Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012037

วิเคราะห์ : นโยบาย และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กและสตรี

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“บทความนี้มุ่งศึกษาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 1-4 ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงเป้าหมายต่อการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กและสตรีว่าเป้าหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานส่วนใหญ่เน้นให้ความสำคัญกับประเด็นด้านค่าจ้างมากกว่าการให้สวัสดิการที่แรงงานพึงจะได้รับ” 

 

วิเคราะห์ : นโยบาย และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กและสตรี ศึกษาผ่านพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 4 ฉบับ

นายปุญญวันต์  จิตประคอง

นางสาววิรุญา    แก้วสมบูรณ์

นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ที่มาและความสำคัญ

การออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็น “พระราชบัญญัติ”[1] นั้น ถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจาก “พระราชบัญญัติ” เป็นกฎหมายที่อยู่ภายใต้ “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ใช้ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยเพียงหนึ่งขั้นเท่านั้น[2]

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานเด็กและสตรีมีจุดเริ่มต้นที่ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2515 โดยคณะปฏิวัติเห็นว่าการให้ความคุ้มครองแรงงานแก่ลูกจ้าง และการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็นสิ่งสำคัญ จึงสมควรปรับปรุงส่งเสริมให้เกิดความสอดคล้องกับการพัฒนาทั้งในทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง นอกจากนี้ยังมีการจัดให้มีกองทุนเงินทดแทนเพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างว่าจะต้องได้รับเงินทดแทนในกรณีที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการทำงาน[3]

อย่างไรก็ตาม ประกาศของคณะปฏิวัติฯดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ได้บังคับใช้มาเป็นระยะเวลายาวนานในขณะที่สภาพทางสังคม เศรษฐกิจการเมืองได้มีพัฒนาการเป็นผลให้เกิดเงื่อนไขใหม่ๆแตกต่างออกไปจากเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว การเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะสถานการณ์ในปัจจุบัน[4] จึงมีความจำเป็น

ผลจากการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเหตุให้นายจ้างอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบ เช่น การมีอำนาจในการต่อรองทำสัญญาจ้าง, การคำนึงถึงผลผลิตที่นายจ้างจะได้รับมากกว่าสวัสดิภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง อาทิ สภาพแวดล้อมในการทำงานที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจ้าง ได้แก่ ผลกระทบจากสารเคมี, มลพิษทางเสียง, ความแออัดในสถานที่ทำงาน ฯลฯ ในทางกลับกันนายจ้างเองต้องแบกรับภาระจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ ต้องปฏิบัติตามการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ อาทิ การขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และการเพิ่มสวัสดิการที่ลูกจ้างพึงจะได้รับ ทำให้ทั้งนายจ้าง และลูกจ้างต้องหาข้อกำหนดร่วมกัน ซึ่งการหาข้อกำหนดร่วมกันจำเป็นต้องมีมาตรฐานกลางเพื่อความยุติธรรมทั้งแก่นายจ้างและลูกจ้าง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้รัฐต้องเข้ามาตรากฎหมายกำหนดมาตรฐานในการจ้างแรงงาน ผ่านคำประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 เรื่องการคุ้มครองแรงงาน[5]

ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากภาคการเกษตรมาเป็นภาคอุตสาหกรรมยิ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น เห็นได้จากการเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นจำนวนมากเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและการบริการในเขตเมือง และเกิดการขยายระบบการผลิตในภาคอุตสาหกรรมนำมาสู่การไหลเข้ามาของเงินทุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล[6] ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าที่จะรองรับไว้ได้ จนเป็นที่มาของการเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ที่ภาคธุรกิจพากันล้มละลายและมีการปลดหรือเลิกจ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก ทำให้แรงงานเหล่านี้ได้รับผลกระทบโดยตรง อาทิ ทำให้รายได้ลดลง ถูกลิดรอนสวัสดิการที่เคยได้รับ เกิดภาวะการว่างงาน เป็นต้น[7]

ปัญหาการใช้แรงงานเด็กและสตรี จึงนับว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เช่น ปัญหาค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม หรือ ปัญหาการทำร้ายร่างกายต่อแรงงานเด็กและสตรี ฯลฯ  ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกสังคม ดังปรากฏให้เห็นได้จากกฎและกติกาต่างๆทั้งในประเทศ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2541 (ฉบับที่ 1) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2551 (ฉบับที่ 2) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2551 (ฉบับที่ 3) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2553 (ฉบับที่ 4) และกฎกติกา “ระหว่างประเทศของสหประชาชาติหลายฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อสตรี อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก รวมทั้ง ปฏิญญาปักกิ่ง และแผนปฏิบัติการเพื่อความก้าวหน้าของสตรี”[8] เป็นต้น

สภาวะแรงกดดันต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งจากภายใน และภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนานาประเทศ และองค์กรสากลต่างๆ มีส่วนทำให้เกิดการผลักดันการตรากฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีความเป็นสากลมากขึ้นในประเทศไทย จากการริเริ่มมีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อศึกษาการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานอย่างจริงจังขึ้นช่วงต้นปี 2537 โดยในวันที่ 5 เม.ย. 2537 ได้มีการจัดการประชุมผู้นำแรงงานจากองค์กรต่างๆ ขึ้น เช่น ผู้นำจากสภาองค์การลูกจ้าง สหพันธ์แรงงานที่ได้รับการสนับสนุนมาจากมูลนิธิ Friedrich-Ebert-Stiftung (FES) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ซึ่งผลการประชุมในครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดการจัดตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขกฎหมายแรงงาน”ขึ้น[9] ประกอบกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานที่เปรียบเสมือนการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนอันเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 

จากการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามบทบัญญัติว่าด้วยหลักการประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 พบว่ามีการให้ความสำคัญกับแรงงานเด็กและสตรีเป็นอย่างมาก เห็นได้จากข้อกำหนดในพระราชบัญญัติการคุ้มครองแรงงานเด็กและสตรี หมวดที่ 3 การใช้แรงงานหญิง มาตรา 38-43 และหมวดที่ 4 การใช้แรงงานเด็ก มาตรา 44-52 ซึ่งต่อมาก็ได้ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางสังคมในขณะนั้นที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีเป็นจำนวนมาก โดยสามารถพบเห็นได้ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์, โทรทัศน์, อินเตอร์เน็ต ฯลฯ  เช่น การทำร้ายร่างกายและจิตใจ การบังคับใช้แรงงานเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด การค้ามนุษย์ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของสังคมที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข ป้องกัน ช่วยเหลือ และเยียวยาผู้ประสบปัญหาอย่างจริงจังและทันท่วงที เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน มีรากเหง้าของปัญหามาจากค่านิยม ทัศนคติ และความไม่เป็นธรรมของสังคมที่กำหนดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงชายและกับเด็กผู้ซึ่งเป็นเยาวชนที่ยังคงถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอ

ด้วยเหตุข้างต้นนี้เองนำมาสู่จุดที่น่าสนใจที่ว่าในประเด็นเรื่องการนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไปใช้ กล่าวคือ การตราพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับต่างๆนั้นจะเห็นได้ถึงความพยายามในการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานให้ออกมาครอบคลุมกับความต้องการของแรงงานมากที่สุด โดยได้มีความพยายามให้แรงงานได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน กล่าวคือมีการรับฟังเสียงเรียกร้องจากแรงงานมากขึ้นในทางทฤษฎี[10]  แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะพบว่าการนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมาใช้นั้น จะเป็นเสมือนการประกาศใช้แล้วให้ปฏิบัติตาม (Top-Down Manage) ซึ่งการสั่งการ ณ จุดนี้ ต้องผ่านตัวแปรที่สำคัญ คือ นายจ้างหรือผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผู้ที่นำนโยบายหรือกฎหมายจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมาใช้กับแรงงานโดยตรง หากนายจ้างละเลยหรือเพิกเฉยต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ก็อาจนำมาสู่การปฏิบัติต่อแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานถูกทำลายไป และไร้ประสิทธิผลในการนำมาใช้เพื่อคุ้มครองแรงงาน

บทความนี้มุ่งศึกษาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 1-4 ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงเป้าหมายต่อการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กและสตรีว่าเป้าหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานส่วนใหญ่เน้นให้ความสำคัญกับประเด็นด้านค่าจ้าง[11]มากกว่าการให้สวัสดิการที่แรงงานพึงจะได้รับ ซึ่งขัดกับความจำเป็นตามข้อเท็จจริงที่แรงงานเด็กและสตรีต้องการความคุ้มครองที่มากขึ้นควบคู่กับค่าจ้างที่มากขึ้น[12]

กรอบแนวคิดเบื้องต้น: ข้อถกเถียงว่าด้วยการให้คำนิยาม “ความมั่นคงและความปลอดภัย (Security)” ซึ่งมีมิติของความต้องการ (Dimension of sample viagra need) เป็นแนวคิดหลักในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจ และเป็นกรอบในการวิเคราะห์พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

ในเรื่องเกี่ยวกับการเมืองในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับแรงงานเด็กและสตรีผ่านพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งผู้เขียนจะมุ่งเน้นอภิปรายข้อถกเถียงที่สำคัญภายใต้คำนิยามของการกำหนดเป้าหมาย(Goal) ในประเด็นหลักว่าด้วยเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) ทั้งในแง่ของความหมาย แง่ของวิธีการและแง่ของการเป็นเป้าหมายของนโยบาย ซึ่งจะกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดในลำดับต่อไป

การนำแนวคิดเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) ของ Deborah Stone มาใช้นั้น จะวางอยู่บนพื้นฐานของการทำความเข้าใจแนวคิดเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) ในฐานะที่เป็นนิยามเริ่มต้น โดยมีการนิยามความมั่นคงปลอดภัย (Security)  ว่าโดยทั่วไปแล้ว หมายถึง วิธีการที่รัฐสามารถให้ความต้องการ (Need) ที่จำเป็นที่สุดแก่เราได้ กล่าวคือ รัฐสามารถให้ในสิ่งที่จำเป็นที่สุดที่เราต้องการที่สุดได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความมั่นคงปลอดภัย (Security)   นั้นเป็นนิยามที่มีเป้าหมายในตัวเอง คือ รัฐต้องเป็นผู้ตอบสนองความต้องการของแรงงานได้ แต่นิยามนี้อาจจะพบปัญหาว่าความต้องการ (Need) ของแรงงานแต่ละคนนั้นไม่ตรงกันหรือไม่เท่ากัน ซึ่งประเด็นนี้นำมาสู่คำถามที่เป็นข้อถกเถียงสำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้

  1. ความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ (Need) แบบไหนที่รัฐพยายามจัดหาให้
  2. ความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ (Need)  แบบที่ไหนที่ประชาชนต้องการ
  3. เราจะสร้างความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ (Need) นั้นได้อย่างไร

การมองนโยบายสาธารณะในมุมมองทางการเมืองดังกล่าว ช่วยทำให้ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ข้อถกเถียงเชิงนโยบายที่มีเป้าหมายทางการเมืองที่แอบแฝงอยู่ได้ ซึ่งลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นจากการให้กรอบคำจำกัดความ “ความมั่นคงและความปลอดภัย(Security)” ซึ่งมีมิติของความต้องการ (Dimension of need) ที่ไม่ตรงกันระหว่างรัฐ, นายจ้าง และลูกจ้างได้ นั่นเอง

ในประเด็นมิติของความต้องการ (Dimension of need) นั้น มีการให้คำนิยามความต้องการ (Need) ไว้ว่า ความต้องการนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด เช่น ปัจจัย 4 อาทิ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ซึ่งความต้องการในที่นี้มักถูกกำหนดจากทางการเมืองด้วยไม่ใช่เป็นความต้องการทางร่างกายเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้จึงมีการให้คุณค่าของความต้องการในลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ความต้องการกำไรที่มากขึ้นของนายจ้างในขณะที่ค่าจ้างถูกลงหรือคงเดิม ความต้องการค่าจ้างที่เป็นธรรมควบคู่ไปกับการได้รับสวัสดิการที่มากขึ้นของลูกจ้าง การที่รัฐตอบสนองความต้องการด้านค่าจ้างมากกว่าสวัสดิการ เป็นต้น

ข้อถกเถียงว่าด้วยการให้คำนิยาม “ความมั่นคงและความปลอดภัย(Security)” ซึ่งมีมิติของความต้องการ (Dimension of need) ที่ไม่ตรงกันข้างต้น สามารถนำมาใช้เป็นแนวคิดหลักในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจและเป็นกรอบในการวิเคราะห์พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  ในประเด็นว่าด้วยนโยบายและการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กและสตรีได้ ดังต่อไปนี้

การศึกษาและการวิเคราะห์พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ศึกษาเปรียบเทียบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 1-4 เน้นศึกษาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแรงงานเด็กและสตรีเป็นสำคัญ

 

จากการศึกษาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 1-4 พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 1

“หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2515 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติบางประการจึงไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันประกอบกับข้อกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวอยู่ในรูปของประกาศกระทรวง อันมีฐานะเป็นกฎหมายลำดับรอง จึงมีปัญหาในเรื่องการยอมรับ ดังนั้น เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรม และเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป สมควรปรับปรุงบทบัญญัติต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้แรงงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น การให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงเพื่อให้ความคุ้มครองแก่การใช้แรงงานบางประเภทเป็นพิเศษกว่าการใช้แรงงานทั่วไป การห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ การให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กมีสิทธิลาเพื่อศึกษาอบรม การให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ของลูกจ้างในกรณีที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการ การกำหนดเงื่อนไขในการนำหนี้บางประเภทมาหักจากค่าตอบแทนการทำงานของลูกจ้าง การจัดตั้งกองทุนเพื่อสงเคราะห์ลูกจ้าง หรือบุคคลซึ่งลูกจ้างระบุให้ได้รับประโยชน์หรือในกรณีที่มิได้ระบุ ให้ทายาทได้รับประโยชน์จากกองทุนเพื่อสงเคราะห์ลูกจ้างของลูกจ้างที่ถึงแก่ความตาย ตลอดจนปรับปรุงอัตราโทษให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”[13]

จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะให้ความสำคัญแก่เด็กและสตรีมากขึ้น เนื่องจากมีการห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิง เพราะเหตุมีครรภ์ และมีการให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กมีสิทธิลาเพื่อศึกษาอบรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้ให้ความสนใจในเรื่องสิทธิของเด็กและสตรีมากขึ้น  อีกทั้งยังเป็นการอุดช่องว่างทางกฎหมาย ที่นายจ้างอาจจะฉวยประโยชน์ในการไล่แรงงานสตรีออกเนื่องจากมีครรภ์ โดยอ้างเหตุผลว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้แรงงานเด็กได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวแรงงานเด็กเองในการที่จะพัฒนาศักยภาพของตนต่อไปเพื่อหน้าที่การงานที่ดีในอนาคต

และในหมวด 2 ว่าด้วยเรื่องการใช้แรงงานทั่วไป “มาตรา 15 ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้”[14] พบว่ามีการให้ความสำคัญต่อปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานสตรี ซึ่งอคติบางส่วนมีที่มาจากแนวคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ ทำให้เพศหญิงถูกกีดกันจากการทำงานและไม่ได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเท่าที่ควร การมีมาตรา 15 จึงเป็นบทบัญญัติที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่เน้นความเป็นประชาธิปไตยและมีความเสมอภาคกัน และ “มาตรา 16 ห้ามมิให้นายจ้างหรือผู้ซึ่งเป็นหัวหน้างาน ผู้ควบคุมหรือผู้ตรวจงานกระทำการล่วงเกินทางเพศต่อลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงหรือเด็ก” [15] พบว่ามีการใส่ใจกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในแรงงานเด็กและสตรี เห็นได้จากการตรามาตรา 16 ขึ้นเพื่อป้องกันความรุนแรงจากการล่วงละเมิดทางเพศในแรงงานเด็กและสตรีดังกล่าว

นอกจากนี้ในหมวด 5 ว่าด้วยเรื่องค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดมาตรา 59 “ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงในวันลาเพื่อคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกินสี่สิบห้าวัน[16] พบว่ามีการระบุให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่สตรีมีครรภ์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี ทำให้สตรีมีครรภ์มีรายได้ในขณะที่ไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งจะช่วยลดการแบกรับภาระหลังคลอดบุตรและช่วยสนับสนุนสถาบันครอบครัวให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 2[17]

มาตรา 10 ให้ยกเลิกความในมาตรา 38 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา 38 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์หรือปล่องในภูเขา เว้นแต่สภาพของการทำงานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายของลูกจ้าง

(2) งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่สิบเมตรขึ้นไป

(3) งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่สภาพของการทำงานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายของลูกจ้าง

(4) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 39 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน

(2) งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ

(3) งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม

(4) งานที่ทำในเรือ

(5) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 11 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 39/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

“มาตรา 39/1 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด ในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ หรืองานเกี่ยวกับการเงิน หรือบัญชี นายจ้างอาจให้ลูกจ้างนั้นทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้เท่าที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป”

จากมาตรา 38 39 และ 39/1 พบว่ามีการให้ความสำคัญกับแรงงานสตรีที่ตั้งครรภ์มากเป็นพิเศษ เห็นได้จากการห้ามมิให้แรงงานสตรีทำงานหนัก หรือทำงานล่วงเวลามากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตนเอง และทารกมีครรภ์ อันแสดงให้เห็นถึงการใส่ใจของภาครัฐที่มีต่อแรงงานสตรีมากขึ้น

มาตรา 12 ให้ยกเลิกความในมาตรา 50 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 50 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานที่ ดังต่อไปนี้

(1) โรงฆ่าสัตว์

(2) สถานที่เล่นการพนัน

(3) สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ

(4) สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 51 ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเพื่อการใด ๆ จากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กให้แก่บุคคลอื่น ในกรณีที่นายจ้างจ่ายเงินหรือประโยชน์ตอบแทนใดๆ ให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก บิดามารดาผู้ปกครอง หรือบุคคลอื่น เป็นการล่วงหน้าก่อนมีการจ้าง ขณะแรกจ้าง หรือก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างในแต่ละคราว มิให้ถือว่าเป็นการจ่ายหรือรับค่าจ้างสำหรับลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้น และห้ามมิให้นายจ้างนำเงินหรือประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวมาหักจากค่าจ้างซึ่งต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กตามกำหนดเวลา”[18]

