generic cialis lowest price discount cheapest
discounted cialis 20 mg
generic viagra super active
how much cialis
viagra nutritional supplements
cheap viagra in usa
buy online cialis
best price for cialis 5mg
enzyte viagra
cialis dosis
cialis order canada
cialis covered
buy cheap generic cialis
cialis dosage and uses
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2014010

อันธพาลหรือการชุมนุมโดยสงบฯ: สมชาย ปรีชาศิลปกุล

Filed under : POLITICS

“การชุมนุมของกลุ่มมวลชนต่างๆ นั้น จะสามารถบอกได้เพียงว่าการชุมนุมที่ผ่านมาขัดต่อสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ได้กระทำการในสิ่งที่มีอำนาจรองรับหรือไม่ ส่วนการจำกัดอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการกระทำต่างๆ แบบปราศจากกาละ/เทศะ ย่อมเป็นปัญหาว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการชุมนุมที่สงบนั้นจะไม่แปรเปลี่ยนไปสู่อันธพาลที่ตระเวนระรานประชาชนไปทั่ว”

 

 

 

 

อันธพาลหรือการชุมนุมโดยสงบภายใต้คำวินิจฉัยของศาลแพ่ง

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

 

แม้ศาลแพ่งจะไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิก พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ตามคำร้องของทางฝ่ายแกนนำ กปปส. โดยให้ความเห็นว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่สามารถกระทำได้ อย่างไรก็ตาม ศาลแพ่งได้มีข้อกำหนดห้าม 9 ข้อ ที่ ศรส. ไม่สามารถกระทำได้ โดยข้อห้ามดังกล่าวนั้นมีหลายระดับนับตั้งแต่การห้ามรื้อเต๊นท์ การห้ามปิดการจราจร การสั่งห้ามบุคคลเข้าในพื้นที่บางพื้นที่ เป็นต้น

คำวินิจฉัยดังกล่าวนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะในด้านหนึ่งมีความแตกต่างจากคำวินิจฉัยที่ได้เคยเกิดขึ้นอย่างสำคัญในคราวการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในคราวการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเมื่อ พ.ศ. 2553 และกำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้กับการชุมนุมที่กำลังจะบังเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ดังต่อไปนี้

ประการแรก ศาลแพ่งมีความเห็นว่าการชุมนุมของ กปปส. เป็นการชุมนุมซึ่งเป็นไปตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คำถามสำคัญก็คือว่าการชุมนุมของ กปปส. อันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญในทรรศนะของศาลแพ่งมีขอบเขตหรือความหมายกว้างขวางเพียงใด

ทั้งนี้จะจำกัดไว้เพียงที่ราชประสงค์ แยกปทุมวัน ใช่หรือไม่ หรือว่าครอบคลุมไปถึงการชุมนุมทุกๆ แห่งซึ่งอยู่ภายใต้การอ้างอิงว่าเป็นมวลมหาประชาชนของ กปปส. ไม่ว่าที่ทำเนียบรัฐบาล สะพานมัฆวาน แยกหลักสี่ซึ่งมีมือปืนป๊อปคอร์นประกอบ หากคำวินิจฉัยทั้งรวมทั้งหมดนี้เข้าไปก็ย่อมเป็นปัญหาอย่างมากว่าต่อไปนี้การชุมนุมทุกรูปแบบในสังคมแห่งนี้ก็คงต้องถูกนับว่าเป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญโดยสงบ สันติ แม้มีอาวุธพกพาไปด้วยก็ตาม

ประการที่สอง คำสั่งห้ามต่างๆ ทั้ง 9 ข้อเป็นคำสั่งห้ามที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ เลยใช่หรือไม่ ต่อให้มีความสงสัยว่าในเต๊นท์ของผู้ชุมนุมมีอาวุธซุกซ่อนอยู่ เจ้าหน้าของรัฐก็ไม่สามารถจะเข้าไปทำการค้นหรือรื้อเต๊นท์ หรือหาก กปปส. ต้องการนำเอามวลชนไปเที่ยวชมสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อสร้างแรงกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก (แต่ไม่ใช่เป็นการปิดสนามบินนะครับ ก็บอกว่าแค่ไปเที่ยวเท่านั้น) ส่วนคนจะไม่เข้าออกก็เป็นเพราะเขาไม่ไปกันเอง

(เหมือนกับการคัดค้านการเลือกตั้งนั่นแหละ คนจำนวนมากไม่ไปหย่อนบัตรเอง ส่วนมวลชนที่ไปก็แค่คัดค้านเท่านั้นไม่มีการปิดกั้นใดๆ เลย ไม่มีการบีบคอ ไม่มีการใส่กุญแจประตู เชื่อเถอะ)

