Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2013010

สังคมไทยรอบทศวรรษกับความปลี่ยนแปลงและความท้าทายในทศวรรษหน้า

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“ภราดรภาพมันสำคัญมาก เราต้องรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ถ้าไม่ยอมให้คนอื่นพูดหรือคิดว่ามันมีคำตอบเดียว ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตย”

 

 

 

สังคมไทยในรอบทศวรรษกับความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (เศรษฐกิจ สังคม การเมือง) และความท้าทายในทศวรรษหน้า

 

ปาฐกถาโดย ศ. ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์

 

http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n6_16022013_01

 

ระหว่างวันที่ 16-17 ก.พ. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือ (กป.อพช.ภาคเหนือ) จัดเวที Think tank ณ บ้านกลางดอย รีสอร์ท จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นเวทีให้คนทำงานในขบวนองค์กรพัฒนาเอกชน (อพช.) และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันคิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ตลอดจนเป็นการประเมินการทำงานของขบวนองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อมองไปข้างหน้าร่วมกันอย่างมีเอกภาพและกำหนดเป้าหมาย/ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนร่วมกัน

 

ทั้งนี้ภายในพูดคุยได้เชิญศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาแสดงปาฐกถาในหัวข้อ “เหลียวหลังแลหน้า: สังคมไทยในรอบทศวรรษกับความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (เศรษฐกิจ สังคม การเมือง) และความท้าทายในทศวรรษหน้าในทศวรรษหน้า” โดยเนื้อหาของการปาฐกถามีดังนี้

 

เกริ่นนำ

 

สิ่งที่จะนำเสนอเป็นเรื่องที่คิดพิจารณาอยู่แต่ไม่ใช่การศึกษาวิจัยโดยตรง กล่าวคือเป็นการคิดออกมาดังๆ ว่าตนมีมุมมองอย่างไรเมื่อมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ เพราะความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อาจจะเข้าใจยาก ในทางวิชาการอาจจะต้องมีการทบทวนสิ่งที่มันสลับซับซ้อน โดยส่วนตัวเวลาที่ทำความเข้าใจอะไรไม่ได้ ก็จะกลับไปย้อนอ่านงานบางอย่างที่อาจจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจได้บ้าง

 

ในช่วงขณะที่เรียนหนังสือ ปี 2513 ได้อ่านหนังสือ The Sociological imagination ของ C. Wright Mills นักวิชาการมาร์กซิสต์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่ชี้ให้เห็นถึงการหาประโยชน์ หรือเอาเปรียบตัวเองมากที่สุด มันเป็นปัญหาเพราะทำให้คนอยู่กับตัวเอง และไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขณะนี้เป็นมันโลกาภิวัตน์ เงื่อนไขที่ทำให้ปัญหามันอยู่ไกลจากเราเรื่อยๆ แต่เรากลับมองแค่การหาประโยชน์ให้ตัวเอง เป็นเหตุทำให้เกิดความวุ่นวายสับสน หนังสือเล่มนี้พยายามจะบอกว่าให้เราเชื่อมกับปัญหาที่อยู่ไกลตัวเราให้มากที่สุด หรือเชื่อมโยงตัวเองกับโครงสร้าง ยิ่งไปกว่านั้น C. Wright Mills เรียกร้องให้มีการผลักดัน Public Sociological คือวิชาการต้องเป็นสาธารณะ หรือนำไปขับเคลื่อนเชิงสาธารณะมากขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่สัมพันธ์อย่างซับซ้อนกับสิ่งที่เป็นอุดมการณ์ของเสรีนิยมใหม่ (Neo-Liberalism) หรือเวลาพูดถึงประชาธิปไตย เราจะพูดถึงเสรีนิยม แต่เสรีนิยมใหม่ไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจที่เน้นความสำคัญของตลาดที่ปล่อยให้มีการค้าขายเสรี มีกลไกตลาดเป็นตัวทำงาน โดยเชื่อว่ามันจะทำให้เกิดการจัดสรรและเคลื่อนย้ายทรัพยากรไปถึงผู้คนได้อย่างเหมาะสมที่สุด นี่คือความคิดแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันตรงกันข้ามกับอุดมการณ์ กลับกลายเป็นตลาดมันทำงานได้ด้วยเหตุที่รัฐไปหนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกตัวอย่างรูปธรรมการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ภาคเหนือ สิ่งที่ตลาดแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากร เช่น ถ้าจะปลูกไร่หมุนเวียนในพื้นที่สูง ปลูกข้าวไว้กินจะถูกจับกุม แต่ถ้าปลูกยางหรือปลูกข้าวโพดจะไม่ถูกจับ หมายความว่าถ้าทำอะไรที่เอื้อต่อตลาดจะไม่เกิดปัญหาแม้จะผิดกฎหมายก็ตาม ดังนั้นในกรณีนี้กฎหมายจึงแทบจะไม่เกี่ยวข้อง หากเป็นเรื่องนโยบายเพื่อให้ตลาดทำงานได้ล้วนๆ

 

เสรีนิยมแบบไทยไทย รัฐหนุนกลไกตลาด

 

จากกลไกทุนนิยมเสรีใหม่มันทำให้ทรัพยากรกำลังถูกเปลี่ยนไปเป็นสินค้าในหลายลักษณะมากขึ้นเรื่อยๆ และกระบวนการที่เกิดขึ้นในกลไกนี้มันทำงานอย่างซับซ้อนถึง 3 เรื่องในเวลาเดียวกัน อย่างแรกในกระบวนทรัพยากรเรียกว่า Territorialization คือการสถาปนาอำนาจรัฐเหนือพื้นที่ เช่น การประกาศพื้นที่ให้ป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงมันเกิดการ De-territorialization ด้วยกล่าวคือในขณะที่รัฐบอกว่าพื้นที่หนึ่งๆ เป็นอุทยานแห่งชาติ ถ้าไปปลูกข้าวถูกจับแต่ถ้าปลูกพืชเศรษฐกิจไม่ถูกจับ นี่คือสถานการณ์จริงคือรัฐปล่อยให้ตลาดทำหน้าที่แทนที่อะไรก็ตามที่เอื้อต่อตลาด และสุดท้ายรัฐมันยังกลับเข้าไปสถาปนาอำนาจ หรือ Re-territorialization เพื่อให้ตลาดทำงานสะดวกขึ้นอีก

 

“รูปแบบที่ชัดที่สุดคือการสร้างเขื่อน กล่าวคือ รัฐไปสถาปนาอำนาจเหนือแม่น้ำ ซึ่งเมื่อก่อนน้ำมันไหลอย่างเสรี เมื่อรัฐไปสร้างเขื่อนทับก็มีอำนาจที่จะจัดการอะไรก็ได้ เช่น ขายพลังงานให้ตลาด เอื้อให้ตลาดทำงานดีขึ้น สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทยหรืออาเซียนแต่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก ตลาดงาบทรัพยากรในรูปแบบที่หลากหลาย ในบางประเทศยิ่งหนักกว่าเมืองไทย สามารถเรียกได้ว่า Land grabbing คือเขมือบที่ดินแล้วเอาไปป้อนให้กับนายทุน นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เราไม่มีพลังในการอธิบาย แล้วเราจะวิเคราะห์อย่างไร”

 

เอ็นจีโอ-สังคมต้องพิจารณารากเหง้าแห่งปัญหา High rent – High risk – High lost

 

ผลของเรื่องที่กล่าวมามันทำให้เกิดปัญหาสำคัญ 3 ประการ ประการแรก มันก่อให้เกิดการเก็บค่าเช่าหรือเก็บส่วนเกินที่มากเกินไป High rent เป็นการหาประโยชน์ส่วนเกินจากกิจกรรมต่างๆ อาทิ การผลิต การหาประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าสิ่งที่ให้คืนมาให้ เช่น โรงงานปล่อยน้ำเสียในแม่น้ำ เมื่อน้ำเน่าก็ต้องเอาภาษีของประชาชนมาตามแก้ไข หรือนโยบายที่สนับสนุนการเพาะปลูกพืชอาหารมาเป็นพืชพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ แต่ผลกระทบที่สำคัญอย่างควันจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เป็นต้น

 

ตรงนี้มันส่งผลปัญหาลำดับที่สองคือ High risk คือมีความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการปล่อยให้กลไกทางเศรษฐกิจทำงาน แล้วเราคิดว่าเราได้ประโยชน์ เช่น ปลูกข้าวโพดก็คิดว่าเราได้ แต่ทั้งหมดทำผ่านกลไกของตลาด เช่น เกษตรพันธสัญญา มันมีคนออกทุนให้ก่อนแต่สุดท้ายก็ต้องจ่ายคืน และรับความเสี่ยงทั้งหมดโดยที่เขาไม่ร่วมรับผิดชอบอะไรเลย ปัญหาที่เกิดขึ้นประการสามคือ High lost เกิดความสูญเสียมากโดยเฉพาะตัวตน หากพิจารณาโครงสร้างโดยภาพรวมปัจจุบันคนเข้ามาอยู่ในกระบวนการขายแรงงานมากขึ้น ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต การบริการ แต่คนที่เข้ามาขายแรงงานทั้งหมดกว่า 60% เป็นแรงงานนอกระบบ หมายความว่าคนกลุ่มนี้สูญเสียตัวตนไม่อยู่ในสายตาของกฎหมาย ระบบประกันสังคม หรือการได้รับประโยชน์จากภาครัฐ คนกลุ่มนี้เป็นคนที่ถูกลืม ผมเรียกว่า “มนุษย์ล่องหน” เช่น รัฐบาลมีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่สามารถต่อรองได้ เมื่อถูก High rent หรือถูกเอาเปรียบทางเศรษฐกิจไปแล้ว ยังถูก High risk ได้แก่การรับความเสี่ยงทั้งหมดเพียงคนเดียว

 

“High rent, High risk และ High lost คือความพยายามจะสรุปให้อยู่ใน 3 คำง่ายๆ เพราะการสื่อสารเป็นอำนาจ หากไม่สามารถสื่อสารว่ามีปัญหาอะไร เป็นอย่างไร ไม่สามารถทำให้คนมองเห็น แล้วเราจะแก้ปัญหาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ต้องสรุปรูปธรรมปัญหา เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับปัจเจกถึงโครงสร้าง แล้วสังเคราะห์ออกมาเป็นแนวคิดที่สามารถสื่อสารได้”

 

อาณาจักรแห่งความหวาดกลัวกับการครอบงำของชาตินิยม-อำนาจนิยมอันบ้าคลั่ง

 

นอกเหนือจากปัญหาการตกอยู่ในกลไกเศรษฐกิจของทุนนิยมใหม่ มันยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมและการเมืองไทยซ้อนอยู่ด้วย เพราะการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยยังเคลื่อนไปไม่เต็มที่ เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายประการ เรื่องสำคัญที่สุดคือในยุคเสรีนิยมใหม่มันยังมีกลไกที่แฝงเร้นอยู่ แต่มักไม่ค่อยกล่าวถึง นั่นคือ เสรีนิยมใหม่ไม่ได้งาบเราทางเศรษฐกิจอย่างเดียวแต่มาพร้อมกับการครอบงำทางความคิดอย่างมหาศาล เพราะโลกทุนนิยมใหม่นั้นมีกลไกที่ทำให้การครอบงำมากขึ้น อย่าง สื่อ ไซเบอร์สเปซ และอะไรต่างๆ ที่เราใช้กันในเวลานี้ ทั้งหมดล้วนเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการครอบงำในสังคมไทย ซึ่งการครอบงำอย่างแรกได้กล่าวไปแล้วคือการครอบงำทางกลไกตลาด

 

“สำหรับเมืองไทยการมันยังมีการครอบงำซ้อนทับมาอีก 2 อย่าง ซึ่งมีมานานแล้วและยังขจัดไม่หมดไปคือ การครอบงำความคิดเรื่องชาตินิยมอย่างบ้าคลั่ง แน่นอนมีเรื่องสถาบันมาเกี่ยวข้องโยงใยมากมาย และถูกใช้เป็นกลไกที่สร้างอาณาจักรแห่งความกลัว สำหรับการครอบงำอีกเรื่องคืออำนาจนิยม ซึ่งเห็นได้ผ่านโครงสร้างทางการปกครอง”

 

ดูเหมือนว่าประเทศอื่นๆ มีความสามารถที่จะเผชิญกับเสรีนิยมใหม่ หรือสามารถแก้ไขปัญหาประชาธิปไตยได้ดีกว่าไทย เพราะมีโครงสร้างของสังคมการเมืองแตกต่างจากไทย ไม่ใช่ว่าเขาพัฒนาขึ้นมาได้โดยไม่ผ่านปัญหา แต่เขามีการแก้ไขที่แตกต่างอย่างมาก ยกตัวอย่างในช่วงปี 1960-1970 กล่าวกันว่าประเทศอเมริกามีปัญหานั้น ประเทศทางยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส เยอรมัน แม้กระทั่งญี่ปุ่นก็มีปัญหาเช่นกัน

 

ขณะที่สังคมไทยมีโครงสร้างหรือมีกลไกทางอุดมการณ์อำนาจครอบงำอย่างสูง เพราะเรายังคงไว้ซึ่งการปกครองส่วนภูมิภาค ขณะที่ประเทศที่กล่าวข้างต้นมาได้ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาคไปนานแล้ว ส่งผลให้การปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มแข็งและเข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลได้ เพราะหากหน่วยต่างๆ ในสังคมประชาธิปไตยไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้มันจะไปไม่รอด เพราะระบบโลกาภิวัตน์มีสื่อที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คนบริโภคสินค้า บริโภคความหมาย มันจึงยากที่จะปล่อยให้มันทำงานด้วยตัวของมันเองโดยไร้ซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง

 

“เมื่อพลังของท้องถิ่นอ่อนก็ส่งผลให้อุดมการณ์อำนาจนิยมเข้มแข็ง จึงทำให้ปัญหาในสังคมไทยมันเรื้อรัง และคนส่วนใหญ่ยอมจำนน จึงประสบสภาพอย่างที่เราเห็นในขณะนี้ ซึ่งก่อนจะไปโทษใครต้องโทษตัวเองก่อนที่ยอมรับให้สิ่งเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่ได้เสรีนิยมใหม่มันเข้ามาครอบลงไปในโครงสร้างสังคมไทยที่ยังมีการครอบงำอยู่สูง และการครอบงำเหล่านี้ยิ่งมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น เพราะเข้าไปใช้กลไกของเสรีนิยมใหม่ด้วย จนทำให้คนที่วิเคราะห์เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกกับโครงสร้างสังคมไม่ออกยอมศิโรราบ เพราะเมื่อคุณอธิบายไม่ได้คุณก็เป็นเหยื่อ”

 

การพัฒนาประชาธิปไตยต้องก้าวไกลกว่า “ประชาธิปไตยของกู”

 

สำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น ผมได้กลับไปทบทวนสิ่งที่โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes)กับจอห์น ล็อก (John Locke) นำเสนอไว้ผ่านงานวิจารณ์ของนักปรัชญาการเมืองชาวแคนนาดา C.B. Macpherson ที่เขียนไว้ในหนังสือ The Political Theory of Possessive Individualism: Hobbes to Locke เขาบอกว่าสิ่งที่เรานำมาจาก Hobbes และ Locke ก็ดีตามสมควร แต่กระนั้นมันค่อนข้างโน้มเอียงเข้าหาปัจเจกที่มักจะมองว่าทุกอย่างเป็นของตนเอง หรือ Possessive Individualism หมายถึงการสนใจเรื่องสิทธิเสรีภาพแต่เป็นสิทธิเสรีภาพของตัวปัจเจก หากเราไม่เข้าใจและดึงประชาธิปไตยมาเฉพาะบางส่วน มันจะทำให้เกิดความสับสนซึ่งนอกจากไม่แก้ปัญหาแล้วยังทำให้ปัญหาหนักขึ้นไปอีก

