Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011025

วิวัฒนาการการเมืองการปกครองพม่า: ปุญญวันต์ จิตประคอง

Filed under : POLITICS

“อนุสาวรีย์ของวีรกษัตริย์พม่าเองนั้น ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับการสร้างสำนึกเรื่องชาตินิยมของรัฐบาลพม่าในปัจจุบันที่ได้พยายามสร้างภาพให้พม่ามีพลานุภาพเหนือชนชาติอื่น เพราะปัจจุบันกระแสจากภายนอกนั้นนับว่ามีพลังกดดันพม่า” 

 

วิวัฒนาการการเมืองการปกครองพม่า :

ยุคก่อนอาณานิคม ถึงยุคหลังอาณานิคม (ค.ศ.13-1988)

 

 นายปุญญวันต์  จิตประคอง   

นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา รุ่นที่ 8

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

 

อาจเกริ่นกล่าวได้ว่าวิวัฒนาการการเมืองการปกครองของพม่านั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงระยะเวลา อันได้แก่ ยุคก่อนอาณานิคม, ยุคอาณานิคม และยุคหลังอาณานิคม สำหรับบทความนี้ผู้เขียนขอสรุปให้เห็นภาพรวมโดยทั่วไปของวิวัฒนาการการเมืองการปกครองพม่า ซึ่งจะขอสรุปให้เห็นถึงจุดเด่นของแต่ละยุคว่ามีลักษณะที่โดดเด่นอย่างไร

สำหรับในยุคแรกนั้น อาจกล่าวได้ว่าแนวความคิดทางด้านการเมืองการปกครองจะมีรากฐานมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์[1] โดยทรงอยู่บนส่วนยอดของสังคมที่มีประชากรส่วนใหญ่อยู่รวมกันเป็นชุมชนเฉพาะหนึ่งๆ ชุมชนเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับพระองค์ผ่านเครือข่ายที่มีเส้นสายโยงใยประกอบกันเป็นกลไกของรัฐและสังคม นอกจากนี้ในยุคนี้ยังมีสถาบันทางศาสนาเป็นสถาบันหลักสำคัญ ซึ่งพม่าได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียอันมีพื้นที่พรมแดนติดกัน ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพราหมณ์ โดยนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาหลักใหญ่สำคัญของชาวพม่า อันได้แก่ความคิดที่มองสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเสมือนหนึ่ง “เทวราชา”, “ธรรมราชา” หรือแม้กระทั่ง “จักรพรรดิราช”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดที่มองสถาบันพระมหากษัตริย์เป็น “เทวราชา” นั้น สันนิษฐานกันว่าพม่านั้นได้รับมาจากมอญและมอญก็ได้รับมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง แต่กระนั้นทั้งพม่าและมอญก็ได้นำเอาลักษณะสถาบันกษัตริย์เช่นนี้มาดัดแปลงให้เข้ากับความคิดความเชื่อทางศาสนาของตน เช่นนอกจากจะถือว่ากษัตริย์พม่าเปรียบเสมือนเป็นภาคหนึ่งของพระนารายณ์แล้วนั้น กษัตริย์เองยังเป็นภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมาอีกด้วย จะเห็นได้ว่าแนวคิดทางการปกครองของพม่าในยุคก่อนอาณานิคมนั้นจะยึดสองสถาบันหลักเป็นสำคัญอย่างที่เกริ่นกล่าวในเบื้องต้นนั่นคือ “สถาบันกษัตริย์” และ “สถาบันศาสนา” โดยจะนำทั้งสองสถาบันมาเชื่อมโยงให้มีความสอดคล้องกัน ด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้อำนาจของพระมหากษัตริย์พม่านั้นสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ในผืนแผ่นดินยุคนั้นได้อย่างมั่นคงด้วยการอาศัยความเชื่อทางศาสนาเข้ามาช่วยสนับสนุน แม้ว่าสถาบันกษัตริย์พม่าจะมีความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์เข้ามาเจือปนอยู่ แต่กระนั้นราชภาระกิจหลักของกษัตริย์พม่าที่สำคัญอย่างยิ่งเลยก็คือ เป็นองค์อุปถัมภ์ศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาหลักสำคัญในหมู่ประชาชนชาวพม่า 

