generic viagra 100 mg
viagra without prescriptions canada
cheap generic cialis uk
viagra niaspan
cheap cialis
canadian cialis generic
canada drug stores viagra
viagra fwomen
viagra women
cheap generic viagra overnight delivery
pfizer viagra 100mg sale
compare cialis levitra viagra
soft viagra
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2014009

ปรัชญา กม. ความพิกลพิการของPhilosophy of Lawในไทย:รัฐพล เพชรบดี

Filed under : INTEGRATED SCIENCE

“อาจเป็นเพราะรากฐานทางปรัชญาในสังคมไทยอ่อนแอด้วยกระมัง จึงพาให้จุดยืนทางปรัชญาของกฎหมายโดยรวมดูจะคลุมเครือไม่เข้ารูปเข้ารอยยังไงอยู่ กล่าวคือสิ่งที่ควรจะมาเป็นรากฐานในการตรากฎหมายกลับไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น”

 

 

 

 

ว่าด้วยเรื่องปรัชญา กฎหมาย กับความพิกลพิการของศาสตร์ Philosophy of Law ในสังคมไทย

 

รัฐพล เพชรบดี

 

หยิบคอลัมน์ ‘ปรัชญา (ในประเทศไทย) เกิดอะไรขึ้น?’ (ใน ปาจารยสาร (เสฐียรโกเศศฯ) ฉบับที่ ๑ (ผู้หญิงกับการเมือง) ปี ๒๕๕๕)ของคุณนวภู แซ่ตั้ง ขึ้นมาอ่านดูอีกครั้ง ก็เห็นด้วยกับอะไรหลายต่อหลายอย่าง กล่าวคือทั้งๆ ที่ปรัชญาเป็นยาปัญญาขนานใหญ่แท้ๆ แต่เพราะด้วยปัจจัยกำกับบางชนิด (เช่นเรื่องของประเพณีและวัฒนธรรมอันเก่าแก่) จึงทำให้เมืองไทยเราช่างไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ศาสตร์วิชาแขนงนี้เอาเสียเลย ศาสตราจารย์ทางปรัชญาท่านหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้าว่า “รู้ไหมว่าคนไทยหลายๆ คนนั้น ได้มีอายุอานามเกินกว่าหนึ่งหมื่นปีแล้ว”

 

ถ้าเรื่องปรัชญาบริสุทธิ์นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ การศึกษาปรัชญาประยุกต์เฉกเช่น ‘ปรัชญากฎหมาย’ หรือที่เรียกกันว่า ‘นิติปรัชญา’ (Philosophy of Law) คงยิ่งไม่ต้องเอ่ยอะไร คำถาม ณ จุดเริ่มต้นนี้ก็คือ นี่นับเป็นสาเหตุหนึ่งได้หรือไม่ ที่ทำให้ ‘ตัวกฎหมาย’ ของไทยเรายังขาดซึ่งประสิทธิภาพ นี่นับเป็นปัญหาหนึ่งได้หรือไม่ ที่ทำให้ ‘ตัวบทกฎหมาย’ ของไทยเราบางบทบางมาตรายังคงไว้ซึ่งความคลุมเครือ นี่นับเป็นรากเน่ารากหนึ่งได้หรือไม่ ที่ทำให้ตาชั่ง ‘การบังคับใช้กฎหมาย’ ของไทยเรายังขาดซึ่งความเสถียรซึ่งดุลยภาพ คำตอบ (ของผู้เขียนเอง) คือได้ทั้งหมดนั่นแหละ กล่าวง่ายๆ ก็คือ ถ้าคนๆ หนึ่ง ไม่ว่าจะทำงานสายอาชีพทางด้านใดก็ตาม ขาดตลอดในความรู้ซึ่งปรัชญา ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมเผยซึ่งความเต็มตื้นเต็มตันใน ‘ความไม่รู้’ (ในเรื่องราวที่ตนทำนั้นๆ) นั่นเอง

 

