quality of generic viagra
norvasc viagra and
canadian pharmacy viagra review
genaric viagra
best price cialis proffessional
buy generic cialis overnight delivery
purchase generic cialis
cialis cost 20mg
discount cialis pill
drug stores canada viagra
how to order viagra
how to buy cialis in canada
cheapest viagra australia
purchase cialis
viagra trial pack
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012013

สาธารณรัฐจำแลง/เสมือนระบอบสัมบูรณ์ฯ: เกษียร เตชะพีระ

Filed under : POLITICS

“ในความเห็นของวอลเตอร์ เบจชอต แนวโน้มหนึ่งที่เป็นไปได้ของระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอังกฤษคือกลายเป็นสาธารณรัฐจำแลงกล่าวคือ อำนาจบริหารแท้จริงตกอยู่กับนักการเมืองกระฎุมพี สถาบันกษัตริย์เป็นเพียงประมุขเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยตกแต่งประดับประดาอำนาจ รัฐแบบทุนนิยม-ประโยชน์นิยมของกระฎุมพีให้อลังการน่าเคารพยำเกรงขึ้นเท่านั้นเอง”

2 แนวโน้มที่แยกแย้งของระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ: 1) สาธารณรัฐจำแลง

เกษียร เตชะพีระ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330086645&grpid=&catid=02&subcatid=0200

(เรียบเรียงจากคำบรรยายบางตอนของผู้เขียนเรื่อง “สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย: ข้อถกเถียง” ในโครงการ Caf” Democracy เชียงใหม่, 11 ก.พ.2555)

ผมใคร่จะนำเสนอเค้าโครงกรอบการมองและ แนวคิดบางอย่างเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่มีความคิดเห็นแตกต่างโต้แย้งกันปัจจุบันเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

เอาเข้าจริง หนังสือสำคัญที่เป็นหลักหมายอ้างอิงเวลานักวิชาการไทยอย่าง อาจารย์ ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ และ ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อภิปรายต้นแบบที่มาของระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือ Walter Bagehot, The English Constitution (London: The Fontana Library, 1963; พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ.1867) (กล่าวถึงใน คำนูณ สิทธิสมาน, “ถวายฎีกา”, กรุงเทพธุรกิจ, 9 พ.ค.2545 http://osknetwork.com/modules.php?name= News&file=article&sid=161 )

และเรื่องหลักที่มักอ้างอิง เป็นประจำคือสิทธิทางการเมือง 3 ประการของสถาบันกษัตริย์ ในความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหารในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่ถือ ธรรมเนียมแบบ ปฏิบัติในอังกฤษเป็นต้นแบบ ได้แก่ สิทธิที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ (the right to be consulted), สิทธิที่จะทรงส่งเสริมกำลังใจ (the right to encourage), และสิทธิที่จะทรงตักเตือน (the right to warn)

ทว่ากลับปรากฏว่าเอาเข้าจริงเรื่องนี้เป็นเพียงย่อหน้าเดียว (p. 111) ในการอภิปรายเรื่องนี้ ยาว 4 หน้าครึ่ง (pp.110-14) ของบทเดียว (Chapter II The Monarchy, pp. 82-120) ในหนังสือ 8 บทที่ยาว 208 หน้า

จึงมีเหตุชวนสนเท่ห์ว่าเอาเข้าจริงผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นใคร? และแนวเนื้อหาโดยรวม ของหนังสือแม่บทแห่งหลักการปกครองในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญของ อังกฤษเล่มนี้ต้องการสื่อบอกว่าอะไรกันแน่?

Walter Bagehot (1826-77) เป็นปัญญาชนนักเขียนนักหนังสือพิมพ์มีชื่อของอังกฤษ, หัวหน้าบรรณาธิการและผู้บริหารตัวกลั่นที่เข้ามาปรับปรุงพลิกโฉมนิตยสาร The Economist ของอังกฤษสืบต่อจากพ่อตา และปลูกปั้นมันอยู่ 17 ปี จนกลายเป็นนิตยสารเศรษฐกิจธุรกิจชั้นนำของโลกในสมัยนั้นสืบต่อมาถึงปัจจุบัน

แนวทรรศนะของ วอลเตอร์ เบจชอต นั้น หากพูดรวบรัดถึงที่สุด เป็นจุดยืนนักวิเคราะห์การเมืองชนชั้นกระฎุมพีที่เลือดเย็น เขาไม่ใช่ผู้นิยมเจ้า, ไม่ได้ปลาบปลื้มดื่มด่ำกับสถาบันกษัตริย์ ของอังกฤษแบบตาเชื่อมตารื้นหรือหลับหูหลับตา หากแต่มองสถาบันกษัตริย์อังกฤษอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงและมุ่งใช้ สถาบันเป็นเครื่องมือเพื่อจรรโลงระบอบรัฐสภาอังกฤษอย่างตรงไปตรงมา

อาทิ เบจชอตเสนอว่าเหตุผลสำคัญที่สุดที่ควรคงสถาบันกษัตริย์อังกฤษไว้สืบต่อไปใน ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่อำนาจเปลี่ยนย้ายไปสู่นักการเมืองกระฎุมพีที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็คือประชาชนอังกฤษส่วนใหญ่ยังโง่อยู่

หากใครไม่เชื่อ เบจชอตท้าให้ลองเข้าครัวไปคุย กับคนใช้หลังบ้านดูก็จะรู้เอง ดังเขากล่าวว่า:

“ในชุมชนอันใหญ่โตอย่างอังกฤษนี้ เรามีฝูงชนมากหลายที่แทบจะไม่อารยะกว่าคนส่วนใหญ่ สมัยสองพันปีก่อนเลย ขณะเดียวกันเราก็มีคนกลุ่มอื่นที่อาจกระทั่งมีจำนวนมากกว่าซึ่งเสมอเสมือนหนึ่งคนที่ดีที่สุดในรอบพันปีนับแต่นั้นมา บรรดาคนชั้นล่างและคนชั้นกลางทั้งหลายเมื่อทดสอบโดยมาตรฐานของผู้มีการศึกษา ′เรือนหมื่น′ แล้ว ก็ยังคงใจแคบ โง่เขลาและไม่ใฝ่รู้ ป่วยการ จะสรรหาถ้อยคำนามธรรมมาบรรยายก่ายกอง เอาเป็นว่าใครสงสัยความข้อนี้ก็ควรเข้าไปในครัว บ้านตน ให้คนเรียนสำเร็จแล้วหยิบยกเรื่องทางสติปัญญาที่เห็นชัดที่สุด แน่นอนที่สุดและสัมผัสจับต้องได้มากที่สุดสำหรับเขาไปลองพูดคุยกับคนใช้ชายหญิงดู เขาก็จะพบว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นฟังเหมือนไม่รู้เรื่อง สับสนและผิดพลาด ผู้ฟังของเขาคิดว่าเขาเป็นบ้าและเพ้อคลั่งขณะเขากำลังพูดสิ่งที่ในขอบข่ายความคิดของเขานั้นมันช่างเป็นเรื่องสามัญสำนึกพื้นเพที่รอบคอบรัดกุม และทึ่มมะลื่อทื่อที่สุด” (pp. 62-63).

เบจชอตเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์อังกฤษจะช่วยให้ชาวอังกฤษที่ยังโง่เขลาอยู่ยอมรับระเบียบอำนาจใหม่ได้ง่ายเข้าง่ายขึ้น อันเป็นระเบียบใหม่ที่เอาเข้าจริงอำนาจการเมืองที่แท้ไม่ได้อยู่กับสถาบันกษัตริย์อีกต่อไป หากอยู่กับนักการเมือง รัฐบาล รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ดังเขาบรรยายเปรียบเทียบด้วยอุปมาอุปไมยถึงขบวนแถวราชพาหนะรถม้าของกษัตริย์ อังกฤษว่า:

