young men cialis
viagra overdose
cialis 20 mg canada
usa viagra sales
non prescription type cialis
cheapest viagra to buy online in uk
cialis mexico
viagra pulmonary hypertension dosage
ecstasy and viagra
lloyds pharmacy viagra
hydrocodone viagra
generic viagra soft
purchase viagra without a prescription
cialis viagra levitra
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011052

หกทศวรรษของความเปลี่ยนแปลง “ชนบท”:อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

Filed under : SOCIAL SCIENCE

“ภาพจินตนาการ “ชนบท” ที่ฝังแน่นอยู่ในการรับรู้ของชนชั้นนำ ได้แก่ ภาพชนบทที่ผู้คนล้วนแล้วแต่ทำการเกษตรและมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันเฉก เช่นญาติพี่น้อง มีจิตใจที่งดงามและที่สำคัญ มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวทางการเมือง ยอมรับความคิดทางการเมืองเรื่องผู้ใหญ่-ผู้น้อย”

หกทศวรรษของความเปลี่ยนแปลง “ชนบท”

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 16 และ 23 ธันวาคม 2554

ความเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นใน “ชนบท” ไทยนั้นไพศาลและลึกซึ้งมาก แต่ไม่น่าเชื่อที่ชนชั้นนำจำนวนมากในสังคมไทยยังคงภาพจินตนาการ “ชนบท”หรือสังคม “ชนบท” ไว้อย่างเดิมไม่เสื่อมคลาย ภาพจินตนาการที่ไม่เป็นจริงของ “ชนบท” ได้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของพี่น้องชาวบ้านใน พื้นที่

ภาพจินตนาการ “ชนบท” ที่ฝังแน่นอยู่ในการรับรู้ของชนชั้นนำ ได้แก่ ภาพชนบทที่ผู้คนล้วนแล้วแต่ทำการเกษตรและมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันเฉก เช่นญาติพี่น้อง มีจิตใจที่งดงามและที่สำคัญ มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวทางการเมือง ยอมรับความคิดทางการเมืองเรื่อง “ผู้ใหญ่-ผู้น้อย” การจัดความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นแนวดิ่งที่ขึ้นอยู่กับสถานะภาพทางสังคมเป็นหลัก ภาพสังคมชนบทถูกสร้างทาบทับกับความเป็นสังคมชาวนาอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

แม้ว่าภาพจินตนาการนี้ถูกสร้างขึ้นมาในทศวรรษ 2490 จะสะท้อนความเป็นจริงของสังคมชาวนาในสมัยได้เป็นอย่างดี แต่ปัญหาที่สำคัญที่จะต้องเข้าใจให้ได้ในสองด้านด้วยกัน ด้านแรก ได้แก่ สังคมชาวนาหรือสังคมชนบทมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรและได้มีการจัดความ สัมพันธ์ทางสังคมแบบใหม่หรือไม่อย่างไร อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ทำไมภาพจินตนาการของสังคมชนบทจึงไม่เปลี่ยนแปลง และความไม่เปลี่ยนแปลงของการรับรู้นี้สัมพันธ์อยู่กับ “การเมือง” หรือไม่อย่างไร

ในหกทศวรรษที่ผ่านมา สังคมชนบทหรือสังคมชาวนาได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย จนกล่าวได้ว่าอาจจะไม่มีสังคมชาวนาเหลืออยู่แล้ว แม้ว่าจะมีคนทำนาและคนทำธุรกิจเกี่ยวกับนาและข้าวอยู่ก็ตาม

อาจารย์ธิติญา เหล่าอ้น แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยได้กล่าวสรุปไว้ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์  เรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของ “สังคมชาวนา” อีสานตั้งแต่ทศวรรษ 2520-2540 : ศึกษากรณีหมู่บ้านกู่กาสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด” ความว่า