ที่เกริ่นเรื่องมาแบบนี้ก็มิใช่อะไร ผู้เขียนเพียงจะกล่าวเป็นนัยๆ ว่าที่เมืองไทยเรายังคงมีการถกเถียงทั้งในเรื่อง ‘การแก้กฎหมาย’ และ ‘การบังคับใช้ตัวบทกฎหมาย’ จนร้อนระอุได้จวบจนวันนี้ มิใช่ว่าปรัชญากฎหมาย (ที่ควรจะสอดคล้องกับสภาพกฎหมายและสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง) ได้หายสาปสูญไปแล้วหรอกหรือ มิใช่ว่าปรัชญากฎหมาย (ซึ่งพูดได้ว่าเป็นความรู้นามธรรมทางกฎหมายขั้นสูง) ได้ถูกลดบทบาทความสำคัญ หรือถูกตัดแข้งตัดขาให้พิกลพิการไปแล้วหรอกหรือ มิใช่ว่าเรามัวแต่ถกเถียงเรื่องอุดมการณ์ประชาธิปไตย (ในแบบไทยๆ) จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสัจธรรมแห่งความเป็นจริงและเนื้อความในตัวบทกฎหมายกลายเป็นเรื่องไร้สาระ และมิควรที่จะนำมาตั้งประเด็นคำถามไปแล้วกระนั้นหรือ

 

ความ (ไม่) สำคัญของศาสตร์นิติปรัชญา

ในฐานะที่ผู้เขียนเคยเป็นนักศึกษากฎหมายในรั้วมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ผู้เขียนจำได้ว่าเพื่อนนักศึกษาต่างให้ความสำคัญต่อวิชานี้น้อยมาก ถ้าวิชานี้ถูกจัดเป็นรายวิชาเลือก อาจารย์ผู้สอนคงจะต้องสอนโต๊ะสอนกระดานแทนเป็นแน่เทียว เพราะอะไร? เพราะเนื้อหาของวิชานี้มันทั้งจืดชืด น่าเบื่อ ไร้ประโยชน์ เอาไปถกเถียงสู้คดีอะไรกับใครเขาไม่ได้ มันมีแต่ปัญหาเรื่องนามธรรม และประวัติศาสตร์ทางความคิดของโรงเรียนกฎหมายสำนักต่างๆในแต่ละยุคสมัย ตัวอย่างของคำถามก็เช่นว่า ธรรมชาติของกฎหมาย (nature of law) ที่แท้จริงคืออะไร? ลักษณะโครงสร้างของกฎหมาย (structure of law) ที่ดี เป็นสากล โดยไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา (universal) นั้นเป็นอย่างไร? หรือความคิดของสำนักกฎหมายบ้านเมือง (Legal Positivism) โดยเนื้อแท้แล้วก็คือเผด็จการดีๆ นี่เองใช่หรือไม่? จะเห็นได้ว่าถึงรู้ไป ก็เอาไปสอบเนติบัณฑิตหรือผู้ช่วยผู้พิพากษาไม่ได้ และที่สำคัญ ทำเงินทำทองก็ไม่ได้ เกียรติยศชื่อเสียงก็ไม่มี เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งเคยบอกว่า “มันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์อักษรศาสตร์ชัดๆ”

 

คำถามคือความคิดเหล่านี้ถูกต้องแล้วหรือ? ผู้เขียนคิดว่าคำถามนี้อาจจะตอบไม่ได้ตรงจุดนัก เพราะเท่าที่ผู้เขียนประสบมา นักศึกษาเขาไม่รู้ เขาไม่มีพื้นฐาน เขามองคนละมุม ทุกอย่างเป็นไปในทางโลกียะเท่านั้น หาได้มองประโยชน์ในการเสริมรากฐานของสติปัญญาไม่ ซึ่งแน่นอนว่าโดยมากจะมองซึ่งประโยชน์เพียงในทางปฏิบัติ (อย่างเช่นในเรื่องของการประกอบอาชีพ) เท่านั้น ซึ่งตรงนี้เอง ที่เป็นความคิดที่ผิดเอามากๆ เพราะถ้าเราขาดความรู้ซึ่งความเป็นไปของธรรมชาติความเป็นจริง (metaphysical reality) ของสิ่งต่างๆ แล้ว เราจะพัฒนากฎหมายที่มีอยู่ให้ดีขึ้นและสอดคล้องกับสภาพสังคมในแต่ละช่วงแต่ละเวลาได้อย่างไร อ.จิตติ ติงศภัทิย์ ได้กล่าวไว้ในตอนหนึ่งของบทความ ‘บทบาทของนักกฎหมายกับเทศกาลบ้านเมือง’ ว่า “นักกฎหมายนั้น นอกจากจะรู้ตัวบทกฎหมายแล้ว ยังจะต้องมีความรู้ในศาสตร์อื่นๆด้วย จึงจะสามารถใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็คงจะเป็นความจริงเพราะหากนักกฎหมายได้ศึกษาหาความรู้ในศาสตร์อื่นๆพอสมควรด้วยแล้ว ก็จะสามารถเข้าใจความต้องการของสังคมตามเทศกาลบ้านเมืองและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้”