“รัฐธรรมนูญอังกฤษในรูปแบบที่สัมผัสจับต้องได้เป็นฉะนี้ คือ – มวลประชามหาชนยอมสยบเชื่อฟังเฉพาะคนไม่กี่คน และเมื่อคุณเห็นคนเหล่านี้ คุณก็จะสังเกตรู้ว่าแม้พวกเขาไม่ใช่ชนชั้นต่ำสุด และก็ไม่ใช่ชนชั้นไม่น่านับหน้าถือตา แต่กระนั้นก็จัดเป็นชนชั้นตีนติดดินที่หยาบกร้าน – อันเป็นคนจำพวกสุดท้ายในโลกที่หากต่อแถวกันมาเป็นขบวนแล้ว ชาติที่ใหญ่มหึมาจะนิยมชมชื่นเฉพาะคนพวกนี้ลงคอ

“เอาเข้าจริงมวล ประชามหาชนอังกฤษยอมเคารพนบนอบสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ผู้ปกครองของตน ต่างหาก พวกเขาเคารพนบนอบสิ่งที่เราอาจเรียกได้ว่าการแสดงละครทางสังคม….. ผู้ที่ดูเหมือนปกครองชาติอังกฤษนั้นก็ดุจเดียวกับบรรดาบุคคลที่สง่าน่าเกรงขามที่สุดในขบวนแห่ พวกนี้นี่แหละที่ส่งอิทธิพลต่อม็อบ พวกนี้นี่แหละที่คนดูแซ่ซ้องร้องเชียร์ ขณะที่ผู้ปกครองตัวจริงแอบแฝงอยู่ในรถม้าคันรอง ไม่มีใครใส่ใจหรือไต่ถามเรื่องพวกเขา แต่กระนั้นผู้คนก็เชื่อฟังพวกเขาโดยนัยอย่างไร้สำนึก เนื่องจากความวิเศษสุดอลังการของบรรดาผู้บดบังรัศมีและนำหน้าพวกเขาไป” (p.248)

อุปมาอุปไมยข้างต้นนี้แปลว่าอะไร? กล่าวในภาษารัฐศาสตร์ แนวคิดหลักของเบจชอตใน การวิเคราะห์ระบอบรัฐธรรมนูญอังกฤษคือ เขาแยกแยะระหว่างส่วนที่ทรงเกียรติศักดิ์กับส่วนที่ทรงประสิทธิภาพของรัฐ ธรรมนูญอังกฤษ (The Dignified & The Efficient Parts of the English Constitution) จากกัน

ส่วนที่ทรงเกียรติศักดิ์นั้นหมายถึง “บรรดาส่วนที่กระตุ้นและผดุงไว้ซึ่งความเคารพยำเกรงในหมู่ประชากร” (p.61) ที่สำคัญได้แก่สถาบันกษัตริย์และสภาขุนนาง (the House of Lords)

สำหรับส่วนที่ทรงประสิทธิภาพได้แก่ “บรรดาส่วนที่รัฐธรรมนูญอาศัยมันดำเนินงานและ ปกครองในทางเป็นจริง” (p.61) ที่สำคัญได้แก่ คณะรัฐมนตรีและสภาสามัญ (the Cabinet & the House of Commons)

ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบทั้งสองของรัฐธรรมนูญอังกฤษพลิกผันหลากหลาย แตกต่างกันไปตามแต่ยุคสมัยของระบอบการปกครอง กล่าวคือ: –

ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) [ส่วนที่ทรงประสิทธิภาพ+ส่วนที่ ทรงเกียรติศักดิ์] ล้วนรวมศูนย์อยู่ในองค์พระมหากษัตริย์

ต่อมาใน ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญยุคต้น (Early Constitutional Monarchy) อำนาจอธิปไตยถูกแบ่งปันกันไประหว่างพระมหากษัตริย์กับพวกขุนนางเจ้าที่ดิน โดยมีสภาสามัญคอยตรวจสอบบ้างในฐานะตัวแทนประชาชน