 

ขณะนี้เราเป็นประชาธิปไตยแบบ Possessive Individualism หรือประชาธิปไตยของกู ลักษณะการเมืองที่ไปตามแนวนี้มีอยู่ทั้งในขบวนการเสื้อเหลืองเสื้อแดง เพราะกระบวนการเหล่านี้มันเข้ามาตอบคำถามเรื่อง High lost ตามที่กล่าวไปข้างต้น เพราะเมื่อคุณไม่มีตัวตนจึงไม่มีอะไรจะดีกว่าการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสื้อสี เรียกว่าเป็นการเมืองเชิงอัตลักษณ์รูปแบบหนึ่ง เพราะการเข้าไปในอัตลักษณ์นั้นก็เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองทางการเมือง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลก ญี่ปุ่นก็ทำมานานแล้ว ไม่เช่นนั้นพรรค LDP จะไม่สามารถอยู่นานมาหลายยุคสมัย เห็นได้ว่ามันการพัฒนาจาก Possessive Individualism และได้แก้ปัญหาเรื่อง High lost ต่างๆ แล้ว

 

“เราอย่ามองการเมืองเฉพาะด้านที่เป็นทางการ แต่เราต้องดูการเมืองที่ไม่เป็นทางการ การต่อรองทางการเมืองของประชาชนที่เข้ามาอยู่ในระบบเสี่ยงมากขึ้น เพราะการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยาง หอม ข้าวโพด หรือการเข้ามาอยู่ในระบบเกษตรพันธสัญญามันเสี่ยงมากขึ้น จึงไม่มีใครจะรับความเสี่ยงเพียงคนเดียวแต่จะรวมกลุ่มสร้างการต่อรองทางอัตลักษณ์ทางการเมืองขึ้นมา”

 

“อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์เสรีนิยมใหม่นั้น นอกจากจะมองที่ตัวปัญหาแล้วยังควรพิจารณาความต่อเนื่องของปัญหาที่เป็นสภาพทางการเมืองปัจจุบันด้วย เราอาจเรียกว่าปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งส่วนหนึ่งผมเรียกว่า Possessive Individualism และมันก็เกิดขึ้น หรือมีกรณีตัวอย่างในประเทศตะวันตกที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตยเสมอๆ แต่หากถามว่าตรงนี้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่นั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการทำความเข้าใจประชาธิปไตยผ่านงานของ Hobbes และ Locke อย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องอ่านงานของสำนักสัญญาประชาคม อย่าง จัง จ๊าคส์ รุสโซ (Jean Jaques Roussuau) ด้วย”

 

ในหนังสือบทแรกของเขาเขียนไว้ว่า “Man is born free, and everywhere he is in chains” มนุษย์เกิดมาเสรีแต่ทุกหนแห่งพบว่าติดอยู่ในโซ่ตรวน นี่เป็นคำที่คนนำมากล่าวอ้างเยอะมากและถูกนำไปเขียนอยู่ในบรรทัดแรกรัฐธรรมนูญของอเมริกา สิ่งสำคัญที่รุสโซให้ไว้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอยู่ใน 3 ความคิดนั่นคือ เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ แต่เราเอาประชาธิปไตยมาแค่ตัวเดียวคือเสรีภาพ

 

สร้างความเป็นธรรม-พัฒนาประชาธิปไตยให้พร้อมทั้ง เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ

 

สำหรับความหมายที่สองอย่างเสมอภาค หรือความเท่าเทียมกันนั้นมันกลายเป็นปัญหามากในเวลานี้เนื่องจากผลของ High rent และHigh risk ตามที่นำเสนอไปแล้ว จริงอยู่ที่ความเสมอภาคอาจเป็นคำใหม่ แต่ในภาษาที่เราใช้กันมานานคือ ความเป็นธรรม

 

ความไม่เป็นธรรมที่สำคัญที่สุดคือการเข้าถึงไม่ถึงทรัพยากร ถ้าแก้ไม่ได้ย่อมไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้เลย และความไม่เท่าเทียมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ด้วยการปรับเปลี่ยนนโยบายเชิงโครงสร้างด้วย ไม่ใช่เพียงนโยบายประชานิยม

 

“ผมนำเสนอเรื่องการจัดการเชิงซ้อนมาตลอดชีวิต เพราะเราใช้รูปแบบการจัดการทรัพยากรเชิงปัจเจกอย่างเดียว เพราะเชิงปัจเจกมันจะเป็นเหยื่อของระบบตลาด ให้สังเกตว่าตลาดจะทำงานอย่างดีมากเมื่อเป็นสิทธิเชิงปัจเจก แต่ถ้าเป็นสิทธิชุมชนจะสามารถทัดทานตลาดในช่วงที่คนยังอ่อนแอ เพราะตราบใดที่คนยังไม่เท่าทันเราต้องปกป้องคนที่อ่อนแออยู่ด้วยกลไกที่เป็นไปได้”

 

ศ.ดร.อานันท์ ชวนขบคิดต่อไปว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดในอนาคตคือจะต้องให้ความสำคัญเชิงสถาบันมากขึ้น ซึ่ง C. Wright Mills พูดไว้เยอะมาก สำหรับกลไกเชิงสถาบันนี้หมายถึงหลายอย่างด้วยกัน ทั้งรูปแบบกรรมสิทธิ์ อย่างการจัดการเชิงซ้อนก็มีอีกหลายแบบที่สังคมไทยยังไม่ได้เรียนรู้ หรือนำมาใช้ในการปรับแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากรอีกหลายรูปแบบที่ต้องการให้เข้าไปตรวจสอบและศึกษา ซึ่งในอนาคตต่อไปนั้นอยากจะเข้าไปวิจัยเพื่อดูความเป็นไปได้ในการขับเคลื่อนกลไกสถาบันในการจัดการเชิงซ้อนในรูปแบบอื่น นอกเหนือจากที่ประชาชนขับเคลื่อนกันอยู่ในปัจจุบัน

 

กลไกเชิงสถาบันยังมีในรูปแบบของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษี เพราะภาษีในเวลานี้เปิดโอกาสให้มีการเอาค่าเช่ามากเกินไป เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีมลภาวะ หรือในด้านกลไกเชิงกฎหมาย พบว่าสังคมไทยเป็นระบบกฎหมายเชิงเดี่ยว ถ้ามีกฎหมายเชิงซ้อน เช่น ธรรมาภิบาลท้องถิ่น รูปแบบพหุนิยมทางกฎหมาย หรือการทำให้ศาลรับฟังหลักฐานที่อยู่นอกเหนือตัวบทกฎหมายมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องนำมาผลักดันให้เป็นรูปธรรมต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะคิดได้

 

เสนอพัฒนา กลไกเชิงสถาบันใหม่ ทุบทิ้งอำนาจนิยม สถาบันเก่า

 

“ดังนั้นมันต้องใช้พลังและความรู้มหาศาลที่จะขับเคลื่อนที่จะสร้างกลไกเชิงสถาบันเหล่านี้มากขึ้นมา เพราะมันจะช่วยตรวจสอบถ่วงดุลกลไกโลกาภิวัตน์และกลไกตลาดที่เข้ามากับระบบเสรีนิยมใหม่ ผมยังมองไม่ออกว่าเราจะอยู่อย่างไรในอนาคต เพราะกลไกตลาดทำงานดีมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่สังคมไทยไม่มีอะไร เปลือยเปล่าล่อนจ้อนตลอดเวลา และถูกข่มขืนได้อยู่เสมอ แต่เราก็แฮปปี้ จนผมไม่รู้จะพูดอะไร มาร์กบอกที่ไหนมีการกดขี่ที่นั่นมีการต่อสู้ แต่ในเมืองไทยไม่ต้องกดขี่ มันขี่เลยแต่คนก็ยังไม่ต่อสู้ สิ่งที่นำเสนอมาทั้งหมดจึงไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นสิ่งที่ต้องไปคิดกันต่อว่ากลไกเชิงสถาบันต้องมีอะไรบ้าง”

 

สำหรับเรื่องภราดรภาพ ผมให้ความหมายว่าเป็นการยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เวลานี้ภารดรภาพมันเป็นยังปัญหา เพราะเราเป็นประชาธิปไตยแบบเถียงไม่ได้ เนื่องจากปัญหาจากการครอบงำจากชาตินิยม อำนาจนิยม มันทำให้เกิดอาณาจักรแห่งความกลัว อย่างมาตรา 112 มันทำให้เราไม่สามารถจะแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี เมื่อคุณแสดงความเห็นต่างไม่ได้หรือแสดงออกมาแล้วถูกบอกว่าหมิ่น แล้วใครจะไปแสดงความคิดเห็นได้โดยบริสุทธิ์ใจอย่างเสรี ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปมันไม่มีทางค้นหาคำตอบหรือทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้

 

มีคนสรุปเรียกปัญหานี้ว่าเป็นปัญหาของประเทศรายได้ปานกลาง (middle income trap) หมายความว่าการเข้าสู่ระบบโลกาภิวัตน์ที่ผ่านมาทำให้เรามีรายได้มากขึ้น แต่จะก้าวต่อไปจากนี้ไม่ได้เพราะมีความเสี่ยงมหาศาล ผู้คนไม่ได้รับการเหลียวแลเป็นมนุษย์ล่องหน และข้อถกเถียงที่มีอยู่ในปัจจุบันทำให้เราถึงทางตันมากกว่าจะก้าวข้าม ซึ่งประเด็นที่นำเสนอนี้ต้องไปถกเถียงกันมากขึ้นว่าสังคมไทยจะเอาอย่างไร

 

“ภราดรภาพมันสำคัญมาก เราต้องรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ถ้าไม่ยอมให้คนอื่นพูดหรือคิดว่ามันมีคำตอบเดียว ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตย และทำให้ยังคงติดอยู่ในประเทศรายได้ปานกลางตลอดเวลา”

 

ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายการปาฐกถาว่า เรามักจะติดอยู่แค่กลไกเก่าอย่างบ้าน วัด โรงเรียน หลังๆ มามีชุมชน แม้กลไกที่มีอยู่เดิมมันไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรมาก แต่ถ้าหวังพึ่งกลไกในอดีต การจะก้าวไปข้างหน้ามันก็จะไปแบบครึ่งๆ กลางๆ และจะเป็นประเทศรายได้ปานกลางไปอีกนาน การก้าวข้ามนั้นต้องพัฒนากลไกเชิงซ้อนที่เป็นสถาบันใหม่ขึ้นในสังคมไทยให้ได้ และการพัฒนาประชาธิปไตยจะต้องเพิ่มอำนาจท้องถิ่นให้มากขึ้น โดยการลดหรือเลิกส่วนภูมิภาค เพราะเท่าที่รู้มายังไม่มีประเทศไหนที่ก้าวพ้นประเทศรายได้ปานกลางโดยยังมีการปกครองส่วนภูมิภาคแม้แต่แห่งเดียว

 

“ดังนั้นการขับเคลื่อนใดๆ เราจะต้องขับเคลื่อนกลไกเชิงสถาบันใหม่ขึ้นมาพร้อมกับทำลายหรือวิพากษ์วิจารณ์การครอบงำของตลาด ชาตินิยมแบบบ้าคลั่ง และอำนาจนิยมให้ได้ หากเรามีทิศทาง เข้าใจและอภิปรายกันมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ นำไปสู่การพัฒนารูปธรรมในภาคประชาชน ภาคประชาสังคม เพราะถ้าเราทำงานโดยไม่มีจุดยึดที่ชัดเจนเราจะเป๋ได้บางครั้ง”