wholesale generic viagra
viagra overnight
tabletki cialis
viagra sale
is it legal to buy viagra without a prescription
canada cialis order
buy viagra discount
everyday cialis
buy discount viagra online
cialis 20 mg canada
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013030

มันแน่นอก ยกออก: เอนก รักเงิน

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“จากกระแสความนิยมในเพลงลูกทุ่ง ทำให้ต้องตั้งคำถามกับปรากฏการณ์สังคมที่เกิดขึ้นว่าทำไมเพลงลูกทุ่งในยุคสมัยปัจจุบันจึงได้รับความนิยมทั้งจากคนเมืองและคนชนบทอย่างมากมาย”

มันแน่นอก ยกออก: กระแสความนิยมเพลงลูกทุ่งบนพื้นที่ปรับเปลี่ยนตัวตนของคนชนบท

เอนก รักเงิน

 

บทคัดย่อ

จากกระแสความนิยมในเพลงลูกทุ่ง ทำให้ต้องตั้งคำถามกับปรากฏการณ์สังคมที่เกิดขึ้นว่าทำไมเพลงลูกทุ่งในยุคสมัยปัจจุบันจึงได้รับความนิยมทั้งจากคนเมืองและคนชนบทอย่างมากมาย ซึ่งในอดีตเพลงลูกทุ่งเป็นเพียงบทเพลงที่สะท้อนถึงความเป็นสังคมชนบท ทั้งบริบททางสังคมและแบบแผนพฤติกรรมของสังคมชนบท แต่ปัจจุบันเพลงลูกทุ่งได้ปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ โดยเน้นการแสดงออกผ่านร่างกายในส่วนอวัยวะที่แสดงออกถึงความแตกต่างทางเพศ และมีการผสมผสานระหว่างความเป็นท้องถิ่นกับความเป็นสากลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้เพลงลูกทุ่งทุกวันนี้ได้ขับเคลื่อนสู่ความเป็นลูกทุ่งสมัยใหม่ที่รวมเอาความเป็นชนบทและเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างพร่ามัว   

 

บทนำ

 

“มันแน่นอก ก็ยกออก

ให้แบกเอาไว้

นานไปเดี๋ยวใจถลอก

มันแน่นอก ก็ยกออก

เรื่องใหญ่อย่างงี้

บังยังไงก็ยิ่งกระฉอก”

นักร้อง : ใบเตย อาร์สยาม 

เพลง : รักต้องเปิด (แน่นอก)

 

“เบอร์โทรอื่นจะได้ยินเสียงรอสาย

แบบ แบบ แบบ ว่าให้รอ

แต่เบอร์นี้จะได้ยินเสียงใจบอกว่า

ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ

ลงทะเบียนฝากไว้

ตัวเอากลับไปใจให้เก็บรักษา”

นักร้อง : หญิงลี ศรีจุมพล

เพลง : ขอใจเธอแลกเบอร์โทร

 

ช่วงกลางปี 2556 คงไม่มีใครไม่รู้จัก 2 เพลงนี้ นั่นคือเพลง รักต้องเปิด (แน่นอก)ของ ใบเตย อาร์สยาม (จำนวนคนดูใน youtube 54,794,393 ครั้ง ณ วันที่ 8/8/2556)  กับเพลงขอใจเธอแลกเบอร์โทร ของหญิงลี ศรีจุมพล (จำนวนคนดูใน youtube 19,938,525 ครั้ง ณ วันที่ 25/6/2556) สำหรับใบเตย อาร์สยาม เป็นคนปักษ์ใต้ จังหวัดสงขลา เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งร้องแนวเซ็กซี่ ส่วนหญิงลี ศรีจุมพล เป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นนักร้องลูกทุ่งแนวหมอลำซิ่ง จากความโด่ดดังของนักร้องลูกทุ่งทั้ง 2 คนนี้ ทำให้ผู้เขียนคิดเห็นว่ายุคสมัยนี้เพลงลูกทุ่ง ได้สร้างความนิยมให้กับคนทั่วไปในสังคมไทยอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นคนในเมืองหรือคนชนบท และเพลงลูกทุ่งก็ยังเป็นส่วนสำคัญในการชี้นำแฟชั่นทางสังคมอีกด้วย เพราะเห็นได้จากคลิปวีดีโอเพลงรักต้องเปิด (แน่นอก) ที่ถูกนำมาเลียนแบบมากมาย และบางคลิปก็ถึงขนาดเปลือยอกเต้น ขณะเดียวกันก็พบว่า เพลงไทยสากลใหม่ๆ ตามรสนิยมของคนเมือง กลับเงียบหายเข้ากลีบเมฆ เพลงส่วนใหญ่ก็ได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นในเมืองเท่านั้น และหลายเพลงก็เพียงแค่นำเพลงไทยสากลเก่าๆมารื้อฟื้นใหม่ ใส่ดนตรีและเปลี่ยนนักร้องเท่านั้นเองจากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนต้องตั้งคำถามว่า ทำไมเพลงลูกทุ่งในปัจจุบันที่เน้นร่างกาย จึงเป็นนิยมฟังกันอย่างแพร่หลายทั้งในพื้นที่เมืองและพื้นที่ชนบท

 

ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ไหลบ่าเข้าสู่สังคมไทยก่อนจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ.2558 นี้ ส่งผลทำให้กระแสลักษณะ “การข้ามพรมแดน”(Trans-Nationalism) ไม่ว่าจะเป็นพรมแดนทางด้านชาติพันธุ์ พรมแดนเทคโนโลยี พรมแดนการเงิน  พรมแดนสื่อและพรมแดนวัฒนธรรม ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยพบว่าศาสตร์ทางด้านดนตรีก็มีการข้ามพรมแดน ทั้งในลักษณะผสมผสานกันระหว่างดนตรีท้องถิ่นกับสากล จนทำให้เส้นพรมแดนที่เคยแบ่งแยกดนตรีและกลุ่มผู้ฟังถูกหลอมรวมเข้าไว้ด้วยกัน ส่งผลให้เพลงลูกทุ่งต้องปรับตัว เพื่อรับใช้บริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว   ทั้งท่วงทำนองเพลงที่ต้องปรับแต่งใหม่ หรือแทรกเสริมดนตรีเพลงสากล ดนตรีเพลงพื้นบ้าน และเทคนิคต่างๆ เพิ่มใส่ไปในบทเพลงมากขึ้น แต่ก็ยังแสดงถึงลูกเล่นของความเป็นเพลงพื้นบ้าน เช่น เพลงแก้กัน เพลงโต้ตอบ การใช้คำสองแง่สองง่าม ตลอดจนการขับร้องของนักร้องที่ยังคงมีลูกเอื้อนลูกคอเป็นอัตลักษณ์ของเพลงลูกทุ่ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้กล่าวถึงอัตลักษณ์ของเพลงลูกทุ่งไว้ว่า

 

“เพลงลูกทุ่งสะท้อนเพลงที่ใช้ภาษาง่ายๆ ตรงไปตรงมา ไม่สลับซับซ้อน ในลักษณะเดียวกับเพลงพื้นบ้าน เป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในชนบทให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพลงลูกทุ่งเหล่านี้หลายเพลงได้สะท้อนถึงสภาพสังคม ความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมไทย หลายเพลงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทย…..” (กระทรวงศึกษาธิการ. 2534: มปป.)

