cialis 20 mg reviews
viagra online sales
generic viagra online pharmacy review
viagra sales
viagra women
buy generic viagra online
cialis canadian drug store
fda approved viagra online
viagra no perscription uk
cialis price
generic cialis online reviews
tadalafil online canada
natural viagra pills
viagra order by phone
cialis 36 hour dosage
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011018

วิเคราะห์เชิงวิพากษ์วาทกรรมเรื่อง “คนดี” กับ “คนไม่ดี”

Filed under : INTEGRATED SCIENCE > POLITICS > SOCIAL SCIENCE

“…ประเทศไทยไม่เคยมีฝ่าย หากจะมีฝ่ายก็มีอยู่แค่ 2 ฝ่ายเท่านั้นคือ ฝ่ายคนทำความดี กับ ฝ่ายทำความไม่ดี

 

วิเคราะห์เชิงวิพากษ์วาทกรรมเรื่อง “คนดี” กับ “คนไม่ดี”

(Critical analysis of discourse on Good and ‘Bad’ Man)

ปัญญา เสนา

บทความชิ้นนี้ได้รับมาทางอีเมล์โดยใช้ชื่อข้างต้น ทางกองบรรณาธิการได้พยายามติดต่อกลับแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงขอใช้ชื่อที่ได้ส่งบทความนี้มา หากผู้เขียนประสงค์จะให้ใช้ชื่ออื่นใดสามารถแจ้งกลับมาได้ที่ midnightuniv@hotmail.com

 

1. มูลเหตุจูงใจ

            การที่จะมีใครสักคนพูดคำว่า “ดี กับ ไม่ดี” เป็นปัญหาในสังคมระดับหนึ่ง สำหรับปรัชญาแล้วคำนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันกว่าสองพันปี การให้นิยามคำนี้ก็ยังคลุมเครือและเป็นปัญหาที่นับวันจะยิ่งมีปัญหาเป็นทวีคูณ แต่เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวสารหลายแขนงได้นำเสนอคำพูดของบุคคลสำคัญที่เสนอวาทกรรม (Discourse)เกี่ยวกับคำว่าดีและไม่ดีอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่ปรากฏชัดคือข้อความที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2553 ว่า “…ประเทศไทยไม่เคยมีฝ่าย หากจะมีฝ่ายก็มีอยู่แค่ 2 ฝ่ายเท่านั้นคือ ฝ่ายคนทำความดี กับ ฝ่ายทำความไม่ดี

            ปัญหาเรื่องความดีไม่ใช่ปัญหาใหม่เพราะการกล่าวเช่นนี้มีอยู่บ่อยครั้งซึ่งผู้กล่าวก็แตกต่างกันไปและกล่าวอ้างขึ้นต่างกรรมต่างวาระกันไป แต่ทั้งหมดนี้ผู้เขียนเชื่อว่า ‘ผู้พูด’ ต้องการสื่อนัยยะสำคัญบางอย่าง กรณีนี้ผู้พูดหยิบยกวาทกรรมเรื่อง “คนดีกับคนไม่ดี” ขึ้นมาพูดเพื่อสื่อไปยังผู้ฟัง หลายครั้งที่การพูดคำว่าดีนั้นเปิดนัยยะที่ผู้พูดต้องการจะให้ผู้ฟังตีความเพราะคำว่าดีนั้นถูกใช้ทั้งในฐานะเป็นศีลธรรมและเป็นกฎศีลธรรม ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นกับผู้เขียนหากคำว่า ‘ดี’ มีความชัดเจนในตัวมันเองโดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ แต่ข้อเท็จจริงคือการนิยามคำนี้ยังมีปัญหาให้ได้ถกเถียงกันอยู่จนปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อที่จะหาคำตอบในคำพูดนี้และเพื่ออธิบาย concept ของคำว่า “ดี” มีปัญหาอย่างไร ผู้เขียนได้พยายามศึกษาค้นคว้าเอกสารต่างๆ เพื่อหาคำตอบอย่างตรงไปตรงมาและปราศจากอคติใดๆ

            ในการตั้งชื่อบทความนี้เป็นภาษาอังกฤษผู้เขียนไม่มีเจตนาที่จะใช้คำว่า Bad เพราะเป็นคำที่ให้ความหมายสุดโต่งในแง่คุณธรรมซึ่งไม่เหมาะสม แต่เนื่องจากผู้เขียนไม่มีความรู้ที่ลึกซึ้งพอจึงไม่สามารถหาคำศัพท์ที่เหมาะสมในการตั้งชื่อได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องใช้คำนี้ แต่เป้าหมายของบทความนี้ยังมีหลักอยู่ที่การวิพากษ์มโนทัศน์ของคำว่า “ดี” ในฐานะเป็นคำที่ถูกใช้บ่อยและแพร่หลายในสังคมไทย

2. “ดี” คืออะไร

            เบื้องต้นผู้เขียนได้เกริ่นนำไปแล้วว่าคำว่า “ดี” เป็นคำที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างยิ่ง ขอบเขตของคำว่า “ดี” หากแค่อธิบายในแง่ศาสนาจะไม่เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามาก เพราะศาสนาจบที่การศรัทธาต่อสิ่งที่เรียกว่า “ดี” ตามหลักการทางศาสนาเท่านั้น (แต่ปัจจุบันคำนี้ในทางศาสนาก็เกิดปัญหาไม่น้อยเช่นกัน) ปัญหาจึงมีว่าในทางจริยศาสตร์และทางสังคมคำว่าดีคืออะไรเพราะคำว่าดีในทางจริยศาสตร์และสังคมไม่ได้เกิดขึ้นและยืนอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาคำนี้ผ่านการนิยามศัพท์เป็นอันดับแรก

            คำว่า “ดี” ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน(2542: 409) เป็นคำวิเศษ (ว.) หมายถึงลักษณะที่เป็นที่ต้องการ น่าปรารถนา น่าพอใจ ใช้ในลักษณะที่ตรงข้ามกับลักษณะบางอย่างแล้วแต่กรณี คือตรงข้ามกับคำว่า ชั่ว เช่น คนดี ความดี, ตรงข้ามกับความร้าย เช่นโชคดี เคราะห์ดี; สวย, งาม เช่น หน้าตาดี มารยาทดี เป็นต้น

            คำว่า “ดี” ตามพจนานุกรมศัพท์ปรัชญา ไทย – อังกฤษ (2543:41) มีความหมายว่า “ลักษณะที่เป็นที่ต้องการ ดีอาจมีความหมายในทางจริยธรรมหรือไม่ก็ได้ เช่น ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งดี คำว่าดีมีความหมายในทางจริยธรรม แต่มีดเล่มนี้ใช้ดี คำว่าดีในที่นี้ไม่มีความหมายในทางจริยธรรม