ประการที่สาม โดยปกติทั่วไปบทบาทหน้าที่ของสถาบันตุลาการจะทำหน้าที่ในการวินิจฉัยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเป็นหลัก เมื่อทาง กปปส. มีข้อโต้แย้งว่าการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นประเด็นที่ต้องทำการวินิจฉัยว่าการออกประกาศดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหรือไม่ การวินิจฉัยไปถึงเหตุการณ์ในอนาคตเป็นประเด็นที่ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อพิพาทหรือคำสั่งประกอบด้วยอย่างสำคัญ

ดังกรณีการชุมนุมของกลุ่มมวลชนต่างๆ นั้น จะสามารถบอกได้เพียงว่าการชุมนุมที่ผ่านมาขัดต่อสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ได้กระทำการในสิ่งที่มีอำนาจรองรับหรือไม่หรือเป็นไปอย่างชอบธรรมหรือไม่ ส่วนการจำกัดอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการกระทำต่างๆ แบบปราศจากกาละ/เทศะ ย่อมเป็นปัญหาว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการชุมนุมที่สงบนั้นจะไม่แปรเปลี่ยนไปสู่อันธพาลที่ตระเวนระรานประชาชนไปทั่ว

ประการที่สี่ ในฐานะประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนทั้งทางตรงและทางอ้อมจะสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างไร หรือไม่ ก็ในเมื่อศาลแพ่งได้วินิจฉัยว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญแล้ว

คำวินิจฉัยดังกล่าวจะแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการให้ความหมายต่อ “การชุมนุมโดยสงบ” หรือไม่คงเป็นประเด็นที่สามารถถกเถียงกันได้อย่างเสรี แต่หลักการพื้นฐานประการหนึ่งสำหรับการตีความซึ่งมีเหตุผลและความเป็นธรรมอันได้รับการยอมรับก็คือ คำวินิจฉัยนั้นย่อมต้องบังคับใช้กับคนทุกกลุ่ม ทุกสี ทุกฝ่าย โดยไม่เลือกปฏิบัติ

หากเป็นเช่นนั้นแล้วก็เกิดความกังวลว่าบรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลซึ่งเดาว่ามีอยู่จำนวนไม่น้อยก็อาจใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบตามแนวทางที่ศาลแพ่งได้วินิจฉัยไว้ การชุมนุมในลักษณะเดียวกันกับ กปปส. ก็ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ถ้ายึดเอาแนวทางคำวินิจฉัยของศาลแพ่งที่เกิดขึ้นเป็นบรรทัดฐานแล้ว หากมีกลุ่มบุคคลไปชุมนุมหน้าศาลยุติธรรมโดยปิดกั้นทางเข้าออก ตั้งเต็นท์บริเวณแยกรัชดาเพื่อไม่ให้รถผ่านไปได้ บรรดาผู้พิพากษาที่ทำงานในบริเวณดังกล่าวไม่สามารถขับรถผ่านแต่ต้องเดินเท้าและต้องให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุมตรวจบัตรและตรวจค้นร่างกายและกระเป๋าอย่างละเอียดก่อนเข้าไปในที่ทำงาน หรือหากวันใดรู้สึกว่าไม่พอใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ก็ทำการปิดอาคารสถานที่เลยก็ย่อมทำได้ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่สามารถยุติการชุมนุมได้เนื่องจากเป็นการชุมนุมโดยสงบตามแนวคำวินิจฉัยของศาลแพ่ง

หรือหากผู้ชุมนุมต้องการให้ผู้นำของสถาบันตุลาการออกจากตำแหน่งก็ประกาศ “ไล่ล่า” อย่างสันติด้วยการติดตามไปทุกที่ที่จะไป ไม่ว่าจะไปอยู่ในสำนักงานกระทรวงกลาโหมหรืออยู่ที่บ้านก็ตาม รวมทั้งหากไม่ปฏิบัติตามก็จะทำการตัดไฟ (อย่างสันติอีกเหมือนกัน) ทั้งหมดนี้ก็เป็นยังเป็นการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญในแนวทางที่ศาลแพ่งวินิจฉัยไว้ใช่หรือไม่

คำวินิจฉัยที่มีเหตุผลอย่างหนักแน่นและจะได้รับการยอมรับ ย่อมไม่ใช่เพียงการใช้เหตุผลเพื่อสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงเพราะมีอุดมการณ์หรือมีสีเดียวกับตนเท่านั้น หากต้องถูกวางเป็นหลักทั่วไปให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับสิทธิในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น ในการวินิจฉัยข้อพิพาทต่างๆ ของสถาบันตุลาการจึงจำเป็นที่จะต้องตัดสินอย่างเป็นกลาง มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ และพร้อมจะบังคับใช้กับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน