคมไทยกลับเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากขึ้นไปอีก เพราะการต่อสู้กับเผด็จการเบ็ดเสร็จทักษิณกลับใช้กลไกเดียวกันก็คือการสร้างระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกัน (แม้ว่ายังไม่สำเร็จแบบในเยอรมันและรัสเซีย)

 

หากประสงค์จะช่วยกันทำให้สังคมและมวลมหาประชาชนไม่ว่าฝ่ายเสื้อสีอะไรก้าวข้ามพ้นความขัดแย้งและการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ก็คือ การหาคำอธิบายว่าด้วยเงื่อนไขบริบทอะไรทำให้สังคมไทยต้องพึ่งเผด็จการเบ็ดเสร็จและใช้มันเป็นทางออกของสังคมเพียงทางเดียว

 

ความกังวลใจในปัจจุบันนี้ก็คือ ความแตกแยกทางความคิดในการนำเสนอแนวทางเดินของสังคมไทยให้เป็นไปตามแรงปรารถนาของกลุ่มคนและชนชั้นที่ฉีกขาดจากกันมากขึ้นได้ทำให้คนสองกลุ่มไม่สามารถที่จะได้ยินเสียงของอีกฝ่ายหนึ่ง (ฟังแต่ไม่ได้ยิน)  การดันทุรังของนักกฏหมายที่จะใช้กฏหมายสนับสนุนเผด็จการเบ็ดเสร็จรุ่นใหม่ การดันทุกอย่างเพื่อรักษาเผด็จการเบ็ดเสร็จแบบมีการเลือกตั้ง ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น

 

สำหรับการคิดแสวงหาทางออกให้แก่สังคม จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบวิธีคิดของตนเองให้มากขึ้นว่าต้องพยายามที่ไม่เข้าร่วมในการสุมไฟ ความแตกต่างในการคิดและการแสวงหาทางออกให้แก่สังคมย่อมต้องมี  และต้องวิพากษ์วิจารณ์กันเพื่อมองเห็นข้ออ่อนข้อแข็งของข้อเสนอแต่ละชุด เพื่อที่จะเพิ่มศักยภาพของสังคมในการก้าวเดินไปข้างหน้า