            การอธิบายคำว่าดีตามนิยามทั้ง 2 นี้ ความดีไม่ได้ดีโดยลำพังในนิยาม นิยามแรก (2542:409) คำว่า “ดี” ปรากฏชัดก็ต่อเมื่อมีคำที่บ่งลักษณะตรงข้ามซึ่งในนิยามคือคำว่า “ชั่ว” ในนิยามหลัง (2543: 14) คำว่าดีผูกติดกับความซื่อสัตย์ เพราะความซื่อสัตย์จึงเป็นความดี ดังนั้น จึงชัดเจนว่าในกระบวนการนิยามคำว่าดี นิยามทั้ง 2 ยังมีปัญหาเรื่องการนิยามซึ่งจะต้องศึกษากันต่อไป แต่ปัจจุบันสังคม “เชื่อว่า” การนิยามคำว่าดีเท่าที่มีอยู่ พอเพียงที่จะใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้แต่ผู้เขียนกลับมีความเชื่อว่าเพียงความเข้าใจคำว่า “ดี” ตามที่ได้กล่าวตามนิยามนี้ไม่เพียงพอ

3. ความดี เป็นสิ่งสัมพัทธ์

            จากนิยามข้างต้นจะเห็นได้ว่า คำว่า “ความดี” นั้นเป็นการกระทำที่ได้รับการยอมรับว่าดีจากแต่ละสังคมเท่านั้น ในความหมายที่หนึ่ง คำว่าความดีนั้นเป็นสิ่งสัมพัทธ์ (relative) คือเชื่อมโยงกับคุณลักษณะอื่นๆ อีกมากทั้งในความหมายที่หนึ่งและความหมายที่สอง ทั้งสองความหมาย “ความดี” ไม่ได้ดำรงอยู่บนพื้นฐานของตัวมันเองและไม่สามารถดำรงอยู่ลำพังได้ ตัวอย่างในนิยามคือ ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งดี นั่นก็หมายความว่าความดีในที่นี้สัมพัทธ์อยู่กับความซื่อสัตย์ กล่าวคือต่อเมื่อมีคุณลักษณะความซื่อสัตย์จึงจะเป็นความดีได้ สังคมมีคำพูดทำนองนี้มากมายเช่น คนดีคือคนที่กตัญญู คนดีคือคนที่ไม่ทุจริต คนดีคือคนที่ไม่เอาเปรียบผู้ใด หรือแม้กระทั้งคนดีคือคนที่มีคนนับถือ เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้คำว่าดีไม่ได้มีความหมายและดำรงอยู่ลำพัง

            จะเห็นได้ว่าหากการพูดคำว่าดีโดยไม่สัมพัทธ์กับอะไรเลย คำว่าดีก็ไร้ความหมายและดำรงอยู่ไม่ได้ ส่วนสิ่งที่คำว่าดีจะเข้าไปสัมพัทธ์ด้วยก็มีคุณลักษณะเช่นเดียวกัน หมายความว่าบรรดาคำเหล่านั้นก็ต้องไปสัมพัทธ์กับคำอื่นๆ ต่อไปอีกมากด้วยเช่นกันซึ่งเท่ากับว่าการสัมพัทธ์ของคำที่พูดถึงคุณลักษณะของคำว่าดีและความดีเป็นอย่างนี้ไม่สิ้นสุด และอาจเป็นปัญหาสำคัญที่ราชบัณฑิตจำต้องทำการนิยามคำว่า “ดี” อย่างวกไปวนมาเพื่อตัดปัญหาเรื่องความสัมพัทธ์ของคำและความหมายของคำที่มีอยู่อย่างไม่สิ้นสุดนี้ออกไป

            ตัวอย่างของสมการของการนิยามที่เป็นปัญหานี้ก็คือว่า AàB, BàC, CàD, DàE, EàF …………àn ตัวอย่างในแง่ข้อเท็จจริงคือ คนดีคือคนที่กตัญญู คำว่า“กตัญญู” หมายความว่า (ผู้) รู้คุณท่าน คำว่า “รู้คุณ” มีความหมายว่าระลึกถึงความดีที่เขาทำให้แก่ตน การอธิบายความหมายของคำเมื่อมันสัมพัทธ์กันไปตลอดเช่นนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวกกลับไปหาคำที่ (ราชบัณฑิต) คิดว่ามีความสมบูรณ์มากที่สุดเพื่อทำให้ปัญหาความสมบูรณ์ของคำเกิดได้น้อยที่สุด

            การสัมพัทธ์ของบรรดาคำต่างๆ นี้ขึ้นอยู่กับผู้พูดว่าจะพูดให้คำสัมพัทธ์กับสิ่งใด แต่ทั้งนี้ความสัมพัทธ์ของคำนั้นต้องอยู่ในคุณลักษณะและอยู่ในประเภทที่มีคุณลักษณะอย่างเดียวกันด้วยจึงจะทำให้คำที่พูดมีความหมายและสมบูรณ์ในนัยยะที่ผู้พูดต้องการ ตัวอย่างเช่น ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งดี ความกตัญญูเป็นสิ่งดี เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งความซื่อสัตย์และความกตัญญูเป็นสิ่งที่สังคมเรียกว่า “คุณธรรม” ดังนั้น เมื่อพูดถึงความดีเราจึงนึกถึงคำที่สัมพัทธ์กับคำในระดับคุณธรรม (หรือที่สังคมยกย่องว่าเป็นคุณธรรม) เท่านั้น

 