ความเปลี่ยนแปลงของ “สังคมชาวนา” ทวีความเข้มข้นมากขึ้นช่วงปลายทศวรรษ 2520 จนถึงทศวรรษ 2540 ชาวนาได้มีโอกาสใช้ “ทุนเข้มข้น” เพื่อ “ปลูกพันธุ์ข้าวใหม่” ที่มุ่งเน้นผลิตเพื่อป้อนตลาดเป็นหลัก ภายใต้กระบวนการการตัดสินใจในเชิงธุรกิจจึงทำให้มีการนำเครื่องจักรขนาดใหญ่ คือ รถไถนากับรถเกี่ยวข้าวมาใช้ในที่นาแทนการใช้แรงงานคน จนเกิดการทำธุรกิจใหม่ขึ้นมาด้วยการนำเครื่องจักรออกไปรับจ้างในหมู่บ้าน และขยายออกไปนอกเขตหมู่บ้านอย่างกว้างขวาง

ขณะเดียวกัน การแตกตัวทางชนชั้นที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ทำให้ชาวนาแต่ละชนชั้นสร้าง โอกาสในการปรับตัวได้ไม่เท่ากัน ชาวนารวยสามารถที่ปรับตัวเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้อย่างดี ขณะที่ชาวนากลางและชาวนาจนกลับปรับตัวได้น้อยกว่า ชาวนากลางก็หันเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการทั้งในและนอกภาคเกษตรกรรม ส่วนชาวนาจนก็เปลี่ยนตนเองมาสู่การเป็นแรงงานรับจ้างในภาคการผลิตไม่เป็นทาง การนอกภาคเกษตรกรรมหรือผู้ประกอบการรายย่อยในหมู่บ้าน

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน ความเชื่อและพิธีกรรมที่ครั้งหนึ่งเคยจรรโลง “สังคมชาวนา” เอาไว้ จนกระทั่งกลายเป็นพิธีกรรมของคนทำนาแต่ละคนไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อ “สังคมชาวนา” อีกต่อไป

การเกิดขึ้นของ “สังคมชาวนา” เป็นการสร้างสรรค์อย่างยิ่งใหญ่ของชาวนาในการสร้างสังคมเพื่อที่จะทำให้ทุก คนในชุมชนอยู่รอดได้ในช่วงเวลาช่วงหนึ่งที่เต็มไปด้วยความยากแค้นรอบด้าน เท่านั้น จึงไม่สมควรยึดถือเป็นภาพแทนความเป็นจริงของสังคมไทยในอุดมคติที่หยุดนิ่ง มิฉะนั้น ก็จะเป็นการมองข้ามพลังทางสังคมที่เข้มแข็งที่นำพาสังคมชาวนาให้ก้าวพ้นความ ยากแค้นรอบด้านนั้นมาสู่ยุคปัจจุบันได้

การศึกษาของอาจารย์ธิติญา อธิบายชัดเจนว่าความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลง “สังคมชาวนา” ที่ได้ก่อร่างสร้างตัวตนมาเนิ่นนานให้กลายเป็น “สังคมที่ยังมีการผลิตภาคเกษตรกรรมอยู่ แต่ไม่ใช่สังคมชาวนาอย่างเดิมอีกต่อไปแล้ว”

สำหรับผู้เขียนเคยนิยามลักษณะใหม่ของสังคมชนบทนี้ไว้ว่าเป็น “สังคมชายขอบของการผลิตสมัยใหม่ ที่ยังคงมีการผลิตการเกษตรอยู่” โดยตั้งใจจะให้มองเห็นว่าแม้จะมีความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของชนบท แต่สภาวะการผลิตทั้งหลายของคนในชนบทใหม่นั้น ยังอยู่ชายขอบระบบทุนนิยมในหลายรูปแบบ เช่น เป็นการผลิตที่ถูกแบ่งส่วนที่ไม่ค่อยสำคัญมาให้ผลิตในชนบท (Subcontracts) เพื่อลดต้นทุนการผลิตของร้านหรือบริษัทใหญ่

