how to get a viagra prescription
low cost cialis generic
get cialis without a perscription
best ed medication
cialis 20 mg reviews
overnight cialis online
viagra cvs
fda approved cialis
levitra vs cialis review
real viagra online prescription
cialis women reviews
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012035

สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย: สมชาย ปรีชาศิลปกุล

Filed under : POLITICS

“ความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในรูปแบบการปกครองของรัฐต่างๆ ในห้วงระยะเวลาของ ศ. 20 ก็คือ การปกครองในรูปแบบที่เรียกว่าระบอบราชาธิปไตยต้องเผชิญกับการท้าทายจากอุดมการณ์ในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม และส่งผลให้เกิดการเสื่อมถอยของระบอบราชาธิปไตยรวมถึงการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในรัฐทั่วโลก”

 

สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย[1]

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

 

ความเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ในระดับโลก

          ความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในรูปแบบการปกครองของรัฐต่างๆ ในห้วงระยะเวลาของศตวรรษที่ 20 ก็คือ การปกครองในรูปแบบที่มีกษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองหรือที่เรียกว่า “ระบอบราชาธิปไตย” (Absolute Monarchy) ต้องเผชิญกับการท้าทายจากอุดมการณ์ในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม และส่งผลให้เกิดการเสื่อมถอยของระบอบราชาธิปไตยรวมถึงการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในรัฐทั่วโลก ดังจะสามารถเห็นได้จากแผนที่ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรัฐที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยในตอนเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 และเมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 20 จะพบว่าจำนวนของรัฐที่ยังคงรูปแบบราชาธิปไตยหรือเป็นรัฐที่ยังมีกษัตริย์อยู่นั้นได้มีจำนวนที่ลดลงไปอย่างมาก (เปรียบเทียบได้จากภาพประกอบ 1 และ 2)

 

 

 

 

 

 

 

สีม่วง ประเทศที่มีรูปแบบราชาธิปไตย

สีฟ้า ประเทศที่มีรูปแบบสาธารณรัฐ

ภาพประกอบ 1: เปรียบเทียบระหว่างรัฐที่มีรูปแบบราชาธิปไตยและสาธารณรัฐในต้นศตวรรษที่ 20

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบ 2: เปรียบเทียบระหว่างรัฐที่มีรูปแบบราชาธิปไตยและสาธารณรัฐเมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 20

ที่มาของภาพ http://users.erols.com/mwhite28/monarchy.htm

 

โดยความเปลี่ยนแปลงนี้ปัจจัยประการหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากอุดมการณ์เกี่ยวกับระบอบการเมืองการปกครองที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสำคัญ อุดมการณ์ในรูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยซึ่งหนุนเสริมความเข้มแข็งของสถาบันกษัตริย์วางอยู่บนพื้นฐานความเชื่อในเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของสถาบัน ทั้งนี้กษัตริย์จะมีคุณลักษณะที่แตกต่างไปจากบุคคลธรรมดาทั่วไป ไม่ว่าจะด้วยการสืบสายโลหิตจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ เป็นผู้ที่มีบุญญาธิการ อันเป็นเหตุผลทำให้สามารถถือกำเนิดและกลายมาเป็นผู้ปกครองเหนือสามัญชนอื่นได้ โดยชาติกำเนิดจะเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการกำหนดสถานะของบุคคลในทางสังคมการเมือง การถือกำเนิดในกลุ่มชนใดก็จะมีผลต่อการกำหนดตำแหน่งแห่งที่และบทบาทของบุคคลนั้น การดำรงตำแหน่งและการสืบทอดสถานะของผู้ปกครองในระบอบราชาธิปไตยหากมิได้ถูกแย่งชิงจากกลุ่มอำนาจอื่นแล้วก็จะเป็นสิ่งที่ตกอยู่กับบุคคลในวงศ์ตระกูล