4. คำว่า “ดี”  ในคำว่า “คนดี” กับคนไม่ดีก่อปัญหาอย่างไร

            เมื่อเราพูดคำว่า “ดี” ในแต่ละครั้ง ปัญหาที่พบคือ “ดี” เป็นดีแบบใด ระดับใด และหาก “ไม่ดี” ไม่ดีอย่างไร และสมมติว่า X ไม่ดีอย่างที่กล่าวอ้างจะเรียกว่าชั่วได้หรือไม่ (เพราะผู้พูดไม่ใช่คำที่ชัดเจนว่าชั่ว) ตัวอย่างที่พบในชีวิตประจำวันคือ เด็กอมลูกอมไม่ดี ไม่แปรงฟันไม่ดี เพราะทำให้ฟันผุ ไม่อาบน้ำไม่ดี ไม่ทำการบ้านไม่ดี ไม่เข้าเรียนไม่ดี ขโมยเงินพ่อแม่ไม่ได้ โกหกพ่อแม่ไม่ดี เป็นต้น เหล่านี้เป็นความไม่ดีและระดับขั้นจะเรียกว่าชั่วได้หรือไม่ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะคำว่าไม่ดีในบริบทที่พูดแต่ละครั้งไม่ได้พูดในบริบทเดียว เมื่อใดก็ตามที่ผู้พูดพูดว่า “ดี” สิ่งที่ผู้พูดได้ทำโดยไม่รู้ตัวคือ การตัดสินอะไรบางอย่างในฐานะปัจเจกบุคคลซึ่งตีความข้อเท็จจริงผ่านคำว่า “ดี” ดังนั้น เราจึงพบเห็นการตัดสินข้อเท็จจริงเดียวกันต่างกันเสมอๆ เช่น เด็กอมลูกอม ไม่แปรงฟัน ไม่อาบน้ำ ไม่ทำการบ้าน ไม่เข้าเรียน ลักเล็กขโมยน้อย พูดโกหก รังแกเพื่อน เป็นต้น อาจะทำให้เด็กคนหนึ่งถูกแม่ตี แต่สำหรับเด็กอีกคนไม่ถูกแม่ตี เป็นต้น นั่นก็เป็นเพราะว่าการตีความของแต่ละคนต่างกันนั่นเอง

            จากตัวอย่างนี้เป็นการตีความแบบหยาบๆ ที่ไม่ต้องอาศัยมโนทัศน์ที่ซับซ้อนอะไร แต่ในบางครั้งหลาย ๆ คำก็มีความหมายในนัยยะที่บ่งถึงความดีในระดับต่างๆ กันออกไป เช่น คำว่าควร หรือแม้แต่คำว่า “ต้อง” ซึ่งคำเหล่านี้ล้วนสามารถสื่อนัยยะไปถึงคำว่าความดีได้ซึ่งมันก็ยิ่งเพิ่มปัญหาในการตัดสินความดียิ่งขึ้นเพราะการกล่าวเช่นนี้ในทุกกรณีล้วนมีอิทธิพลในแง่การครอบงำหรือชี้นำในทางจิตวิทยา

            4.1 คนดีเป็นอย่างไร

          เมื่อเราเข้าใจคำว่าดีในระดับหนึ่งแล้ว สิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับต่อไปก็คือ การทำความเข้าใจคำว่า “คนดี” ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542: 216) อธิบายดังนี้ คำว่า “คนดี” เป็นคำนาม หมายถึง “คนที่มีความดี” คำที่ใช้ขยายคำว่า “คนที่มีความดี” ก็คือ “คนที่มีคุณธรรม”  หากจะพิจารณาคำว่า คุณธรรมควบคู่กันไปก็ไม่พบคำอธิบายอะไรที่ชัดเจนในคำนี้เพราะคุณธรรมหมายถึง สภาพคุณงามความดี (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542:253) การนิยามความหมายได้ย้อนกลับมายังจุดเดิมคือคำว่าดีเป็นการอธิบายวกไปวนมาที่นอกจากจะไม่ทำให้คำที่ต้องการศึกษามีความชัดเจนแล้วยังทำให้เกิดความคลุมเครือต่อมโนทัศน์คำว่า “ดี” มากยิ่งขึ้นอีก

            ปัญหาที่หนักมากในหัวข้อนี้ก็คือว่าคนดีเป็นอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร และครอบคลุมถึงอะไรบ้างจึงจะเรียกว่าดี ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าการพูดถึงความดีนั้นเป็นการพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม และหากกล่าวให้ชัดเจนที่สุดก็ต้องระบุชื่อ สกุลของบุคคลที่เป็น “แบบอย่างของคนดี”ให้ชัดเจนด้วย เพราะจากหลักฐานแล้วไม่มีคนดีอย่างสมบูรณ์โดยไร้ซึ่งข้อโต้แย้งใด ๆ เฉพาะเจาะจงสำหรับสังคมไทยแล้ว คำว่าคนดียังลื่นไหลเลื่อนลอยอย่างยิ่งเพราะคนที่สังคมเรียกว่า ไม่ดีในอดีตแต่ในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นคนดีและมีบุญคุณต่อชาติไทย กรณีนี้คือท่านอาจารย์ปรีดี  พนมยงค์ และคนที่อดีตเคยเป็นคนดีเป็นที่ยกย่องของคนไทยก็กลายเป็นคนที่สังคมเรียกว่าไม่ดีในปัจจุบันก็มี เมื่อ 2 ปีที่แล้ว บุคคลคนหนึ่งยังเป็นคนดีอยู่ได้ ต่อมาเมื่อมีข้อเท็จจริงบางอย่างเกิดขึ้นเขาได้กลับกลายเป็นคนไม่ดีไป และต่อไปเขาอาจจะเป็นคนดีในอนาคตได้ นี่เป็นประจักษ์พยานว่า สังคมไทยยังสับสนต่อมโนทัศน์และแบบอย่างของคนดี เพราะส่วนใหญ่คนที่พูดว่าคนดีพูดผ่านความเชื่อของตนเองก่อนการพิจารณาข้อเท็จจริงเสมอ

            สิ่งที่น่าคิดอีกประการก็คือ ปัจจุบันระบบสังคม วัฒนธรรม มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สังคมมีการแบ่งแยก มีแบบอย่าง “คนดี” เป็นของตัวเองชัดเจนและฝังใจ (dogmas) ในแบบคนดีของตนเอง การพูดถึงคนดีของผู้พูดย่อมเป็นการสะท้อนแบบอย่างคนดีในแบบฉบับที่ตนเอง “เชื่อว่าดี” ซึ่งก็เท่ากับสร้างการเปรียบเทียบทางคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่าดีให้เกิดระหว่างบุคคลหรือกลุ่มคนเหล่านั้นซึ่งสามารถเข้าใจได้หยาบๆ ผ่านความเข้าใจเรื่องคู่ตรงข้าม (binary opposition) ได้ ซึ่งหมายความว่าเมื่อใดหากพูดถึงกลุ่ม X ว่าเป็นคนดี โดยนัยยะย่อมมีความหมายว่ากลุ่ม Y เป็นคนไม่ดี ปัญหาเช่นนี้เป็นปัญหาใหญ่ในแง่การตัดสินทางจริยศาสตร์ในทุกๆ สังคม การมีแบบอย่างความดีที่ฝังหัวก็นำไปสู่การผูกขาดความดีและแบบอย่างของการเป็นคนดี ทำให้การกระทำที่อยู่นอกเหนือการผูกขาดความดีเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ของกลุ่มคนที่ผูกขาดความดี ยิ่งกว่านั้นคือการกล่าวอ้างในสิ่งที่ยังคลุมเครือว่าเป็นมาตรฐานของความดีในสังคมจนทำให้สังคมสับสนต่อ concept ของคำว่าดี และแบบของคนดี