 

เพลงลูกทุ่งในสังคมไทย

เนื้อหาสาระของเพลงลูกทุ่งเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงถึงลักษณะและประสบการณ์ที่สืบเนื่องกันมา  โดยได้มีการปรับเปลี่ยนตามบริบททางสังคม โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนชนบทนั้น ได้สะท้อนออกมาเป็นแง่มุมต่างๆ อย่างชัดเจน ด้วยคุณลักษณะของบทเพลงที่ถูกปรับแต่งได้อย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนชนบท ทำให้เพลงลูกทุ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางของคนชนบท นอกจากนี้บทเพลงลูกทุ่งยังได้สะท้อนถึงคนชนบทซึ่งได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและสังคมแบบทุนนิยม จนทำให้คนชนบทกลายเป็นแรงงานหลักในภาคการผลิตของประเทศ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมและการบริการ ในสถานภาพของหนุ่มสาวโรงงานตามนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าคนชนบทสามารถธำรงวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างเหนียวแน่น แม้จะโยกย้ายไปอยู่ต่างที่ต่างถิ่น ทำให้รัฐต้องหันมาสนใจกับวัฒนธรรมมวลชน และเปิดพื้นที่ให้กับวัฒนธรรมท้องถิ่นอันจะนำมาซึ่งการสนับสนุนการเติบโตของเพลงลูกทุ่งในสังคมไทย (ศิริพร กรอบทอง. 2541:231)

 

จากการรับรู้ของคนทั่วไปเชื่อกันว่าเพลงลูกทุ่ง เป็นเพลงที่สะท้อนชีวิต วิธีคิด และโลกทัศน์ของคนชนบท  แต่ในขณะเดียวกัน เพลงลูกทุ่งที่ออกสู่พื้นที่สื่อสาธารณะนั้น กลับถูกผลิตขึ้นโดยคนเมืองที่บอกเล่าเรื่องราวในชนบท เพราะผู้แต่งเพลงส่วนใหญ่ก็เป็นที่อาศัยหรือตั้งรกรากอยู่ในเขตเมืองทั้งสิ้นและการทำงานผลิตเพลงลูกทุ่งทุกกระบวนการก็ล้วนตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสังคมเมืองทั้งสิ้น ดังนั้น เพลงลูกทุ่งในช่วงแรกๆ จึงมุ่งเน้นให้เข้าใจข่าวสารที่คนเมืองส่งผ่านไปยังชนบท มากกว่าจะเป็นเครื่องสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของคนชนบท ซึ่งเพลงลูกทุ่งที่ผลิตสู่สาธารณะขึ้นนั้น เพื่อให้คนเมืองและคนชนบทใช้ร่วมกัน (นิธิ เอียวศรีวงศ์.2538:29-34) และพบว่า หลายๆ เพลงก็เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ซึ่งถือได้ว่า เพลงลูกทุ่งเป็นส่วนหนึ่งของสื่อที่เชื่อมประสานความเข้าใจจากเมืองสู่ชนบท

 

เพลงลูกทุ่งได้แพร่หลายจากเมืองออกสู่สังคมชนบท ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2507 หรือเมื่อมีการแบ่งแยกประเภทเป็นเพลงลูกทุ่งกับเพลงลูกกรุง ซึ่งเสมือนเป็นการแบ่งแยกกลุ่มผู้ฟังไปด้วยโดยนัย (ศิริพร กรอบทอง. 2541: 245) ซึ่งเพลงลูกทุ่งทั่วไปจะมีลักษณะ กล่าวคือ

 

1)  มักจะเป็นเพลงที่แสดงถึงศิลปะของดนตรีพื้นบ้าน หรือมีความเป็นสมัยเก่าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจึงมักพบว่าเพลงลูกทุ่งจะมีเนื้อร้อง ดนตรีหรือทำนองศิลปะดนตรีพื้นบ้านมาประกอบแทรกรวมอยู่ในบทเพลง เช่น ลิเก ลำตัด หมอรำและเพลงแหล่ เป็นต้น

 

2) พบว่าลักษณะที่บอกถึง “ความเป็นเพลงลูกทุ่ง” คือตัวนักร้องเอง อาจกล่าวได้ว่านักร้องที่ร้องเพลงลูกทุ่งและผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนสังคมคุ้นเคยและขีดเส้นกำหนดด้วยภาพตัวแทนให้นักร้องคนนั้นคือความเป็นลูกทุ่ง ซึ่งนักร้องลูกทุ่งที่ชัดเจน เช่น พุ่งพวง ดวงจันทร์ เพราะไม่ว่าพุ่มพวงจะร้องเพลงใดก็ถือว่าเป็น ลูกทุ่ง หรือจั๊กจั่น วันวิสา และตั๊กแตน ชลดา ก็เช่นเดียวกัน

 

3) ด้านเนื้อเพลง สำหรับเพลงลูกกรุงส่วนใหญ่จะไม่นิยมบอกถึงสถานที่ที่เฉพาะเจาะจง ตรงกันข้ามกับเพลงลูกทุ่งที่มักจะบอกถึงสถานการณ์และสถานที่ที่เฉพาะเจาะจง หรือสถานการณ์ของสังคมในขณะนั้นอย่างตรงไปตรงมา เช่น เพลงผู้ใหญ่ลี ของศักดิ์ศรี ศรีอักษร หรือเพลงสะใภ้นายก ของอาจารียา พรหมพฤกษ์

 