ขณะที่อุดมการณ์ซึ่งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยมีความแตกต่างจากระบอบราชาธิปไตยอย่างสำคัญ โดยถือว่าบุคคลมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน การถือกำเนิดในชนชั้นใดจะไม่มีผลต่อการกำหนดสถานะของบุคคล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งชาติกำเนิดไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการกำหนดชะตาชีวิตของคนแต่ละคน ทั้งนี้อำนาจสูงสุดในทางการเมืองจะมาจากประชาชนไม่ใช่มาจากอำนาจศักดิ์สิทธิ์นอกเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด และด้วยเหตุที่อำนาจสูงสุดในทางการเมืองมาจากประชาชน สถาบันทางการเมืองที่จะมาทำหน้าในการบริหารประเทศจำเป็นต้องมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับประชาชน อันเป็นสิทธิธรรมประการสำคัญของระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กระบวนการเลือกตั้งจึงกลายเป็นกิจกรรมทางการเมืองพื้นฐานประการหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขจำเป็นของระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้การใช้อำนาจขององค์กรในสถาบันทางการเมืองต่างๆ หรือในหน่วยงานของรัฐก็จะต้องสามารถถูกตรวจสอบรวมทั้งมีความรับผิดในกรณีที่กระทำการใดๆ ขัดต่อหลักการพื้นฐานในการปกครองหรือกฎหมายที่ได้วางไว้ล่วงหน้า

เมื่ออุดมการณ์ของระบอบราชาธิปไตยต้องเผชิญกับอุดมการณ์แบบประชาธิปไตยได้มีผลทำให้เกิดรูปแบบของการปกครองใหม่ในแต่ละรัฐ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนของสถาบันทางการเมืองที่แตกต่างไปจากเดิม สถาบันกษัตริย์ในฐานะที่เป็นองค์กรทางการเมืองหลักของระบอบราชาธิปไตยก็ต้องเผชิญกับการท้าทายจากความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเช่นกัน และเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางในศตวรรษที่ 20

ความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบแรกคือการยกเลิกสถาบันกษัตริย์ หรือมีการสร้างแบบระบบการเมืองซึ่งไม่มีสถาบันกษัตริย์อยู่ในสังคมนั้นอีกต่อไป รัฐที่ดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ปรากฏให้เห็นเป็นจำนวนมาก เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน หรือในประเทศที่ได้รับเอกราชภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลายแห่งก็ดำเนินการในลักษณะดังที่กล่าวมา และในอีกรูปแบบหนึ่งก็คือยังคงมีสถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ในสังคมนั้น ดังเมื่อมาถึงต้นศตวรรษที่ 21 จะพบว่าสถาบันกษัตริย์ยังคงดำรงอยู่ในรัฐต่างๆ ประมาณ 44 – 45 แห่ง[2] อย่างไรก็ตาม การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคมปัจจุบันนั้นปรากฏในหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่สำคัญก็คือการปกครองในระบอบราชาธิปไตย (Absolute Monarchy), ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy), เครือจักรภพ (Commonwealth Realm), ราชาธิปไตยแบบอิสลาม (Islamic Monarchy)

 

สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย  

แม้สถาบันกษัตริย์จะเป็นปัจจัยสำคัญในระบอบราชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม สถาบันกษัตริย์หลายแห่งเมื่อต้องเผชิญกับอุดมการณ์แบบประชาธิปไตยก็ได้มีการปรับตัวให้เข้าดำรงอยู่กับรูปแบบการปกครองแบบใหม่ โดยรูปแบบการปกครองเป็นที่รู้จักกันทั่วไปอันเป็นการยอมรับให้สถาบันกษัตริย์ยังคงมีสถานะเป็นองค์กรทางการเมืองประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือ ระบอบการปกครองแบบรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบรัฐสภาของอังกฤษซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นต้นแบบของระบบรัฐสภาที่ยังคงสถาบันกษัตริย์ควบคู่กันไป

การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเป็นผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนสถานะและจัดวางความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สถาบันกษัตริย์สามารถดำรงอยู่ได้อย่างสอดคล้องกับอุดมการณ์การเมืองที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้มีประเด็นสำคัญที่จะพิจารณาดังนี้

1. สถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ

ในการปกครองของระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอันเนื่องมาจากจะเป็นกฎกติกาในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนว่าจะมีลักษณะเช่นใด เสรีภาพของปัจเจกบุคคลจะถูกจำกัดเอาไว้ก็ด้วยการมีกฎหมายรองรับเอาไว้ ขณะเดียวกันกับที่รัฐก็มิได้มีอำนาจล้นพ้นหากต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน การกระทำใดของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการล่วงละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ได้มีการบัญญัติเอาไว้ล่วงหน้า