            การผูกขาดความดีคือการยึดมั่นแบบอย่างของความดีที่เกิดจากการตัดสินของตนเองหรือกลุ่มของตนเองว่าเป็นมาตรฐานของการกระทำที่นำไปสู่ความดีได้เพียงหนทางเดียวเท่านั้น การผูกขาดความดีนำไปการตัดสินความดีอย่างเด็ดขาด ซึ่งปัญหาก็คือสิ่งที่เชื่อว่าดีนั้นเป็นความดี สำหรับบุคคลหรือเฉพาะกลุ่มและปราศจากการยอมรับว่า “เป็นความดี” จากคนอีกหลายกลุ่มในขณะที่การนิยามคำว่า ดี ยังไม่กระจ่างชัดนัก

            4.2  คนไม่ดีเป็นอย่างไร ?

            ปกติเมื่อเราได้ยินคำว่า “ไม่ดี” สิ่งที่นึกถึงในมโนภาพคือสิ่งที่ตรงข้ามกับคำว่า “ดี” แบบสุดโต่งนั่นคือหมายถึงความเลว การเข้าใจเช่นนี้เป็นสิ่งผิด (?) เพราะการกระทำนั้นมีได้ในสามลักษณะคือ ดี การกระทำกลาง และเลว แต่ความเข้าใจของมนุษย์นั้นจะเข้าใจแคบๆ เพียงแค่ดีและเลวเท่านั้น การเข้าใจเพียง  2 มโนทัศน์คือ ดีและเลวนั้นเป็นเพราะว่าการกระทำทั้ง 2 นี้ปรากฏชัดเจนกว่าการกระทำที่เป็นกลางๆ และเพราะการกระทำทั้ง 2 มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของเราและสังคมได้มากกว่านั่นเอง ดังนั้นทันทีที่พูดว่าไม่ดี เราจึงนึกถึงแค่ความเลวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

            การทำความเข้าใจเช่นนี้ปรากฏชัดหากทำความเข้าใจผ่านหลักการทางพุทธศาสนาในส่วนที่ว่าด้วยอภิธรรม เพราะอภิธรรมอธิบายว่าการกระทำนั้นดีอย่างหนึ่ง (กุสลา ธมฺมา) เลวอย่างหนึ่ง(อกุสลา ธมฺมา) ไม่เป็นทั้งสองอย่างอย่างหนึ่ง (อพฺยากตา ธมฺมา) การกระทำไม่ดี ในที่นี้อาจไม่ได้หมายความว่าเลวแต่ไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ดีเท่านั้น (ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่อยู่ตรงกลางระหว่างดีและเลว (คืออพยากตา) ดังนั้นเพื่อทำให้ concept ต่อคำว่าดีคลี่คลายไปบ้างจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษามโนทัศน์ว่าด้วยความดีเพื่อความเข้าใจพื้นฐานต่อไป

4.3 มโนทัศน์เบื้องต้นว่าด้วย ความดี

          การจะกล่าวอ้างและตัดสินว่าการกระทำใดเป็นความดีนั้นเป็นเรื่องยากและทำไม่ได้ทั้งนี้เพื่อประกอบการศึกษาและเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นผู้เขียนจึงได้นำแนวความคิดต่างๆ มาแสดงเพื่อประกอบการทำความเข้าใจพอสังเขปดังนี้

          4.3.1 มโนทัศน์เรื่องความดีของโสกราตีส (Socrates 470 – 399 B.C.)

            การเข้าใจมโนทัศน์ว่าด้วยความดีของโสกราตีสนั้นเป็นสิ่งยากอย่างยิ่ง กระนั้นก็ตามโสกราตีสก็ยังถือว่าสิ่งที่กำหนดว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีคือ ธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ใช่ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือความเชื่อต่างๆ เขาอธิบายเพิ่มว่ามนุษย์กับพืชและสัตว์แตกต่างตรงที่มนุษย์มีปัญญา การบรรลุความดีของมนุษย์จึงต่างจากพืชและสัตว์คือต้องใช้ปัญญา ปัญญาจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อเราใช้ปัญญา การใช้ปัญญาที่เป็นการกระทำที่ดีในตัวมันเองคือ ใช้กำหนดเป้าหมายของชีวิต ใช้วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่ การใช้ปัญญาอย่างนี้เท่านั้นที่จะทำให้การกระทำของมนุษย์เป็นไปตามธรรมชาติแห่งการบรรลุความดีได้

            เมื่อโสกราตีสพูดว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีปัญญาเป็นผู้นำ เขาหมายความว่าคนดีคือคนที่รู้และเข้าในว่าทำไมเขาจึงทำเช่นที่กำลังทำอยู่และไม่ทำตามอารมณ์ความรู้สึก เพราะปัญญาเป็นตัวควบคุมอารมณ์ความรู้สึกทำให้เกิดระเบียบในตัวเองได้อย่างผสมกลมกลืน ส่วนในการกระทำตามอารมณ์ความรู้สึกนั้นโสกราตีสกล่าวว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาเหมือนการกระทำของคนตาบอดเพราะการกระทำเช่นนั้นปราศจากการใช้ปัญญาวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบนั่นเอง ดังนั้น การกระทำที่เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกจึงถือว่าเป็นความดีไม่ได้

          4.3.2 มโนทัศน์เรื่องความดีของค้านท์ (Kant, Immanuel 1724 – 1804)

            ค้านท์เป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคใหม่(Modern) ตำราทางจริยศาสตร์ส่วนใหญ่ของเขาถือว่าเป็นแกน (Core) ที่มีผลต่อการพิจารณาและตัดสินทางศีลธรรม จริยธรรมแห่งยุคและยังคงมีอิทธิพลต่อแนวคิดของคนในปัจจุบันไม่เสื่อมคลาย การพิจารณาว่าการกระทำใดจะเป็นการกระทำดีหรือไม่ พิจารณาจากการกระทำนั้นเกิดจากเจตนาดี (Good Will) เป็นพื้นฐานหรือไม่ เพราะหากเกิดจากเจตนาดีย่อมเรียกได้ว่าเป็นการทำดีได้และการกระทำนั้นต้องไม่มีเงื่อนไขแห่งการเป็นความดี หมายความว่าสิ่งที่เรียกว่าดีต้องดีอย่างเด็ดขาดกับทุกคน (Absolute for All) คือดีกับทุกคนในทุกกรณีโดยไม่ต้องพิจารณาถึงผลที่จะเกิดจากเจตนาที่จะทำดีนั้น