 ด้วยเหตุนี้สถาบัน “กษัตริย์”[2] จึงนับว่าเป็นปัจจัยหลักสำคัญต่อการจัดระเบียบการปกครองภายในประเทศพม่ายุคก่อนอาณานิคมให้สามารถอยู่ได้อย่างสันติสงบ การปกครองในช่วงเวลานี้จึงเป็นรูปแบบแนวคิดทางการปกครองใน “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” นั่นเอง โดยมีลักษณะเป็นการรวมศูนย์อำนาจเข้ากับศูนย์กลาง พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้ที่มีอำนาจสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียวในสังคม[3]

และเมื่อพิจารณาลงไปถึงเรื่องแนวคิดเกี่ยวกับอาณาเขต หรือดินแดนในยุคก่อนอาณานิคมนั้น อาจกล่าวได้ว่าในยุคนี้ยังไม่ปรากฏแนวคิดเรื่อง “เขตแดน (Boundary)” และ “เส้นเขตแดน (Border/Borderline)” ที่ชัดเจนแต่อย่างใด หากแต่เป็นไปในรูปของพื้นที่ “ชายแดน (Frontier)” หรือชายขอบของอำนาจ[4] ที่ซึ่งอำนาจของศูนย์กลางต่างๆ ค่อยๆ เจือจางและบางเบา จนกระทั่งเป็นพื้นที่ซ้อนทับกันราวกับแสงสว่างที่ค่อยๆ จางลงเมื่ออยู่ห่างไกลออกไปจากเปลวเทียน อันอาจเรียกได้ว่าเป็นอาณาบริเวณที่เป็นเขตปลอดอำนาจรัฐหรืออำนาจการปกครอง ซึ่งอาจจะไม่ได้มีการปลอดอำนาจรัฐโดยสิ้นเชิง แต่ก็เป็นอาณาบริเวณที่มีอำนาจรัฐบางเบาและแผ่ไปอย่างไม่สม่ำเสมอและไม่ต่อเนื่องนั่นเอง กระนั้นการปกครองในยุคโบราณจึงยังมิได้มีแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการด้านดินแดน[5] หากแต่กลับให้ความสำคัญกับการคุมกำลังคนมากกว่าการครอบครองดินแดน ดังนั้น แนวความคิดเกี่ยวกับรัฐจึงไม่เกี่ยวข้องกับดินแดนที่มีอาณาเขตแน่นอน แต่จะหมายถึงเมืองหลวงซึ่งอำนาจและการควบคุมได้แผ่ออกไปปกครองดินแดนรอบๆ ซึ่งอำนาจจะลดน้อยลงตามระยะทาง หมายความว่ายิ่งไกลอำนาจปกครองก็จะอ่อนลงไป สำหรับพื้นที่บางแห่งที่ไม่ได้กำหนดขอบเขตอำนาจที่แน่ชัด อำนาจการปกครองที่ขยับขยายได้ก็สามารถเข้าไปถึงรัฐเพื่อนบ้านได้ ดินแดนชายขอบอาณาเขตเหล่านี้จึงมักจะขึ้นอยู่กับหลายอำนาจ (เจ้าหลายฝ่าย) พร้อมๆ กัน หรืออาจกล่าวได้ว่าการที่รัฐก่อนอาณานิคมนั้นไม่มีพรมแดนที่ชัดเจนตายตัวนั้นเป็นเพราะไม่จำเป็นต้องมี และไม่ใช่แนวคิดที่ใช้กันในระบบรัฐของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้เนื่องจากความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบโบราณมีจุดเน้นอยู่ที่การควบคุมกำลังคนมากกว่าที่ดิน กระนั้นจากสภาวการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้อำนาจการปกครองของรัฐมิได้จำกัดแน่นอนตายตัวอยู่กับเส้นเขตแดนแต่อย่างใด หากแต่สามารถแผ่ขยายหรือหดตัวในแต่ละช่วงเวลา ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลทำให้ในยุคนี้ แนวความคิดเรื่องอาณาเขตหรือดินแดนยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด 