ที่ผ่านมา การเผยแพร่ผลงานของนักร้องเพลงลูกทุ่งออกสู่ผู้ฟังในชนบท ด้วยวิธีการเดินสายของวงดนตรีไปแห่งหนต่างๆ ทุกภูมิภาคและมีสื่อวิทยุ โทรทัศน์ช่วยเผยแพร่อีกด้านหนึ่ง (ศิริพร กรอบทอง. 2541: 246) โดยเพลงลูกทุ่งจะแทรกเข้าไปเป็นสิ่งบันเทิงของคนชนบทในยุคสมัยที่ความทันสมัยกำลังคืบคลานเข้ามาในสังคมชนบท ซึ่งเพลงลูกทุ่งได้แสดงถึงความทันสมัยด้วยการใช้วงดนตรีแบบตะวันตก ระบบเสียง สี แสงที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คน รวมถึงเวทีการแสดง และนักเต้นหางเครื่องที่ล้วนใส่เสื้อผ้าอย่างมีสีสัน ดังนั้น การแสดงวงดนตรีลูกทุ่ง จึงเปรียบเสมือนเป็นงานเฉลิมฉลองของท้องถิ่นในโอกาสสำคัญๆ ที่บ่งบอกว่าความศิวิไลซ์จากสังคมเมืองได้เข้ามาเยือนท้องถิ่นชนบท    

 

เพลงลูกทุ่งสมัยใหม่ในกระแสความนิยม

ในสถานการณ์ปัจจุบันสำหรับเพลงลูกทุ่งนั้น คำถามสำคัญคงหนีไม่พ้นว่าทำไมเพลงลูกทุ่ง 2 เพลงนี้คือเพลงรักต้องเปิด (แน่นอก) กับเพลงขอใจเธอแลกเบอร์โทร จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ผู้เขียนจำแนกไว้ 3 ประเด็นหลักที่เป็นเงื่อนไขให้เพลงลูกทุ่งกลายเป็นกระแสฮิตยอดนิยม ประเด็นแรก ผู้เขียนคิดว่า เพลงลูกทุ่งสมัยนี้ ไม่ได้นำเสนอเนื้อเพลงและดนตรีที่แสดงถึงกลิ่นโคลนสาบควายที่มีนัยถึงความเป็นชนบทดั้งเดิมแล้ว แต่เพลงลูกทุ่งสมัยใหม่มีการผสมปนเปกันจนจับต้นชนปลายไม่ได้ เป็นเพลงลูกผสม(Hybrid) เอาทำนอง ดนตรี และจังหวะหลายๆอย่างเข้าไว้รวมกันร แต่อาจมีบางเสี้ยวของบทเพลงเท่านั้นที่ยังมีกลิ่นไอของความเป็นลูกทุ่ง เช่น สำเนียงภาษาท้องถิ่นของนักร้องหรือสิ่งที่ถูกแสดงผ่านความรู้สึกและประสบการณ์ของตัวนักร้องเองในสังคมชนบท ซึ่ง Pierre Bourdieu (1992) เรียกสิ่งนี้ว่า “habitas” สำหรับในงานเขียนนี้หมายถึง ความรู้นึกคิดและประสบการณ์ของชีวิตนักร้องที่สั่งสมและแสดงออกโดยที่ตนเอง อาจรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ว่าสิ่งที่แสดงออกไปผ่านเวทีแสดง หรือจากการพูดคุย หรือจากท่วงท่าร้องเพลงนั้น คือ ภาพตัวแทนของคนชนบทที่แสดงออกผ่านการจับจ้องของผู้ชมผู้ฟังบนพื้นที่สาธารณะ

 

ประเด็นที่ 2  ผู้เขียนคิดว่าการแต่งกายมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างอัตลักษณ์ของนักร้องลูกทุ่ง ซึ่งทางมานุษยวิทยา เชื่อว่าการตกแต่งร่างกายของมนุษย์เป็น “ภาษา” อีกประเภทหนึ่งที่แสดงออกถึงความคิด ความเชื่อต่างๆ และยังเป็นการแสดงตนให้คนอื่นรู้ว่าเขาคือใคร และเราคือใคร ดังนั้นการแต่งกายก็เป็นภาษาเชิงสัญลักษณ์ที่มนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเผ่าพันธุ์ต่างมีเป็นของตัวเอง กลุ่มผู้หญิง ย่อมมีการแต่งกายของตัวเอง เช่นเดียวกับผู้ชาย เกย์ กะเทย หรือคนแปลงเพศ วัยรุ่นก็เป็นกลุ่มทางสังคมประเภทหนึ่งที่ต้องการแสดงออก และสื่อสารในสิ่งที่เขาเชื่อว่ามีคุณค่ากับชีวิต การใส่เสื้อผ้าแปลกๆ รัดรูป หรือรุ่มร่าม อาจเป็นการแสดงคุณค่าของตัวตนบางอย่าง (http://www.sac.or.th) ซึ่งเพลงลูกทุ่งสมัยนี้ ยกตัวอย่าง 2 เพลงดังกล่าว หากจะให้ได้รับความนิยม มักจะต้องแต่งกายแบบเปิดเผยให้เห็นร่างกายบางส่วน  และต้องมีท่วงท่าเต้นที่แสดงถึงจุดเด่นของร่างกายบางส่วนด้วย สำหรับเพลงที่ผู้หญิงร้องมักจะใช้ร่องเนินอก(Breast)  เป็นพื้นที่ในการเปิดเผยร่างกาย ซึ่งอาจเรียกได้ว่า พื้นที่ร่างกายบริเวณนั้น เป็นพื้นที่แห่งการท้าทายอำนาจการควบคุมจากสังคม หากถามว่าทำไมต้องเป็นเนินอกหรือครับ? เพราะไม่ใช่แต่กลุ่มเพศหญิงเท่านั้นที่สามารถช่วงชิงการใช้พื้นที่นี้ได้ แต่หมายถึง กลุ่มเพศที่สามก็สามารถใช้พื้นที่นี้ได้ด้วยเช่นกัน  เห็นได้จากการถ่ายคลิปวีดีโอของกลุ่มเพศที่สามในการเลียนแบบท่าเต้นเพลงแน่นอกที่ถูกถ่ายทอดผ่าน Youtube อยู่มากมาย ดังนั้น พื้นที่การท้าทายอำนาจทางสังคม โดยการเปิดเผยอวัยวะบางส่วนนั้น ไม่ได้ถูกแสดงออกผ่านพื้นที่เพศหญิงอย่างเดียว แต่ยังถูกแสดงออกผ่านกลุ่มคนอื่นๆ ได้อีกด้วย เพราะอวัยวะดังกล่าวนั้น อำนาจทางเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถประดิษฐ์สร้างและตกแต่งให้คนทั่วไปได้เลือกจับจ่ายใช้สอยเป็นสินค้า ทำให้การเต้นท่วงท่านั้นกลายเป็นการแสดงออกที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้