            ตัวอย่างที่มักเป็นปัญหาในทางปฏิบัติคือ A เป็นพี่ชายของ B ซึ่งเป็นตำรวจ A เป็นคนที่หาเงินส่งเสียให้ B ได้เรียนจนจบและสามารถสอบเป็นตำรวจได้ แต่ B ไม่เคยรับรู้ว่า A ทำงานอะไร อยู่มาวันหนึ่ง B ได้รับรายงานว่าจะมีการซื้อขายสิ้นค้าผิดกฎหมายจึงได้ไปซุ่มรอเพื่อจับกุมคนร้าย ปรากฏว่า A เป็นคนนำสินค้าผิดกฎหมายไปส่งมอบ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ B ต้องทำอย่างไร

            ในกรณีนี้การจะตัดสินว่าเป็นความดีได้หรือไม่ตามหลักการของค้านท์ก็คือ การทำความผิดทุกกรณีเป็นสิ่งผิด ตำรวจมีหน้าที่ต้องจับคนทำผิดในทุกกรณีแม้ว่าคนที่ทำผิดจะเป็นญาติ ความดีหรือการกระทำที่ดีต้องไม่มีเงื่อนไขในการเป็นความดี ที่สำคัญคือการทำความดีเป็นหน้าที่ที่มนุษย์ผู้อุดมด้วยเหตุผล (Rational being) ต้องดำเนินไปให้ถึงเพราะเหตุผลที่มนุษย์สามารถสร้างคติในใจเกี่ยวกับความดี (Maxim)ได้ ดังนั้น มนุษย์จึงไม่จำเป็นต้องมีใครมาคอยชี้นำในการทำความดี แต่การทำความดีต้องเกิดจากการมีเจตนาดีไม่ใช่เกิดจากเงื่อนไขหรือการบีบบังคับให้ต้องทำ เพราะหากเกิดจากสิ่งเหล่านั้นไม่เรียกว่าเป็นความดีได้แม้สังคมจะเรียกว่าเป็นความดีก็ตาม ดังนั้น ในกรณีที่ยกเป็นตัวอย่าง หากการกระทำนี้จะเป็นความดี B ต้องทำการจับกุม A ซึ่งเป็นพี่ชายของตนเอง

            ประเด็นคือทำไมต้องทำตามหลักการแห่งความดีที่ว่าโดยต้องตัดเรื่องความดี (B อกตัญญูต่อ A) ของสังคมทิ้งไป ค้านท์ให้เหตุผลว่าเหตุผลเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนๆ กัน เหตุผลเป็นเครื่องมือที่สามารถทำให้คนคิดถึงความดีได้ตรงกัน กล่าวคือ B รู้ว่าการต้องจับกุมผู้กระทำผิดเป็นความดี ขณะที่ A ก็รู้ว่าการทำสิ่งผิดกฎหมายเป็นสิ่งผิดด้วยเหตุผล ดังนั้น ความดีที่เหตุผลบอกว่า “ดี” จึงเป็นความดีเด็ดขาดทุกกรณี แต่เราต้องไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ภายในเหตุผลที่มี ส่วนความดีที่สังคมสร้างขึ้นโดยมากนอกจากเกิดจากเหตุผลแล้วมักตั้งอยู่บนเงื่อนไขด้วย คือ บุคคล เวลา สถานที่ และอื่นๆ ที่สามารถสร้างเป็นเงื่อนไขได้ ซึ่งทั้งหลายนี้ไม่ทำให้การกระทำนั้นเป็นความดีในตัวมันเองได้  B ต้องตอบตัวเองในสิ่งที่ได้ทำเพราะการกระทำนั้นอยู่ที่ว่ามันเป็นความดีในตัวมันเองไม่ใช่เพราะสิ่งอื่น

            ตามความคิดของค้านท์แล้วความดีมีอยู่และมนุษย์สามารถดำเนินไปถึงได้ในฐานะเป็นคุณค่าของชีวิตคือการทำความดีเป็นหน้าที่ที่มนุษย์ทุกคนต้องทำ ค้านท์เรียกมันว่าการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ (Duty for Duty) เมื่อพิจารณาแนวคิดของค้านท์ก็ยังพอหวังได้ว่ามนุษย์จะไม่สับสนว่าอะไรคือความดีหรือไม่ดี แต่ปัญหาสำหรับค้านท์ก็มีว่ามนุษย์สามารถตัดอคติหรือเงื่อนไขที่พร้อมจะสร้างขึ้นได้หรือไม่ เพราะหากตัดบรรดาเงื่อนไขไม่ได้การกระทำก็ยังไม่เรียกว่าเป็นความดีอยู่

          4.3.3 มโนทัศน์เรื่องความดีของนิทซ์เช่ (Friedrich Wilhelm Nietzsche 1844 – 1900)

            นิทซ์เช่ถือได้ว่าเป็นนักคิดคนสุดท้ายของสมัยใหม่ ประเด็นเรื่องความดีสำหรับนิทซ์เช่นั้นมีลักษณะเป็นคุณธรรมส่วนบุคคล (Personal Morality) แต่ละคนมีหน้าที่ยืนยันความดีของตนด้วยตนเองโดยไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นกล่าวคือ ฉันดีเพราะฉันดี ไม่ใช่ฉันดีเพราะเธอชั่วหมายความว่าปัจเจกบุคคลมีหน้าที่สร้างคุณค่าให้ตัวเอง ดังนั้น การจะบอกว่าดีหรือไม่ดีจึงเป็นการพูดผ่านตนเอง คือไม่ใช่จะพูดว่าดีได้ก็ต่อเมื่อมีใครชั่ว การยืนยันความดีภายในตนเองจึงเกิดก่อนที่ระบบความดีสังคมจะเกิดขึ้น คุณธรรมของนิทซ์เช่จึงมีลักษณะเป็นคุณธรรมซ้อนคุณธรรม (Immorality) คือมีคุณธรรมบุคคลภายในสุดแล้วมีคุณธรรมสังคมอีกชั้นหนึ่ง

            ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับนิทซ์เช่นั้นไม่ได้อยู่ที่การอธิบายเรื่องความดี แต่เป็นการกระทำที่นิทซ์เช่กำลังพยายามทำนั่นคือ การตั้งคำถามกับผู้ที่กล่าวอ้างถึงความดี ความจริงและอื่นๆ ว่าสิ่งที่ถูกนำมากล่าวอ้างเป็นจริงหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ต่อมโนทัศน์เหล่านั้นก่อนจะปลงใจเชื่อว่าอะไรดีหรือไม่ดีตามที่ได้อ้าง ซึ่งส่วนนี้คล้ายกับคำอธิบายเรื่องหลักความเชื่อ  10 ประการที่ปรากฏในกาลามสูตร และการตั้งคำถามเช่นนี้ของนิทซ์เช่มีประโยชน์ในแง่ของการประเมินคุณค่า (Revaluate) สิ่งที่ถูกอ้างว่า ‘ดี’