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้ ชีวิตของผู้คนในชนบทได้เปลี่ยนแปลงตามไปอย่างลึกซึ้งเช่นกัน ระบบความสัมพันธ์ทางสังคม-เศรษฐกิจ-การเมืองทั้งในส่วนของความสัมพันธ์ภายใน ชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนกับคนภายนอกชุมชนก็ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเช่นกัน

ประเพณีพิธีกรรมเดิมในชุมชนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเสมือนเครื่องมือหรือ น้ำมันหล่อลื่นให้ทุกคนที่อยู่ร่วมกันในชุมชนได้ร่วมกันรักษา “สมบัติชุมชน” ที่เกื้อหนุนการดำรงชีวิตแบบชาวนาจริงๆ ก็เริ่มหมดพลังลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ได้ประเพณีและพิธีกรรมนั้นๆ ไม่ได้ตอบสนองต่อชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมแบบใหม่ของคนในชุมชน

การเข้าใจความไม่สอดคล้องหรือการหมดความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ของ ประเพณีและพิธีกรรมเดิมเช่นนี้ จะทำให้เรามองเห็นถึงศักยภาพของคนในชุมชนที่ได้ร่วมกันสร้าง ประเพณี/พิธีกรรมรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมา  แทนที่จะโหยหาแต่ประเพณีพิธีกรรมที่หมดหน้าที่ไปแล้ว และพยายามจะรื้อฟื้นขึ้นมาอย่างไร้ภูมิปัญญาและไร้ชีวิตแบบที่หลายหน่วยงาน กำลังทำกันอยู่

ภาพจินตนาการ “ชนบท” ที่ฝังแน่นอยู่ในการรับรู้ของชนชั้นนำ ได้แก่ ภาพชนบทที่ผู้คนล้วนแล้วแต่ทำการเกษตรและมีความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ต่อกันเฉกเช่นญาติพี่น้อง มีจิตใจที่งดงามและที่สำคัญ มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวทางการเมือง ยอมรับความคิดทางการเมืองเรื่อง “ผู้ใหญ่-ผู้น้อย” การจัดความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นแนวดิ่งที่ขึ้นอยู่กับสถานะภาพทางสังคมเป็น หลัก ภาพจินตนาการนี้ถูกสร้างขึ้นมาในทศวรรษ 2490 ถูกซ้อนด้วยภาพชนบทที่ล้าหลังที่ต้องการการพัฒนาแต่ก็ยังต้องรักษาความ “ดีงาม” ของความสัมพันธ์ทางสังคมเอาไว้ในช่วงต้นของการพัฒนา

แต่เมื่อมีการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ไทยในเขตชนบทระหว่าง พ.ศ. 2517-2522 ได้ทำให้รัฐไทยเปลี่ยนแปลงการมองชนบทเสียใหม่ โดยเน้นการพัฒนาที่เข้มข้นมากขึ้น พร้อมกับพยายามรณรงค์ให้รักษา “ความเป็นชนบท” เอาไว้ให้ได้ และได้เริ่มสร้างภาพจินตนาการที่นำเอา “ความเป็นชนบท” เข้ามาเชื่อมต่อกับ “ความเป็นไทย” เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าความเป็นไทยแท้ๆ นั้นยังอยู่ในพื้นที่ชนบท และไม่มีทางที่คอมมิวนิสต์จะสามารถยึดครองพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความ เป็นไทยไปได้

นับตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา เราจึงได้เห็นกระแสของการรณรงค์ “ความเป็นไทยในความเป็นชนบท” โดยปรากฏเห็นอย่างชัดเจนของการเกิดขึ้นของกลุ่มคำที่แสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งของชนบท คำว่า “ปราชญ์ท้องถิ่น” “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ฯลฯ