จากมาตรา 50  พบว่ามีการให้ความสำคัญกับแรงงานเด็กในการห้ามมิให้แรงงานเด็กทำงานในสถานที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเด็กที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีถือว่าเป็นเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดังนั้นการอนุญาตให้ทำงานในสถานที่ดังกล่าวจึงอาจจะไม่เหมาะสม ซ้ำยังอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมามากยิ่งขึ้น เนื่องจากสถานที่เหล่านั้นมักแฝงไปด้วยสิ่งผิดกฎหมายและอบายมุข อันอาจจะทำให้เกิดการล่อลวงและหลอกล่อเด็กไปในทาง  มิชอบได้ และจากมาตรา 51 พบว่ามีการให้การคุ้มครองลูกจ้างซึ่งเป็นแรงงานเด็กในเรื่องของการจ่ายค่าจ้างมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแอบอ้างมาขอรับเงินค่าจ้างของแรงงานเด็กไปก่อน และเพื่อป้องกันการโกงค่าจ้างจากแรงงานเด็ก  ดังกรณีตัวอย่างของแรงงาน  “เด็กหญิงใบเตย”[19] ผู้ซึ่งเป็นแรงงานเด็กที่เกิดจากการตกลงจ้างงานระหว่างแม่ และนายหน้าให้มารับจ้างทำงานที่กรุงเทพฯ  ทุกๆวันของการทำงาน ใบเตยต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่งถึงเที่ยงคืน นายจ้างให้เธอทำงานหนักทุกวันโดยไม่มีแม้วันหยุดพักผ่อน หน้าที่ส่วนใหญ่คือการทำความสะอาดนอกจากนี้ยังต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างตามแต่นายจ้างจะสั่งเพิ่มเติม ตลอดเวลาที่ใบเตยทำงานให้นายจ้างนี้ เธอไม่เคยได้รับเงินค่าจ้างด้วยตนเองเลยสักครั้งเดียว นายจ้างอ้างแต่เพียงว่าได้โอนเงินค่าจ้างเดือนละสองพันบาทไปให้แม่ของเธอแล้ว แต่ใบเตยก็ไม่เคยรู้ว่าความจริงแล้วแม่ได้รับเงินบ้างหรือไม่ และเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด เพราะตลอดเวลาเธอถูกขู่ห้ามไม่ให้หลบหนี หรือติดต่อส่งข่าวคราวไปถึงผู้ปกครอง  หลังจากใบเตยเข้ามาทำงานได้เพียงเดือนเศษเท่านั้น ใบเตยให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาว่า “…ทำงานอยู่กับนายจ้างได้ไม่นานเขาก็เริ่มทำร้าย ทุบตี บางทีเขาโมโหมาก ๆ เขาก็เอาเข็มขัดตี บางทีก็เอาโต๊ะที่นั่งกินข้าวเป็นโต๊ะไม้สัก ก็มาตี ที่ร้ายแรงที่สุดเขาก็เรียกมา เขาบอกเราทำงานช้า เขาก็เอาเก้าอี้ฟาดหลัง เขาก็ไม่ให้ร้อง…”  นายจ้างให้ใบเตยรับประทานอาหารเพียงวันละหนึ่งหรือสองมื้อตามความต้องการของนายจ้าง โดยที่เธอไม่สามารถเรียกร้องใด ๆ “…ให้กินบางทีก็กินข้าวกับพริกป่น บางทีก็กับข้าวที่เหลือจากเขา แต่ส่วนมากกินข้าวกับพริกป่น บางวันก็ไม่ได้กินเลย…” ใบเตยต้องเผชิญกับความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ทำงานในบ้านพักของนายจ้าง จะเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงของนายจ้างที่ไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ทั้งการใช้แรงงานเด็กเกินเวลาที่กำหนด, มีการละเมิดเรื่องค่าจ้าง และการทำร้ายร่างกาย

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 3

มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 47 มาตรา 88 มาตรา 89 มาตรา 90 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา 87 ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้คณะกรรมการค่าจ้างศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นโดยคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม

การพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะกำหนดให้ใช้เฉพาะกิจการ งานหรือสาขาอาชีพประเภทใด เพียงใด ในท้องถิ่นใดก็ได้

ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ[20] ให้คณะกรรมการค่าจ้างศึกษา และพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในแต่ละอาชีพตามมาตรฐานฝีมือที่กำหนดไว้ โดยวัดค่าทักษะฝีมือ ความรู้ และความสามารถ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนด

มาตรา 90 เมื่อประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรืออัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรืออัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือที่กำหนด

ให้พนักงานตรวจแรงงานส่งประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรืออัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือให้แก่นายจ้างที่อยู่ในข่ายบังคับ และให้นายจ้างนั้นปิดประกาศดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผย เพื่อให้ลูกจ้างได้ทราบ ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้างตลอดระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ[21]

จากมาตรา 87 พบว่ามีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำโดยคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละท้องถิ่น และมีการพิจารณาค่าจ้างจากลักษณะของงาน ความยากง่ายการใช้ความรู้ความสามารถของแต่ละอาชีพ ซึ่งถือเป็นการกำหนดค่าจ้างตามกลไกตลาดและตามความเป็นจริงของสภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น และบังคับใช้อย่างจริงจังในมาตรา 90 ทำให้การกำหนดค่าจ้างมีความเป็นธรรมมากขึ้น สมเหตุสมผลกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปในขณะนั้น

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 4

“มาตรา 3 ให้ยกเลิกหมวด 8  ความปลอดภัย  อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน มาตรา  100  ถึงมาตรา 107  แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541” [22]

จากการศึกษาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 4 พบว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้เพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวแรงงานเด็กและสตรีแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ปัญหาการใช้แรงงานเด็กและสตรีในทางที่มิชอบยังสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน และในทางตรงกันข้ามกลับมีการปรับลดสวัสดิการที่แรงงานพึงจะได้รับในด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองสุขภาพจากการทำงานอีกด้วย

 

สรุปผลการศึกษาและการวิเคราะห์พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 1-4

จากการศึกษาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 1 สรุปได้ว่าในหมวด 5 ในเรื่องของค่าจ้าง แม้จะให้ความสำคัญแก่สตรีมีครรภ์ก็ตาม แต่เมื่อศึกษาในหมวด 7 ว่าด้วยเรื่องสวัสดิการและหมวด 8 ว่าด้วยเรื่อง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมการทำงานแล้ว พบว่าในประเด็นของการให้สวัสดิการที่แรงงานควรได้รับนั้นมีการกล่าวถึงน้อยเกินไป จะมีการกล่าวถึงประเด็นนี้เล็กน้อยในส่วนอื่นๆมากกว่า เช่น ในส่วนหมายเหตุของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานที่มีการให้ความสำคัญต่อสิทธิในการทำงานของสตรีมีครรภ์และการศึกษาของแรงงานเด็ก และหมวด 2 การเน้นในเรื่องของการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันของแรงงานหญิงและการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศแรงงานสตรีและเด็กเท่านั้น ซึ่งยังขาดการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าแรงงานควรจะได้รับอะไรบ้าง อาทิ หากเจ็บป่วยหรือทุพลภาพจากการทำงาน  แรงงานควรจะได้รับสิทธิประโยชน์เช่นใดบ้าง ควรได้รับสิทธิพิเศษอะไรบ้าง ยิ่งในหมวด 11 ว่าด้วยเรื่องการชดเชยนั้นจะพบว่ามีแต่ประเด็นของค่าชดเชยที่นายจ้างจะจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างงานเท่านั้น ไม่มีการจ่ายค่าชดเชยในเรื่องของการบาดเจ็บ ทุพพลภาพหรือเสียชีวิตจากการทำงาน ไม่มีการเยียวยาทางร่างกายและจิตใจที่แรงงานสมควรได้รับ

ในส่วนของการศึกษาและพิจารณาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 2 พบว่าเพื่อให้การคุ้มครองลูกจ้างมีประสิทธิภาพและให้ลูกจ้างที่เป็นแรงงานเด็กและสตรีได้รับความคุ้มครองมากขึ้น จึงมีการตรากฎหมายที่ระบุถึงลักษณะการทำงานที่เหมาะสมแก่เด็กและสตรีเกิดขึ้น และมีการกล่าวถึงประเด็นของการปกป้องและให้ความคุ้มครองเรื่องค่าจ้างแก่แรงงานเด็กเป็นสำคัญอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 2 นี้ก็ยังขาดการกล่าวถึง หรือการพัฒนาในเรื่องของสวัสดิการที่มากขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าแทบจะไม่มีการกล่าวถึงเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวกับเรื่องของสวัสดิการและความปลอดภัย อาชีว อนามัย และสภาพแวดล้อมการทำงานเลย

และจากการศึกษาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 3 พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในประเด็นของค่าจ้างเป็นสำคัญ โดยเน้นการจ่ายค่าจ้างตามความสามารถและตรงกับความต้องการใช้ในการครองชีพมากขึ้น แต่ในด้านของสวัสดิการนั้น ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 3 นี้ไม่ได้กล่าวถึงไว้

นอกจากนี้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 4 พบว่านอกจากจะไม่มีการกล่าวถึงค่าจ้างแล้ว ยังมีการยกเลิกสวัสดิการที่แรงงานพึงจะได้รับอีกด้วย ทำให้แรงงานเด็กและสตรีสูญเสียผลประโยชน์ที่พึงจะได้รับความคุ้มครองจากการทำงาน

ดังเห็นได้จากกรณีแรงงาน “สตรี” ซึ่งออกอากาศในรายการสิทธิวิวาทะ ทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553[23] ผ่าน “คุณเตือนใจ บุญที่สุด” ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ป่วยโรคบิสซิโนซิส และมีสามีที่เสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวจากการทำงานที่อยู่ในโรงงานทอผ้า ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นสภาพแวดล้อมในการทำงานว่าในสถานที่ทำงานมักจะมีฝุ่นจากละอองฝ้ายที่มีสารเคมีประเภทกันเชื้อรา อาทิ สารฟอร์มารีน เป็นจำนวนมาก เมื่อหายใจเข้าไปก็จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อในปอด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคบิสซิโนซิส ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ อีกทั้งนายจ้างมิได้เข้ามารับผิดชอบในกรณีนี้แต่อย่างใด

นอกจากนี้คุณเตือนใจได้ให้สัมภาษณ์ในกรณีของสามีต่อว่า เมื่อสามีป่วย เป็นเหตุให้สามีไม่สามารถทำงานได้ นายจ้างก็เลิกจ้างงาน ต่อมาสามีเสียชีวิต ทำให้ความรับผิดชอบทุกอย่างตกอยู่ที่คุณเตือนใจเพียงผู้เดียว

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับที่ 3 และ 4 ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานลำดับแรกที่ทุกฝ่ายควรตระหนัก รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับสวัสดิการมากที่สุดเท่าที่รัฐจะให้ได้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และต้องครอบคลุมทุกประเด็นในเรื่องของการใช้แรงงานเด็กและสตรี

จึงสรุปได้ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 1-4 ที่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานนั้น มักจะพุ่งเป้าหมายไปที่ประเด็นในเรื่องของค่าจ้างมากกว่าสวัสดิการที่แรงงานควรที่จะได้รับ ทั้งที่ความจริงแล้วแรงงานต้องการทั้งค่าจ้างที่มากขึ้นควบคู่ไปกับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นต่างหาก ซึ่งเป้าหมายของนโยบายที่ขัดแย้งดังกล่าวนำมาสู่การตอบคำถามของข้อถกเถียงที่สำคัญ 3 ประการดังต่อไปนี้

คำถามและคำตอบของข้อถกเถียงเชิงเป้าหมายของนโยบายแรงงานเด็กและสตรีที่สำคัญ 3 ประการ

1. ความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ(Need) แบบไหนที่รัฐพยายามจัดหาให้

จากการศึกษาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 1-4 ข้างต้นจะพบว่ารัฐมีเป้าหมายในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กและสตรี ดังต่อไปนี้

 

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ
ฉบับที่ 1 มาตรา 59 มาตรา 15 และ 16
ฉบับที่ 2 มาตรา 51 มาตรา 38, 39 และ 39/1
ฉบับที่ 3 มาตรา 87 และ 90 ไม่ปรากฏ
ฉบับที่ 4 ไม่ปรากฏ ยกเลิกหมวด  8 ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน มาตรา 100 ถึงมาตรา   107 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.  2541

 

จากตารางข้างต้นจะสังเกตได้ว่าแรงงานเด็กและสตรีได้รับการคุ้มครองมากที่สุด ในฉบับที่ 1 และ 2 เนื่องจากมีการกำหนดลักษณะงานที่เหมาะสมกับแรงงานเด็กและสตรี การป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ การสนับสนุนให้เด็กและสตรีมีความก้าวหน้าในอาชีพจากการให้โอกาสทางการศึกษาและการไม่กีดกันทางเพศ เป็นต้น ซึ่งตรงกับศักยภาพและความต้องการทางด้านสวัสดิการของแรงงานเด็กและสตรีที่พึงจะได้รับเป็นอย่างดี แต่เมื่อศึกษาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 3 จะพบว่าเป้าหมายเชิงนโยบายของรัฐนั้นเปลี่ยนไป รัฐไม่ได้เน้นด้านการให้สวัสดิการแก่แรงงานเด็กและสตรีเช่นในตอนแรก แต่รัฐเน้นให้ค่าจ้างที่สูงขึ้นตามความสามารถของแรงงานเด็กและสตรีแทน ยิ่งไปกว่านั้นในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 4 ก็ไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นในเรื่องของค่าจ้างและกลับมีการยกเลิกสวัสดิการที่แรงงานควรจะได้รับอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายเชิงนโยบายของรัฐบาลที่ไม่แน่นอน และยังขาดความชัดเจนทำให้แรงงานเด็กและสตรีสูญเสียผลประโยชน์ และได้รับความรุนแรงจากการทำงาน ดังกรณีตัวอย่างจากรายการครบมุมข่าว[24] ซึ่งออกอากาศทางสถานีข่าว TNN24 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2554 ว่าด้วยประเด็นสารพัดแรงงานสตรี กรณีของ “นางจิตรา คชเดช” ผู้ซึ่งเป็นแรงงานของบริษัทไทรอัมพ์ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหาแรงงานว่า “หลังจากที่คนงานถูกเลิกจ้าง คนงานส่วนใหญ่ก็อายุ 40 กว่า ทำงานอยู่ในโรงงานไทรอัมพ์มาอย่างยาวนาน พอตกงาน คนส่วนใหญ่ล้วนมีภาระ เช่น ภาระจากการที่เพิ่งซื้อบ้านได้ 1-2 ปี หรือมีบุตรที่กำลังเรียนหนังสือ สิ่งที่เราเรียกร้องกับรัฐก็คือ โดยพื้นฐานนั้นรัฐมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะต้องดูแลคนงานที่เลิกจ้างด้วยปัญหาที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ พอเอาเข้าจริงเขาก็ไม่ได้ดู ส่วนกรณีของคนงานไทรอัมพ์เราก็เรียกร้องให้รัฐสนับสนุนในเรื่องของการให้คนงานได้รับกลับเข้าไปทำงาน เพราะว่า ในโรงงานไม่ได้หมายความว่าต้องการยุบกำลังการผลิต แต่เขากลับไปเปิดโรงงานขนาดใหญ่ที่นครสวรรค์เพื่อรับแรงงานราคาถูก ตรงนั้นต่างหากที่มันเป็นปัญหา” ซึ่งจากกรณีปัญหาดังกล่าว แม้จะเป็นเรื่องเดิมๆ แต่ดูเหมือนว่าเสียงสะท้อนของปัญหาแรงงานสตรีแทบไม่มีหน่วยงานใดจะรับฟัง มาถึงจนบัดนี้ก็ยังไม่มีแนวทางแก้ปัญหาอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากความมั่นคง และความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ (Need) แบบที่รัฐพยายามจัดหาให้ข้างต้นไม่ตรงกับมั่นคง และความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ (Need) ของแรงงานเด็กและสตรี คำถามที่สำคัญต่อไปคือ

2. ความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ (Need) แบบที่ไหนที่แรงงานเด็กและสตรีต้องการ

จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) พบว่าผู้ใช้แรงงานเกือบ 40% ระบุว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น พร้อมวอนให้รัฐบาลเข้ามาดูแลสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน และดูแลให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน นอกจากนี้ยังมีความต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแล ปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของสวัสดิการมากที่สุด (ร้อยละ 32.3)  รองลงมาคือ การดูแลให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน (ร้อยละ 29.7) และการดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงาน (ร้อยละ 14.9)[25]

จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ข้างต้นจะพบว่าความต้องการของแรงงานนอกจากประเด็นเรื่องของค่าจ้างแล้ว แรงงานยังต้องการสวัสดิการ การคุ้มครองทางกฎหมายและการดูแลคุณภาพชีวิตของพวกเขาอีกด้วย ดังเช่นในกรณีของ “นางจิตรา คชเดช”[26] ผู้ซึ่งเป็นแรงงานของบริษัทไทรอัมพ์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า “สิ่งที่รัฐควรจะต้องทำก็คือเรื่องของ ‘รัฐสวัสดิการ’ เนื่องจากการมีรัฐสวัสดิการ จะทำให้ปัญหาบางปัญหาได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาเรื่องการศึกษาของบุตร ปัญหาเรื่องที่พักอาศัย และปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาล” ซึ่งตรงจุดนี้เองสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการ (need) ความมั่นคงและความปลอดภัย (security) ที่มาจากความต้องการของแรงงานสตรีโดยตรงอย่างชัดเจน

จากคำถามและคำตอบข้างต้นจะพบปัญหาว่าความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ (Need) ของรัฐกับแรงงานแต่ละคนนั้นไม่ตรงกันหรือไม่เท่ากัน ซึ่งประเด็นนี้นำมาสู่คำถามสุดท้ายที่สำคัญ คือ

 

3. เราจะสร้างความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ (Need) นั้นให้แก่แรงงานเด็กและสตรีอย่างไร

จากการวิเคราะห์นโยบายแรงงานเด็กและสตรีด้วยกรอบแนวคิดเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) โดยเน้นในมิติของความต้องการ (Dimension of need) นั้น ได้แสดงให้เห็นว่า “ความต้องการ” (Need) ในที่นี้ได้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต่อการอยู่รอดทางกายภาพของมนุษย์ ซึ่งในแง่นี้นอกจากปัจจัย 4 แล้วก็ยังมีเรื่องของความต้องการค่าจ้างที่มากขึ้นควบคู่ไปกับสวัสดิการที่เพิ่มมากขึ้น คำถามคือทำอย่างไรแรงงานจึงจะได้ตรงกับความต้องการดังกล่าวและทำอย่างไรรัฐจึงจะจัดหาความต้องการดังกล่าวให้แก่แรงงงานได้  ในแง่นี้ผู้วิจัยคิดว่า “มิติของความต้องการโดยตรงกับการใช้เครื่องมือ” (Dimension of need is buy cialis on line direct versus instrumental) น่าจะเป็นคำตอบของคำถามที่ดี เนื่องจากในบางครั้งแรงงานก็อาจไม่ได้มีความต้องการเพียงด้านเดียว เช่น ความต้องการด้านค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเมื่อค่าจ้างสูงขึ้น ค่าครองชีพก็มักสูงขึ้นตาม และเมื่อมีการเจ็บปวด หรืออุบัติเหตุเกิดขึ้นแรงงานก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเองอยู่ดีเช่น ความต้องการด้านค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้นกล่าว ดังนั้นความต้องการของแรงงานจึงอาจมีหลายด้าน เช่น ความต้องการค่าจ้างที่เป็นธรรมควบคู่ไปกับการได้รับสวัสดิการที่มากขึ้น เพราะจะทำให้แรงงานรู้สึกมั่นคงปลอดภัยว่าเมื่อตนถูกเลิกจ้างงาน หรือไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากการเจ็บป่วยจากการทำงาน แรงงานก็จะยังคงมีรายได้ในการเลี้ยงชีพต่อไป ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ต้องเตรียมเครื่องมือให้พร้อม ซึ่งเครื่องมือตรงนี้ก็คือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานให้รองรับกับความต้องการของผู้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งก็คือแรงงานอย่างเหมาะสม และเป็นธรรมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานนั้นต้องมีความครอบคลุม  มีบทบัญญัติที่ชัดเจน  และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างและลูกจ้าง