สุดท้าย ในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่เต็มรูปหรือสุกงอม (Mature Constitutional Monarchy) ซึ่งเบจชอตระบุว่าเริ่มนับแต่ราว ค.ศ.1832 เป็นต้นมานั้น “ระบอบสาธารณรัฐได้แฝงฝังตัวเองเข้าไปอยู่ใต้อ้อมกอดของสถาบันกษัตริย์” (p.94) โดยแยกส่วนที่ทรงเกียรติศักดิ์กับส่วนที่ทรงประสิทธิภาพของรัฐธรรมนูญออกจากกัน แล้วค่อยเชื่อมต่อยึดโยงเข้าด้วยกันอีกที

มันเป็นการรักษาส่วนที่ทรงเกียรติศักดิ์ไว้เพื่อปิดงำอำพรางและช่วงชิงความจงรักภักดีมาให้แก่ส่วนที่ทรงประสิทธิภาพ

เบจชอต เรียกระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญเต็มรูปของอังกฤษนี้ว่า “ระบอบสาธารณรัฐจำแลง” (A Disguised Republic, p. 266n1) ที่ซึ่งบรรดาส่วนประกอบที่เคยเป็นเพียงภาคผนวกของสถาบันกษัตริย์ (เช่นคณะรัฐมนตรีและสภาสามัญ) กลับกลายเป็นแก่นสารใจกลางของสาธารณรัฐจำแลงเพื่อปิดงำอำพรางการเปลี่ยนย้ายอำนาจแบบปฏิวัติที่ได้เกิดขึ้นเอาไว้จากมวลมหาชนภายใต้ฉากบังหน้าของรัฐธรรมนูญ

ดังที่เขาพรรณนาไว้ท้ายเล่มว่า:

“รัฐบาลที่แท้จริงของเราถูกปกปิดไว้มิดชิดเสียจนกระทั่งว่าถ้าหากคุณบอกคนขับรถรับจ้างให้ขับไปยัง ′ถนนดาวนิ่ง′ (ที่ตั้งทำเนียบรัฐบาลอังกฤษ) แล้ว น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดว่าเขาจะไม่เคยได้ยินชื่อมันมาก่อนเลย และจะไม่รู้แม้แต่น้อยว่าจะพาคุณไปไหน มีแต่ ′สาธารณรัฐจำแลง′ เท่านั้นที่เหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตอย่างชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่างของเรานี้” (p.266n1)

“2 แนวโน้มที่แยกแย้งของระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ: 2) เสมือนระบอบสัมบูรณ์ฯ”

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330675425&grpid=&catid=02&subcatid=0207

ในความเห็นของวอลเตอร์ เบจชอต แนวโน้มหนึ่งที่เป็นไปได้ของระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอังกฤษคือกลายเป็น “สาธารณรัฐจำแลง” หรือ Disguised Republic กล่าวคือ อำนาจบริหารแท้จริงตกอยู่กับนักการเมืองกระฎุมพี สถาบันกษัตริย์เป็นเพียงประมุขเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยตกแต่งประดับประดาอำนาจ รัฐแบบทุนนิยม-ประโยชน์นิยมของกระฎุมพีให้อลังการน่าเคารพยำเกรงขึ้นเท่านั้นเอง

คำถามคือ สภาพเมืองไทยมีอะไรพอจะเทียบเคียงคล้ายคลึงกับแนวโน้มดังกล่าวบ้างหรือไม่? และเราสามารถคิดต่อเชิงตรรกะจากแนวโน้มที่ว่าอย่างไรได้บ้าง?

ผมคิดว่าอย่างน้อยดูเหมือนจะมีฝันร้ายทำนอง “สาธารณรัฐจำแลง” หลอนอยู่เบื้องหลังแนวคิดการเมืองของบุคคลสำคัญบางท่านที่ได้รับแต่งตั้งโดย คปค./คมช. ให้เข้ามาร่วมใช้อำนาจอธิปไตยด้านต่างๆ หลังรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 อาทิ

ส.ว.คำนูณ สิทธิสมาน เคยเขียนเล่าประสบการณ์ครั้งเป็นผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปี พ.ศ. 2549 ว่าท่านรับไม่ได้ที่มีการตีความหลักการ “The King can do no wrong” ไปในความหมาย “The King can do nothing”

