prices on viagra 100 mg
compare prices cialis professional
viagra brand name drug
long term side effects of cialis
viagra free trial pack
cialis professional review
frauen viagra
canadian once daily cialis
viagra equivalent
cheap cialis tablet
viagra sales worldwide
buy by cialis money order
canadian viagra cheap
viagra tabletki
com cialis
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011028

อนาคตสังคมไทยในการเลือกตั้ง: สมชาย ปรีชาศิลปกุล

Filed under : POLITICS

“หากมองไปข้างหน้าถึงการเลือกตั้งและภายหลังการเลือกตั้งแล้ว โอกาสที่สังคมไทยจะยังจมปลักอยู่กับปัญหายังคงมีความเป็นไปได้อยู่มาก แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่มีความหมาย ”

อนาคตสังคมไทยในการเลือกตั้ง

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

 

คนจำนวนไม่น้อยอาจคาดหวังว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะช่วยทำให้สังคมไทยสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและปัญหาต่างๆ ที่ดำรงอยู่มาอย่างต่อเนื่องนับจากการรัฐประหารจวบจนกระทั่งในห้วงเวลาปัจจุบัน

แม้การเลือกตั้งจะมีความสำคัญในฐานะกระบวนการทางการเมืองตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ แต่สำหรับการเลือกตั้งของสังคมไทยในครั้งนี้ลำพังเพียงการไปหย่อนบัตรใส่กล่องลงคะแนน อาจไม่ได้ช่วยทำให้ความยุ่งยากทั้งหมดยุติหรือแม้กระทั่งเป็นการคลี่คลายลงไปแต่อย่างใด

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าความขัดแย้งในสังคมการเมือง ณ ห้วงเวลาปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนและไม่ได้จำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นนำเท่านั้นหากลงลึกสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง อาจกล่าวได้ว่ามากกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในท่ามกลางผู้คนมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากบังเกิดขึ้นและความแตกต่างนี้ยังยากที่จะหาข้อยุติว่าจะดำเนินไปในทิศทางเช่นใด

นับตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำในทางเศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายที่สร้างข้อสงสัยว่าเป็นไปโดยมีมาตรฐานที่แตกต่างระหว่างผู้คน การจัดความสัมพันธ์ของสถาบันการเมืองต่างๆ ว่าจะเกี่ยวข้องกันอย่างไร และอีกจำนวนมากซึ่งล้วนแต่ต้องอาศัยการถกเถียง การต่อรอง การกดดัน การแลกเปลี่ยน ระหว่างผู้คนแต่ละกลุ่มซึ่งมองและอธิบายประเด็นต่างๆ เหล่านี้ไปในทิศทางที่แตกต่างกัน

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่สามารถค้นหาคำตอบได้ด้วยการเดินไปกาบัตรลงคะแนนเลือกตั้งให้กับพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบ

และต่อให้มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งก็จะไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาขึ้นมาได้อย่างสะดวก หากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนสนับสนุนอย่างกว้างขวางก็เชื่อว่าจะมีการเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างกว้างขวางในระยะเวลาไม่นาน แม้อาจไม่มีฐานมวลชนที่มากมายแต่ก็ต้องไม่ลืมว่าฝ่ายต่อต้านพรรคเพื่อไทยมีพลานุภาพรุนแรงไม่น้อยกว่าการมีมวลชนยืนหนุนหลังอยู่เป็นเรือนแสนเรือนล้าน การล้มลงของรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชนและคุณสมัคร สุนทรเวช ก็เป็นคำตอบได้อย่างชัดเจน หรือกับการเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวนี้ได้เป็นอย่างดี

หรือหากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงมาอย่างมากมายก็อาจมีระยะเวลาบริหารบ้านเมืองอย่างสงบในห้วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ในระยะยาวด้วยความที่ต้องพึ่งพิงกับอำนาจนอกระบบรัฐสภาทำให้รัฐบาลจะเผชิญกับการท้าทายจากกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างหนักหน่วงมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะผนวกรวมหรือแยกออกจากพรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยก็ตาม

รวมทั้งการตอบคำถามเรื่องคนตายจากความรุนแรงในห้วงเดือนเมษายน/พฤษภาคมเมื่อปีที่ผ่านมา และความสามารถที่จำกัดในการทำงานของรัฐบาลที่พร้อมจะทำให้ความนิยมของรัฐบาลตกต่ำอย่างรวดเร็วเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์เรื่องใดเรื่องดังเช่นที่ผ่านมา ไม่ว่าเรื่องไข่ชั่งกิโลหรือน้ำมันปาล์มราคาแพงก็เป็นสิ่งที่สามารถคาดหมายได้ไม่ยาก

การได้ชัยชนะอย่างกว้างขวางของทั้งสองพรรคการเมืองจึงมีโอกาสที่จะทำให้เกิดการปะทุความขัดแย้งให้เกิดขึ้นได้ในอนาคตข้างหน้าไม่ไกล

แต่ในขณะเดียวกันหากไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถกวาดจำนวนที่นั่งของผู้แทนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จนทำให้การเมืองไทยมีแต่พรรคการเมืองขนาดเกือบใหญ่ 2 พรรค บวกกับพรรคการเมืองขนาดกลางอีกหลายพรรคเข้ามาเป็นส่วนประกอบ

ในแง่หนึ่งผลการเลือกตั้งในลักษณะนี้อาจใกล้เคียงกับสภาวะการเลือกตั้งแบบ “หมากัดกัน” อันมีความหมายว่าไม่ควรเกิดการลงคะแนนที่ทำให้พรรคการเมืองใดเพียงพรรคเดียวใหญ่กว่าพรรคอื่นอย่างมาก แต่ควรเลือกเพื่อให้พรรคการเมืองอยู่ในขนาดที่ไม่ใหญ่โตเกินไปมาก ด้วยเหตุผลว่าสภาพที่พรรคการเมืองไม่มโหฬารนั้นเมื่อจะดำเนินการในเรื่องใดก็ตามก็จะต้องรับฟังพลังของสังคมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพลังในการต่อรองกับอีกฝ่าย สภาวะเช่นนี้จะเอื้อต่อการที่สังคม (หรือในภาษาแบบเดิมคือภาคประชาชน) สามารถเข้าไปกำกับการดำเนินการของพรรคการเมืองและนักการเมืองได้มาก

แต่ทั้งนี้ข้อควรระวังประการหนึ่งสำหรับสังคมไทยก็คือ ความอ่อนแอของพรรคการเมืองนอกจากจะเปิดโอกาสให้สังคมเข้ามากดดันได้แล้ว ในอีกทางก็เปิดช่องให้อำนาจนอกระบบสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ด้วยเช่นเดียวกัน การจัดตั้งรัฐบาลในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบเป็นตัวอย่างของการเข้ามาของอำนาจนอกระบบ รวมทั้งการเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของรัฐบาลที่นำโดยคุณอภิสิทธิ์ก็เป็นภาพสะท้อนถึงความหมายนี้ได้เป็นอย่างดี

การเข้ามาแทรกแซงของมือที่ไม่เห็นแต่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป จะเป็นเงื่อนไขของการแพร่พันธุ์ให้ฝ่ายคัดค้านอำมาตย์ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่าหากมองไปข้างหน้าถึงการเลือกตั้งและภายหลังการเลือกตั้งแล้ว โอกาสที่สังคมไทยจะยังจมปลักอยู่กับปัญหายังคงมีความเป็นไปได้อยู่มาก แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่มีความหมาย ตรงกันข้ามการเลือกตั้งครั้งนี้มีสำคัญที่จะเป็นเครื่องมือในการนำสังคมการเมืองไทยกลับไปสู่ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย

คำถามที่ควรขบคิดกันก็คือว่าจะทำอย่างไรที่ทำให้การเลือกตั้งไม่ใช่เพียงการหย่อนบัตรแล้วจบลงไป หากกลายเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะสามารถนำให้สังคมไทยก้าวข้ามไปสู่การสร้างระบบการเมืองที่มีความชอบธรรม และระบบการเมืองนี้ถูกยอมรับจากส่วนใหญ่ในสังคมให้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ความหมายที่สำคัญของการเมืองไทยต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชนผ่านระบบการหย่อนบัตรแต่อย่างเดียว

ในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา สังคมการเมืองไทยตกอยู่ในวังวนของระบบการเมืองที่ไร้สิทธิธรรมเป็นฐานรองรับ อันหมายความว่าสถาบันการเมืองซึ่งได้รับการยอมรับและมีความชอบธรรมอย่างกว้างขวางจากสังคมไม่ปรากฏอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ภายหลังจากการรัฐประหารเป็นต้นมา การเข้ามาสู่ตำแหน่งทั้งโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือแบบที่ฉีกรัฐธรรมนูญก็ล้วนเผชิญกับการขาดไร้สิทธิธรรม รวมทั้งที่มาตามรัฐธรรมนูญแต่โดยอาศัยอำนาจพิเศษซึ่งไม่อาจปฏิเสธก็อยู่ในสถานะที่ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด

การเลือกตั้งในครั้งนี้อาจเป็นหลักหมายสำคัญของสังคมการเมืองไทย เพราะหลายฝ่ายต่างตระหนักว่าการใช้อำนาจในแบบที่ไม่ปกติใดๆ ก็ล้วนแต่ไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง กระบวนการในการสร้างสังคมการเมืองจากการเลือกตั้งนับเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ต้องยอมรับ

การตื่นตัวของประชาชนอย่างกว้างขวางที่มีต่อการเลือกตั้ง ทำให้เข้าใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะด้วยการลงคะแนนสนับสนุนฝ่ายใดก็ตาม จำนวนคะแนนที่เพิ่มมากขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของประชาชนต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี อันหมายความว่าทุกฝ่ายต้องเข้ามาสู่กระบวนการดังกล่าวนี้ทั้งหมด (แม้กระทั่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับใครก็ตามก็ยังต้องเข้ามาอยู่ในกระบวนการนี้ด้วย)

สัดส่วนการลงคะแนนในระดับที่สูงจะทำให้ใครก็ตามที่พยายามเสนอทางเลือกแบบคับแคบและตื้นเขินเช่นการรัฐประหารคงต้องขบคิดมากขึ้น หากจะทำอะไรที่อยู่นอกกรอบกติกาซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมเลือกเดิน

(แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการรัฐประหารจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น เพราะอย่างที่รู้กันว่าบุคคลที่ทำรัฐประหารมักไม่ได้ใช้สติปัญญามากเท่ากับการใช้อาวุธ ดังนั้น รัฐประหารอาจมีได้อีกแต่คงต้องเผชิญกับความยุ่งยากในแบบที่ไม่เคยมาก่อน)

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมก็มีความหมายไม่น้อยไปกว่ากัน การหย่อนบัตรเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความเห็นทางการเมืองของประชาชน แต่กระบวนการดังกล่าวก็จำเป็นต้องดำเนินไปโดยที่ไม่ได้เอียงหรือมีการกระทำไปในทางที่ส่อให้เห็นว่าตั้งใจจะให้ผลการเลือกตั้งเกิดขึ้นในทิศทางใด

การทำให้การเลือกตั้งให้เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา หรือหากมีการทุจริตเกิดขึ้นก็ต้องเป็นเรื่องระหว่างผู้ลงสมัครเลือกตั้งกระทำกันเองไม่ใช่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้จัดการให้ เพราะหากเป็นมือของเจ้าหน้าที่รัฐก็จะทำให้คำว่าอำนาจนอกระบบกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง

และที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง ข้อกล่าวหาเรื่องอำนาจพิเศษในการตั้งรัฐบาลชุดล่าสุดได้ถูกตอกย้ำให้มีความน่าเชื่อถือมาจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ข้อกล่าวหานี้เป็นแผลบนหลังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมานับตั้งแต่การตั้งรัฐบาลชุดนี้ขึ้น หากการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ดำเนินไปในรูปแบบเดิมด้วยการพยายามบีบให้เกิดรัฐบาลในแบบที่อำนาจพิเศษก็ตาม

แน่นอนว่าการจัดรัฐบาลในลักษณะเช่นเดิมอาจเกิดขึ้นได้ แต่ต้องตระหนักว่าทั้งหมดนี้กำลังจะเป็นการทำลายความหมายของการเลือกตั้งไม่ให้เหลือแม้แต่นิดเดียว

การเลือกตั้ง ณ ห้วงเวลาปัจจุบันเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อการสร้างสังคมการเมืองบนพื้นฐานของกติกาซึ่งจะดึงเอาทุกฝ่ายเข้ามาสู่กระบวนการแก้ไขนี้ ถ้าหากการเลือกตั้งเป็นกติกาพื้นฐานของสังคมการเมืองถูกปฏิเสธหรือถูกบิดเบือนไป ย่อมคาดหมายได้ว่าสังคมไทยจะก้าวเดินเข้าสู่ความขัดแย้งที่ยากจะแก้ไขมากขึ้นทุกขณะ

เป็นที่ชัดเจนว่าคงไม่สามารถคาดหวังการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน หรือการจัดการกับปัญหาแบบเบ็ดเสร็จด้วยกระบวนการเลือกตั้ง ไม่มีสังคมแห่งไหนจะแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมายาวนานและสลับซับซ้อนได้ภายในการเลือกตั้งเพียงวันเดียว สังคมไทยในยามนี้ก็เช่นกัน ไม่อาจคาดหมายว่าความยุ่งยากทั้งหมดจะถูกแก้ไขไปในฉับพลัน

แต่ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้งไม่มีความสำคัญ ตรงกันข้ามการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญในฐานะของกระบวนการที่จะนำสังคมไทยกลับมาสู่การเมืองที่มีสิทธิธรรม มีกติกาทางการเมืองซึ่งยอมรับกันได้ในหลายฝ่ายซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของสังคม และเป็นการเมืองที่เปิดเผย โปร่งใส ไม่มีอำนาจพิเศษใดเข้ามากำกับความเปลี่ยนแปลงตามใจตน

พวกเราทั้งหมดจึงควรผลักดันและติดตามให้การเลือกตั้งเดินหน้าไปรวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลที่จะเกิดมีขึ้น สังคมการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งจะไม่ได้เป็นสีทองผ่องอำไพในทันที และอาจต้องลุ่มๆ ดอนๆ ต่อไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็เป็นการลุ่มๆ ดอนๆ ที่นำไปสู่การสร้างสังคมการเมืองให้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น อันจะทำให้พอมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้บ้างหลังจากที่ต้องตกอยู่ในความมืดมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนาน

ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 9 และ 23 มิถุนายน 2554