 แต่กระนั้นเมื่อพม่าเข้าสู่ช่วงเวลาของยุคอาณานิคมอังกฤษนั้น[6] อาจเกริ่นกล่าวได้ว่าในยุคนี้ระบบแนวคิดทางด้านการเมืองการปกครองพม่านั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการตัดอำนาจของกษัตริย์ออกไปและนำแนวคิดแบบตะวันตกเข้ามาสวมแทนที่ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลมาจากความคิดในแบบยุโรปสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเน้นในเรื่อง “ดินแดน อาณาเขต และพรมแดน”[7] ที่มีความชัดเจน มั่นคง และแน่นอน[8] ตลอดจนแนวคิดในเรื่อง “ระบบการบริหารราชการแบบใหม่” ที่มีการแบ่งการบริหารออกเป็นกระทรวง ทบวง กรม เป็นฝ่ายต่างๆ แบ่งงานกันทำโดยลดหลั่นกันเป็นขั้นๆ อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน[9]

กระนั้นทั้งแนวคิด “อาณาเขต-เขตแดน” และ “ระบบการบริหารราชการแบบใหม่” จึงนับว่ามีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมทางด้านการเมืองการปกครองพม่าเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะสรรสร้างชุมชน ประเทศพม่าให้ก้าวเข้าสู่สังคมที่เรียกว่า “รัฐสมัยใหม่ (Modern State)” อันมีจุดยืนมาจากมุมมองความคิดในแบบตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดที่เกิดขึ้นมาจากเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษที่เข้ามาปกครองพม่านั่นเอง 

 ด้วยเหตุนี้จึงทำให้รัฐพม่าในยุคอาณานิคม มีรูปแบบลักษณะการเมืองการปกครองในลักษณะที่เป็น “การเมืองแบบสมัยใหม่” ในลักษณะที่เป็นเสรีนิยมมากยิ่งขึ้น มีการกระจายอำนาจ แบ่งแยกและปกครอง เพื่อที่จะทำให้รัฐสามารถที่จะเข้าไปสู่สังคมได้มากยิ่งขึ้น อันจะง่ายต่อการขูดรีดและกอบโกยผลประโยชน์จากประชาชนได้อย่างสมบูรณ์ กระนั้นโดยภาพรวมแล้ว ในยุคอาณานิคมอังกฤษนี้จะมีรูปแบบความเป็นรัฐและระบบการบริหาร การเมืองหรือการปกครองที่แตกต่างไปจากยุคแรก

 ต่อมาภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 และอังกฤษได้ยอมให้พม่าเข้าปกครองตนเองโดยอิสระอย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ.1948 นั้น พม่าในยุคหลังอาณานิคมซึ่งอยู่ภายใต้ยุคผู้นำอูนุและเนวิน สำหรับในยุคแรกของอูนุนั้น[10] ก็ได้เลือกเอาแนวคิดทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนมาใช้เป็นหมุดหมายสำคัญในการบริหารปกครอง มีการแบ่งออกเป็นสามฝ่ายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ, ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งจากประชาชน ซึ่งในส่วนนี้นั้นก็มีขึ้นเพื่อเป็นการสร้างความโปร่งใส และความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับสังคมพม่า[11]

 เมื่อเข้าสู่ยุคผู้นำเนวิน ซึ่งเป็นผู้นำคนถัดมาจากอูนุนั้น โครงสร้างทางการเมืองที่สร้างขึ้นทันทีภายหลังรัฐประหารในปี ค.ศ.1962 คือ “สภาปฏิวัติ”[12] ซึ่งสภาปฏิวัตินี้นี่เองที่ได้ประสานอำนาจทั้งหมดของรัฐเข้าด้วยกัน ภายใต้อำนาจการสั่งการของเนวิน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ระบอบการเมืองการปกครองพม่าในยุคเนวินนั้นได้มีการเปลี่ยนแนวทิศทางไปอย่างมาก มีการวิจารณ์ว่า “ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในยุคอูนุนั้น มีช่องโหว่ให้ใช้อำนาจในทางที่ผิดมากเกินกว่าจะมีคุณค่าสำหรับประเทศอย่างพม่าได้” ซึ่งเป็นข้อกล่าวอ้างที่ก่อให้เกิดการสถาปนาพรรคเดี่ยวพรรคหนึ่งขึ้นมาเพื่อนำรัฐไปสู่ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมหรือระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา

 ในยุคนี้จึงเห็นได้ชัดถึงการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของผู้บริหาร ซึ่งปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนจากการประกาศนำพม่าเข้าสู่ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมในช่วงแรก และตามมาด้วยระบอบคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมในภายหลัง แต่ทั้งสองระบอบการปกครองล้วนยึดอำนาจรัฐเป็นหลักใหญ่สำคัญ โดยอำนาจนี้จะกุมอยู่ในมือของกลุ่มผู้นำเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นนั่นคือ อยู่ภายใต้อำนาจของ “เนวิน” ซึ่งสามารถใช้อำนาจเหล่านั้นในการจัดการบริหารได้อย่างเต็มที่โดยไร้ขีดจำกัด ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงลักษณะความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างระบอบการปกครองภายใต้การนำของอูนุในช่วงแรกและเนวินในช่วงหลัง

 แต่กระนั้นไม่ว่าจะเป็นยุคของอูนุ หรือเนวินก็ตาม ล้วนได้นำเอาแนวความคิดเกี่ยวกับรัฐเอกราชสมัยใหม่เข้ามาใช้โดยมีลักษณะเด่นๆ ที่มีความสำคัญ ได้แก่การนำแนวความคิดที่มองว่าประเทศ หรือรัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีรัฐบาลที่มีศูนย์กลางอำนาจที่มีความแน่นอน เช่น การมีเมืองหลวงที่แน่นอนและมีระบบราชการสมัยใหม่ที่มีความเป็นปึกแผ่น นอกจากนี้แล้วยังมีแนวคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยที่ชัดเจน ปกคลุมทั่วดินแดน และธำรงอยู่เหนืออำนาจอื่นๆ ภายในประเทศ กระนั้นการมีดินแดนจำนวนหนึ่งที่มีความชัดเจนแน่นอน และการมีประชากรของรัฐจำนวนหนึ่งที่มีความเป็นหนึ่งเดียวและมีสำนึกความผูกพันกับรัฐ

ด้วยเหตุนี้ภายหลังจากการที่ประเทศเจ้าอาณานิคมอังกฤษได้มอบเอกราชให้แก่ประเทศพม่าอย่างสมบูรณ์แล้ว หนึ่งตะกอนที่หลงเหลือทางความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงอาณานิคม ก็นับว่ามีบทบาทเช่นกันที่เข้ามามีอิทธิพลทางความคิดของประชาชนพม่าภายหลังจากการได้รับเอกราชจากอังกฤษอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ “อุดมการณ์ชาตินิยม (Nationalism)” อันเป็นอุดมการณ์ที่ถือเอาชาติตัวเองเป็นใหญ่ หรือการทำให้คนในชาติเกิดความรู้สึกรักชาติของตนเอง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเพิ่งเข้ามาภายหลังอาณานิคมและถือได้ว่าเป็นลัทธิที่มีความสำคัญต่อการนำมาใช้สร้างชาติของตนเองให้เป็นปึกแผ่น ภายหลังจากที่ได้รับความหายนะครั้งยิ่งใหญ่เมื่ออยู่ในช่วงอาณานิคม และสงครามโลกครั้งที่ 2[13]

จากที่เกริ่นกล่าวมาทั้งหมด จึงนับได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดรัฐเอกราชสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นมาภายหลังจากการตกเป็นอาณานิคมของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ภายหลังจากที่พม่าได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์จึงเป็นปัจจัยก่อให้เกิดแนวความคิดทางการเมืองการปกครองซึ่งหนึ่งในที่มาเหล่านั้น ย่อมหนีไม่พ้นจากการได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดการปกครองของเจ้าอาณานิคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐชาติสมัยใหม่, แนวคิดเรื่องอาณาเขตดินแดนที่มีความชัดเจน นอกจากนี้สิ่งที่เป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นมาเมื่อครั้งที่พม่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคมนั่นคือ อุดมการณ์ทางความคิดที่เป็นชาตินิยม ซึ่งเริ่มก่อตัวจากยุคนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งมีความเข้มข้นมากขึ้นในยุคหลังอาณานิคม จนกลายเป็นอุดมการณ์ทางความคิดของชนชั้นนำและบรรดาประชาชนชาวพม่า กระทั่งทุกวันนี้ก็สามารถพบเห็นปรากฏการณ์เหล่านั้นได้อยู่ นับว่าเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่ได้เข้ามาเป็นเครื่องมือหรือแบบแผนประเพณีการปกครองของรัฐบาลพม่าในยุคปัจจุบัน

 ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ปัจจุบันกาลของพม่าได้นำเอามรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่รุ่งโรจน์เข้ามาเป็นแบบแผนหรือประเพณีการปกครองของรัฐบาลพม่า อันเป็นเพราะว่าในยุคปัจจุบันสหภาพพม่ายังมีปัญหาด้านเอกภาพและความมั่นคงภายใน อันเนื่องมาจากความแปลกแยกของคนต่างเผ่าพันธุ์ที่สืบต่อมากว่ากึ่งศตวรรษ และจากกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลทหารของพม่ายุคปัจจุบันจึงคงย้ำเน้นถึง “ความรักชาติ” ให้เป็นหน้าที่สำคัญของพลเมืองพม่า และที่สำคัญได้ยกย่องพระพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ โดยถือว่า “จิตใจรักชาติ” นั้นเป็นสำนึกอย่างหนึ่งที่จะต้องเว้นจากการวิพากษ์วิจารณ์ดุจเดียวกับพุทธศาสนาและกองทัพแห่งชาติ เหตุเพราะรัฐบาลพม่านั้นถือว่าความรักชาติเป็นจิตสำนึกและจิตวิญญาณของชาวพม่าที่ได้สั่งสมมาพร้อมกับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพของประชาชน และเอกราชของสหภาพพม่าจากการครอบงำของลัทธิจักรวรรดินิยมที่ได้คุกคามพม่าในอดีตกาล

 ด้วยเหตุนี้รัฐบาลทหารพม่าในยุคปัจจุบันจึงพยายามที่จะนำเอาชุดความรู้ที่เกิดขึ้นมาจากการแสวงหาเพื่อการสร้างสำนึกรักชาติให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนชาวพม่า ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์กำเนิดเผ่าพันธุ์พม่า ความยิ่งใหญ่ของพม่าในยุคราชวงศ์ และการต่อต้านอังกฤษและญี่ปุ่นในยุคอาณานิคมเข้ามาใช้เป็นชุดความรู้เพื่อตอกย้ำความเป็นพม่าให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนทุกคน

สำหรับมรดกทางประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่สำคัญๆ ของพม่าเห็นได้จากการที่พม่าได้นำเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกำเนิดราชธานีและเผ่าพันธุ์พม่า กล่าวคือพม่าได้โยงเอาเผ่าพันธุ์ตนและราชวงศ์ของพม่าว่าสืบเชื้อสายมาจากวงศ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือการยึดเอาคติผีหลวงและตำนานพุทธศาสนานำมาใช้เป็นหลักกำหนดความเป็นชาติพันธุ์อันเก่าแก่และสูงส่งของพม่า จนดูเหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่นที่อาศัยร่วมแผ่นดินสหภาพพม่าทั้งประเทศ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลทหารพม่าในปัจจุบันพยายามผูกคนเข้ากับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนมีจิตสำนึกรักชาติของตนเอง นับว่าเป็นกระบวนการสร้างชาตินิยมอีกรูปแบบหนึ่งในพม่า[14]

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาตินิยมเกี่ยวกับวีรกรรมทางประวัติศาสตร์ของกษัตริย์พม่าในยุคราชวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอให้เห็นถึงความสามารถของพระเจ้าอโนรธาแห่งพุกามที่ปัจจุบันได้รับยกย่องว่าเป็นเสมือนผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธศาสนาในแผ่นดินพุกาม นอกจากนี้ยังมีพระเจ้าบุเรงนองที่ถือเสมือนเป็นผู้สร้างอาณาจักรพม่าขึ้นมาด้วยกำลังรบที่เกรียงไกร จึงถือเสมือนเป็นยอดขุนพลของพระเจ้า นอกจากนี้แล้วก็ยังมีพระเจ้าอลองพญาซึ่งเป็นวีรกษัตริย์ที่ได้ช่วยให้พม่าฟื้นตัวพ้นจากอำนาจมอญ และสามารถตีเมืองหงสาวดีและย่างกุ้งให้มาอยู่ใต้อำนาจของพม่า ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วเป็นยอดนักรบกู้ชาติทั้งสิ้น นี่จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลพม่าในปัจจุบันพยายามนำมาเป็นเครื่องมือในการรวมคนในชาติให้มีสำนึกความรู้สึกที่เป็นชาตินิยมเดียวกัน และในขณะเดียวกันก็เป็นการปลูกฝังให้ประชาชนชาวพม่าเกิดการลอกเลียนแบบพฤติกรรมกษัตริย์พม่าที่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลทหารพม่าพยายามปลูกฝัง และกล่อมเกลาประชาชน

หรือแม้กระทั่งอนุสาวรีย์ของวีรกษัตริย์พม่าเองนั้น ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับการสร้างสำนึกเรื่องชาตินิยมของรัฐบาลพม่าในปัจจุบันที่ได้พยายามสร้างภาพให้พม่ามีพลานุภาพเหนือชนชาติอื่น เพราะปัจจุบันกระแสจากภายนอกนั้นนับว่ามีพลังกดดันพม่า เหตุนี้พม่าจึงจำเป็นต้องหันมาประยุกต์วีรกษัตริย์ในยุคราชวงศ์เพื่อสร้างพลังใจขึ้นใหม่ในหมู่ผู้รักชาติ แต่กระนั้นก็ตามรัฐบาลพม่าในปัจจุบันกลับยังคงเน้นย้ำความเป็นผู้นำประเทศของชนชาติพม่าให้เด่นชัดไม่ต่างอะไรไปจากยุคที่ผ่านมามากนัก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ “ชาตินิยมพม่า” เป็นวาทกรรมหนึ่งเพื่อการสร้างชาติ และดูจะไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมถอยไปจากแผ่นดินพม่าได้เลย นับได้ว่าเป็นแนวคิดการบริหาร การปกครองหลักที่เห็นได้ชัดในยุคปัจจุบันของรัฐบาลทหารพม่า[15]

นอกจากนี้แล้วเมื่อพิจารณาถึง มรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ด้านการเมืองการปกครองพม่า แล้วนั้นก็ยังสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่มีลักษณะเผด็จการทหารซึ่งได้รับผลกระทบมาจากอุดมการณ์ทางความคิดที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยผู้นำเนวิน ภายใต้สังกัดสภาปฏิวัติดังที่ได้เกริ่นกล่าวในบทเนื้อหาไปแล้ว ซึ่งนับตั้งแต่ที่พม่าได้รับเอกราชนั้น ชาวพม่าต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของทหารมาโดยตลอด ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีการใช้กฎเหล็กปกครองประชาชน กลไกต่างๆ ของรัฐจึงยังคงมีความเหนือกว่าคลื่นและเสียงของประชาชน เพราะการได้เปรียบที่มีอาวุธ มีทหาร และข้าราชการคอยหนุนหลัง นี่แหละคือประเด็นสำคัญที่ได้ช่วยให้กลไกของรัฐดำเนินการควบคุมประชาชนต่อไปได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต รัฐบาลทหารสามารถเข้าไปควบคุมการดำเนินงานในฝ่ายการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ และสามารถกดดันหรือกีดกันกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยให้ออกไปจากศูนย์อำนาจได้เกือบจะโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้รัฐบาลทหารพม่าพยายามเข้ามาจัดการระเบียบทางสังคมให้มีความเป็นชาติเดียวกัน คือพยายามรวมเผ่าพันธุ์ทุกชาติพันธุ์ให้เข้ามารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความคิดที่เป็นผลึกตะกอนตกทอดมาจากผู้นำเนวิน และปัจจุบันรูปแบบการจัดระบบการปกครองเหล่านี้ก็ยังคงปรากฏอยู่ในสังคมพม่า

นอกจากสิ่งที่เกริ่นกล่าวในเบื้องต้นแล้วนั้นก็ยังมีมรดกตกทอดในเรื่อง “แนวคิดเรื่องเขตแดน” ที่รัฐบาลได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบทางสังคมในปัจจุบัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากมรดกทางประวัติศาสตร์และนวัตกรรมทางการปกครองของรัฐชาติสมัยใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังคงปรากฏให้เห็นพรมแดนแห่งรัฐอย่างชัดเจนในยุคปัจจุบัน รัฐบาลทหารจึงพยายามใช้อิทธิพลทางด้านภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้เป็นตัวจัดการระบบการเมืองการปกครองของพม่า ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเขตการปกครองหรือการแบ่งเขตหน่วยงานบริหารต่างๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น โดยใช้แนวคิดภูมิรัฐศาสตร์ที่มีเส้นเขตแดนที่แน่นอนเพื่อที่จะรวมคนในชาติ หรือจัดระเบียบทางสังคมให้เป็นประเทศที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันได้ กระนั้นจะเห็นได้ว่ามรดกทางประวัติศาสตร์เรื่องอาณาเขตดินแดนที่ชัดเจนเช่นนี้เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ได้เข้ามาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการปกครองประเทศพม่าในยุคปัจจุบัน “ภูมิรัฐศาสตร์” จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่รัฐบาลได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างชาติของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งโลกทัศน์ทางการปกครองที่สำคัญของผู้นำพม่าในยุคปัจจุบันที่ยังคงปรากฏให้เห็นในระบบการเมืองการปกครองของรัฐพม่า


[1] ประวัติศาสตร์พม่ายุคราชวงศ์เริ่มสถาปนาอย่างเด่นชัดและมั่นคงในสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อ หรือพระเจ้าอนิรุทธิ์แห่งราชวงศ์พุกาม ประมาณปี ค.ศ. 1044 และประวัติศาสตร์พม่ายุคราชวงศ์จะมาสิ้นสุดลงที่สมัยพระเจ้าธีบอ หรือพระเจ้าสีป่อ ที่เสียมัณฑะเลย์ให้กับกองทัพอังกฤษประมาณปี ค.ศ. 1885

[2] Lieberman, Burmese Administrative Cycles : Anarchy and cheap cialis online Conquest,c.1580-1760 (Princeton University Press, 1984), p.23.

[3] โรเบิร์ต เอช.เทย์เลอร์,รัฐในพม่า The State on viagra canda Burma, แปลโดย พรรณงาม เง่าธรรมสาร, สดใส ขันติวรพงศ์ และศศิธร รัชนี ณ อยุธยา, พิมพ์ครั้งที่ 1 (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,2550), น.21-138,211-243,411-493.

[4] Thongchai Winichakul. Siam Mapped: A History of where can i buy real viagra the cost cialis Geo-Body of viagra 100 mg a Nation. (Honolulu, (U.S.) : University of cialis 20mg Hawaii Press, 1994), p.10-25.

[5] เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้ให้ความเห็นว่า ลักษณะเด่นๆของรัฐโบราณ รัฐจารีต หรือรัฐก่อนสมัยใหม่ ว่ามีลักษณะสำคัญที่แตกต่างไปจากรัฐสมัยใหม่ ดังนี้  ประการแรก : ไม่มีพรมแดนชัดเจนและไม่ได้ถือหลักอธิปไตยเหนือดินแดน, ประการที่สอง : รัฐและสังคมดำรงอยู่ทาบซ้อนกัน โดยผ่านการจัดตั้งสังคมตามระบบไพร่/ขุนนาง ทำให้สมาชิกของสังคมเป็นคนของรัฐไปโดยปริยาย ทุกคนมีนาย และรัฐก็ไม่มีกลไกการปกครองที่แยกจากการควบคุมกำลัง, ประการที่สาม : ประกอบด้วยศูนย์อำนาจใหญ่เล็ก แต่อำนาจไม่รวมศูนย์ หัวเมืองใหญ่มีฐานะกึ่งอิสระ และประเทศราชปกครองตนเอง (Semi-autonomy) โดยพื้นฐาน, ประการที่สี่ : ไม่รังเกียจชาติพันธุ์ในความหมายทางการปกครอง กล่าวคือไม่ได้คัดคนออกเป็นนอกในตามความแตกต่างทางชาติพันธุ์ และไม่มีแนวความคิดเรื่องชาติในความหมายสมัยใหม่ นอกจากนี้ผู้กุมอำนาจยังยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม แม้แต่ขุนนางก็มาจากหลายชาติพันธุ์ และแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้อย่างเต็มที่ และประการสุดท้าย : รัฐมีบทบาทจำกัด แค่ปกป้องคุ้มครองไม่ให้ข้าศึกศัตรูมารุกราน และรักษาความสงบภายในศูนย์อำนาจไม่ว่าใหญ่หรือเล็กไม่ถือว่าตนมีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการศึกษา อ้างใน : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล. “รัฐชาติ ชาติพันธุ์ และความทันสมัย” ใน รัฐศาสตร์สาร (ฉบับพิเศษ ธรรมศาสตร์ 60 ปี รัฐศาสตร์สาร 30 ปี) เล่มที่ 1,2552,หน้า 1-17.

[6] ระบบอาณานิคมของตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นระบบที่มุ่งสถาปนาอำนาจที่เอื้อต่อผลประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้แก่ชาติมหาอำนาจตะวันตกเหล่านี้เป็นประการสำคัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออังกฤษในพม่า อาจถือได้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปเป็นแรงผลักดันสำคัญที่มีต่อการมุ่งแสวงหาและสถาปนาอำนาจอาณานิคมลงบนดินแดนต่างๆในภูมิภาคนี้

[7] แนวความคิดในเรื่องเขตแดนที่เป็นลักษณะสำคัญของรัฐสมัยใหม่นั้นได้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้สนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (Treaty of lowest price for viagra West-phalia) ในปี ค.ศ.1648 เพื่อกำหนดเส้นเขตแดน และการยอมรับอำนาจอธิปไตยของรัฐ เนื่องด้วยความไม่ชัดเจนในเส้นเขตแดนมักนำมาซึ่งความขัดแย้งหรือข้อพิพาทระหว่างรัฐที่มีพรมแดนต่อเนื่องกัน จนกระทั่งกลายเป็นความรุนแรงระหว่างรัฐเพื่อแย่งชิงหรือปกป้องเขตแดนของรัฐมาโดยตลอด

[8] ดูเพิ่มเติมใน ดุลยภาค ปรีชารัชช, ความเข้าเรื่องเขตแดนไทย-พม่า (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์,2554) หน้า101.

[9] บัทสัน, เบนจามิน เอ. อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม. แปลโดย กาญจนี ละอองศรี, ยุพา ชุมจันทร์ และคณะ. (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,2543),น. 15.

[10] อูนุปกครองพม่าผ่านพรรคสันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti-Fascist People’s Freedom League : AFPFL) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองผสมของกลุ่มทหาร กลุ่มสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และพรรคการเมืองย่อยอื่นๆ ก่อตั้งขึ้นภายใต้การนำของ ออง ซาน (Aung San) ประธานพรรคฯ จนเมื่อ ออง ซาน ถูกลอบสังหารในการประชุมสภาฯพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1947 อู นุ (U Nu) รองประธานพรรคฯ จึงได้ขึ้นมาเป็นผู้นำแทน อ้างใน พรรณี ไทยานนท์, “บทบาทของพรรคสันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของพม่า,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2520), น.20-22.

[11]ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, พม่า : ประวัติศาสตร์และการเมือง, พิมพ์ครั้งที่ 4 (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2544), น.73.

[12] Roger M. Smith, Southeast Asia: Documents of viagra cialis levitra Poilitical Development and buy cialis online canada Change, (Ithaca,1974),p.134.

[13] ม.ล.จุลลา งอนรถ, “ กำเนิดและความเป็นมาของลัทธิชาตินิยมในประเทศไทย,” ( วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2513 ), น. 5.

[14] อ้างใน “ชาตินิยม : นวกรรมที่ไม่เสื่อมไปจากแผ่นดินพม่า,” < http://www.human.nu.ac.th/myanmar/>,

 22 เมษายน 2554.

[15] วิรัช นิยมธรรม,คิดแบบพม่า ว่าด้วยชาติและวีรบุรุษในตำราเรียน (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,2551), น. 23-206.