 

ซึ่งแน่นอนว่าศาสตร์อื่นๆ ข้างต้นนั้นคงต้องรวมไปถึงศาสตร์ปรัชญาด้วยเป็นแน่ ถ้าจะกล่าวว่าขาดเสียไม่ได้เลยก็คงจะได้ กล่าวคือถ้าปรัชญา (ไม่ว่าจะสำนักใด) ไม่ได้เป็นฐานที่เข้มแข็งที่แข็งแรงไว้ประยุกต์หรือรองรับตัวเนื้อความของกฎหมาย (ในแต่ละเวลาและสถานที่) แล้ว ตัวบทกฎหมายจะถูกร่างออกมาอย่างมีคุณภาพ มีเหตุมีผล และแฝงไว้ซึ่งความยุติธรรมที่แท้จริงได้อย่างไร บางทีผู้เขียนเองก็อดฉงนใจในส่วนนี้ไม่ได้ ว่าเวลาฝ่ายนิติบัญญัติได้ร่างกฎหมายออกมาแต่ละครั้งแต่ละวาระ มุมมองทางปรัชญากฎหมายสำนักต่างๆ (ที่ควรจะมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละประเทศนั้นๆ) ได้ถูกนำไปขบคิดไปใช้ให้เป็นประโยชน์บ้างหรือไม่ (ผู้เขียนคิดว่าไม่) ผู้เขียนจำได้ว่าไม่ค่อยจะได้ยินเหตุผลอื่นสักเท่าไหร่นอกเสียจาก เพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก (จริงหรือไม่?) เพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง (หรือเพื่อขัดแข้งขัดขากันเรื่องผลประโยชน์และอำนาจ?) หรือเพื่อบ้านเพื่อเมือง (หรือเพียงนโยบายประชานิยม?) ผู้เขียนคงไม่วิพากษ์วิจารณ์ระบบเนื้อหากฎหมายของไทยตรงจุดนี้ หากแต่จะพยายามมองว่าสถานะรูปภาพทางกฎหมายของไทยนั้นมีความสอดคล้องสัมพันธ์กับปัจจัยความเป็นจริงของสิ่งต่างๆหรือไม่เท่านั้น

 

มุมมองหนึ่งในความคลุมเครือของปรัชญากฎหมายไทย

ผู้เขียนขอยอมรับว่าจุดยืนทางปรัชญากฎหมายของไทยนั้นคลุมเครืออย่างยิ่ง ถ้าจะกล่าวว่าสาเหตุนั้นเป็นเพราะกระแสความคิด postmodern ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อทั้งสังคมและวงวิชาการของไทยก็ออกจะไม่ถูกต้องนัก เพราะโดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าความคลุมเครือนี้ได้มีเรื้อรังมานานแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางพุทธปรัชญาท่านหนึ่งเคยบอกกับผู้เขียนว่า “แม้จะพูดได้ว่าเมืองไทยยุคนี้เป็นยุคของ postmodern แล้ว แต่ก็ยังเป็น postmodern ในแบบหลวมๆ ดังที่เคยเป็นมาแบบหลวมๆ ในการพัฒนามาทุกยุคทุกสมัย”

 

และที่ว่าคลุมเครือนั้น คลุมเครืออย่างไร? กล่าวคือ ‘จุดประสงค์สุดท้าย’ (end) ของการมีอยู่และบังคับใช้ซึ่งตัวกฎหมายนั้นยังไม่ชัดเจนเพียงพอ รวมถึงคุณค่าที่ไม่สามารถกำหนดออกมาเป็นรูปธรรมได้ เมื่อไม่นานมานี้มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งตั้งคำถามเอาไว้ว่า “ถ้าอีกฝ่ายคิดจะเสนอร่างแก้กฎหมายแล้วนั้น คำถามคือประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร” ผู้เขียนคงไม่วิจารณ์ในเรื่องของอุดมการณ์การเมืองหรือประชาธิปไตยกับการออกกฎหมาย (รวมถึงพ.ร.บ.หรือพ.ร.ก.) ตรงนี้ หากแต่ผู้เขียนกำลังจะชี้ให้เห็นว่า (นอกจากการอ้างถึงเรื่องความยุติธรรม (justice) แล้ว) การเล็งถึง ‘ประโยชน์’ ของคนหมู่มาก (Utilitarianism) ซึ่งมีรากฐานความคิดมาจากเบนแธ่ม (Bentham) นั้นถือเป็นหลักปรัชญาในระบบกฎหมายไทยใช่หรือไม่ และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง (โดยที่ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง) ‘วิธีการ’ (means) ที่จะได้มาซึ่งประโยชน์ที่ว่านั้นจะเรียกได้ว่าเป็นปัญหาหรือไม่ หากวิธีการที่ว่ามานั้น (โดยตัวมันเอง) กลับไม่ชอบด้วยศีลธรรม เราจะยอมรับในส่วนนี้ได้หรือไม่ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าส่วนมากจะเป็นการแก้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่มเสียเองมากกว่า

 

อาจเป็นเพราะรากฐานทางปรัชญาในสังคมไทยอ่อนแอด้วยกระมัง จึงพาให้จุดยืนทางปรัชญาของกฎหมายโดยรวมดูจะคลุมเครือไม่เข้ารูปเข้ารอยยังไงอยู่ กล่าวคือสิ่งที่ควรจะมาเป็นรากฐานในการตรากฎหมายกลับไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ผู้เขียนเห็นว่ากฎหมายที่บังคับใช้กันอยู่ในประเทศไทยควรจะมีลักษณะที่ใกล้เคียง (ที่สุด) กับแนวคิด ‘สำนักกฎหมายธรรมชาติ’ (Natural Law School) เสียด้วยซ้ำ เนื่องจากศาสนาประจำชาติไทยคือศาสนาพุทธ และคนไทยต่างก็ยอมรับกันว่าเป็นศาสนาแห่งภูมิปัญญา เป็นศาสนาที่แสดงความรู้ในขั้นปรมัตถ์สัจธรรม และทันสมัยอยู่เสมอ ดังนั้นเรื่องของ ‘พุทธธรรม’ นั่นแหละ ที่จะเป็นแก่นแกนสำคัญในการประยุกต์ใช้กับการร่างกฎหมายที่จะออกมาได้อย่างมีคุณภาพ มีเมตตาธรรม และเป็นสากล แม้แต่ในทางตะวันตกก็ดูจะสอดคล้องกัน ท่านซิเซโร (Cicero) เคยกล่าวเอาไว้ว่า “กฎหมายที่แท้จริงคือเหตุผลที่ถูกต้อง กลมกลืนสอดคล้องกับธรรมชาติ แผ่ซ่านในทุกสิ่งทุกอย่าง สม่ำเสมอ นิรันดร เป็นกฎหมายที่ก่อให้เกิดหน้าที่โดยคำสั่งให้กระทำ และงดเว้นจากความชั่วโดยข้อห้ามของกฎหมาย”

 

ในขณะที่ความเป็นจริงในปัจจุบันหาใช่อย่างที่ว่ามาไม่ การใช้กฎหมายในการสาปแช่งเข่นฆ่าหาผลประโยชน์กันมีอยู่ให้เห็นอยู่ทุกวี่ทุกวัน ถ้าดูอย่างผิวเผิน ก็อาจพาลนึกไปได้ว่า ‘สำนักกฎหมายบ้านเมือง’ (Legal Positivism) เป็นเสาหลักของปรัชญากฎหมายไทย เนื่องจากกฎหมายที่ว่านั้นเปรียบได้ดั่ง ‘คำสั่งสูงสุดของรัฐาธิปัตย์’ (ตามแนวคิดของออสติน (Austin)) ที่จะออกตรามาในรูปแบบใดก็ได้ (กล่าวกันว่ากฎหมายไทยนั้นไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี อันนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจ) ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นไปในการกำหนดทิศทางความประพฤติของประชาชนที่อยู่ใต้อำนาจทางการเมือง ดังที่อ.สมยศ เชื้อไทยได้กล่าวว่า “ความคิดของ John Austin ได้มีอิทธิพลมาถึงประเทศไทย โดยการนำเข้าของพระองค์เจ้ารพีพัฒน์ ซึ่งมีคำสอนของพระองค์ว่า “กฎหมายคือคำสั่งของผู้ปกครองต่อราษฎรทั้งหลายเมื่อไม่ทำตามแล้วตามธรรมดาต้องลงโทษ”” แต่ปัญหาคือตรงนี้ กล่าวคือแล้วแนวทางของเรานั้น สุดท้ายเป็นไปเพื่อ ‘บ้านเมือง’ ตามเจตนารมณ์ของสำนักอย่างสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ถ้าไม่ แล้วผลประโยชน์ต่างๆจะตกอยู่กับใคร เพียงนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ นั่นคือประเด็น

 

อีกประการหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือว่า คนไทยที่คลั่งชาติและมีสำนึกทางประวัติศาสตร์อย่างเกินความพอดีนั้นคงเห็นว่าการเชื่อมโยงปัจจัยทางด้าน ‘ความสำคัญของประวัติศาสตร์’ หรือ ‘การรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม’ (แนวคิดสังกัด Historical School) มาสู่ตัวบทกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่ชอบแล้ว (ใครจะละเมิดมิได้) แม้ว่าผู้เขียนออกจะเห็นด้วยกับเบิร์ค (Burke) นักปรัชญาการเมืองสายอนุรักษ์นิยม (Conservatism) ที่ได้เคยให้ความเห็นไว้ว่า การปฏิวัตินั้นไม่เคยช่วยอะไร สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือเราต้องรักษามรดกที่บรรพชนได้ทิ้งเอาไว้ให้ และเปลี่ยนผ่านให้กับลูกหลานโดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งทุกอย่างจะแปรสภาพไปเองตามธรรมชาติของมันในสังคม organic society แต่ปัญหาคือนั่นมันประเด็นทางการเมือง หาได้ใช่ประเด็นทางด้านปรัชญากฎหมายไม่ ผู้เขียนเห็นว่า ‘ตัวกฎหมาย’ อาจถือได้ว่าเป็นสิ่ง (วาทกรรมชุดหนึ่ง) ซึ่งคอยกำกับดูแล (หรือแม้แต่บังคับ) คนๆหนึ่งให้มีความคิดไปในทางๆหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงอย่างแยบยล (ทางตะวันตกเรียกว่า Injection)  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัจจัย’ มันหมุนเปลี่ยนไปอยู่ทุกกาล (ตถตา) ดังนั้น ผู้เขียนมองว่าเราเองต่างหาก ที่ต้องคอยสอดส่องตรวจตราว่ากฎหมายที่กำลังบังคับใช้กันอยู่นั้นมีความเหมาะสมกับยุคสมัยหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์อย่างนี้ด้วยแล้ว คำกล่าวที่ว่า ‘แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง’ นั้นคงไม่สามารถปฏิเสธได้เป็นแน่ และที่สำคัญ ผู้เขียนมองว่าความเข้าใจในเรื่องราวของวัฒนธรรมประเพณีผิดๆถูกๆนั้นจะเปลี่ยนจากความเข้าใจ context ในระดับ ‘ปัญญา’ มาเป็นความเข้าใจในระดับ ‘ศรัทธา’ เสียมากกว่า ตัวอย่างคลาสสิคตัวอย่างหนึ่งก็เช่นว่า หนังสือนิยายหรือภาพยนตร์ไทยดีๆบางเรื่องที่ห้ามตีพิมพ์หรือออกฉายเนื่องจาก (เขาว่า) ขัดต่อกฎหมายเรื่องศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งอาจจะกระทบถึงภาพลักษณ์ของประเทศ (แต่เรื่องซ่องโสเภณีที่เปิดกันอล่างโฉ่งฉ่างนั้นไม่ขัด) ทั้งๆที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพพื้นฐานทางประชาธิปไตย และเป็นการแสดงออกซึ่งการสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างหนึ่งเท่านั้น ผู้เขียนเองเห็นว่ามีอีกหลายกรณีทีเดียว ที่เป็นการตัดสินโดยดูจากเปลือกกระพี้ จากศรัทธา หาใช่ลงลึกไปในแก่นสัจจะไม่ และสิ่งสำคัญก็คือคนร่างกฎหมายหาได้รู้แก่นสารหรือความสำคัญในเรื่องราวเหล่านี้เลย

 

ถ้าลองพิจารณาจากข้อความข้างต้นดูแล้ว จะเห็นได้ว่า สถานะทางปรัชญาของกฎหมายไทยโดยรวมนั้นมีความลักลั่น หรืออิหลักอิเหลื่ออย่างยิ่ง แทนที่แนวคิดของ Natural Law School จะมีอิทธิพลในสังคมไทยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากเราเป็นเมืองพุทธด้วยแล้ว กลับเป็นปรัชญาสำนัก Legal Positivism ที่มีบทบาทเด่นที่สุด และในขณะเดียวกัน บางเรื่องบางราวยังขัดต่อพุทธธรรมอีกต่างหาก แนวคิดจากสำนัก Historical School ก็เช่นเดียวกัน แนวคิดนี้นับว่ารูปแบบกฎหมายที่ได้รับอิทธิพลจากประวัติศาสตร์จารีตประเพณี (อันดีงาม) ที่ตกทอดกันมามาที่หนึ่ง และควรสงวนรักษาไว้ ส่วนนี้คงไม่ต้องวิจารณ์อะไร ความรุนแรงโหดร้ายที่เกิดขึ้นระหว่างคนไทยด้วยกันเองเป็นคำตอบอยู่แล้ว ว่าการไม่ยอมรับ ‘ความแตกต่าง’ (differences) ทางความคิด ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหลือเกินของการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นไร

 

Postmodernism พุทธธรรม และบทบาทของกฎหมาย

ผู้เขียนได้เกริ่นไปข้างต้นตอนหนึ่งแล้วว่า ถึงแม้สังคมไทยจะเปลี่ยนผ่านมาจนถึงยุค postmodern แล้ว แต่ถ้าลองพิจารณาดู ก็ยังคงเป็น postmodern ในแบบหลวมๆอยู่นั่นเอง ตรงนี้หมายถึงอะไร? ความหมายก็คือว่าการเปลี่ยนผ่านของกระบวนทรรศน์ (Paradigm Change) ทางปรัชญาในแต่ละยุคสมัยนั้นไม่มีความชัดเจน (ดังเช่นในโลกตะวันตก หรือเช่นประเทศญี่ปุ่นในโลกตะวันออก) และไม่สามารถอธิบายได้เป็นหลักทฤษฎีหรืออย่างเป็นรูปธรรม นักวิชาการทางปรัชญาท่านหนึ่งเคยบอกกับผู้เขียนว่า สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่พิเศษ เป็นสังคม postmodern ได้ทั้งๆที่การเปลี่ยนผ่านของยุค modern (อาจเรียกได้ว่าเป็นยุค ‘เหตุผล’ ในนัยหนึ่ง) เองยังมาไม่ถึง การเปลี่ยนผ่านกระบวนทรรศน์ในสังคมไทยจึงเป็น ‘การผ่านข้ามกระบวนทรรศน์’ (Paradigm Shift) หาใช่ ‘การเปลี่ยนผ่านกระบวนทรรศน์’ (Paradigm Change) ไม่ กล่าวคืออาจเป็นเพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำ (ทั้งเรื่องการศึกษา ศาสนา ปรัชญา เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ฯลฯ) ที่ค่อนข้างสูง (และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นไปอีก) ในสังคมไทย การเปลี่ยนผ่านของตัวกระบวนทรรศน์ (ในแง่การพัฒนา) จึงดูมั่วซั่วไปเสียหมด  อ.ไชยันต์ ไชยพร เคยยกตัวอย่างประโยคเช่นว่า ‘ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่’ เป็นประโยคที่แสดงถึงความเป็น postmodern อย่างแท้จริง เพราะว่าถ้าไม่เชื่อเสียอย่างแล้ว การดูหมิ่นหรือลบหลู่ก็ไม่ควรจะจับมาเป็นประเด็นให้ความหมายมันดูสองแง่สองง่าม ส่วนตัวผู้เขียนเองเห็นว่าเป็นเพราะนัยยะของประโยคนี้เองได้แสดงถึงการย้อนเวลาไปสู่กระแสปรัชญา ‘กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์’ (Primitive Paradigm) ซึ่งเป็นยุคที่ศรัทธา Supernatural ในขณะที่กระแส postmodern เองก็ได้เข้ามาเหลื่อมซ้อนและมีบทบาทในสังคมไทยอย่างที่เราเห็นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ที่พูดมาสำคัญอย่างไร? กล่าวคือผู้เขียนกำลังจะสื่อว่า ‘ความแตกแยก’ (fragmentation) และ ‘ความไม่ลงรอยกัน’ (irreconcilable) จนอาจถึงขั้นรวมศูนย์มิได้ในเรื่องของอัตลักษณ์ทางความคิด (ในองค์รวม) ของคนไทยในยุคสมัยปัจจุบันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค postmodern เช่นนี้ ดังนั้น ‘การแสวงจุดร่วม’ ทางความคิดที่เป็นประโยชน์โดยต่างมีการเห็นพ้องต้องกัน หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น ‘เรื่องราวขนาดใหญ่’ (Grand Narrative) ที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต (ไม่ว่าจะเข้าใจอย่างถูกต้องหรือไม่) ของคนหมู่มากจึงเปรียบเสมือนทางออกที่ดีที่สุดในทางปฏิบัติของสังคมไทยในปัจจุบัน

 

และแน่นอนว่าที่พูดมานี้หาใช่จุดประสงค์อื่นใด กล่าวคือแนวคิดที่ว่านี้ก็ควรจะไปปรับประยุกต์ใช้กับศาสตร์กฎหมายด้วย (ในฐานะที่กฎหมายถือเป็นอาวุธชิ้นหนึ่งในการวางบรรทัดฐานและดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม) และ ‘พุทธศาสตร์’ ก็คือหนึ่งใน ‘เรื่องราว’ (narration) ที่คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับนับถือกันในแง่ของความมีอิทธิพลในทางปรัชญาอย่างชัดเจน ผู้เขียนมิได้สื่อว่าตัวบทกฎหมายจะต้องสอดแทรกเรื่องราวของพุทธศาสตร์ หากแต่แก่นสารแห่งความเป็นปัจจัยของพุทธธรรม (เช่น เรื่องธรรมชาติในการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคม) ต่างหากเล่า ที่ควรจะนำมาปรับใช้กับฐานกฎหมายเพื่อให้บทบาทของกฎหมายไทยมีหลักมีฐานทางปรัชญาที่ชัดเจนขึ้น (ในทางตัวบทและเนื้อหา) และแน่นอนว่าการบังคับใช้กฎหมายจะมีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดความลำเอียง รวมไปถึงการถกเถียงในเรื่องของความไม่เป็นธรรม

 

คำถามตรงนี้คือมันไม่แปลกหรืออย่างไร ถ้าฐานหลักของปรัชญากฎหมายไทยนั้นจะถูกปูด้วยศาสตร์ของพุทธ? มันจะมีปัญหาเรื่อง ‘ความเป็นสากล’ (universality) หรือไม่ ถ้าเปรียบเทียบกับศาสตร์นิติปรัชญาที่ยอมรับใช้กันในทางตะวันตก? คำตอบแน่นอนว่าคือไม่ เนื่องจาก Grand Narrative ในโลก postmodern นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถือว่าเป็น ‘คำตอบ’ หรือ ‘ความจริงแท้’ สากลอีกต่อไปแล้ว ถ้าจะมี ก็คงเหลือไว้แต่ Mini (micro) -Narrative หรือ ‘เรื่องราวขนาดเล็ก’ (จากแนวคิดของลีโยทาร์ (Lyotard)) ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละประเทศแต่ละเวลา (หมายถึงว่าอาจจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อใดก็ได้) ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้ว ก็คือเรื่องราวของปรัชญาพุทธธรรม (ซึ่งคัดเลือกมาจากหลากหลายเรื่องราวที่แตกตัวกัน) นั่นแหละ

 

อนึ่ง ผู้เขียนโดยส่วนตัวเองก็เห็นว่าปรัชญาในระบบกฎหมายไทยนั้น (นอกจากจะหยิบนั่นนิดนี่หน่อยจากโรงเรียนปรัชญากฎหมาย Legal Positivism และ Historicism แล้ว) ยังได้รับกลิ่นอายมาจากทฤษฎี ‘การถ่วงดุลอำนาจ’ ของมองเตสกิเออ (Montesquieu) อยู่ไม่น้อย (แนวคิดสังกัด Sociological School of Law) เช่นกัน กล่าวคือเป็นหลักคิดในการใช้กฎหมายในฐานะเป็นอาวุธชิ้นหนึ่งในการตรวจตราตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมือง (end) แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ตรงนี้ หากเรื่องสำคัญอยู่ที่ว่าปรัชญาแนวคิดของมองเตสกิเออนั้น หากพิจารณาโดยเนื้อแท้แล้ว จะเห็นว่ามุ่งไปในแก่นสารทาง natural law (ซึ่งก็มีความสอดคล้องเป็นไปกับหลักพุทธธรรม) ต่างหาก ดังที่ อ. สมยศ เชื้อไทยได้ว่าไว้ “Montesquieu อธิบายว่า “กฎหมายทั้งหลายในลักษณะสำคัญที่เป็นทั่วไปคือความสัมพันธ์ที่จำเป็นจะต้องเป็นเช่นนั้นอันเกิดขึ้นจากเหตุผลของเรื่อง เพราะฉะนั้นมนุษย์ก็มีกฎหมายของมนุษย์ พระเจ้าก็มีกฎหมายของพระเจ้า สัตว์ก็มีกฎหมายของสัตว์” คำกล่าวชี้ให้เห็นว่าความคิดของ Montesquieu ในเนื้อแท้ก็ยังเป็นนักกฎหมายธรรมชาติ ในแง่ที่ถือว่ามีความถูกผิดอยู่ในตัวของมันเองตามเหตุผลของเรื่อง มิใช่เป็นสิ่งที่คนตั้งขึ้นเองได้ตามใจชอบ

 

ประเด็นที่สำคัญอยู่ที่ว่า ถึงแม้ตอนนี้เราจะรู้ว่าระบบกฎหมายไทยมีปรัชญาแนวคิดแอบแฝงอยู่หลายสำนัก (อย่างอิหลักอิเหลื่อ) แต่ที่ยังมีการแก้ไขถกเถียงทั้งในเรื่องตัวบทกฎหมาย ปัญหาของการบังคับใช้ และความไม่ยุติธรรมอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น นี่มิใช่หลักฐานชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติ (ปรัชญา) ที่วางรากฐานให้ตัวกฎหมายนั้นๆ ใช้การไม่ได้แล้ว หรือได้พิกลพิการไปแล้วหรอกหรือ และก็แน่นอนว่าถึงแม้พระพุทธศาสนาจะเป็นศาสนาประจำชาติ และคนหมู่มาก (ในสังคมไทย) ก็ออกจะให้การเคารพนับถือมากที่สุด แต่ผู้เขียนก็ต้องยอมรับว่าโดยมากจะเป็นไปในความเข้าใจไปทางด้านไสยศาสตร์การเล่นแร่แปรธาตุกันเสียมากกว่า หาใช่ธรรมชาติของพุทธธรรมะอันเป็นอนิจสัจที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยิ่งยวดไม่ และก็เป็นไปได้เช่นกัน ที่กลุ่มผู้มีอำนาจร่างกฎหมายจะหาได้รู้เรื่องราวของพุทธธรรมและเมตตาธรรมอย่างถูกเรื่องถูกราว อย่างดีที่สุดก็คงเป็นแนวว่าให้กฎหมายเอื้อประโยชน์แก่คนหมู่มาก (Consequentialism) โดยที่ปรัชญาความคิดซึ่งติดอยู่เบื้องหลังนั้นก็แล้วแต่รูปแล้วแต่สถานการณ์กันไป แล้วอย่างนี้จุดยืนที่ถาวรมั่นคงของหลักนิติปรัชญาไทยจักอยู่ที่ใด

 

References

 

ภาษาไทย

กีรติ บุญเจือ. (2549). อรรถปริวรรต คู่เวรคู่กรรม ปรัชญาหลังนวยุค กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ไชยันต์ ไชยพร. (2550). POSTMODERN: ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ กรุงเทพมหานคร: Openbooks

 

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. (2554). แนะนำสกุลความคิดหลังโครงสร้างนิยม กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สมมติ

 

สมยศ เชื้อไทย. (2545). นิติปรัชญา กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน

 

English

Baggini, J. (2002). “Moral Philosophy” in Philosophy: Key Themes UK: Palgrave Macmillan

Blackburn, S. (2008). “Philosophy of Law” in The Oxford Dictionary of Philosophy UK: Oxford University Press

Magee, B. (2001). The Story of Philosophy UK: A Dorling Kindersley Book