 

ในเพลงลูกทุ่ง มักพบเห็นการเปิดเผยร่างกายบางส่วนอยู่เสมอ และสำหรับนักร้องบางคนอาจอยู่ระดับระนาบใกล้เคียงกับคำว่า “โป๊” นอกจากนี้ยังมีการใช้คำพูดหรือเนื้อเพลงอยู่ระดับระนาบใกล้เคียงกับคำว่า “ลามก” เช่นกัน เช่น การส่งสัมผัสด้วยสระอีหรือสระอวย ให้คนฟังตีความเอาเอง และเอาตัวรอดไปด้วยการหาคำที่ไม่ใช่คำนั้นมารับสัมผัส เช่น คำว่า “ไม่สั้นเสมอหู อย่าเรียกหนูว่าใบเตย” ซึ่งการเล่นคำเช่นนี้ พบจะในเพลงพื้นบ้าน เพราะถือว่าเป็นการแสดงความสามารถของนักร้องในการใช้คำที่ดูเหมือนจะไม่หยาบคายในพื้นที่สาธารณะ

 

ประเด็นที่ 3 ผู้เขียนคิดว่าชีวิตชนบทนั้นมักจะเป็นภาพตัวแทนของชีวิตดิบๆ ป่าๆ (Wild) และเชื่องๆ (Tame) ถูกปรุงแต่งด้วยธรรมชาติ และจะเป็นคู่ขนานเดียวกับความเป็นลูกทุ่งและนักร้องลูกทุ่ง ซึ่งพบว่านักร้องลูกทุ่งสมัยใหม่นี้ มีความกล้าแสดงตัวตนเพื่อบอกว่าตนเองคือใคร ทั้งการแสดงท่าทีของความหยาบโลน ความตรงไปตรงมา หรือกล้านำเสนอภาพความเป็นคนเชยๆ ต่อสังคมอย่างที่ไม่อายหรือเกรงกลัวใครจะมองในแง่ลบ ซึ่งการแสดงท่าทีอย่างนี้ คือภาพตัวแทนคนบ้านนอกหรือความเป็นลูกทุ่งในจินตนาการคนเมือง ขณะที่ปัจจุบันเพลงไทยสากลที่แสดงถึงภาพตัวแทนคนเมือง มักมีแต่เพลงแบบเงียบๆ คนเดียว นั่งรำพึงรำพันถึงความรักในจินตนาการแบบเพ้อฝัน สอดคล้องกับที่ ศิริพร กรอบทอง (2541:239) กล่าวว่า “บทเพลงไทยสากลแนวใหม่ซึ่งเป็นที่นิยมของคนเมืองรุ่นใหม่ จะนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความรักโดยเฉพาะความรักของหนุ่มสาววัยรุ่นวัยเรียน และนำเสนอภาพสังคมที่สะท้อนถึงความโหยหาสังคมในอดีตของพวกเขา” ส่วนใหญ่จะแสดงถึงความรู้สึกโศกเศร้าที่ต้องแยกทางจากคู่รัก ซึ่งเป็นการนำเสนอภาพของคู่ความสัมพันธ์มากกว่าจะฉายภาพให้เห็นถึงความทุกข์ยากของคนในสังคมที่กำลังเผชิญปัญหากันอยู่ ดังที่เพลงลูกทุ่งต้องการเสนอต่อสังคม ดังนั้น เพลงลูกทุ่งจึงเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในวงกว้าง ทั้งในสังคมเมืองและชนบท

 

การปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ความเป็นเพลงลูกทุ่งสมัยใหม่

สำหรับสังคมที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ เพลงลูกทุ่งได้มีการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้สอดคล้องสังคมรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” ซึ่ง Arjun Appadurai (1996:31) อธิบายว่าสังคมโลกาภิวัตน์เป็นสังคมแห่งการเลื่อนไหลและเคลื่อนย้ายและไม่ได้เป็นการเคลื่อนย้ายเฉพาะทุนหรือแรงงานเท่านั้น แต่ยังหมายถึงจินตนาการและสรรพสิ่งต่างๆ ที่ถูกทำให้อยู่ในภาวะเคลื่อนย้ายและแปลงรูป ซึ่งได้มาปะทะหรือบรรจบกับผู้คนที่อยู่ในภาวะเคลื่อนย้าย แล้วก่อรูปของจินตนาการใหม่ที่ฝังลึกในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนทุกวันนี้ และจินตนาการดังกล่าวได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้ามพรมแดนและเชื่อมท้องถิ่นระยะไกลเป็นจินตนาการการเป็นเครือญาติ/ชุมชน/ท้องถิ่นที่ขยายใหญ่ตัดข้ามท้องถิ่นเดิม ภูมิภาคและพรมแดนรัฐชาติตามการเคลื่อนย้ายระยะไกลของผู้คน และส่งผลให้เกิดสนามความสัมพันธ์ทางสังคมใหม่ที่ขยายใหญ่ เป็นสนามความสัมพันธ์ทางสังคมระดับโลก

 

จากที่กล่าวมานี้ อาจมองว่าความเป็นลูกทุ่งในสังคมโลกาภิวัตน์นั้นได้ถูกอธิบายความหมายผ่านเนื้อเพลง ช่วงจังหวะดนตรีและการแสดงออก โดยแสดงถึงการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ความเป็นลูกทุ่ง ด้วยกระบวนการต่างๆ ดังนี้

 

1) เป็นการผสมผสานกันระหว่างความเป็นลูกทุ่งและความเป็นสากลจนยากที่จะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน อาจกล่าวว่า ลูกทุ่งสมัยนี้ทำให้พรมแดนของสไตส์เพลงลูกทุ่งแบบเดิมพร่ามัวจนแทบไม่หลงเหลือร่องรอยดั้งเดิม ซึ่งกระบวนการนี้คืออำนาจอันชอบธรรมของโลกไร้พรมแดนที่สามารถประสานรอยร้าวทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็นตัวตนใหม่ที่เรียกว่า “ลูกทุ่งไทย”

 

2) เพลงลูกทุ่งสมัยนี้ เนื้อเพลงและทำนอง อาจจะสำคัญน้อยกว่าเรือนร่าง จึงทำให้ร่างกาย (body) กลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแสดงออก และเป็นอำนาจที่กดตรึงให้สายตาผู้ชมหยุดไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่ง ดังที่ Foucault กล่าวว่า แม้กระทั่งร่างกายของมนุษย์ที่ดูเหมือนมีความเป็นส่วนตัว และเป็นส่วนย่อยที่สุดของสังคมก็หาได้หลุดรอดหรือพ้นไปจากการถูกอำนาจเข้ากระทำแต่อย่างใด (Foucault. 1990: 93) ดังนั้น ร่างกายจึงเป็นเหมือนปฏิบัติการของอำนาจที่แสดงออกผ่านการเคลื่อนไหวด้วยท่าเต้นต่างๆ  ซึ่ง  Adshead-Lansdale (1994)  มองว่าการเต้นเป็นการเคลื่อนไหวของมนุษย์ที่แสดงออกทางสังคมและจิตวิญญาณ การเคลื่อนไหวร่างกายจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ คือเป็นศาสตร์ คือมีกฎที่ควบคุมแน่นอน ตายตัว เป็นศิลป์ คือการแสดงถึงจินตนาการของตัวตนอย่างแท้จริง

 

3) นักร้องลูกทุ่งสมัยนี้กลายเป็นอัตลักษณ์ที่สังคมยอมรับในด้านความแตกต่างของท้องถิ่น และอัตลักษณ์ที่แสดงออกมานั้นก็ไม่ได้แสดงถึงความด้อยพัฒนาเหมือนในอดีต เพราะสังคมเชื่อว่าท่าทีนักร้องที่แสดงถึงความซื่อตรง ความเฉย และความเชื่องนั้น เป็นเพียงการแสดงทางสังคม(Social Drama)เท่านั้น แต่ทั้งนี้ เพลงลูกทุ่งส่วนใหญ่ก็ยังเปรียบตนเอง เป็นคนบ้านนอกที่กำลังเผชิญกับความทันสมัยในรูปแบบต่างๆ ทั้งสถานการณ์การเข้ามาทำงานในเมือง การหลงรัก การถูกหลอกลวงในเมืองใหญ่ หรือการเจอปัญหาความทุกข์ยากจากสังคมเมือง ซึ่งเนื้อเพลงลูกทุ่งเหล่านี้บอกถึงตำแหน่งแห่งที่ว่าคนบ้านนอกนั้นยืนอยู่จุดใดของสังคมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่หากพิจารณาในแง่เนื้อเพลงลูกทุ่งส่วนใหญ่ก็จะพยายามสรรเสริญคนบ้านนอกว่าเป็นคนอดทน ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา และกตัญญูต่อครอบครัว ซึ่งเป็นมุมมองในแง่ดี และเป็นที่ปรารถนาของสังคม

 

ขณะเดียวกันคนในสังคมเมืองที่ส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลางก็หันมาสนใจชนบท โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่งที่แสดงถึงความเป็นชนบทอย่างเด่นชัด เนื่องจากภาพชนบทของชนชั้นกลางมักจะถูกฉายภาพของความโรแมนติก สดชื่น สงบ เป็นธรรมชาติ ทุ่งนาเขียวขจี ทำการเกษตร เรียบง่าย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พึ่งพาตนเอง  (ทับทิม ทับทิม.2554:140) ดังภาพที่ปรากฏในเนื้อเพลงลูกทุ่งต่างๆ เช่น เพลงจำปาลืมต้นที่แต่งขึ้นโดยชลธี ธารทอง เพลงลูกทุ่งเสียงทองที่ร้องโดยเพชร พนมรุ้ง เพลงสัจจะของชาวนาที่ร้องโดยยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย หรือเพลงสาวชาวนาครวญที่ร้องโดยศิริพร อำไพพงษ์ เป็นต้น  ขณะเดียวกัน เพลงลูกทุ่งก็ให้ความหมายของเมืองว่าเป็นพื้นที่ที่ตรงกันข้ามกับชนบท เช่น ความสับสน ความชั่วร้าย เสมือนว่าความทันสมัยและความสะดวกสบายจะเป็นระนาบเดียวกับความชั่วร้ายและความหลอกลวง นอกจากนี้พื้นที่เมืองยังเป็นพื้นที่อันตรายสำหรับคนชนบท ซึ่งหลายเพลงก็ชี้ให้เห็นถึงอันตรายในเมืองกรุงหากหญิงสาวชนบทจะเข้ามาทำงาน เช่น เพลงสมศรี 1992 ของยิ่งยง บอดบัวงาม และเพลงลูกจ้างเขาสาวโรงงาน ของตั๊กแตน ชลดา เป็นต้น

 

เงื่อนไขบริบททางสังคมที่มีต่อการปรับเปลี่ยนเพลงลูกทุ่งสมัยใหม่

ประเด็นคำถามที่น่าสนใจของเพลงลูกทุ่งสมัยใหม่ คือ เพลงลูกทุ่งสมัยใหม่สะท้อนบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอย่างไร ประเด็นแรกพบว่าปัจจุบันเสียงหรือข้อเรียกร้องของคนชนบทกลายเป็นประเด็นที่สำคัญทางสังคม โดยเฉพาะมิติทางการเมืองเพราะถือว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ โดยคนชนบทมักจะเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการกำหนดว่าใครควรจะเข้ามาบริหารประเทศ หรือนโยบายใดที่ถูกใจและเหมาะสมกับกลุ่มคนชนบท เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการกองทุนหมู่บ้านและโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (SML) เป็นต้น ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถือว่าเป็นนโยบายประชานิยมเพื่อคนชนบทโดยตรง ทำให้พรรคเพื่อไทยยังสามารถครองคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ และก็พบว่าการเรียกร้องต่างๆของคนชนบทจะมีความเป็นเอกภาพ มีอำนาจต่อรองกับรัฐและมีกระบวนการเรียกร้องอย่างเป็นระบบขององค์การ เช่น กลุ่มเรียกร้องเรื่องการเปิดเขื่อนปากมูล  กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรไร้ที่ดินทำกิน และเครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นต้น  ซึ่งจะเห็นได้ว่าอำนาจของชนบทมีพลังต่อสังคมโดยรวม และเพลงลูกทุ่ง ก็ถือเป็น เพลงของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ปัจจุบันไม่ใช่เป็นเพลงที่ใช้ขับกล่อมเฉพาะต่อคนชนบทเท่านั้น แต่ยังเหมารวมไปถึงคนที่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองอีกด้วย

 

ประการสอง สังคมชนบทแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิงทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ทางสังคม เห็นได้จากความนิยมในการบริโภคสื่อต่างๆ โดยเฉพาะจำนวนการดูโทรทัศน์ที่เพิ่มมากขึ้น จากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าคนไทยใช้เวลาว่างกับการดูโทรทัศน์มากที่สุด และข้อมูลสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ระบุว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดูโทรทัศน์ คือทำให้เกิดการเลียนแบบในเรื่องเซ็กส์และความรุนแรง ชีวิตถูกบ่มเพาะด้วยความฟุ่มเฟือย โดยทีวีจะเป็นตัวกระตุ้นการใช้จ่าย (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. 2546) นอกจากนี้การใช้โทรศัพท์มือถือที่สามารถสื่อสารถึงกันได้ทุกเวลาทุกสถานที่ และสามารถเข้าถึงความรู้ ภาพและเสียงในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าเพลงลูกทุ่งหลายๆ เพลง บอกเล่าเรื่องราวความรู้สึกและความสัมพันธ์ของตนเองด้วยการสื่อสารทางโทรศัพท์ ดังปรากฏในเพลงขอใจเธอแลกเบอร์โทร ของหญิงลี ศรีจุมพล ที่ร้องว่า “เบอร์โทรอื่นจะได้ยินเสียงรอสาย แบบ แบบ แบบ ว่าให้รอ แต่เบอร์นี้จะได้ยินเสียงใจบอกว่าท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ ลงทะเบียนฝากไว้ ตัวเอากลับไปใจให้เก็บรักษา”

 

จะเห็นได้ว่า โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์ และอื่นๆ เป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างกัน ทำให้คนชนบทได้ รับรู้ข่าวสารและเรื่องราวต่างๆ ในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างไม่ยากนัก ดังที่ชาร์ลส เอฟ คายส์ ได้กล่าวถึงโลกของคนอีสานสมัยใหม่ ว่าการเคลื่อนย้ายพาตัวเองไปสู่วิถีใหม่ๆ ทำให้การรับรู้ของชาวบ้านไม่ใช่การรับรู้เฉพาะท้องถิ่นอีกต่อไป แต่เป็นรับรู้โลกกว้าง ซึ่งเรียกกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชนบทไทยว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก “ชาวนาไปสู่ชาวบ้านผู้รู้โลกกว้าง” (http://www.matichon.co.th)

 

ประการสาม พบว่าปัจจุบันสังคมชนบทมีความพร่ามัวไม่ชัดเจน เพราะการอพยพย้ายถิ่นฐานในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทยากที่จะแยกพื้นที่และสภาพสังคมออกจากกัน เพราะทุกๆ ครอบครัวในชนบทจะต้องมีสมาชิกบางคนที่เดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพหรือต่างประเทศ จนไม่สามารถนิยามความหมายได้ว่า ภาวะสภาพใดเรียกว่า “ชนบท” ภาวะสภาพใดเรียกว่า “เมือง” สะท้อนผ่านคำถามการจัดจำแนกเพลงลูกทุ่งในยุคปัจจุบันว่า เพลงอย่างไรถึงเรียกว่าเพลงลูกทุ่งและอย่างไรไม่ใช่เพลงลูกทุ่ง เนื่องจากเพลงลูกทุ่งมีการเคลื่อนย้ายช่วงจังหวะและทำนองระหว่างสไสต์เพลงต่างๆ ในบทเพลง ขณะเดียวกัน ชนบทในปัจจุบันก็มีการเคลื่อนย้ายผู้คนอยู่ตลอดเวลา คนเมืองมาตั้งถิ่นฐานในชนบทกันมากมาย คนเมืองหลายคนกลายเป็นผู้นำท้องถิ่น และเรามักพบเห็นภาพภูมิทัศน์ที่ว่า พื้นที่นาข้าวอยู่รวมกับหมู่บ้านจัดสรร ร้านค้าและโรงงาน ซึ่ง Wilson and Rigg (2003) ได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “ยุคหลังการผลิต” (post-productivism) ว่าเป็นยุคสมัยที่คนชนชั้นกลางในเมืองเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานสังคมในชนบทมากขึ้น ทำให้พื้นที่เหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ความสะดวกสบายต่างๆ รวมทั้งรสนิยมโรแมนติกแบบคนเมืองที่ถูกหลอมรวมกับพื้นที่ชนบท

 

ประการสี่ ผู้เขียนเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือชนบท จะมีความคล้ายคลึงจนเหมือนเป็นสไตส์ของยุคสมัยนี้คือ การใช้ “ร่างกาย”เป็นเครื่องมือหรืออาวุธในการต่อรองกับสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องการให้สังคมหันมาจ้องมอง เพื่อที่เขาหรือเธอจะนำเสนอรหัสหมายบางอย่างที่ต้องการสื่อออกไป ยกตัวอย่างการประท้วงในประเด็นต่างๆ ก็มักพบการเปลื้องผ้าอยู่เสมอ การประกวดแข่งขันก็มีให้เห็นอยู่เนื่องๆ เช่น รายการ Thailand’s Got Talent 2012 หรือแม้กระทั่งคลิปการเลียนแบบเพลงรักต้องเปิด (แน่นอก) ก็มีการแสดงออกเปลือยเนินอกให้เห็นอย่างชัดเจน

 