“โดย ภาพรวมแล้วในยุคสมัยนี้ คนไทยรุ่นใหม่ๆ และผู้นำทางการเมืองบางคนดูเหมือนจะเข้าใจ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผิดไปจากเดิม จึงปล่อยให้มีการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดพระราชอำนาจบ่อยครั้ง เวลามีใครมาชี้ให้เห็น ก็หาว่า ดึงฟ้าต่ำ บ้าง พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง อย่าดึงพระองค์มาเกี่ยวข้อง บ้าง หรืออ้างหลัก The King can do no wrong อย่างเกินความหมายซึ่งจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดๆ ขึ้นมาว่า…

“พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทรงอยู่เหนือการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ ในทางการเมืองไม่ได้เลย ทรงสถิตอยู่ในฐานะที่เป็นเพียงสัญลักษณ์มีหน้าที่แต่เพียงการลงพระปรมาภิไธยตามที่รัฐบาลและองค์กรต่างๆ กราบบังคมทูลเสนอขึ้นไปเท่านั้น”

“ฟังดูเหมือนดีเหมือนถูกต้อง แต่จริงๆ แล้วนี่คือความคิดที่อันตราย

“เพราะถ้าคิดกันอย่างนี้ ก็เหมือนคนไทยเรามีพระมหากษัตริย์ไว้สำหรับกราบไหว้บูชาและไว้พูดถึงด้วยข้อ ความกินใจต่างๆ นานา เป็นต้นว่า ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ แต่พอมาถึงการปฏิบัติ นอกจากไม่ต้องปฏิบัติตามแล้ว ยังปฏิบัติตรงกันข้ามอีกต่างหาก เหมือนกับมีพระองค์ไว้บนหิ้งบูชา เสมือนพระพุทธรูปที่ก็กราบกันไป สวดมนต์กันไป แต่ผิดศีลผิดคำสอนในพุทธศาสนากันไปเป็นปกติ คือมีแต่ อามิสบูชา ไม่มี ปฏิบัติบูชา นั่นเอง

ทั้งๆ ที่หลัก The King can do no wrong นั้นมีไว้เพื่อไม่ให้พระมหากษัตริย์ต้องรับผิดทางการเมือง โดยในกิจการบ้านเมืองต่างๆ ให้มี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มารับผิดชอบแทน แต่ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะไม่สามารถทรงทำอะไรได้เลยในทางการเมือง
The King can do no wrong ไม่ใช่ The King can do nothing!”

ปรากฏการณ์สนธิ : จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า (2549), น.70-71

จะเห็นได้ว่าแนวการตีความหลัก “The King can do no wrong” แบบที่ท่าน ส.ว.คำนูณรับไม่ได้นั้นก็คือสภาพ “สาธารณรัฐจำแลง” ที่เบจชอตชี้ไว้นั่นเอง

อีกท่านหนึ่งคือท่านจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบัน, อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 โดยท่านได้กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2550 ว่า:

“จุดที่ 2 ของระบบ Party list ของปี 2540 พลาดตรงเขาไปทำเป็นบัญชีเดียว บัญชีเดียวทั้งประเทศ เลยทำให้พรรคที่ได้เสียงมากที่สุดในทั้งประเทศ เขาเลยนึกว่าพรรคเขามีคะแนนเสียงประชาชนสนับสนุน 14 ล้าน 19 ล้าน อหังการ มมังการ จะเทียบชั้นเป็นเจ้าแผ่นดิน อย่างนี้มันไม่ถูกหลักของระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา มันไม่ใช่ประธานาธิบดี”

(อ้างจาก “รายงานการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 39/2550 วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2550 ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3” ssr.parliament.go.th/upload/commitee/ak_39.pdf)

มีนัยอันแยบยลที่ชวนฉงนสนเท่ห์เกี่ยวกับข้อวิเคราะห์วิจารณ์ของท่านจรัญข้างต้น 2 ประการ คือ

1) ท่านจรัญเปรียบ [หัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากจากระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อพรรคบัญชีเดียวทั้งประเทศ] กับ [เจ้าแผ่นดิน] ทั้งๆ ที่ฝ่ายแรกโดยตำแหน่งเป็นนักการเมืองจากการเลือกตั้งที่เข้ากุมอำนาจฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายหลังคือพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขรัฐโดยสืบราชสันตติวงศ์และไม่ได้ทรงกุมอำนาจบริหารแต่อย่างใด

2) ท่านจรัญยังเปรียบ [ระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา] กับ [ระบบประธานาธิบดี] ทั้งๆ ที่ในระบบแรกหัวหน้าฝ่ายบริหารคือ นายกรัฐมนตรีแยกต่างหากทั้งโดยตำแหน่งและตัวบุคคลจากองค์พระประมุขรัฐ ส่วนในระบบหลัง หัวหน้าฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดีย่อมดำรงตำแหน่งเป็นประมุขรัฐด้วยควบคู่พร้อมกันไป

การจำแนกแยกแยะผิดประเภทถึง 2 ชั้น (double categorical mistakes/errors ดูคำอธิบายประกอบใน http://en.wikipedia.org/wiki/Category_mistake) ดังกล่าวสะท้อนว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ข้อวิตกของท่านจรัญมิได้มุ่งหมายถึงว่าจะเกิดแนวโน้มเอียงไปสู่ระบอบ สาธารณรัฐจริงๆ (real republic) แต่อย่างใดหากน่าจะหมายถึงแนวโน้มเอียงไปสู่สภาพ “สาธารณรัฐจำแลง” (disguised republic) แบบที่เบจชอตว่าไว้มากกว่า

ในแง่การคิดต่อเชิงตรรกะจากแนวโน้ม “สาธารณรัฐจำแลง” ข้างต้น เราอาจพิจารณาว่า

ถ้าระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอาจมีแนวโน้มที่จะกลายเป็น Disguised Republic ได้ภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอน เป็นไปได้ไหมว่ามันก็อาจจะเกิดแนวโน้มทวนกระแสด้านกลับกลายเป็นเสมือนระบอบสัมบูรณาญาสิทธิ์ Virtual Absolutism ได้เหมือนกัน ภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอนอีกแบบหนึ่ง
ข้อที่น่าอัศจรรย์ใจมากก็คือความเป็นไปได้ของแนวโน้มนี้ได้ถูกคาดการณ์ไว้โดย สมาชิกฝ่ายถอนรากถอนโคนของคณะเก็กเหม็งหรือคณะ ร.ศ.130 ที่คิดก่อการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยต้นรัชกาลที่ 6 ดังที่อาจารย์ณัฐพล ใจจริง ได้เขียนเล่าเรื่องนี้ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับล่าสุด (33 : 4 เดือนกุมภาพันธ์ 2555, 76-94) ในชื่อเรื่อง “สยามบน “ทางสองแพร่ง” : ๑ ศตวรรษของความพยายามปฏิวัติ ร.ศ.๑๓๐” ว่า :

สมาชิกฝ่ายถอนรากถอนโคนของคณะ ร.ศ.130 ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ “แอ็บโซลู๊ด มอนากี้” —>ไปเป็น ระบอบ “รีปับบลิ๊ก” เลยทีเดียว ขณะที่ฝ่ายประนีประนอมต้องการแค่เปลี่ยนจากระบอบ “แอ็บโซลู๊ด มอนากี้” ไปเป็น ระบอบ —> “ลิมิตเต็ด มอนากี้” เท่านั้น เดิมทีสมาชิกฝ่ายถอนรากถอนโคนเป็นเสียงข้างมากในคณะ ร.ศ.130 ทว่าต่อมาเมื่อสมาชิกขยายตัวเพิ่มขึ้น ฝ่ายประนีประนอมกลับกลายเป็นเสียงข้างมากของคณะแทน การลงมติสุดท้ายจึงเลือกเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบ “ลิมิตเต็ด มอนากี้”

ในการนี้ร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ผู้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติและอยู่ในฝ่ายถอนรากถอนโคนให้เหตุผลว่า สยามเหมาะกับการปกครองแบบ “รีปับบลิ๊ก” มากกว่า “ลิมิตเต็ด มอนากี้” เนื่องจากหากสยามปกครองแบบ “ลิมิตเต็ด มอนากี้” กษัตริย์อาจกลับไปอยู่เหนือกฎหมายแบบเดิมได้อีก (น.80)

สมาชิกฝ่ายถอนรากถอนโคนท่านอื่นก็แสดงความวิตกกลัวการ “หมุนกลับ”, “หวนกลับ” ว่าอาจเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบอบ “ลิมิตเต็ด มอนากี้” เช่นกัน

หากนึกเทียบเคียงกับภาวะปัจจุบัน ผมเกรงว่ามีพลังการเมืองบางกลุ่มบางฝ่ายในความพยายามที่พวกเขาปฏิเสธและต่อต้านแนวโน้ม “สาธารณรัฐจำแลง” อย่างหนักนั้น บางครั้งบางคราก็ถึงแก่สะวิงกลับสุดโต่งคล้อยเอียงไปทางแนวโน้ม “เสมือนระบอบสัมบูรณ์ฯ” เช่นกัน นำไปสู่สภาวะที่ผมเคยเสนอนิยามว่าเป็น “สองนัคราประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” กล่าวคือ : –

ความมหัศจรรย์ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่เรามีในปัจจุบันคือ มันเป็นประชาธิปไตยโดยโครงสร้างกฎหมายการเมืองทั่วไป แต่ผู้คนจำนวนหนึ่งในสังคมกลับมีความคิดความเข้าใจและพฤติกรรมเสมอเสมือนหนึ่งอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้เกิดความสับสนปนเประหว่างพื้นที่การเมืองหรือพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ ศักดิ์สิทธิ์ หรือนัยหนึ่งบังเกิดสภาพ (ล้อแนวคิดอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์) “สองนัคราประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” (ที่ไม่ใช่เมือง/ชนบท แต่สองนัคราแผ่กว้างคู่ขนานกันไปทั้งในเมืองและชนบท) นำไปสู่ความเข้าใจผิด ขัดแย้ง ทะเลาะรุนแรงมากมาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งทางการเมืองแล้วฝ่ายที่ขัดแย้งติดความคิดสมบูรณาญาสิทธิ์ก็จะหาทางแก้ปัญหา โดยดึงสถาบันกษัตริย์อันถือเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีให้ร้ายและเอาชนะฝ่ายตรงข้ามด้วยการพยายามยกพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ขึ้นไปอยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้าไปอยู่ในวังวนของความขัดแย้งทางการเมืองอันสุ่มเสี่ยงอันตรายต่อความมั่นคงระยะยาวของสถาบันอย่างยิ่งยวด

ดังเช่นที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอนายกพระราชทาน ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เมื่อต้นปี พ.ศ.2549 และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่ผู้พิพากษา ประจำศาลสำนักงานศาลยุติธรรม ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2549 ตอนหนึ่งว่า:

“ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมากที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทานนายกฯพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าไปอ้างมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ มาตรา 7 มี 2 บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณีหรือตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้นายกฯพระราชทานเป็นต้น จะขอนายกฯพระราชทาน ไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ พูดแบบมั่ว แบบไม่ ไม่ ไม่มีเหตุมีผล…”

(CONSTITUTIONAL/LIMITED MONARCHY)

DISGUISED REPUBLIC<——->VIRTUAL ABSOLUTISM

มองมุมนี้ สถานการณ์ขัดแย้งยืดเยื้อทางการเมืองระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา ก็มีส่วนที่เป็นการยื้อยุดต่อสู้ของ 2 แนวโน้มที่แยกแย้งในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญของไทยระหว่างแนวโน้ม “สาธารณรัฐจำแลง” กับ “เสมือนระบอบสัมบูรณ์ฯ” (Disguised Republic vs. Virtual Absolutism) โดยกรณีกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นฉากตอนล่าสุด