female viagra side effects
cialis commercial 2013
viva viagra chords
real viagra
free viagra samples
get viagra prescription
36 hour cialis online
buy cialis generic
generic viagra no prescription us
cialis delivery next day
pfizer labs
kamagra online
levitra pills
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2012004

สุวินัยและเกษียรในความเห็นต่างทางการเมือง

Filed under : POLITICS

“ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฏร์รวมทั้งกระบวนการเกี่ยวเนื่องที่ตามมาล้วนถูกวางแผนมาอย่างดีใน “บริบททักษิณ” โดยมีเป้าหมายที่ซ่อนเร้นอย่างชัดแจ้ง เพราะฉะนั้น นี่มิใช่การถกเถียงทางวิชาการหรือทางปรัชญาเฉยๆ แต่เป็นการต่อสู้อย่างอำมหิตเพื่ออำนาจและการเปลี่ยนระบอบโดยเอาชีวิตของผู้คนเป็นเหยื่ออย่างไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใดเลยต่างหาก”

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 นายสุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในนักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง “(กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ในสถานการณ์สู้รบ 5)” มีเนื้อหาว่า

ต่อไปนี้เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวของผมเพียงลำพังเท่านั้นนะครับ ปัญหา ม. 112 ที่กำลังเป็นข้อขัดแย้งอยู่ในขณะนี้ ถ้ามองจากปรัชญาความเสมอภาพและสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ตามปรัชญาแบบตะวันตกที่ไม่เชื่อและไม่ยอมรับในเรื่องสมมุติเทพ รวมทั้งเคยมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ในยุคกลางที่เป็นยุคมืด ตามมาด้วยการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และการปฏิวัติฝรั่งเศส ก็พอเข้าใจได้หรอกครับว่าทำไมพวกปัญญาชนไทยที่จบการศึกษาจากโลกตะวันตกหรืออินกับการศึกษาแบบตะวันตกถึงไม่ค่อยแฮบปี้กับ ม. 112 นี้นัก ตรงนี้คิดว่าน่าจะมีพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้อย่างเคารพในความเป็นมนุษย์ของกันและกันได้นะครับ อันนี้หมายความว่า ไม่มี “บริบททักษิณ” เข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ แต่ทว่าสถานการณ์ในความเป็นจริงขณะนี้ไม่ใช่เช่นนั้นเลย ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฏร์รวมทั้งกระบวนการเกี่ยวเนื่องที่ตามมาล้วนถูกวางแผนมาอย่างดีใน “บริบททักษิณ” (พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเป็นหมากตัวหนึ่งของทักษิณ) โดยมีเป้าหมายที่ซ่อนเร้นอย่างชัดแจ้ง เพราะฉะนั้น นี่มิใช่การถกเถียงทางวิชาการหรือทางปรัชญาเฉยๆ แล้วนะครับ แต่เป็นการต่อสู้อย่างอำมหิตเพื่ออำนาจและการเปลี่ยนระบอบโดยเอาชีวิตของผู้คนเป็นเหยื่ออย่างไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใดเลยต่างหาก

ด้วยจิตคารวะและนอบน้อมยิ่งครับ

สุวินัย ภรณวลัย
จากนั้น นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์งานเขียนชื่อ “แด่สุวินัยอีกครั้ง” ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเช่นกัน โดยมีเนื้อหา ดังนี้

อาจารย์สุวินัยเป็นคนดีและมีน้ำใจเผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูงยิ่ง ผู้รู้จักคบหาแกย่อมตระหนักซาบซึ้งข้อนี้ดี แต่อาจารย์สุวินัยมีอุปสรรคหรือกับดักทางปัญญาที่แกข้ามไม่พ้นอยู่จำนวนหนึ่ง และไม่เคยมีใครเอาจริงกับแกในเรื่องเหล่านี้ ส่วนหนึ่ง ต่อให้เอาจริง แกก็ยากที่จะรับฟังตามบุคลิก “ท่าทีเชื่อแบบซามูไร” คือเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการปักใจเชื่อแต่ละครั้ง พร้อมจะฟาดฟันทุกอย่างที่ขวางทางเชื่อ จนกว่าแกจะหันไปเชื่อสิ่งใหม่ แบบซามูไรตามเคย

อุปสรรคแรกที่อ.สุวินัยข้ามไม่พ้นคือกับดักทางจิตวิญญาณ พูดอย่างสั้นที่สุด อ.สุวินัยแยกไม่ออกระหว่างอาตมัน/นิพพาน/พระเจ้า (แล้วแต่ศาสนา) หรือเรียกเพื่อความเข้าใจง่ายว่า transcendental being กับตัวตนที่เล็ก ชั่วคราวในโลก และมีขีดจำกัดของแก (และของมนุษย์ทุกคน) โดยเอาตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาตมัน แกก็เอาอาตมันมาเป็นส่วนหนึ่งของอัตตาเล็ก ๆ ที่มีขีดจำกัด ความรู้ไม่ถ้วน เข้าใจไม่หมดและมีอวิชชากิเลสปนเปื้อนเหมือนปุถุชนทุกคนของตัวแก แล้วอ้างว่าที่อัตตาซึ่งมีขีดจำกัดของแกทำนั้น ทำในนามอาตมัน ใครขัดขวางคิดต่าง เท่ากับออกห่างไม่เข้าใจหรือขัดขวางอาตมัน/ธรรมะ แล้วแต่กรณี

อุปสรรคที่สอง คือมายาคติที่อ.สุวินัยไปติดมาจากเรียนญี่ปุ่น, วัฒนธรรมเจ๊กจีนของตัวและครอบครัว (ผมก็มี แต่จะจัดการอย่างไร…) คือเส้นแบ่งระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เส้นแบ่งนี้เท่าที่บอกถึงฐานคิดบุคลิกที่แตกต่างบางอย่างทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ ก็ฟังขึ้นอยู่ แต่มันได้ถูกปลูกปั้นจากนักคิดทุนนิยมตะวันออกบางกลุ่ม (ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และต่อมาคือจีน) ให้กลายเป็น Orientalism กลับตาลปัตร (ตะวันออกไม่เหมือนตะวันตก – จริงอย่างที่นักวิชาการตะวันตกสาย orientalist สรรค์สร้างขึ้นนั่นแหละ – แต่ไม่เหมือนน่ะดีแล้ว มันแสดงว่าตะวันออกเหนือกว่า) หรือพูดกลับกันคือแต่งนิยาย Occidentalism เพื่อเหยียบตะวันตกในจินตนาการ แล้วรู้สึกดีกับมายาคติตะวันออกของตัวนั่นเอง กลายเป็นว่าความเสื่อมทรุดทั้งหลายทางสังคมวัฒนธรรมโยนขี้ให้ตะวันตก (หารู้ไม่ ตะวันออกทำเองเละกว่าเยอะแยะ) ส่วนอะไรที่เข้าท่าดูดีทางจิตวิญญาณ เหมาให้ตะวันออกหมด แล้วก็รู้สึกดีโดยไม่ลงทุนทางการปฏิบัติเปลี่ยนสร้างสังคมอะไร เพราะเรามี/เป็นตะวันออกอยู่ในยีนส์

