best viagra alternative
viagra dosage
us viagra patent
buy now cialis
viagra without ed
cialis com
female cialis uk
cialis us
viagra online prescription free
cialis blogs
canadain cialis
cialis in usa
generic tadalafil
levitra vs viagra dosage
canadian viagra safe
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012022

ยุคสมัยของอุตสาหกรรม “ที่พึ่งทางใจ”: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“ความเชื่อชุดใหม่ในยุคสมัยไม่เชื่อ-อย่าลบหลู่เป็นความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติที่สัมพันธ์เชิงกำหนดชีวิตของปัจเจกชน   การกำหนดชะตาชีวิตของปัจเจกชนนั้นไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่จะอธิบายได้อย่างแน่นอนตายตัวขึ้น  ทั้งหมดอยู่กับอดีต-กำเนิด-การดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละคน”

ยุคสมัยของอุตสาหกรรม “ที่พึ่งทางใจ”

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรม “ ที่พึ่งทางใจ” ขยายตัวอย่างไพศาลและกินอาณาบริเวณทุกมิติของชีวิต เราเดินผ่านยุคสมัยของ “ไม่เชื่อ-อย่าลบหลู่” มาแล้วไกลพอสมควรทีเดียว   สังคมความเชื่อของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทีเดียว    ซึ่งความเปลี่ยนแปลงความเชื่อในสังคมไทยเช่นนี้เป็นเครื่องชี้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยโดยรวมได้เป็นอย่างดี

ในยุคเริ่มต้นของการพัฒนาทศวรรษ ๒๕๐๐ จนถึงทศวรรษ ๒๕๑๐ เป็นยุคของการต่อสู้กันระหว่างความเชื่อที่มีเหตุผลเชิงประจักษ์ของกลุ่มคนชั้นกลางในเมืองและกลุ่มที่เข้าสู่การศึกษากับความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติของชาวชนบททั่วไป  โดยที่คนในเมือง/นักศึกษาสมัยนั้นมองว่าคนชนมีความคิดที่ล้าหลังเพราะเชื่อเรื่อง “ งมงาย”  ปัญญาชนนักศึกษาในสมัยนั้นจะแสดงการต่อต้านความเชื่อเหล่านี้มาตลอดยุคสมัย

ผู้นำนักศึกษาหัวก้าวหน้าที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในสมัยนั้นของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือเคยกล่าวทำนองว่าจะเผาศาลพระภูมิหน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งในสมัยนั้นเป็นศาลไม้ไม่ใหญ่โตเหมือนปัจจุบัน  แต่เผอิญคืนนั้นท่านเมาเสียก่อน ก็เลยไม่ได้กระทำการ และต่อมาท่านก็เห็นว่าศาลพระภูมิไม่ได้มีความหมายอะไร ท่านก็เลยไม่ทำอะไรตามที่ว่าเอาไว้

หลังทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของ “ ไม่เชื่อ-อย่าหลู่ “ กลุ่มคนชั้นกลางที่เคยปฏิเสธความเชื่อเรืองเหนือธรรมชาติได้เริ่มสร้างความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติชุดใหม่ขึ้นมาที่แตกต่างไปจากความเชื่อชุดเดิมของชาวชนบทที่กลุ่มของตนเองนั้นเคยต่อต้านเอาไว้ก่อนหน้านั้น

ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติของชาวบ้านเป็นเรื่องที่ผูกพันอยู่กับความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณและการมีชีวิตอยู่รอดในช่วงเวลาหนึ่งปีของการเพาะปลูกซึ่งต้องประกอบด้วยความผูกพันแน่นเหนียวกันของคนในชุมชน  ความเชื่อชุดนี้จึงประกอบไปด้วยการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิที่คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสมบัติร่วมกันของชุมชน เช่น ดิน น้ำ ป่า และการนับถือผีเครือญาติ/ผีบรรพบุรุษ ที่จะช่วยลดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ทางสังคมของชุมชนลงไป ( ทำไมต้องเป็น บรรพบุรุษ ไม่เป็นบรรพสตรี เอาไว้โอกาสหน้าจะขยายความนะครับ )

ความเชื่อชุดใหม่ในยุคสมัย “ ไม่เชื่อ-อย่าลบหลู่” เป็นความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติที่สัมพันธ์เชิงกำหนดชีวิตของปัจเจกชน   การกำหนดชะตาชีวิตของปัจเจกชนนั้นไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่จะอธิบายได้อย่างแน่นอนตายตัวขึ้น  ทั้งหมดอยู่กับ “ อดีต-กำเนิด-การดำเนินชีวิตประจำวัน” ของแต่ละคน   แม้ว่าอำนาจเหนือธรรมชาติที่มากำหนดชีวิตคนหนึ่งคนอาจจะส่งผลต่อชีวิตคนใกล้ตัว เช่น บางคนทำกรรมเอาไว้ ผลกรรมส่งมาให้เป็นคนโมโหร้ายและทำลายชีวิตครอบครัว แต่ก็จะแก้ไขได้จากฐานของคนๆนั้นคนเดียว ไม่เกี่ยวอะไรกับครอบครัว

ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติในยุคสมัย “ ไม่เชื่อ-อย่าลบหลู่” จึงเป็นความเชื่อเชิงปัจเจกชนลักษณะหนึ่งที่แตกต่างไปจากความเชื่อแบบ Individualism ซึ่งความหมายโดยทั่วไปจะเน้นความเชื่อมั่นในศักยภาพปัจเจกบุคคลในฐานที่เป็นมนุษย์ การขยายตัวของความเชื่อชุดนี้ของสังคมไทยได้ก่อให้เกิดประเพณีใหม่ขึ้นมาหลายอย่างด้วยกัน

ประเพณีใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นและมีความหมายแก่ผู้คนในยุคสมัยนี้  ได้แก่ การเกิดและขยายตัวของการนับถือพระภูมิ-เจ้าที่ในลักษณะของ “ ผีโฉนด”   เพราะพระภูมิ-เจ้าที่ในพื้นที่แห่งหนึ่งได้ลดทอนจากเดิมที่ดูแลทั้งหมดของพื้นที่ เช่น   เมื่อก่อนั้นมีความเชื่อเรื่อง “ผีเสื้อบ้าน”   ซึ่งจะต้องดูแลทั้งหมู่บ้าน แต่ผีในประเพณีประดิษฐ์ใหม่นี้ได้กลายสภาพ “ ผี” ให้อยู่ในสถานะที่ลดมาเหลือเพียงแค่การดูแลเฉพาะพื้นที่การครอบครองตามกฎหมายของปัจเจกบุคคลเท่านั้น   คือ พระภูมิ-เจ้าที่ดูแลเฉพาะเพียงพื้นที่โฉนดของเจ้าของบ้านที่สร้างศาลพระภูมิเท่านั้น     ความเปลี่ยนแปลงของศาลพระภูมิจึงปรากฏชัดว่าเปลี่ยนมาจากศาลผี ( ของชาวบ้าน ) ที่มีสี่เสามาเป็นศาลพระภูมิที่มีเสาเดียว ( จะพบเห็นได้ตามหมู่บ้านจัดสรรทั่วไป)

เนื่องจากการขยายตัวของคนชั้นกลางเกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็วตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๑๐ เป็นต้นมา  จึงทำให้ความเชื่อเรื่อง “ ผีโฉนด” ถูกให้กลายเป็นความเชื่อของสังคมไทยดั้งเดิมไปโดยปริยาย ( นี่คือความหมายของคำว่า “ ประเพณีประดิษฐ์ ) จึงส่งผลให้ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นความเชื่อที่งมงาย(แบบที่เคยวิจารณ์ชาวบ้าน) แต่อย่างใด

นอกจากปรากฏการณ์การขยายตัวของ “ผีโฉนด”แล้ว    “สิ่งศักดิ์สิทธิ” จำนวนมากและหลากหลายได้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดคนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้น   การ “ เช่า” พระเครื่อง/เหรียญหล่อพระพุทธรูป ฯลฯ ขยายตัวมากขึ้นกว่าในช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐ อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้  ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่ หลวงพ่อคูณได้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าความศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา

ในช่วงนี้เอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์เฉพาะถิ่นหลายแห่งได้เริ่มขยายพื้นที่กว้างขวางออกไปกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ระดับชาติขึ้นมามากมาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการขยายตัวของความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติของยุคสมัย “ไม่เชื่อ-อย่าลบหลู่” ก็มีการต่อต้านจากคนในสังคมที่ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้อยู่ในระดับหนึ่ง  การต่อต้านโดยมากก็จะเน้นทำนองว่าเป็นความเชื่อเหลวไหล   ซึ่งการดูดกลืนแรงต่อต้านก็ปรากฏในการกล่าวว่า  “ ถ้าไม่เชื่อ ก็จงอย่าลบหลู่” ความเชื่อของคนอื่น

การสร้างวาทกรรม “ ไม่เชื่อ-อย่าลบหลู่” ได้ทำให้เป็นเสมือนการเปิดโอกาส/และพื้นที่ให้แก่ความเชื่อเหนือธรรมชาตินั้นได้ขยายตัวออกกินปริมณฑลของชีวิตกว้างไกลและทุกมิติมากขึ้น  ขณะเดียวกันวาทกรรมนี้ก็ได้ทำให้กระแสการต่อต้านเรื่องเหนือธรรมชาติลดพลังลงไปด้วยเช่นกัน   ความเปลี่ยนแปลงนี้จึงทำมาสู่ยุคสมัยของอุตสาหกรรม “ ที่พึ่งทางใจ”

เพราะความคิด/วาทกรรม “ ไม่เชื่อ-อย่าลบหลู่” ได้ทำให้ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นความเชื่อที่ประกาศหลักการว่าหากใครไม่เชื่อก็จงอย่ามายุ่งเกี่ยวด้วย ดังนั้นเรื่องที่จะมาถกเถียงกันในสังคมว่าความเชื่อนั้นเป็นความจริงหรือไม่  อย่างไร เป็นสิ่งไม่สำคัญ เพราะเมื่อเชื่อแล้วว่า “ จริง”  ก็ไม่ต้องมาพิสูจน์หรือถกเถียงอะไรกันอีก

หากใครมาว่ากล่าวก็อาจจะถูกด่า/โจมตีกระหน่ำกลับไป พร้อมกับการเน้นเสมอว่า “ ไม่เชื่อ-อย่าลบหลู่”   จึงทำให้กระแสการต่อต้านเรื่องพลังเหนือธรรมชาติกำหนดวิถีชีวิตคนที่เคยเกิดขึ้นในทศวรรษ ๒๕๑๐ ก็ค่อยๆหายไป จนไม่มีใครออกมาต่อต้านอีกแล้ว  อย่างมากก็แค่ถอยไปห่างๆแล้วคอยดูเท่านั้น

การทำให้ความเชื่อเรื่องนี้สามารถดำรงอยู่ได้โดยที่ไม่ถูกต่อต้านหรือวิพากษ์วิจารณ์ ได้ส่งผลอย่างสำคัญให้แก่การสร้างอุตสาหกรรมความเชื่อนี้ขึ้นมา ดังจะพบเห็นการเพิ่มขึ้นของการผลิตสินค้าความเชื่อมากมายหลายเท่าตัว พร้อมๆกับสื่อสารมวลชนทุกรูปแบบก็ต้องเข้ามาร่วมการผลิตอุตสาหกรรมนี้ด้วย การประชาสัมพันธ์/โฆษณาสินค้าความเชื่อนี้กระจายไปทั่ว หากประเมินมูลค่าการผลิต การจัดจำหน่ายทุกรูปแบบแล้วน่าจะสูงมากนับหมื่นล้านทีเดียว

กล่าวได้ว่าหลังจากที่ได้สถาปนาความเชื่อเรื่องนี้ให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงแล้ว การขยายตัวของอุตสาหกรรมความเชื่อก็ได้ทำให้เกิดวาทกรรมชุดใหม่ขึ้นมารองรับ ได้แก่วาทกรรม “ ที่พึ่งทางใจ” หากจะเปรียบเทียบกับการทำสงคราม ก็อาจจะเปรียบได้ว่าการใช้ความคิดเรื่อง “ไม่เชื่อ-อย่าลบหลู่” เป็นการยิงปืนใหญ่และบุกเข้าไปในพื้นที่ของข้าศึก เมื่อบุกเข้าไปยึดได้แล้วก็ต้องตั้งมั่นในพื้นที่นั้นด้วยความเชื่อ “ที่พึ่งทางใจ”

สำหรับคนที่เชื่อเรื่องนี้ การแสวงหา/ซื้อขาย/บูชาสินค้าความเชื่อนี้เป็นเสมือน “ ที่พึ่งทางใจ” ก็ไม่ได้ส่งผลเสียอะไร มิหนำซ้ำก็จะมีแต่ผลดีต่อผู้บริโภคในทุกๆ ด้าน เพราะ “ ที่พึ่งทางใจ” จะให้ความรู้สึกมั่นคงเพิ่มขึ้นในการที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรในชีวิตประจำวัน

หากถามนักศึกษาปี ๑ ว่าใครไปบนบานศาลกล่าวเพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยบ้าง คำตอบว่าตนเองไปบนมาน่าจะมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ หากถามต่อไปว่าไปบนทำไม คำตอบที่ได้ก็จะมีเพียง “ ที่พึ่งทางใจ”

การขยายตัวของอุตสาหกรรม “ ที่พึ่งทางใจ” เป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิดที่ไม่สามารถรวมศูนย์การผลิตได้  จึงส่งผลดีในแง่ที่ว่าทุกคนหรือทุกส่วนสามารถกระโดดเข้ามาผลิตสินค้าและจำหน่ายได้เอง วัดจำนวนมากก็ต้องการที่จะเข้ามาร่วมการผลิตสินค้าความเชื่อนี้ วัดไหนมีฐานเดิมอยู่บ้างก็ได้เปรียบหน่อย วันไหนไม่มีฐานเดิมเลยก็ลำบากหน่อย ต้องพยายามสร้างฐานความเชื่อกันใหม่  หมอดู /นักแก้กรรมก็เพิ่มมากขึ้นกว่าร้อยเท่าตัว

การขยายตัวของอุตสาหกรรม “ที่พึ่งทางใจ” ในช่วงหลังเริ่มก้าวเข้าสู่โลกานุวัฒน์มากขึ้น การผลิตสินค้าท้องถิ่นในระดับภูมิภาคอาเซียนเพิ่มสูงขึ้น  ซึ่งทำให้สามารถเจาะตลาดลูกค้าอาเซียนได้มากขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญ ได้แก่ การนำเข้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศอื่นเข้ามาสู่กระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการเข้าสู่พิธีกรรมความศักดิ์สิทธิในสังคมไทย ที่สำคัญได้แก่ เทพหลายองค์ใน”ศาสนาฮินดู” เจ้าแม่กวนอิม(แคนนอน: ญี่ปุ่น) ในกลุ่มศาสนามหายาน

วัดหลายวัดได้สร้างพระพุทธรูป รูปจำลองเทพฮินดู และรูปจำลองเจ้าแม่กวนอิมอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ผู้ศรัทธาจะเลือกบูชาอย่างไรก็ได้ หรือจะบูชาทุกองค์ก็ได้ เพราะทั้งหมดเป็น “ที่พึ่งทางใจ” (ภาษาเหนือเรียกว่า “ศรัทธาแกงโฮะ”)

การสร้างความหลากหลายของสินค้าในอุตสาหกรรม “ที่พึ่งทางใจ” ส่งผลทำให้เกิดกลุ่มลูกค้าต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนในอาเซียน (ฮ่องกงด้วย ) ผมเคยเห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่จากสิงค์โปร์บ่นอย่างเจ็บปวดใจและเสียใจที่ถูกบังคับให้เทน้ำมนต์ที่ตนเองอุตสาห์แบกจากวัดในกรุงเทพฯ ว่าจะขนกลับประเทศให้แก่ลูกหลาน/ญาติมิตรที่ไม่ได้มาด้วย

เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม “ ที่พึ่งทางใจ” นี้ น่าจะเปิดโอกาสให้นักแสวงหาความศักดิ์สิทธิ์จากเพื่อนบ้านได้ขนสินค้า “น้ำมนต์” ผ่านการตรวจตราความปลอดภัย โดยจัดให้มีเจ้าหน้าที่พิสูจน์ว่าในขวดนั้นเป็นน้ำมนต์จริง ไม่ใช้ส่วนประกอบวัตถุระเบิดหรือสารไวไฟ (การพิสูจน์ว่าเป็นน้ำมนต์ก็ไม่ยาก ก็เพียงพิสูจน์ว่าเป็นน้ำพร้อมกับสิ่งเจอปนที่ไม่เป็นสารไวไฟ เช่น เศษเทียน เป็นต้น เพราะหากจะพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำมนต์ก็ต้องรบกวนเกจิอาจารย์มานั่งพิสูจน์ที่สนามบิน ก็ดูจะเอิกเกริกไปครับ)

ที่สำคัญ ยิ่งได้ลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้คนในสังคมไทยทุ่มตัวเองเข้าไปในความเชื่อนี้ดื่มด่ำมากขึ้นอีก เช่น คำกล่าวทำนองว่าเห็นไหมแม้กระทั่งสิงค์โปร/จีนมาเลย์เซีย/ฮ่องกงยังบูชาเลย

ประเด็นที่เราต้องคิดกันต่อไป การขยายตัวของอุตสาหกรรมความเชื่อนี้ไม่ใช่แค่การผลิตและจำหน่ายสินค้านะครับ หากแต่เป็นอุตสาหกรรมที่สัมพันธ์อยู่กับความเปลี่ยนแปลงระบบอารมณ์ความรู้สึกของสังคมไทย หากเราไม่ทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ดี เกรงว่าเราจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เราคาดไม่ถึงในอนาคตอันใกล้ครับ