            ข้อสังเกตสำหรับนิทซ์เช่ก็คือ ทฤษฎีหรือหลักการว่าด้วยความดีไม่ได้ก่อให้เกิดความดีเสมอไป แต่มันเป็นมาตรฐานของความดี (ที่บังคับให้ทำสิ่งอื่นไม่ได้) และเป็นการยากที่จะดำเนินไปตามหลักการความดีทั้งหมด (ซึ่งมีมากมายไม่มีที่สุด) ดังนั้น จึงจำเป็นต้องยืนยันมาตรฐานความดีจากภายในตัวของแต่ละคนเพราะการทำอย่างนี้เป็นการง่ายกว่าการยึดถือหลักการความดีส่วนรวม แต่ทั้งนี้การกระทำที่ยืนยันออกมานั้นต้องเป็นการกระทำที่เกิดจากอิสระ(Free action) ไม่มีเงื่อนไขให้ต้องทำ แม้ว่าความดีที่เกิดจากการยืนยันคุณค่าภายในนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในกระแสความดีของสังคม ก็ต้องพยายามที่จะสวนกระแส (Radicalize) เพื่อสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น

4.3.4  ข้อสังเกตเกี่ยวกับวาทกรรมคำว่า “ดี” ของ มัวร์ (G.E. Moore 1873 – 1958)

          มัวร์ได้ตั้งคำถามในเชิงเป็นข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ (Ted Honderich: 2005 p.348-349) ว่า

            1) อะไรคือคำศัพท์ที่บ่งชี้ถึง “ดี” ได้อย่างครอบคลุม (What does the term or word ‘good’ signify?) ลำพังคำว่า “ดี” หรือบรรดาคำอื่นๆ ที่ใช้เพื่อต้องการบ่งชี้ไปให้กินความและครอบคลุมเนื้อหา Concept ของความดีนั้น แท้จริงคำว่าดียังมีปัญหาในตัวเองอยู่มาก ดังนั้น ในความคิดของมัวร์ คำว่าดี จึงไม่ใช่คำอธิบายที่จะทำให้เกิดความเข้าใจสมบูรณ์ต่อมโนทัศน์เรื่องความดีหรือสิ่งที่เรียกกันว่าดีได้

            2) อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า “ดี” และเรารู้จักสิ่งดีเหล่านั้นได้อย่างไร (What think are good and how do we know them to be so?) จากข้อที่หนึ่งจะเห็นว่ามัวร์เชื่อว่าไม่มีคำใดที่จะทำให้คำว่า “ดี” ชัดเจนในตัวเองได้เพราะดีไม่มีอะไรเป็นฐานรองรับให้ตัวเอง คือต้องสัมพัทธ์กับสิ่งอื่นๆ ต่อไปนั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะทำความเข้าใจต่อกรณี, เหตุการณ์ หรือสิ่ง (thing) ที่เรียกว่าดีได้ (บางทีความหมายของมัวร์คือเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้จักสิ่งที่ดีได้เลย. ผู้เขียน)

            3) อะไรคือความดีสูงสุด, (และ) ความดีสมบูรณ์ (What is the higest good, the complete good?) เมื่อการตัดสิน concept ของดียังคลุมเครือก็ยังพูดไม่ได้ว่าอะไรดีและอะไรไม่ดี ดังนั้น ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะถกเถียงในประเด็นที่ว่าอะไรคือความดีสูงสุด และอะไรเป็นความดีสมบูรณ์เพราะข้อถกเถียงเหล่านั้นพยายามถกเถียงถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่ นั่นคือ ความจริงแท้ ความสมบูรณ์ของสิ่งที่เรียกกันว่า “ดี”

            4) อะไรคือที่มาของความดีและความดียังสัมพันธ์กับ “ดี” อื่นๆ ที่หลากหลาย(What sorts of goodness are there, and how, in particular, is moral goodness related to other varieties of goodness) สังคมแต่ละสังคมมี concept ของความดีต่างกัน โดยเฉพาะหากจะพิจารณาเข้าไปให้ลึกถึงหลักการด้านศาสนายิ่งจะพบหลักการยิบย่อยในแต่ละศาสนา แม้จะสรุปรวมกันว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีและความดีในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมเองก็ตามที แต่ในเบื้องต้นการพิจารณาความดีและสิ่งที่เรียกว่าดีก็แตกต่างกันออกไป และเมื่อทอน (Reduce) กรณีของความดีไปสู่ความเป็นสิ่งเฉพาะ คำว่าดีก็แทบจะไม่ปรากฏชัดพอที่จะถือได้ว่าเป็นแกนกลางของความดีได้เลย นั่นก็หมายความว่าเกณฑ์ของสิ่งที่จะตัดสินความดีไม่มีความคงที่และยิ่งกว้างมากขึ้นในขณะที่มโนทัศน์ที่เราต้องการนั้นแคบและลึก

            หากจะสรุปความคิดของมัวร์แล้วคงเป็นไปได้ว่า คำว่าดีหรือสิ่งที่ดีของเขาไม่มีอยู่จริงทั้งในแง่ของการนิยาม (ที่สมบูรณ์) และยิ่งจะมีปัญหาในเมื่อคำนั้นยังถกเถียงกันในคำนิยามและต้องให้ตัดสินข้อเท็จจริงว่า ข้อเท็จจริง A   ดีหรือไม่

          4.4  คำว่า “ดี” เป็นคำที่ใช้ในหลักการ หรือในฐานะวิถีการปฏิบัติ

          คำว่า “ดี” เท่าที่มีนิยามอยู่นั้นบ่งชี้ถึงความเป็นอุดมคติ คือมีความสมบูรณ์และไม่สามารถโต้แย้งได้ในหลักการของความเป็นคนดี ปัญหาในความเป็นหลักการย่อมไม่เกิดขึ้นในคำว่าดีอย่างแน่นอนเพราะทุกคนในโลกต้องการเป็นคนดี ปัญหาในจุดนี้ทำให้คิดขึ้นได้ว่า หากคำว่า “ดี” ถูกนำไปใช้ในวิถีแห่งการปฏิบัติ วาทกรรมเรื่องคนดีและคนไม่ดีก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น คำว่าดีในฐานะหลักการและ ดีในฐานะวิถีปฏิบัติ เป็นดีอย่างเดียวกันหรือไม่??

            หากเราเชื่อตามค้านท์ (4.2.2) ความดีย่อมมีได้อย่างแน่นอน แต่ปัญหาก็คือว่าหลักการของค้านท์นั้นละเอียดเกินไปจนถึงกับมีคำพูดว่าทำไม่ได้ หลักการและหลักปฏิบัติมีความสอดประสานกันอยู่ในตัวมันเอง ความเป็นเหตุเป็นผลเกิดจากหลักการซึ่งมีผลต่อต่อไปในฐานะภาคปฏิบัติ นั่นคือ คำว่า ดีได้เข้ามากำหนดทิศทางหรือเป้าหมาย (รวมถึงผลประโยชน์) ในชีวิต ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การวิเคราะห์หลักการของความดี เพราะโดยหลักการนั้นความดีมีค่าในตัวมันเอง การเป็นสิ่งมีค่าในตนเองนั้นทำให้หลักการไม่เลื่อนลอยที่ใครจะกำหนดเป็นอย่างใดก็ได้ตามที่บุคคลหรือกลุ่มต้องการให้เป็นไปอย่างที่กำลังเกิดในสังคมไทย และการที่ความดีมีค่าในตัวมันเองนี้ย่อมคงสถานะเป็นอิสระเหนือการตัดสินของผู้ใดซึ่งมีผลทำให้ความดีมีลักษณะเป็นหลักการสากล (Universal Law) ได้และความเป็นหลักการสากลนี่เองที่ทำให้มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงความดีได้เหมือนกัน

            แต่ก็มีข้อโต้แย้งในหลักการของค้านท์อยู่นั่นก็คือ เหตุผลที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่สามารถนำไปสู่มโนภาพแห่งความดีได้เหมือนกันตามที่ค้านท์เสนอจริงหรือไม่ มีหลายคนที่แย้งว่า หลักการและวิธีการเพื่อดำเนินไปสู่เป้าหมายไม่สัมพันธ์กัน เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าหลักการนั้นจะเป็นจริงตามที่ได้กล่าวอ้างหรือไม่ หากยอมรับตามข้ออ้างเช่นนี้ความดีก็คงเกิดไม่ได้ หากพิจารณาโดยหลักการแล้วมนุษย์ยังต้องการเป็นคนดีและต้องการเป็นคนดีตามธรรมชาติ ดังนั้น ในแง่ของหลักการจะเป็นการชี้นำ (Guideline) ไปสู่หลักปฏิบัติ นั่นคือทั้งหลักการและหลักปฏิบัตินั้นมีความสอดประสานกันภายใน ภาระหนักนั้นอยู่ที่ความดีในฐานะเป็นหลักปฏิบัติเพราะลำพังโดยหลักการหากปราศจากการปฏิบัติย่อมไม่มีผลกระทบต่อสิ่งใดๆ แต่ปัญหาคือ คนมักยอมรับความดีในฐานะหลักการ แต่ไม่ยอมรับความดีในฐานะหลักปฏิบัติอย่างที่อยากจะให้เกิดตามหลักการซึ่งนั่นอาจเป็นผลมาจากความโน้มเอียง (inclination) ทั้งหลายที่มีอยู่และได้สร้างขึ้น

ความโน้มเอียงทั้งหลายเกิดขึ้นจากที่มาหลายๆ แหล่งด้วยกัน และความโน้มเอียงเหล่านี้เองจะเป็นเงื่อนไขในการสร้างข้อยกเว้นในการทำความดีในฐานะที่ความดีเป็นวิถีการปฏิบัติสำหรับตนเอง และทำให้ความดีเป็นได้แค่หลักการที่ทุกคนยึดถือและมีไว้สำหรับบีบบังคับผู้อื่นให้ทำตาม (แต่ยกเว้นการกระทำของตนเอง)

5. เรื่องความดีเป็นเรื่องขององค์รวม

            นบทความนี้ได้กล่าวไว้ตลอดว่า ความดีเป็นสิ่งสัมพัทธ์ (Relative) ที่มุ่งไปสู่ความสมบูรณ์แบบ หมายความว่าสิ่งที่เรียกว่า “ดี” ต้องเกิดจากการรวมกันหรือสัมพัทธ์กันของสิ่งอื่น คือเป็นการรวมเอาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในความเป็นความดีขึ้นกล่าว ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เพลโต (Plato) และแม้แต่มัวร์เองก็เคยกล่าวไว้ในลักษณะว่าในสิ่งที่เรียกว่าความดีหรือสิ่งที่ดีนั้น มันถูกรวมเอาคุณลักษณะของสิ่งอื่นๆ เข้ามาร่วมอยู่ด้วยนั่นคือ กล่าวถึงลักษณะ A กล่าวถึงลักษณะ B กล่าวถึงลักษณะ a1 ลักษณะ a2 แล้วสรุปว่า ลักษณะทั้งหลายเหล่านี้เรียกว่าดี

            เมื่อกล่าวเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดข้อด้อยในแง่ที่ว่าสิ่งสมบูรณ์ในสิ่งที่เรียกว่าดีนั้น กดทับการกระทำหรือพฤติการณ์ต่างๆ นั่นคือทำให้การกระทำอื่นๆ ไม่มีทางเป็นความดีที่สมบูรณ์ได้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอ้างเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งว่าเป็นความดี หรือหากเชื่อตามมัวร์แล้วก็ยังต้องเจอกับข้อสงสัยก็คือสิ่งที่เรียกว่าดีคืออะไรและมีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งหากคำว่าความดีเป็นเพียงแค่อุดมคติที่ไม่มีอยู่จริงก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป

 6. ข้อเท็จจริงของความดีเป็นความจริงปรวิสัย แต่การตัดสินความดีเป็นอัตวิสัย

            ข้อเท็จจริงที่ถูกนำมากล่าวอ้างว่าเป็น“ความดี” นั้นเป็นความจริงที่เกิดขึ้นนอกตัวผู้พูด (Objective truth) เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระทั้งจากผู้พูดและผู้ทำเองหลังจากที่มันได้เกิดขึ้น เป็นความจริงที่ผู้ใดสามารถเข้าถึงและตีความได้ และการตีความข้อเท็จจริงที่เป็น Objective นั้นจะนำไปสู่ความจริงอีกชุด ซึ่งเป็นผลผลิตใหม่ของผู้ตีความข้อเท็จจริงแต่ละคน ความจริงที่ได้นั้นกลายเป็นความจริงในตัวของผู้พูด (Subjective truth) เป็นการเฉพาะ ซึ่งทำให้การตีความคำว่าดีในข้อเท็จจริงเดียวกันกลายเป็นชุดความดีแยกย่อย (Subset) เรื่อยไปไม่มีที่สุดในรูปแบบของการเล่าเรื่องต่อไป

            ข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงภายนอกนั้นเกิดขึ้นและเป็นอิสระที่คนจะเข้าถึงและตีความ ขณะเดียวกันเมื่อมันได้เกิดขึ้นแล้วก็เริ่มเลื่อนลางและทับซ้อนกับข้อเท็จจริงอื่นที่เกิดขึ้นภายหลัง ในขณะที่คำว่า “ดี” ที่เกิดจากการพูดของแต่ละคนเป็นการพูดผ่านการตีความในลักษณะของความจริงเฉพาะภายในตนของผู้พูดซึ่งตีความเหตุการณ์นั้นก่อน ในขณะหรือหลังจากที่มีข้อเท็จจริงนั้นเกิดขึ้น ดังนั้นมันจึงเกิดปัญหาว่าความจริงที่เกิดจากการตีความ Objective truth ให้กลายเป็น Subjective truth นั้น กระบวนการมีความสลับซับซ้อนน่าเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใด ทั้งนี้เพราะแน่นอนว่าการตีความ Objective truth อันเดียวกันย่อมจะนำไปสู่ Subjective truth ที่ต่างกัน ดังนั้น เราจึงได้ concept ของความจริงเกี่ยวกับความดี หรือกระบวนการทำให้กลายเป็น (Becoming) ความดีต่างกันส่งผลให้ต่างคนต่างเข้าใจคำว่า “ความดี” ต่างกันด้วย

7. เราควรตัดสินความดีอย่างไร

          แม้ว่าการพูดและอ้างเกี่ยวกับคำว่า “ดี” หรือความดีในแต่ละครั้งจะส่งผลในทางจิตวิทยาอย่างมาก เพราะมันได้สร้างผลิตผลอันใหม่แก่ความจริงที่เกิดจากข้อเท็จจริงก็ตาม แต่สำหรับผู้เขียน “เชื่อว่า” สิ่งที่เป็นคุณธรรม จริยธรรมพื้นฐานนั้น มนุษย์ที่อยู่ในสังคมล้วนแต่มีคติประจำใจ(Maxim) ต่อ “ภาพของความดี” และต่อการตัดสินความดี ความชั่ว เป็นแบบอย่างอยู่แล้วเหมือนกัน นั่นก็หมายความว่าทุกคนสามารถรู้และเข้าใจ “ความดีที่แท้จริง” อย่างเดียวกันได้ด้วยสามัญสำนึกต่อเหตุและผลอย่างธรรมดา (Common Senses) โดยไม่ต้องใช้ความรู้ชนิดพิเศษอะไร แต่เหนืออื่นใดคือ โดยมากมักเข้าใจความดีผ่านเงื่อนไขทางสังคมซึ่งอยู่เกินเลยความจำเป็นแห่งสามัญสำนึกธรรมดาที่มี และการใช้สามัญสำนึกเกินความจำเป็นนั้นทำให้มโนภาพอันว่าด้วยความดีบิดเบี้ยวไปในที่สุด ดังนั้น การตัดสินความดีจึงต้องมีขอบเขต แบบแผนที่เด็ดขาดแน่นอนในการตัดสิน เพราะหลักการและแบบแผนที่แน่นอนเท่านั้นจึงจะทำให้มนุษย์สามารถเข้าถึงความดีร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมอย่างแท้จริง

8.บทสรุป

            าทกรรมเรื่องความดีในทางศีลธรรมเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวอ้างเสมอเพราะมันสามารถสร้างแรงโน้มเอียงทางอารมณ์ให้แก่ผู้ฟังได้เหนือวาทกรรมอื่น การกล่าวอ้างและคำเชิญชวนต่อการแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมก็มีความซับซ้อนมากขึ้นตามขนาดและการขยายตัวของวาทกรรม ขณะเดียวกันวาทกรรมนี้ก็มีอำนาจกำหนดความรับรู้ของผู้ฟังให้หลงเชื่อและคล้อยตามได้ง่ายๆ สิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ฟังก็คือ การรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้านตามหลักพุทธธรรมที่เรียกว่า “ปรโตโฆสะ” และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักเหตุและผลที่เรียกว่า “มนสิการ” ซึ่งเบื้องต้นแล้วเชื่อว่าผู้ฟังข้ออ้างเรื่องความดีจะไม่หลงเชื่อและ ‘งมงาย’ กับคำว่าดีอีกต่อไป แต่หาก “ความดี” เป็นแค่รสนิยมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่จะช่วยหรือบรรเทาความมืดบอดต่อมโนทัศน์นี้ได้ คำว่า “ดี”ที่อ้างขึ้นก็คงเป็นความดีได้เฉพาะแก่คนๆ เดียวเท่านั้น

บรรณานุกรม

 

ชัชชัย   คุ้มทวีพร. (2540). จริยศาสตร์ : ทฤษฎีและการวิเคราะห์ปัญหาจริยธรรม. กรุงเทพ ฯ; 

       ดำเนินการพิมพ์

ไชยันต์  ไชยพร, สุจิตรา   วิไลพงษ์ และ นิธิ  เนื่องจำนงค์. (2547). ปรัชญาการเมือง ๒ : องค์รวม.  

       กรุงเทพ ฯ; โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 

พินิจ     รัตนกุล. (2514). เพลโตกับปัญหาเกี่ยวกับคุณธรรม. กรุงเทพ ฯ; โรงพิมพ์

       มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

_____________. (2515). โสกราตีสและปัญหาเรื่องความดี. กรุงเทพ ฯ; โรงพิมพ์

       มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ราชบัณฑิตยสถาน. (2543). พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษ – ไทย  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.

       2542. พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพ ฯ; เท็กซ์ แอน เจอร์นัล พับลิเคชั่น จำกัด.

_______________. (2546). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ; นานมีบุ๊ค

       พับลิเคชั่น.

Edwards, Paul. (1976). The Encyclopedia of Philosophy Vol. 8. London: Collier Macmillan.

Gilles delauze. (1983). Nietzsche  and  philosophy.Translated by Hugh Tomlinson.            

             New  York: Columbia University; press

Honderich,T. (2005). The Oxford Companion to Philosophy. 2nd. ed. Oxford: Oxford  

       University press.

Metaphysic of Moral. (2010). [ Online] Available: http://en.wikipedia.org/wiki/ 

       Metaphysics_of_Morals.