มายาคติที่เป็นอปุสรรคประการสุดท้ายสำหรับอ.สุวินัยที่ขอกล่าวในที่นี้คือ เวลาแกมองอะไรแก มองชัด เพราะแกมองแคบ โฟกัส แล้วก็เลยไม่มองแง่อื่นมุมอื่นในโลกใบกว้างนี้ กลายเป็นว่าความจริงถูกหดลดเหลือแค่จอสี่เหลี่ยม (ทีวี) ที่จำลองความจริงอันซับซ้อนในโลกเหลือแค่นั้นเอง นี่คือจุดแข็ง/จุดอ่อนที่สุดของอ.สุวินัยในการมองโลก จอใบนี้แคบเหลือแค่ “ระบอบทักษิณ” ในทางการเมืองในรอบ 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงแตกต่างหลากหลายขัดแย้งทางการเมืองท้ั้งหมดในประเทศไทยถูกสายตาของอ.สุวินัยหดแคบเหลือแค่ “ทักษิณกับปรปักษ์” ในจอโทรทัศน์การเมืองไทยของแก ซึ่งเผอิญรับถ่ายทอดสดมาจากผู้จัดการ/เอเอสทีวี/พันธมิตร แกจึงมองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน ความหลากหลายแปลกต่างซับซ้อนมากมายทางการเมืองสังคมไทยในระยะที่ผ่านมา ปัดทั้งหมดทิ้งไปอย่างไม่ไยดี และอย่าลืม อาตมันทำให้ใจแกเหี้ยมเกรียมได้มากเพราะแกไม่ได้คิดว่าแกกำลังทำในนามตัวเองที่ต้องรับผิดชอบเฉพาะตัวแต่ประการใด แต่กำลังทำในนามอาตมัน และสำหรับอาตมันนั้น แท่นบูชาข้างหน้าสำคัญยิ่งใหญ่พอจะรับเลือดเนื้อของผู้คนธรรมดาสามัญอย่างเราเท่าไรก็ได้

ผมไม่ว่าอะไรเพราะความเชื่อเราต่างกันได้ต่อให้ไม่เห็นด้วย แต่อ.สุวินัยนับวันได้ทำร้ายความคิดจิตใจสังคมและผู้คนด้วยความเชื่อของตนอย่างไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนอื่นเชิงมนุษยธรรมมากขึ้นทุกที ส่วนหลังนี้ผมรับไม่ได้ และคิดว่าอยากวิจารณ์หนัก ๆ และเตือนจริง ๆ สักที ผมไม่คาดหวังว่าอ.สุวินัยจะสามารถฟังได้ (ผมมันก็แค่ไอ้นักวิชาการหัวตะวันตกคนหนึ่ง แหะ ๆ ห่างไกลธรรมะ 555 และไม่มีทางหยั่งถึงอาตมัน/นิพพาน/พระเจ้าได้ แฮ่ ๆ ๆ) เอาเป็นว่าฟังผมเท่าที่อาจารย์สุวินัยเคยฟังอาจารย์กู้ก็แล้วกัน

สุดท้ายผมอยากบอกความในใจบางอย่างแก่อ.สุวินัย ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา อ.สุวินัยกรุณาเขียนอีเมล์ถึงผมถามข่าวคราวทุกข์สุขด้วยความเป็นห่วง ผมคิดอยู่นานเนื่องจากก่อนนี้ไม่นานอ.สุวินัยกับสหายเพิ่งเขียนวิพากษ์วิจารณ์ผมทางการเมืองก่อนเกิดเหตุเมษา-พฤษภาอำมหิต 53 อย่างดุเดือด แต่ในที่สุด ผมมองข้ามสิ่งเหล่านั้นและตอบแกไปตามน้ำใจที่มีมา (water from the heart) ยิ่งกว่านั้นผมยังเชื่ออีกว่า สมมุติผมกับแกไปอยู่ในภาวะฉุกเฉินเฉพาะหน้า แกนั่นแหละจะเสี่ยงเอื้อมมือมาช่วยผมในฐานะมิตรอย่างไม่ลังเล ผมเชื่อเพราะผมรู้จักแก แต่กระนั้น ในฐานะมิตร ผมก็ปวดใจมากที่เห็นอ.สุวินัยใช้พลังของตัวทำร้ายคนอื่นและสังคมในทางการเมืองด้วยความลุ่มหลงธรรมาธรรมะสงครามมากขึ้นทุกที จึงตัดสินใจเขียนเตือนและวิจารณ์ตรง ๆ อย่างนี้ ถือว่าผมทำตามหน้าที่ที่พึงทำต่อมิตรผู้หนึ่งอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน

ต่อมานายสุวินัย ได้โพสต์ข้อความเรื่อง “(กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ในสถานการณ์สู้รบ 7)” ว่า

ผมเป็นคนเปิดเผยและไม่มีเบื้องหลังให้ต้องระแวงสงสัย เมื่อครู่ที่ผ่านมาผมได้รับจดหมายจากท่านอาจารย์เกษียรซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นบทความของท่านเรื่อง “แด่สุวินัยอีกครั้ง” ที่จะลงในหนังสือพิมพ์มติชนวันศุกร์นี้ แม้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เราจะเห็นต่างกันในมุมมองทางการเมือง แต่โดยส่วนตัวแล้วผมทั้งรัก นับถือและซาบซึ้งในมิตรภาพที่อาจารย์เกษียรได้มอบให้แก่ผมในยามเกิดเรื่อง อาจารย์กู้เมื่อสิบสองปีก่อนและกลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตของ ผม

ด้วยเหตุนี้เองผมจึงไม่เคยวิพากษ์อาจารย์เกษียรทั้งทางข้อเขียนและทางวาจา ทั้งต่อหน้าและลับหลังเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้จะอยู่กับท่ามกลางเหล่าขุนพลของฝ่ายพันธมิตรในที่รโหฐาน อันนี้คงเป็นคุณธรรมแบบตะวันออกที่ตัวผมยึดถือมากว่าค่อนชีวิตกระมังครับ จะ ว่าไปแล้วมุมมองและการวิเคราะห์ทางการเมืองของอาจารย์เกษียรในช่วงที่ผ่านมา ในหลายเรื่องได้ช่วยให้ผมสามารถทำความเข้าใจได้ชัดขึ้นว่าทำไมเหล่าปัญญาชน หัวก้าวหน้าจำนวนไม่น้อยจึงคิดต่างไปจากพันธมิตร องค์ความรู้หลายอย่างที่ปัญญาชนเหล่านี้ได้นำเสนอออกมาผมคิดว่ามีความสำคัญ มากในการบูรณาการความจริงหลังจากสงครามระหว่างสีที่ยือเยื้อมากว่าหกปีและคง ยืดเยื้อไปอีกพักใหญ่สิ้นสุดลง

ในบทความล่าสุดของอาจารย์เกษียรนี้ท่านอาจารย์ได้วิพากษ์กระบวนทัศน์ของผมถึงสามประเด็น ซึ่งเป็นบทวิพากษ์ที่นักวิชาการมักใช้ตรวจสอบปัญญาชนในสาย “จิตวิญญาณนิยม” เรื่องนี้มีรายละเอียดที่ต้องคุยกันยาวและแม้ผมคิดว่าอาจารย์คลาดเคลื่อนใน ความเข้าใจเรื่องจิตในบทวิพากษ์ประเด็นแรกที่สำคัญที่สุดในการวิพากษ์ผม (ความต่างระหว่างอาตมันกับตัวตนย่อยที่ยังมีกิเลสของปัจเจกที่ไม่อาจปนเป หรือคิดว่าเป็นเนื้อเดียวกันได้ในโลกแห่งความเป็นจริง) เพราะที่เหลือเป็นแค่การวิพากษ์ผมในเรื่องท่าทีและบุคลิกของผมยามจะเชื่อ อะไรเท่านั้น

อย่าง ไรก็ดี ผมยินดีน้อมรับการวิพากษ์ของอาจารย์เกษียรอย่างจริงจังและเปิดใจกว้าง และจะนำไปตรวจสอบตนเองและโยนิโสมนสิการอย่างจริงจังต่อไปครับ ผมรู้สึกดีใจมากๆเลยครับที่ยังสามารถสื่อสารกับอาจารย์เกษียรอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมาได้ ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งเพื่อเปิดพื้นที่แห่ง “สานเสวนา” เพื่อความปรองดองที่แท้จริงในสังคมนี้ได้ และสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุดจากบทความของท่านอาจารย์เกษียรข้างต้นก็ คือ เราสามารถเรียนรู้ได้มากเหลือเกินจากผู้อื่นที่มองโลกด้วยมุมมองที่แตกต่าง ค่อนข้างมากไปจากตนเอง
ด้วยจิตคารวะและนอบน้อมยิ่งทั้งต่อมิตรสหายและผู้ที่เห็นต่างไปจากพวกผมครับ ^_^

สุวินัย ภรณวลัย

จาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1326898985&grpid=&catid=03&subcatid=0305