หากตั้งคำถามว่า “ร่างกาย” มีความสำคัญอย่างไรกับยุคสมัยปัจจุบันนี้ อุ่นใจ เจียมบูรณะกุลกล่าวว่า ต้นแบบในอุดมคติ เช่น ดารา นางแบบ และนักร้อง ถือว่าเป็นต้นแบบของความสวยงามของคนในสังคม ทั้งเรื่องหน้าตา รูปร่าง ชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน และการจะประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนหนึ่งมาจากความสวยงามของร่างกาย เพราะความสวยงามเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจต่อการปรากฏตัวต่อสาธารณชน (อุ่นใจ เจียมบูรณะกุล.2549:141-143) จึงทำให้ผู้คนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งที่ปรากฏบนร่างกายซึ่งสะท้อนผ่านสื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้า และวัสดุอุปกรณ์มากมายที่เกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณ ดูแลสุขภาพร่างกาย  เพราะหากร่างกายมีความสมบูรณ์ (Perfect) ก็ย่อมหมายถึง บุคลิกภาพที่ดูดี เพราะสังคมทุกวันนี้ เป็นยุคสมัยแห่งการติดต่อสัมพันธ์ แตกต่างจากในอดีตที่แต่ละบ้านจะเดินทางไปมาหาสู่กันก็กินเวลานาน เดี๋ยวนี้ความสะดวกในการคมนาคม ทำให้เราเจอกันได้ง่ายและสะดวกขึ้น ดังนั้นการมีบุคลิกภาพที่ดี จึงเป็นจุดเน้นสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ที่ต้องการสื่อสารด้วย  ยิ่งในสังคมที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นจำนวนมากและหลากหลายในช่วงเวลาจำกัด และพวกเขาเหล่านั้นไม่รู้จักกันมาก่อน ทำให้บุคลิกภาพที่ดูดีมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้อื่น อาจกล่าวได้ว่าหน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ดังนั้น นักร้องหรือนักแสดงปัจจุบัน ต้องสวย ต้องหล่อมาก่อนเป็นลำดับแรก และหากจะดังหรือไม่ดัง ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่า จะเปิดเผยร่างกายอย่างไรให้เป็นที่สนใจแก่ผู้ชม

 

ขณะเดียวกันในสังคมที่มีความเป็นปัจเจกบุคคลสูงนี้ การใช้ “ร่างกาย” ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นส่วนตัวที่ถูกเปิดเผยอีกด้วย เพื่อบ่งบอกว่าตนเองมีตัวตนอยู่ในสังคมนั้นๆ จะเห็นได้ว่าการเรียกร้องในหลายๆ ครั้งต่อสังคมก็เป็นการเรียกร้องจากคนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้รับผลกระทบและไม่ใช่เป็นข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสมอไป  ซึ่งพื้นที่ร่ายกายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่ถูกปกปิดได้เปลี่ยนแปลงไปสู่พื้นที่แห่งการต่อรองทางสังคม และเป็นที่สังเกตว่าปัจจุบันการใช้พื้นที่ร่างกายในการแสดงออกนั้น กลับไร้ข้อโต้แย้งจากสังคม ตรงกันข้าม ร่างกายได้สร้างความน่าติดตามให้กับคนในสังคม ซึ่ง Urminmala Sarkar Munsi ได้กล่าวถึงการเต้นรำของผู้หญิงว่า “ร่างกายของฉันคือเครื่องมือของฉัน” (My Body is my tool) ซึ่งร่างกายถูกใช้สร้างความหมายให้แก่ผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะจากกระบวนท่าและเทคนิคการเต้นรำ และถือว่ากิจกรรมทางร่างกาย เป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในโลกร่วมสมัย สำหรับนักร้องแล้ว การแสดงออกถึงการเต้นรำที่ดี คือ ลักษณะความเป็นตัวตนที่ถูกสร้างผ่านพื้นที่สาธารณะได้อย่างสอดรับกับความเข้าใจของคนที่บ้านหรือครอบครัวกับระบบตลาดซึ่งจะบ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิงที่ดีในสังคมสมัยใหม่

 

ดังนั้น การใช้ร่างกายในการแสดงออกของเพลงลูกทุ่งอย่างแพร่หลายนั้น มีนัยยะของความหมายที่ว่า  ระบบจารีตประเพณีดั้งเดิมของชนบทได้เสื่อมคลายลง โดยเฉพาะระบบจารีตที่มาจากระบบเครือญาติที่เกาะเกี่ยวสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ซึ่งอาจกล่าวว่าการเปิดเผยร่างกายของนักร้องลูกทุ่งที่เป็นรหัสหมายบางอย่างที่แสดงถึงปัญหาความอ่อนแอของระบบครอบครัวและเครือญาติในสังคมชนบทที่ไม่สามารถใช้กลไกของระบบจารีตประเพณีควบคุมแบบแผนพฤติกรรมของสมาชิกของสายตระกูลได้ ซึ่งนั่นอาจหมายถึง สังคมชนบทได้ถูกปรับตัวกลายเป็นสังคมชนบทรูปแบบใหม่ (New Country) ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

 

ประการที่ห้า ผมคิดว่าสังคมชนบทท้องถิ่นทุกวันนี้ มีความกล้าเปิดเผยตัวตนมากขึ้น ซึ่งปรากฏขึ้นชัดเจน ตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่พยายามส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น ทั้งรูปแบบการท่องเที่ยวท้องถิ่น และการสร้างผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่เรียกว่า OTOP หรือแม้กระทั่งโครงการต่างๆ ที่นำเงินลงสู่ชุมชนท้องถิ่นโดยตรง เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ดังที่คายส์ ได้กล่าวถึงว่าเมื่อล่วงเข้าสู่คริสต์ทศวรรษ 1990 กระบวนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นได้เกิดขึ้น จนนำไปสู่ระบบการบริหารจัดการท้องถิ่นผ่านองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นส่งผลให้ชาวบ้านรู้สึกว่าพวกเขาสามารถกำหนดชะตากรรมทางการเมืองของตนเองได้ และภายหลังการได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2544 ของนายกรัฐมนตรีประชานิยมอย่างทักษิณ ชินวัตร ที่มีฐานอำนาจอยู่ในสังคมชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยทักษิณได้สร้างความนิยมให้แก่ตัวเองด้วยนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค และนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งท้องถิ่นสามารถจัดการเงินงบประมาณดังกล่าวได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อก่อนชนชั้นนำจะเป็นฝ่ายตัดสินใจว่าใครควรจะได้ขึ้นครองอำนาจ แต่ตอนนี้ พวกเราได้กลายมาเป็นคนตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวแล้ว (http://www.matichon.co.th)

 