สุดท้ายนี้จึงสรุปได้ว่า ความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ (Need) ของรัฐ ต้องสอดคล้องกับความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) หรือความต้องการ (Need) ของประชาชน โดยผู้วิจัยมีความเห็นว่า หากจะมีการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (เด็ก และสตรี) ฉบับต่อไป ผู้ร่างควรคำนึงถึง ประเด็นต่างๆเกี่ยวกับสิทธิของแรงงานเด็ก และสตรี ดังต่อไปนี้

1. อัตราค่าจ้างแรงงาน และสวัสดิการต้องแปรผันตรงกับความต้องการของแรงงานควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละยุคสมัย

2. รัฐต้องให้สวัสดิการซึ่งต้องครอบคลุมกับความต้องการของแรงงานเด็กและสตรีทุกประเภทอย่างเท่าเทียมกัน โดยรัฐต้องคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานเด็ก และสตรี บนฐานของความจำเป็นในการดำรงชีวิตเพศ และวัยที่มีความแตกต่างกัน

3. ทุกฝ่ายต้องทำงานเชิงรุกที่ครบวงจร ตั้งแต่ส่งเสริม ป้องกัน การจัดการทางการแพทย์ การเยียวยา การฟื้นฟู และการจัดหางานที่เหมาะสม เช่น ควรมีการจัดตั้งสถาบันเป็นองค์กรอิสระ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนงาน และผู้ป่วย หรือผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารแบบจตุภาคี คือ นายจ้าง ลูกจ้าง รัฐบาล และนักวิชาการผู้เชียวชาญ (รวมถึงผู้ถูกผลกระทบ)[27] นอกจากนี้ภาครัฐ เอกชน ประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะให้ความร่วมมือในการจัดการแก้ไขปัญหาแรงงาน และร่วมกันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเด็กและสตรีให้มีความครอบคลุม และสอดรับกับสถานการณ์ทางสังคมในปัจจุบัน

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

หนังสือและบทความในหนังสือ (ภาษาไทย)

เจียมจิต สุวรรณน้อย. (2553). ผลกระทบจากการแก้ไขกฎหมายแรงงาน ; ศึกษาเปรียบเทียบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551. ในวารสารศรีปทุมปริทัศน์ ฉบับมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 1, น. 50, กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีปทุม.

ทรงศักดิ์ บุญกวีนภานนท์. (2537). การเคลื่อนไหวปรับปรุงร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน : สิทธิแรงงานไทยยุคโลกานุวัตร,  กรุงเทพฯ : บริษัท โปรโตไทป์ จำกัด. 

สุมาลี ปิตยานนท์. (2545). ตลาดแรงงานไทยกับนโยบายรัฐ, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

 

หนังสือ (ภาษาอังกฤษ)

Deborah A. Stone. (2001). Policy Paradox and levitra vs viagra Political Reason, (USA. : W.W. Norton &

Company, Inc. 

 

บทความจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์

กฎหมายดอตคอม. (กุมภาพันธ์ 2555). พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2515 (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2533 มาตราที่ 1-9. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2555,  จาก http://www.kodmhai.com/m4/m4-1/Nthailaw-4-1/N628.html.

วิกิพีเดีย. (เมษายน 2555). พระราชบัญญัติ. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2555, จาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4.

ศูนย์ทนายความทั่วไทย. (เมษายน 2555).พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน  2555, จาก

http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538974042&Ntype=19>, 20 เมษายน 2555

ศูนย์รวมแรงงานด้านอุตสาหกรรม. (เมษายน 2555). พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2551. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2555, จาก

http://www.ftijob.com/know/know_data.aspx?id=149.

____________________________. (เมษายน 2555). พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2553. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555, จาก

http://www.ftijob.com/know/know_data.aspx?id=115.  

ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์). (พฤษภาคม 2555).ชีวิตของแรงงานหลังได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555, จาก

http://bangkokpoll.bu.ac.th/poll/result/poll574. php? pollID=432.

สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (มกราคม 2555). นโยบาย. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2555, จาก

http://www .violence.in.th/publicweb/newsDetail.aspx?id=34&type=5.

สารานุกรมทรัพยากรมนุษย์. (เมษายน 2555). พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555, จาก

http://kc.hri.tu.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B    8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99_(%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_3)_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2551.

สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ. (พฤษภาคม 2555). คดีประวัติศาสตร์ กรณีใช้แรงงานเด็กเยี่ยงทาส. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555, จาก http://www.apsw-thailand.org/Article%20t2.html.

รายการโทรทัศน์

ปรียาลักษณ์ บุญมั่น.(ผู้ผลิตรายการ).(2554,กุมภาพันธ์ 8). ครบมุมข่าว [รายการโทรทัศน์]. กรุงเทพฯ : สถานีโทรทัศน์ ช่อง TNN 24.

สุนี ไชยรส.(ผู้ผลิตรายการ).(2553,กุมภาพันธ์ 14). สิทธิวิวาทะ [รายการโทรทัศน์]. กรุงเทพฯ : สถานีโทรทัศน์ ช่อง ThaiPBS.

 



[1] พระราชบัญญัติ คือ บทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่เป็นประจำตามปรกติ เพื่อวางระเบียบบังคับความประพฤติของบุคคลรวมทั้งองค์กรและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีฐานะสูงกว่าบทกฎหมายอื่น ๆ นอกจากรัฐธรรมนูญ ก่อนประกาศใช้บังคับ การตราพระราชบัญญัตินั้นจะทำได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา และเมื่อพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ อ้างใน วิกิพีเดีย, “พระราชบัญญัติ,” <http://th.wikipedia.org/

wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4>,15 เมษายน 2555.

[2] อ้างใน NPC’s Notes, “NPC ถึงวันที่เฝ้ารอ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ.2554,” <http://www.facebook.com/note. php?note_id=129040650498568>, 21 มกราคม 2555.

[3]เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีกฎหมาย จัดตั้งสำนักงานประกันสังคมขึ้นในกระทรวงมหาดไทยเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับโครงการประกันสังคม และโดยที่กองทุนเงินทดแทนตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2515 ข้อ 3 ของกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทยเป็นการประกันประเภทหนึ่งของโครงการประกันสังคมสมควรแก้ไขประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2515 โดยโอนกองทุนเงินทดแทนในกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และโอนบรรดาอำนาจหน้าที่ของกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ของกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงานกองทุนเงินทดแทนและงานกองทุนเงินทดแทนในสำนักงานแรงงานจังหวัด ตลอดจนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานกองทุนเงินทดแทนและงานกองทุนเงินทดแทนในสำนักงานแรงงานจังหวัด ไปเป็นของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงมหาดไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้อ้างใน กฎหมายดอตคอม, พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2515 (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2533 มาตราที่ 1-9,” <http://www.kodmhai.com/ m4/m4-1/Nthailaw-4-1/N628.html>, 8 กุมภาพันธ์ 2555.

[4] ข้อความหลักบางส่วนมาจากหลักการในการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีของนายชวน หลีกภัย ได้รับหลักการเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2537 อ้างใน ทรงศักดิ์ บุญกวีนภานนท์, การเคลื่อนไหวปรับปรุงร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน <สิทธิแรงงานไทยยุคโลกานุวัตร>,  (กรุงเทพฯ : บริษัท โปรโตไทป์ จำกัด, 2537), น.151-152.

[5] เจียมจิต สุวรรณน้อย, “ ผลกระทบจากการแก้ไขกฎหมายแรงงาน; ศึกษาเปรียบเทียบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551,” ในวารสารศรีปทุมปริทัศน์ ฉบับมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2553),น. 50.

[6] เห็นได้จากอัตราการเพิ่มของผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรืออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้ลดลงจากร้อยละ 5.5 ในปี 2539 มาติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเศรษฐกิจไทยในปี 2540 คือติดลบร้อยละ 1.8 และทรุดตัวอย่างรุนแรงต่อเนื่องในปี 2541 เป็น -10.2%  อ้างใน สุมาลี ปิตยานนท์, ตลาดแรงงานไทยกับนโยบายรัฐ, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545 ), น.8-9.

[7] เรื่องเดียวกัน, น.1-2.

[9] ทรงศักดิ์ บุญกวีนภานนท์, การเคลื่อนไหวปรับปรุงร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ในสิทธิแรงงานไทยยุคโลกานุวัตร,         (ม.ป.ท. : บริษัท โปรโตไทป์ จำกัด, 2537), น.152-153. 

[10]  จากการถกเถียงประเด็นเรื่องแรงงานเด็ก และสตรีในรายการสิทธิวิวาทะ ซึ่งมีภาคประชาชนร่วมเสวนาถกเถียงคือ คุณ “สมบุญ  สีคำดอกแค : ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงาน และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นกลุ่มเรียกร้องกับรัฐบาลให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการยกร่างขึ้นมาซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และอีกหลายฝ่ายในการจัดทำร่างฯ  แต่เนื่องมาจากปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการบริหารของรัฐบาลที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานบ่อยครั้ง จึงเป็นเหตุให้ร่างภาคประชาชนมักถูกละเลยจากรัฐบาลในแต่ละยุค แม้รัฐบาลทุกสมัยจะพยายามเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติฯ โดยใช้ชื่อว่า “ร่างภาคประชาชน” ก็จริง หากแต่ความไม่ต่อเนื่องในการบริหารจัดการของรัฐบาลในแต่ละยุคเป็นเหตุให้ร่างภาคประชาชนไม่ได้รับการพิจารณา กระบวนการทำงานก็ยังคงผูกติดกับความเป็น Top-Down Management ที่มีภาคประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องค่อนข้างน้อย หรือเนื้อหาใน “ร่างภาคประชาชน” มักถูกมองข้าม หรือไม่ได้รับความสนใจจากภาครัฐเท่าที่ควร การกระทำที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงทฤษฎีที่เป็นเปลือกนอก หรือเครื่องมือสร้างความชอบธรรมของรัฐเท่านั้น หาได้เป็นไปในทางปฏิบัติที่จริงแท้ ดังนั้นกระบวนการทำงานตามขั้นตอนต่างๆยังคงอยู่ในกรอบจำกัดของผู้มีอำนาจที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ความเป็น Bottom up management จึงเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ อ้างใน สิทธิวิวาทะ, “สิทธิความปลอดภัยในการทำงาน ตอนที่ 2 และ 5,” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS,14 กุมภาพันธ์ 2553.

[11] ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.2541 ได้ให้นิยามของ “ค่าจ้าง” ไว้ว่า ค่าจ้าง คือ เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานตามปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ อ้างใน ศูนย์ทนายความทั่วไทย,“พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ,” < http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay =show&ac=article&Id=53897 4042&Ntype=19>, 20 เมษายน 2555.

[12] Deborah A. Stone, Policy Paradox and Political Reason, (USA. : W.W. Norton & Company, Inc, 2001), p.93. 

[13] ศูนย์ทนายความทั่วไทย,“พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ,” < http://www.thailandlawyercenter.com/ index.php?lay=show&ac= article&Id=538974042&Ntype=19>, 20 เมษายน 2555.

[14] เรื่องเดียวกัน,  น.6.

[15] เรื่องเดียวกัน,  น.6.

[16]  เรื่องเดียวกัน,  น.14.

[17] ศูนย์รวมแรงงานด้านอุตสาหกรรม,“พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2551 ,” < http://www.ftijob.com/know/know_ data.aspx?id=149>, 20 เมษายน 2555.

[18] เรื่องเดียวกัน,  น.9.

[19] สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ, “คดีประวัติศาสตร์ กรณีใช้แรงงานเด็กเยี่ยงทาส, < http://www. apsw-thailand.org/Article%20t2.html>, 1 พฤษภาคม 2555.

[20] พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 3 ได้ให้กรอบคำจำกัดความของ “อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ” ไว้ว่าคือ “อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดขึ้นในแต่ละสาขาอาชีพตามมาตรฐานฝีมือ” อ้างใน สารานุกรมทรัพยากรมนุษย์,“พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 ,” < http://kc.hri.tu.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8% A3%E0%B8%B0                            

 %E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99_(%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_3)_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2551>, 25 เมษายน 2555.

[21] เรื่องเดียวกัน,  น.4.

[22] ศูนย์รวมแรงงานด้านอุตสาหกรรม, “พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2553 ,” < http://www.ftijob.com/ know/know_data.aspx?id=115>, 25 เมษายน 2555.

[23] สิทธิวิวาทะ, “สิทธิความปลอดภัยในการทำงาน ตอนที่ 1,” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS,14 กุมภาพันธ์ 2553.

[24] ครบมุมข่าว, “สารพัดปัญหาแรงงานสตรี,” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ TNN 24,8 มีนาคม 2554.

[25] ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์), “ ชีวิตของแรงงานหลังได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท,”  < http://bangkok poll.bu.ac.th/poll/result/poll574. php?pollID=432>, 1 พฤษภาคม 2555.

[26] ครบมุมข่าว, “สารพัดปัญหาแรงงานสตรี,” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ TNN 24,8 มีนาคม 2554.

[27] สิทธิวิวาทะ, “สิทธิความปลอดภัยในการทำงาน ตอนที่ 3,” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS,14 กุมภาพันธ์ 2553.