สถาบันกษัตริย์ซึ่งเคยมีอำนาจสูงสุดในทางการเมืองในระบอบราชาธิปไตย เมื่อเข้ามาอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยซึ่งรัฐธรรมนูญได้กลายเป็นกฎเกณฑ์ในกำหนดกรอบของอำนาจรัฐ สถาบันกษัตริย์ก็จะแปรสภาพมาเป็นองค์กรทางการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญได้ให้การรับรองเอาไว้ การเป็นองค์กรประเภทหนึ่งซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะสำคัญของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจของกษัตริย์มิใช่เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ในตัวสถาบันเองแต่หากเป็นผลมาจากการที่ได้รับการยอมรับและกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น หากพิจารณาโดยอาศัยกรอบแนวคิดดังกล่าวแล้ว ภาระหน้าที่สำคัญพื้นฐานของสถาบันกษัตริย์ก็คือการต้องพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ อันเนื่องมาจากเป็นอำนาจที่สถาปนาสถาบันกษัตริย์ให้ดำรงอยู่ เฉกเช่นเดียวกับองค์กรทางการเมืองในลักษณะอื่น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายตุลาการ ซึ่งจะต้องมีหน้าที่ในการธำรงรักษารัฐธรรมนูญให้ดำรงอยู่เช่นกัน

ทั้งนี้กษัตริย์ในระบบรัฐสภาจะมีสถานะเป็นประมุขของรัฐ อันเป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากระบบประธานาธิบดีที่มีบุคคลธรรมดาเป็นประมุขของรัฐ ซึ่งสำหรับประธานาธิบดีนั้นก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆ ความไม่ต้องรับผิดชอบจึงจำกัดเฉพาะในทางการเมืองเกี่ยวกับการกระทำในตำแหน่งเท่านั้น (acte de sa fonction) ถ้าเป็นกิจการนอกตำแหน่งหน้าที่แล้วก็ต้องรับผิดชอบตามปกติ[3] ส่วนในรัฐที่มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น รัฐธรรมนูญของประเทศที่มีกษัตริย์โดยทั่วไปมักจะมีบทบัญญัติให้กษัตริย์อยู่ในฐานะที่ล่วงละเมิดมิได้ เมื่อได้มีการยกย่องให้เป็นที่เคารพสักการะก็จะมีการห้ามไม่ให้มีการฟ้องร้อง[4] อันหมายความรวมถึงการกระทำในทางการเมืองและในการกระทำที่เป็นเรื่องส่วนตัว

การดำรงตำแหน่งของกษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐจึงทำให้เกิดข้อถกเถียงพื้นฐานหนึ่งว่าการได้รับสิทธิพิเศษอันเนื่องมาจากการดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐถือว่าขัดกับหลักความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ โดยเฉพาะในการกระทำที่เป็นเรื่องส่วนตัวอันไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกษัตริย์ในฐานะขององค์กรทางการเมือง เช่น การกระทำความผิดในทางอาญา การกระทำความเสียหายให้เกิดขึ้นบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นอันเนื่องมาจากการกระทำของตน

2. สถาบันกษัตริย์กับสถาบันการเมืองจากการเลือกตั้ง

ในรัฐที่มีรูปแบบการปกครองระบบรัฐสภา นอกจากสถาบันกษัตริย์แล้วก็จะปรากฏองค์กรทางการเมืองที่มาจากการการเลือกตั้งโดยประชาชน ทั้งองค์กรฝ่ายบริหารและองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งถือเป็นองค์กรสำคัญที่จะมาทำหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองและการบัญญัติกฎหมายขึ้นบังคับใช้ภายในสังคม และเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการต่างๆ ด้วยตนเองจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยที่แม้จะเป็นการกระทำภายใต้พระปรมาภิไธยของกษัตริย์ แต่ก็ถือเป็นหลักการว่าการกระทำในทางการเมืองมิใช่สิ่งที่เป็นดำเนินการโดยกษัตริย์ หากเป็นความรับผิดชอบของผู้ที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ตามหลักการดังกล่าวนี้จึงถือว่ากษัตริย์ไม่สามารถกระทำความผิดได้ (King can do no wrong) เหตุที่กษัตริย์ไม่อาจกระทำความผิดก็สืบเนื่องมาจากพระองค์มิได้เป็นผู้ดำเนินการต่างๆ ด้วยตนเอง หากเป็นเรื่องฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการเอง

สถานะและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และสถาบันการเมืองจากการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาจะมีการขีดเส้นแบ่งที่สำคัญคือ สถาบันกษัตริย์จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางการเมืองโดยตรง (King cannot act alone) แต่จะทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นประมุขของรัฐอันแสดงถึงเกียรติยศของสถาบันที่ดำรงสืบเนื่องในฐานะกษัตริย์ หรือที่ถูกเรียกกันว่า “ทรงราชย์แต่ไม่ได้ทรงรัฐ” (reign not rule) แม้อาจเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้องในทางการเมืองอันเนื่องมาจากสถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่มีความต่อเนื่องมายาวนาน อันทำให้สั่งสมประสบการณ์และความช่ำชองทางการเมืองมากกว่าบุคคลในสถาบันที่มาจากการเลือกตั้ง อันอาจมีความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารกิจการบ้านเมือง แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่านักการเมืองหรือบุคคลต่างๆ ที่ได้รับคำแนะนำ ความเห็น การสนับสนุนจากกษัตริย์ จะต้องไม่นำเอาสิ่งดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความชอบธรรมของตน หากต้องแสดงออกให้เห็นว่าเมื่อดำเนินการใดๆ แล้วเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ตัดสินใจด้วยตนเองในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว

และในทางกลับกัน กษัตริย์ก็ต้องหลีกเลี่ยงในการกระทำใดๆ ที่แสดงให้ถึงการเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ การพูด แสดงความเห็น ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจว่าสถาบันกษัตริย์ได้เข้าไปส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในทางการเมือง บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยถูกจัดวางให้เป็นกลางทางการเมืองและพ้นไปจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆ ซึ่งอาจมีความเห็นหรือแนวความคิดที่แตกต่างกันและต้องมีการต่อสู้ช่วงชิงเพื่อแสดงหาการสนับสนุนจากประชาชนในทางการเมือง จึงต้องมีการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันในแต่ละฝ่าย กษัตริย์ต้องวางตนอยู่เหนือความขัดแย้งในทางการเมืองเพื่อให้ได้รับความเคารพจากทุกฝ่าย หากกษัตริย์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมืองไม่ว่าจะยืนอยู่กับฝ่ายใดก็ย่อมต้องเผชิญกับผู้ที่มีความเห็นต่างออกไป การกระทำในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการบ่อนทำลายความเป็นกลางในทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ลง

อย่างไรก็ตาม การจัดวางบทบาทของสถาบันกษัตริย์และสถาบันจากการเลือกตั้งดังที่กล่าวมานี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเห็นชอบกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในห้วงระยะเวลาอันสั้น หรือเป็นการนำเอาแนวคิดทางปรัชญาการเมืองมาจัดระเบียบเป็นสถาบันการเมืองแต่อย่างใด หากพิจารณาจากระบบรัฐสภา ของประเทศอังกฤษแล้ว รากฐานของรัฐธรรมนูญอังกฤษอันหมายถึงความพยายามในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายกษัตริย์และฝ่ายสนับสนุนรัฐสภาเป็นผลมาจากสงครามกลางเมือง การปลงพระชนม์กษัตริย์ ผลัดแผ่นดิน ระบบ commonwealth และผู้ปกครอง การสถาปนาระบอบกษัตริย์ใหม่และการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ค.ศ. 1689 (Civil war; regicide; interregnum; commonwealth and protectorate; restoration; and the so-called “glorious” revolution of 1689)[5]

ซึ่งท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายได้เกิดการจำกัดอำนาจของฝ่ายกษัตริย์ลงพร้อมกับการสถาปนาอำนาจสูงสุดในทางการเมืองของรัฐสภา หรือที่เรียกว่าหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (The supremacy of the parliament) โดยถือว่าอำนาจในการบัญญัติกฎหมายของรัฐสภาเป็นอำนาจสูงสุดที่จะสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจของฝ่ายต่างๆ ได้ อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงชัยชนะของฝ่ายรัฐสภาในทางการเมือง แต่ทั้งนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าการใช้อำนาจในการบัญญัติกฎหมายมิใช่เป็นเพียงอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเป็นการใช้อำนาจร่วมกันของกษัตริย์และรัฐสภาดังการเรียกกฎหมายที่ได้มีการประกาศใช้ว่า Acts of the Queen-in-Parliament