ผู้เขียนเห็นว่าช่วงหลังเศรษฐกิจตกต่ำ (วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540) ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าฐานรากความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยคือระบบการผลิตในสังคมชนบท ขณะเดียวกันช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทางเลือกของการมีรายได้ของคนชนบทมีมากขึ้น  นอกจากนี้ คณะวงดนตรีในชนบทอย่างเช่น  “เสียงอีสาน” ที่นำโดยนกน้อย อุไรพร ก็ได้ฉายภาพของความเป็นอีสานอย่างเปิดเผย และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือแม้แต่นักร้องอย่างเช่น ไมค์ ภิรมย์พร ต่าย อรทัย ตั๊กแตน ชลดาและศิริพร อำไพพงษ์ เป็นต้น ซึ่งนักร้องลูกทุ่งเหล่านี้ได้บรรยายชีวิตชนบทผ่านเสียงเพลง เพื่อบอกเล่าความทุกข์ยากของการเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่านักร้องหมอลำซิ่งอย่างหญิงลี ศรีจุมพล ก็กล้าสลัดผ้านุ่งจากหมอลำซิ่งเดิมๆเนื้อเพลงอีสาน ปรับเปลี่ยนมาสู่ความเป็นลูกผสมในเพลง “ขอใจเธอแลกเบอร์โทร” จากอัลบั้ม “ขาขาวสาวลำซิ่ง” เพื่อบอกถึงการปรับตัวของผู้หญิงชนบทสมัยใหม่ ที่กล้าและท้าทายจารีตเดิมของท้องถิ่น ด้วยท่าเต้นและการเคลื่อนไหวร่างกายที่เน้นสัดส่วนและอวัยวะบางอย่างของร่างกาย ซึ่ง Joann Kealiinohomoku (1967) กล่าวว่าการเต้นรำเป็นระบบการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่อาจหมายถึงประสบการณ์ส่วนตัวของผู้แสดงและอารมณ์ความรู้สึกของผู้แสดงร่วมอยู่ในนั้นด้วย

 

บทสรุป

จากบทเพลงลูกทุ่งที่เคยเป็นพื้นที่ของการข่าวสารจากเมืองไปสู่ชนบทผ่านคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม เพื่อให้เห็นสภาพความทันสมัยในสังคมเมือง และให้คนชนบทสามารถจินตนาการภาพตัวแทนความเป็นเมืองได้ แม้จะไม่เคยไปถึงก็ตามที โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สังคมชนบทเดินตามสภาพต้นแบบความทันสมัยของสังคมเมืองภายใต้คำว่า “การพัฒนา” ซึ่งปัจจุบันพบว่าการนำข่าวสารต่างๆ จากเมืองสู่ชนบทไม่จำเป็นต้องส่งผ่านเพลงลูกทุ่งอีกต่อไป และเพลงลูกทุ่งก็กลายเป็นพื้นที่แห่งความบันเทิงของคนทุกสังคมสามารถบริโภคสินค้านี้ได้ตามห้างสรรพสินค้าหรือตลาดนัดทั่วไป นอกจากนี้เพลงลูกทุ่งที่เคยถูกตีตราในความหมายของ “ชนบท”หรือ “บ้านนอก” ได้ปรับเปิดตัวตนใหม่กลายเป็นผู้มีอำนาจครอบงำรสนิยมแฟชั่นบางอย่างทางสังคม โดยที่คนในสังคมเมืองก็ยอมรับอย่างไม่รู้สึกขัดขืน ดังปรากฏในเนื้อเพลงแน่นอก ที่ว่า “ขอดูเธอหน่อย ฉันเองอ่ะเปิดละ ใจเธอยังไม่เปิด….”  หรือแม้กระทั่งเพลงขอใจเธอแลกเบอร์โทร ที่กล่าวว่า “…..ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ ลงทะเบียนฝากไว้ ตัวเอากลับไป ใจให้เก็บรักษา …”  ซึ่งผู้เขียนต้องการที่จะบอกว่าชนบทสมัยใหม่มิใช่ผู้รอคอยการพัฒนาอีกต่อไป ตรงกันข้ามชนบทสมัยใหม่คือผู้กำหนดความเป็นไปในสังคมไทย ไม่เชื่อก็ลอง “เช็คเรตติ้งหน่อย baby”

 

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ,สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2534). กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย.กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

ทับทิม ทับทิม. (2554). ลูกทุ่งหรือลูกกรุง? : ความเป็นเมืองในชนบทไทย. ใน วารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา30,(2). (กรกฏาคม-ธันวาคม 2554) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 137-154.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2538) “เพลงลูกทุ่ง ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย” ใน โขน คาราบาว น้ำเน่า และหนังไทย. มติชน. กรุงเทพฯ: บริษัทพิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด

มติชน.(2553).  เมื่อคนชนบทไทยค้นพบอำนาจที่พวกเขาไม่เคยได้รับมาก่อน. ค้นเมื่อ พฤษภาคม 2556 จาก http://www.matichon.co.th

มติชน.(2553).  หยุดมองอีสานในภาพเดิมๆ ผลการศึกษาเผยชีวิตชนบทเริ่มทันสมัย.ค้นเมื่อ พฤษภาคม 2556 จาก http://www.matichon.co.th

ศิริพร กรอบทอง. (2541). วิวัฒนาการของเพลงลูกทุ่งในสังคมไทย พ.ศ.2481- 2535.ปริญญาอักษรศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.(ม.ป.ป.).  การเคลื่อนไหวร่างกายในบริบทวัฒนธรรม. ค้นเมื่อ กรกฎาคม 2556, จาก http://www.sac.or.th.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2546). โครงการสำรวจประชาชนและผู้ปกครองในเรื่องผลกระทบของสื่อโทรทัศน์ที่มีต่อเด็กและเยาวชน.กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.

อุ่นใจ เจียมบูรณะกุล.(2549). “วาทกรรมความสวยและการต่อรองอัตลักษณ์วัฒนธรรมบริโภค”, ใน  วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่18 (1) :141-143.

Adshead-Lansdale, J. (Ed.). (1994). Dance History: An Introduction. Routledge.

Appadurai, Arjun. (1966). Modernity at Large: Cultural Dimensions of Globalization. Minneapolis: University of Minnesota Press.

Bourdieu, Pierre and Loic J. D. Wacquant. (1992) . An Invitation to Reflexive Sociology. Chicago: The University of Chicago Press.

Foucault , M. (1990). The history of sexuality. Volume 1 in  An introduction. New York: Vintage.

Joann Kealiinohomoku (1967) “Hopi and Polynesian dance: a study in cross-cultural comparison” , in Ethnomusicology11: 343-368

Urminmala Sarkar Munsi. (2011). A Century of Negotiation: The Changing Sphere of the Woman Dancer in India. New Delhi: Primus Books.

Wilson, Geoff and Rigg Jonathan.(2003). “Post-Postductivist” in Agricultural Regimes and the South: Discordant Concept. Progress in Human Geography (27).