พร้อมกับการเกิดการสร้าง “ความเป็นไทยในความเป็นชนบท” ก็ได้เกิดการสร้างโครงเรื่องประวัติศาสตร์ของชนบทหรืออดีตของสังคมชาวนาไปใน ทิศทางเดียวกัน คือ อดีตที่งดงาม แต่ต่อมาถูกทุนนิยมและอิทธิพลตะวันตกเข้ามาทำลาย และในวันนี้ เรา: คนไทยต้องช่วยกันรณรงค์รักษาความเป็นไทยในชนบทไว้ให้ได้

การสร้างโครงเรื่องประวัติศาสตร์ชนบทเช่นนี้ ได้ขยายตัวออกอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นกระแสหลักไปในช่วงเวลายี่สิบปี จนกล่าวได้ว่ากระแส “คืนวันเก่าอันแสนงดงาม” (The good old times) ได้ครอบครองพื้นที่การศึกษาประวัติศาสตร์ชนบทไปจนหมดสิ้น

การสร้างภาพจินตนาการประวัติศาสตร์ชนบทเช่นนี้เป็นการเมืองของรัฐไทยที่ จะผนวกเอาชาวนาเข้ามาสู่วงอำนาจรัฐ เพื่อที่จะป้องกันประวัติศาสตร์ที่เน้นความขัดแย้งทางชนชั้นและความยากแค้น สุดทนของการถูกกดขี่ขูดรีดจากศักดินาและนายทุนของกลุ่มนิยมคอมมิวนิสต์

ขณะเดียวกัน การเมืองเรื่องประวัติศาสตร์ชนบทของรัฐไทยเช่นนี้ได้ทำให้ชาวชนบทจำนวนไม่น้อยรู้สึกภาคภูมิใจมากขึ้นในการที่พลังของสังคมท้องถิ่นของตนได้ถูกยอมรับ ให้กลายมาเป็นหลักหนึ่งของการดำรงอยู่ของรัฐไทย

การขยายตัวของการสร้างจินตนาการชนบทที่แสนงดงามได้แทรกซึมไปในทุกส่วนของสื่อ โดยเฉพาะในส่วนที่สำคัญมาก ได้แก่ การขยายตัวเข้าไปสู่การนำเสนอสารคดี “ชนบท” ทั้งหลายที่แพร่หลายมากขึ้นในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับนักทำสารคดีเรื่อง “ชนบท” หลายคน พบว่าแม้ผู้เขียนจะสามารถเสนอให้ท่านเหล่านั้นยอมรับและเห็นด้วยกับการนำภาพ ชนบทที่หลุดออกจากโครงเรื่องดังกล่าวโดยเน้นถึงการดิ้นรนให้หลุดจากความยาก จนและการปรับตัวทางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีที่หลากหลายของชาวบ้านในชนบท แต่ก็พบว่าผลผลิตสารคดีดังกล่าวก็ยังคงเป็นโครงเรื่องเดิม เพราะรัฐและสังคมไทยได้ฝัง (Embedded) โครงเรื่องเดิมนี้ลึกลงไปกว่าระบบความคิดที่มีเหตุผลของคนในสังคม

การผลิตความรู้ประวัติศาสตร์ชนบทที่เน้น “ความเป็นไทยในชนบท” ในทุกสื่อจึงได้กล่อมเกลาให้ชนชั้นกลางที่มีโอกาส “เสพ” สื่อต่างๆ มากกว่าและนานกว่าคนในชนบท (อย่าลืมนะครับว่า คนในชนบทเพิ่งมีโอกาสครอบครองโทรทัศน์เป็นสมบัติส่วนตัวเมื่อประมาณสิบกว่าปีนี้เอง เพราะราคาถูกลงอย่างมาก ก่อนหน้านี้ โทรทัศน์เป็นของฟุ่มเฟือยแต่ปัจจุบันเป็นของจำเป็น: from luxury to necessity) จึงทำให้ “อิน” กับภาพจินตนาการชนบทที่แสนงามมากกว่า