ดังนั้น เมื่อมีการรับเอาระบบรัฐสภาไปปรับใช้กับประเทศต่างๆ ที่เคยมีสถาบันกษัตริย์และต่อมาภายหลังได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ก็มิได้หมายความว่าบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และสถาบันจากการเลือกตั้งจะสามารถดำเนินไปในรูปแบบที่ปรากฏอยู่ในอังกฤษ ในแต่ละแห่งอาจมีเส้นแบ่งระหว่างสถาบันทั้งสองที่แตกต่างไปจากต้นแบบของระบบรัฐสภา ทั้งกระทั่งอาจมีลักษณะโดดเด่นที่แตกต่างไปจากประเทศต้นแบบเป็นอย่างมากก็ได้ ดังในบางประเทศจะพบว่าเมื่อเปลี่ยนมาสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว สถาบันกษัตริย์กลับสามารถเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในทางการเมือง แม้จะมีการเรียกรูปแบบการปกครองในรัฐนั้นๆ ว่าเป็นการปกครองในแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญก็ตาม

3. พระราชอำนาจ (Prerogative)

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อำนาจที่เคยเป็นของกษัตริย์ในการปกครองได้กลายเป็นอำนาจและสิทธิธรรมของสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่สถาบันกษัตริย์ยังคงมีความสำคัญในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจโดยผ่านองค์กรต่างๆ ของรัฐ อันเป็นอำนาจที่เรียกว่า “พระราชอำนาจ” ทั้งนี้พระราชอำนาจสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะสำคัญ คือ พระราชอำนาจในทางการเมืองกับพระราชอำนาจส่วนพระองค์

ในส่วนพระราชอำนาจทางการเมืองนั้น เป็นการใช้อำนาจของกษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง เช่น การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งรัฐมนตรี การประกาศสงครามกับต่างประเทศ การยุบสภา เป็นต้น โดยทั่วไปพระราชอำนาจในลักษณะเช่นนี้แม้จะถือว่าเป็นสิ่งที่กษัตริย์สามารถกระทำได้ แต่ในทางปฏิบัติการดำเนินการในเรื่องต่างๆ เหล่านี้จะถูกจำกัดด้วยจารีตประเพณีหรือธรรมเนียมปฏิบัติซึ่งค่อยๆ ถูกสร้างและเป็นที่ยอมรับกันในทุกฝ่าย ดังเช่นการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งมักจะไม่มีบทบัญญัติกำหนดเอาไว้พระมหากษัตริย์จะต้องแต่งตั้งบุคคลใดมาดำรงตำแหน่ง แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่ากษัตริย์จะต้องแต่งตั้งผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือในการใช้พระราชอำนาจนั้นก็จะต้องเป็นมีบุคคลลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ อันทำให้กษัตริย์ไม่ต้องรับผิดในการกระทำของตนหากถือว่าเป็นการริเริ่มและการตัดสินใจของผู้ที่นำเสนอเรื่องให้กษัตริย์ตัดสินใจ

สำหรับพระราชอำนาจส่วนพระองค์เป็นอำนาจที่กษัตริย์จะใช้ในกิจการอื่นใดทั้งปวงที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการทางการเมือง เช่น การสถาปนาฐานันดรศักดิ์ การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ การพระราชทานอภัยโทษ เป็นต้น การใช้อำนาจในส่วนนี้มักไม่มีกฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะต้องใช้ในลักษณะอย่างใด[6] ดังนั้น นอกจากเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยแล้ว กษัตริย์ก็ต้องให้ความสำคัญกับความเห็นของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ดังการใช้อำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของกษัตริย์อังกฤษจะให้ความสำคัญกับคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย[7]

เนื่องจากพระราชอำนาจของกษัตริย์อาจปรากฏขึ้นทั้งด้วยการรับรองไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญและด้วยจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับและปฏิบัติต่อกันมา ความยุ่งยากในการพิจารณาถึงพระราชอำนาจของกษัตริย์ก็จะปรากฏขึ้นเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นจารีตประเพณีที่อาจไม่มีความชัดเจน อีกทั้งอาจมีความเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละช่วงเวลาแม้ความเปลี่ยนแปลงในจารีตประเพณีอาจเป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปอย่างฉับพลัน ซึ่งในท่ามกลางระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านก็อาจมีการให้คำอธิบายหรือให้ความหมายของพระราชอำนาจในลักษณะที่แตกต่างกันไปได้ อันทำให้ขอบเขตของพระราชอำนาจของกษัตริย์อาจมีความสลับซับซ้อนไม่น้อยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐที่อยู่ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน หรือในรัฐที่สถาบันกษัตริย์เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในสังคม

 

ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคมประชาธิปไตย

แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วอุดมการณ์ของระบอบราชาธิปไตยกับระบอบประชาธิปไตยจะมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ สถาบันกษัตริย์อันเป็นเสาหลักของระบอบราชาธิปไตยจึงอาจดูเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นสังคมประชาธิปไตยของหลายสังคม ในหลายแห่งสถาบันกษัตริย์ต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการปรับตัวและถูกยกเลิกไป สถาบันกษัตริย์ในหลายแห่งได้ถูกปรับเปลี่ยนสถานะและความสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ (ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ภายใต้รูปแบบการปกครองที่เปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย ปรากฏการณ์เช่นนี้ด้านหนึ่งย่อมแสดงให้เห็นความหมายในการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในแต่ละสังคมซึ่งอาจมีความสำคัญที่แตกต่างกันไป ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานะทางประวัติศาสตร์ของสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งความเข้มแข็งของสังคมแต่ละแห่งในการกำหนดและจัดวางสถานะของสถาบันกษัตริย์ว่าจะดำรงอยู่ในรูปแบบใด

อย่างไรก็ตาม ในสังคมที่สถาบันกษัตริย์สามารถปรับตัวเข้ามาอยู่ภายใต้อุดมการณ์แบบประชาธิปไตยและสามารถดำรงได้อย่างมีความมั่นคง คุณลักษณะสำคัญของสถาบันกษัตริย์ก็คือการถอยห่างจากการเข้าไปมีส่วนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยตรง โดยบทบาทหน้าที่หลักจะเป็นภาระหน้าที่ขององค์กรทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง บทบาทของสถาบันกษัตริย์จะดำรงอยู่ในลักษณะของการเป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่ไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบในทางการเมือง แม้จะได้รับการจัดวางให้อยู่ในสถานะองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแต่ก็จะเป็นการใช้อำนาจขององค์กรต่างๆ การมีบทบาทที่ยังคงอยู่จะเป็นบทบาทของการให้ความเห็นและการชี้แนะต่อการทำงานขององค์กรจากการเลือกตั้ง อันเนื่องมาจากประสบการณ์ที่สั่งสมในสถาบันกษัตริย์อาจมีส่วนให้องค์กรต่างๆ ดำเนินนโยบายโดยมีมุมมองที่กว้างขวางมากขึ้น การพ้นไปจากความขัดแย้งระหว่างผู้คนและกลุ่มต่างๆ นับเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในหลายสังคม

ในทางตรงกันข้าม การเข้ามามีบทบาททางการเมืองหรือการถูกดึงให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมือง กลับจะเป็นผลในการทำให้สถาบันกษัตริย์ต้องเข้ามาอยู่ในท่ามกลางความขัดแย้ง อันมีผลไปถึงการทำให้ต้องกลายไปเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในทางการเมือง การจัดวางสถานะของสถาบันกษัตริย์ในลักษณะเช่นนี้จะมีผลต่อการบั่นทอนความเป็นกลางของสถาบันกษัตริย์อย่างรุนแรง และโดยที่การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีลักษณะบางประการที่อาจไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย ก็ยิ่งจะทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ต่อสถาบันกษัตริย์สามารถเกิดขึ้นและแพร่หลายไปได้ในกลุ่มคนอย่างง่ายดาย และอาจนำไปความเปลี่ยนแปลงในด้านที่เป็นผลลบต่อสถาบันกษัตริย์มากขึ้น

 



[1] ปรับปรุงจากการอภิปรายเรื่อง สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ที่ร้านหนังสือ Book Re:public ณ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555

[2] http://en.wikipedia.org/wiki/Monarchy

[3] ไพโรจน์ ชัยนาม, คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ (โดยสังเขป) เล่ม 1: ข้อความเบื้องต้นและหลักทั่วไปของกฎหมายรัฐธรรมนูญ, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2497) หน้า 297

[4] เพิ่งอ้าง, 296-297

[5] Adam Tomkins, Public Law (New York: Oxford University Press Inc., 2003) p. 45

[6] ธงทอง จันทรางศุ, พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ (กรุงเทพ:  บริษัท พริ้นท์แอนด์แพค จำกัด, 2548) หน้า 70

[7] เพิ่งอ้าง, หน้า 69