ที่สำคัญ เมื่อภาพจินตนาการชนบทที่แสนงามผนวกรวมเข้ากับความเป็นไทยแท้ๆ จึงยิ่งทำให้ชนชั้นกลางทั้งหลายตื่นเต้นและอิ่มเอิบใจหากได้ไปเสพส่วนเสี้ยวของไทย-ชนบท ในบางครั้งบางเวลา ดังจะเห็นได้จากกระแสการไปเที่ยวเมืองปาย เมืองเชียงคาน หรือการยืนถ่ายรูปกับแผ่นสังกะสีเป็นสนิมที่หน้า “เพลินวาน”

นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า “การใช้ประวัติศาสตร์วิธีที่ง่ายที่สุดได้แก่ การสร้างการโหยหาอดีตที่แสนงาม (nostalgia) แต่ต้องตระหนักไว้ด้วยว่าเป็นวิธีที่ส่งผลเสียและอันตรายที่สุดเช่นเดียวกัน”

หกทศวรรษของความเปลี่ยนแปลง “ชนบท” (จบ)

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 30 ธันวาคม 2554

การทบทวนความ (ไม่) เปลี่ยนแปลงการรับรู้ประวัติศาสตร์ชนบทที่ผ่านมาก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการรับรู้ดังกล่าวได้ปิดกั้นการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่สลับซับซ้อนของประวัติศาสตร์ที่เป็นจริงของชนบทไทย  และการปิดกั้นทางความคิดนี้ได้ทำให้คนชั้นนำและคนชั้นกลางที่จมอยู่กับกรอบ “วันวานอันแสนดี” นั้น ก็จะอธิบายการเคลื่อนไหวของชาวชนบทว่าเกิดขึ้นเพราะถูกหลอกหรือถูกซื้อเท่านั้น

การทำความเข้าใจและอธิบายประวัติศาสตร์ชนบทกันใหม่ จึงเป็นเรื่องจำเป็นทั้งสำหรับการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสลับซับซ้อนในพื้นที่ชนบท และที่สำคัญจะเป็นการเปลี่ยนกรอบคิดการอธิบายชาวบนบทในปัจจุบันอันน่าจะเป็นการปูทางให้แก่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังทวีเข้มข้นขึ้น

กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว การรับรู้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่การรับรู้ “อดีต” เท่านั้น หากแต่เป็นการเข้าใจ “ ปัจจุบัน” เพื่อที่จะมองหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาในอนาคต ประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องของ “ปัจจุบัน” เสียมากกว่าเป็นเรื่องของ “อดีต” อย่างเช่นที่เข้าใจกันมา แต่เนื่องจากโครงสร้างอำนาจของสังคมไทยกำหนดให้ประวัติศาสตร์เป็นเพียงเรื่องราวของ ”อดีต” จึงทำให้สังคมไทยขาดศักยภาพในการจัดการกับปัจจุบันไปอย่างน่าเสียดาย

การนำเสนอความเข้าใจ “อดีต” ของชนบทที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นความปรารถนาที่จะทำให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ชนบทอย่างที่คนในพื้นที่ชนบทได้รับรู้ว่าโคตรเหง้าเหล่ากอของตนได้มีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนของพวกเขามาจนถึงปัจจุบัน  และได้ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์อะไรบ่างที่ส่งผลทั้งต่อชีวิตของแต่ละคนและชีวิตของชุมชนเองด้วย การรับรู้และการสร้าง “ประวัติศาสตร์” เช่นนี้ ก็จะทำให้ชีวิตของผู้คนแต่ละคนได้เชื่อมต่อเข้ากับชีวิตสาธารณะของชุมชนและขยายออกไปสู่สังคมและชาติในที่สุด

แกนกลางของประวัติศาสตร์จึงเป็นการเชื่อมต่อชีวิตของคนเข้ากับชีวิตของสังคม หากการรับรู้ประวัติศาสตร์ชนิดใดไม่สามารถก่อให้เกิดจินตนาการเชื่อมต่อเช่นนี้ “ประวัติศาสตร์” ชนิดนั้นก็จะหมดความหมายและกลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไปในที่สุด

ยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลงในชนบทแบ่งได้เป็นสามยุค ได้แก่ ยุคการเผชิญหน้ากับความยากแค้นรอบด้าน ยุคของการปรับตัวเข้าสู่สังคมชาวนา และยุคของการสิ้นสุดสังคมชาวนาก้าวเข้าสู่ความเป็น “เมือง”

ยุคการเผชิญหน้ากับความยากแค้นรอบด้าน จะอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่การก่อตั้งชุมชน (เวลาขึ้นอยู่กับแต่ละชุมชน ซึ่งไม่เท่ากัน ) จนถึงประมาณทศวรรษ 2490 ช่วงเวลานี้เป็นการก่อร่างสร้างชุมชนโดยผู้บุกเบิกจำนวนหนึ่งและได้สร้างระบบ “เครือญาติเสมือน” ขึ้นมาเพื่อช่วยในการผลิตและร่วมกันป้องกันภัยอันตรายต่างๆ การสร้างและสั่งสมประสบการณ์ในการทำมาหากินทุกรูปแบบได้เกิดขึ้น ไม่ว่าการทำนา การล่าสัตว์ การค้าขายเล็กๆ น้อย ฯลฯ รัฐเกือบจะไม่มีบทบาทใดๆ ในการจัดการดูแลชุมชน ประวัติศาสตร์ชุมชนในยุคนี้จึงเป็นการสร้างขึ้นมาจากน้ำมือของชาวบ้านโดยแท้

ยุคของการปรับตัวเข้าสู่สังคมชาวนา  จะอยู่ในช่วงเวลาประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงประมาณทศวรรษ 2520 ชาวบ้านในชุมชนต่าง “กระโดด” เข้าสู่การผลิตเพื่อขายเพื่อต้องการหลีกหนีจากความยากแค้นรอบด้านในยุคก่อนหน้านี้  การปรับตัวของชาวบ้านในชุมชนต่างๆเป็นไปในสองลักษณะ ได้แก่ ด้านหนึ่ง ได้ร่วมกันสร้างกฎเกณฑ์หรือระบบของสังคมชาวนาขึ้นมาเพื่อที่จะประกันความปลอดภัยในการเพาะปลูกและการมีชีวิตรอด ไม่ว่าจะเป็นการรวมมือกันปลูกข้าว (ลงแขก:ภาคกลาง,เอามื้อเอาวัน:ภาคเหนือ, เฮ็ดนานำกัน: ภาคอีสาน)หรือการสร้างกฎเกณฑ์ของระบอบทรัพย์สินชุมชน (Common Property Regime) เพื่อกีดกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การขยายตัวของการผลิตเพื่อขายก็ได้ทำให้กลุ่มคนบางกลุ่มในชนบทสามารถสะสมทุนได้มากกว่าคนอื่น ได้เริ่มเกิดการแตกตัวทางชนชั้นขึ้นมา แต่กฎเกณฑ์ของสังคมชาวนาที่ได้สร้างขึ้นมาก็ทำให้การแตกตัวทางชนชั้นไม่ส่งผลรุนแรงต่อชุมชน

ในช่วงเวลานี้เองได้เกิดกรอบความคิดการอธิบายความแตกต่างระหว่าง “เมือง” กับ “ชนบท” ขึ้นมา และคนใน “เมือง” ก็ได้สร้างภาพชนบทที่งดงามขึ้นมา

รัฐได้ขยายตัวเข้าไปในชนบทมากขึ้นทั้งด้านบริการและควบคุม และได้มีส่วนทำให้ชาวบ้านนั้นต้องเข้ามาสัมพันธ์กับรัฐมากขึ้น การอุดหนุนเงินช่วยเหลือ (Subsidy) การผลิตของชาวนาได้ขยายตัวและขาดไม่ได้อีกต่อไปและกลายเป็นฐานที่สำคัญของการเมืองจนถึงปัจจุบัน (เป็นความขัดแย้งอย่างมากระหว่างการอุดหนุนช่วยเหลือกับการเก็บภาษี พรีเมียมข้าว)

สองยุคแรกนี้มักจะถูกมองรวมกันโดยนักประวัติศาสตร์และคนในใจไทยศึกษาว่าเป็นสังคมของชาวนาที่งดงามนั้นเอง โดยที่ก็มักจะตอบไม่ได้ว่าทำไมคนในชนบทจึง “กระโดด” เข้าสู่การผลิตเพื่อขายจนเกิดหนี้สินและอื่นๆ นอกจากอธิบายว่าทุนนิยม/สังคมบริโภคและรัฐหลอกลวงชาวบ้าน (ที่โง่และซื่อ: ฮา) ยุคที่สามได้แก่ ยุคของการสิ้นสุดสังคมชาวนาก้าวเข้าสู่ความเป็น “เมือง” จะอยู่ในช่วงเวลาทศวรรษ 2520 จนถึงปัจจุบัน การผลิตภาคเกษตรในชนบทเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การจ้างและการใช้เครื่องจักรเกือบทั้งหมด แรงงานที่ดูแลการผลิตเป็นแรงงานผู้สูงอายุ ส่วนคนวัยทำงานส่วนใหญ่ออกทำงานนอกภาคเกษตรแล้วส่งเงินกลับไปสู่การจ้างงานในไร่นาแทน การปรับตัวของผู้คนในชนบทจึงขึ้นอยู่กับการพัฒนาทักษะส่วนตัวในการผลิตภาคสมัยใหม่ การเลื่อนชนชั้นจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิมและได้เกิดการเปลี่ยนสถานะของผู้คนในชนบทอย่างลึกซึ้ง

ความสัมพันธ์ภายในชุมชนชนบทแบบสังคมชาวนาเริ่มอ่อนแรงลง เพราะอนาคตของผู้คนในชนบทไม่ได้อยู่ในชุมชนเกษตรอีกต่อไป หากแต่อยู่ที่ภาคการผลิตนอกภาคเกษตรเป็นหลัก จึงทำให้เกิดการสายสัมพันธ์ในลักษณะกลุ่มทำงานนอกภาคเกษตรมากกว่ากลุ่มแบบเดิมในภาคเกษตรกรรม

ความสัมพันธ์กับกลไกอำนาจรัฐมีสูงขึ้น เพราะการแบ่งสรรทรัพยากรจากรัฐได้กลายเป็นกลไกที่ทำให้การผลิตนอกภาคเกษตรทั้งหมดไหลลื่นไปได้ กระบวนการความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทำให้ “ชาวบ้าน” เปลี่ยนตัวเองมาสู่ “พลเมือง”

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่การเขียนมีจำกัดจึงไม่สามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคได้มากไปกว่านี้ (โปรดอ่านงานวิจัยเรื่อง “ระหว่างประวัติศาสตร์กับความทรงจำ: บทวิเคราะห์งานวิจัยโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคเหนือโดยมีอาจารย์เรณู อรรฐาเมศร์ เป็นหัวหน้าโครงการ) แต่การนำเสนอภาพรวมความเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ชนบทที่กล่าวมานี้ ก็เพียงหวังใจไว้ว่าจะเป็นการปูทางให้แก่การศึกษาความเปลี่ยนแปลงในชนบทอย่างจริงจัง อันอาจจะนำไปสู่ความเข้าใจความขัดแย้งต่างๆ ได้ดีขึ้น

ในวาระดีถีขึ้นปีใหม่ ผู้เขียนขอให้ผู้อ่านทุกท่านประสพแต่ความสุข สมหวัง ตลอดปีใหม่นี้ และขอให้สังคมได้ก้าวพ้นความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงและได้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติ