viagra how much to take
viagra free trial pack
herbal viagra replacement
buy viagra canada no prescription
buy viagra canada no prescription
viagra no rx
the order viagra
cialis best price
viagra sales 2009
generic vs viagra
viagra no rx
levitra or viagra
cialis canadian drug
cialis discussion board
Web Design & Hosting Support  by THAIIS Chiang Mai
2011011

อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

Filed under : INTEGRATED SCIENCE > SOCIAL SCIENCE

  “เวลากล่าวถึง “ความรู้สึกโหยหาอดีต” ของชนชั้นกลางไทยปัจจุบัน เราจะพบว่าเป็นความรู้สึกโหยหา “ความเก่าแก่ของความเป็นไทยในชีวิตประจำวัน” เพราะพวกเขาสื่อสารไม่ได้กับความเก่าแก่ของความเป็นไทยกระแสหลักที่มักจะเน้นกันอยู่ที่วัดและวัง”

                                            

อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์  

 

 อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

 มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

 

            ในปัจจุบัน การโหมประโคมและการผลักดันให้เกิดการผลิต “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ในสังคมสูงมากขึ้น การจัดสัมมนาของวิทยาลัยสื่อ ศิลปะและเทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง “Creative Lanna Economy” ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้ประกอบการรายย่อยและกลางเข้าร่วมอย่างมากมายและหลากหลาย

            ความน่าสนใจของความพยายามสร้าง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” อยู่ที่ความต้องการที่จะทำให้เกิดการผลิตภาคใหม่ขึ้นมา เนื่องจากว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมเท่าที่ผ่านมานั้นไม่ได้นำไปสู่การกระจายรายได้ ขณะเดียวกันการผลิตภาคการเกษตรก็กลายมาเป็นเพียงหลังพิงทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและชาวนาเวลาว่าง (Part time peasants) ไม่สามารถที่จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่ครัวเรือนในภาคเกษตรกรรมได้อีกต่อไป

            ความพยายามจะส่งเสริม “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จึงมุ่งเน้นไปสู่การสร้างผู้ประกอบการรายย่อยและกลางให้สามารถบรรจุ “ความคิดสร้างสรรค์ เข้าไปในตัวสินค้าตัวเดิมหรือผลิตสินค้าตัวใหม่จากรากฐานทางวัฒนธรรมเดิม เพื่อที่จะทำให้เกิด “มูลค่าเพิ่ม” ในตัวสินค้านั้นๆ ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถทำได้ ตลาดของสินค้านั้นก็จะขยายตัว กลุ่มลูกค้าก็จะเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลท้ายที่สุดมาสู่การขยายตัวของการผลิตมวลรวมประชาชาติ

            ความพยายามของหน่วยงานรัฐที่จะกระตุ้นการผลิตในเรื่องนี้ ได้แก่ ความพยายามทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายเข้าใจและซาบซึ้งว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ที่จะบรรจุเข้าไปในตัวสินค้าคืออะไร และจะทำได้อย่างไร

            อย่างไรก็ตาม เราจะเข้าใจการสร้าง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ได้ ก็ต่อเมื่อเราต้องทำเข้าใจลักษณะของการผลิต “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” กันก่อนว่ามีลักษณะอย่างไร สำหรับการผลิตสินค้าภายใต้กรอบ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จนถึงปัจจุบันนี้มีลักษณะการผลิตที่เด่นๆ สองประการ ประการแรก ได้แก่ การผลิตสินค้าเดิมแต่ให้ความสำคัญแก่การเปลี่ยน “ความหมาย” และ/หรือเปลี่ยนหน้าที่ ประการที่สอง การผลิตสินค้าใหม่ทำหน้าที่ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการได้ดีกว่าเดิม

            การผลิตสินค้าเดิมแต่ให้ความสำคัญแก่การเปลี่ยน “ความหมาย” และ/หรือเปลี่ยนหน้าที่เป็นการผลิตที่ขยายตัวมากในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตสินค้าที่มีรากฐานทางภูมิปัญญาของชาวบ้าน เช่น การผลิตขนมพื้นบ้านโดยเปลี่ยนให้มีขนาดที่เหมาะสมมากขึ้นหรือทำให้การบรรจุหีบห่อสวยงามมากขึ้น เพื่อให้สินค้าขนมนั้นกลายเป็น “ของฝาก” ที่มีรสนิยมต่อนักท่องเที่ยว การดัดแปลงผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่จักสานมาเป็นเครื่องประดับ การนำสมุนไพรรักษาผิวพรรณมาบรรจุความหมายใหม่เป็นครีมบำรุงเท้า การเปลี่ยนเครื่องมือชาวประมงพื้นบ้านมาเป็นโคมไฟหรือเครื่องประดับบ้าน เป็นต้น

            การขยายตัวของตลาดสินค้า “เดิม” ที่บรรจุไว้ด้วยความหมายใหม่และ/หรือเปลี่ยนหน้าที่ของสินค้าเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัยสองด้านด้วยกัน ด้านแรกได้แก่ ผลกระทบจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง   ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ความขยายตัวของชนชั้นกลางในสังคมไทยได้ทำให้เกิดการ “โหยหาอดีต” ขึ้นมาอย่างแรงกล้า (ตัวอย่างลูกหลานชนชั้นกลางไปมุง/เรียงคิวถ่ายรูปกับแผ่นสังกะสีเก่าๆ สนิมเขลอะที่ประดับไว้ที่หน้า “เพลินวาน” หัวหิน ก็สะท้อนให้เห็นความโหยหาอดีตแบบเสพได้ทันทีชัดเจนมาก) ความรู้สึก “โหยหาอดีต” เป็นธรรมชาติของชนชั้นกลางทั่วไป เพียงแต่ว่าเป้าของการโหยหานั้นต่างกันไป เช่น ชนชั้นกลางในอังกฤษสมัยวัฒนธรรมวิคตอเรียนก็จะโหยหาธรรมชาติของชนบท เป็นต้น

            เวลากล่าวถึง “ความรู้สึกโหยหาอดีต” ของชนชั้นกลางไทยปัจจุบัน เราจะพบว่าเป็นความรู้สึกโหยหา “ความเก่าแก่ของความเป็นไทยในชีวิตประจำวัน” เพราะพวกเขาสื่อสารไม่ได้กับความเก่าแก่ของความเป็นไทยกระแสหลักที่มักจะเน้นกันอยู่ที่วัดและวัง พวกเขาจึงมุ่งเสพอะไรก็ได้ที่เป็นของเก่าหรือเลียนแบบของเก่าในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นขนมพื้นบ้าน เมือง/ชุมชนเก่า ฯลฯ นี่คือคำตอบว่าทำไมเมืองปาย และเชียงคาน จึงได้รับความนิยมอย่างมาก หรือตลาดร้อยปีสามชุกจึงมีคนชั้นกลางไปอุดหนุนจนเนืองแน่นทุกวันหยุด

            แม้กระทั่งระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นกลางที่ชื่นชอบการเก็บสะสม “ของเล็กๆ น้อย” ที่น่ารัก ก็ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการผลิตที่ระลึกของเลียนแบบของเก่าที่มีขนาดจิ๋วๆ แบบ “กิ๊ฟช็อป” ขึ้นมาอย่างกว้างขวาง

            อีกประการหนึ่ง ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงในระบบความรู้สึกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากประสงค์ที่จะเข้าไปชม/รู้จัก “ชีวิตประจำวัน” ของผู้ถูกท่องเที่ยว อันอาจจะเนื่องมาจากความต้องการหนีจากโลกที่คุ้นเคยและเป็นจริงมาสู่โลกที่ไม่คุ้นเคยและไม่จำเป็นต้องเป็นจริง (เหมือนกับการเที่ยวดิสนีย์แลนด์ แต่ต้องเพิ่มระดับความเป็นจริงให้รู้สึกเหมือนจริงมากขึ้น)

            ด้วยปัจจัยความเปลี่ยนแปลงสองประการนี้ ได้ทำให้เปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและกลางจำนวนมากได้ดึงเอาลักษณะพื้นฐานของวัฒนธรรมเก่า และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่หมดราคาไปแล้วให้กลับมาสู่การผลิตซ้ำ “ของเก่า” ในรูปแบบใหม่หรืออิงอยู่กับรูปแบบเก่าร่วมสมัย เพื่อตอบสนองต่อตลาดชนชั้นกลาง เช่น การนำ “น้ำจรวด” กลับมาขายใหม่ หรือการตอบสนองนักท่องเที่ยว เช่น การทำความละเอียดของผิวหนังช้างแกะสลัก, การนำไม้แกะสลักจักรวาลวิทยา (ของพม่า) มาสู่ไม้ที่ใช้ประดับพนังห้อง เป็นต้น

            การขยายตัวของตลาดสินค้า “เดิม”ที่บรรจุไว้ด้วยความหมายใหม่และ/หรือเปลี่ยนหน้าที่ของสินค้าจึงเกิดขึ้นมาก่อนที่รัฐบาลจะคิดในเรื่องการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่การที่รัฐบาลได้คำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น ก็น่าจะทำให้โอกาสในการสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการรายย่อยและกลางมีมากขึ้นและหลากหลายตามไปด้วย มิเช่นนั้นแล้วภาวะตีบตันก็จะเกิดขึ้นในไม่ช้า

             การผลิตเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกลักษณะหนึ่งได้แก่ การผลิตสินค้าใหม่ทำหน้าที่ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการได้ดีกว่าเดิม ซึ่งในสังคมไทยยังมีไม่มากนัก หากพิจารณาจากหนังสือ “ร้อยผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย” ที่จัดพิมพ์โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ก็จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในกลุ่มแรกเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่จะดัดแปลงออกจากของเดิมได้มากหรือน้อยเท่านั้น 

            หากเปรียบเทียบกับการผลิตลักษณะนี้ในประเทศญี่ปุ่นจะพบว่าปริมาณและประเภทของการคิดและผลิตสินค้าลักษณะนี้มีสูงมาก และได้นำมาซึ่ง “มูลค่าเพิ่ม” อย่างมหาศาลทีเดียว

            ถ้าเรามองว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จะช่วยแก้ปัญหาการกระจายรายได้ หรือการสร้างความเข้มแข็งให้แก่การผลิตรายย่อยและกลางแล้ว เราควรจะวางพื้นฐานกันอย่างไร เราจะต้องเข้าใจอะไรมากกว่าการสนับสนุนในเรื่องเฉพาะทางด้านเทคนิคการผลิต

            ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าการขยายตัวของการผลิตสินค้า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เท่าที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการโหยหา “ความเก่าแก่ของความเป็นไทยในชีวิตประจำวัน” กับความต้องการเสพความเป็นท้องถิ่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงทำให้การผลิตสิ่งของที่มีพื้นฐานของวัฒนธรรมเก่า และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่หมดราคาไปแล้วมาสู่การผลิตซ้ำ “ของเก่า” ในรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นส่วนการผลิตที่มีมูลค่ามากที่สุดในปัจจุบัน

            การผลิตสินค้าสร้างสรรค์อีกลักษณะหนึ่ง ได้แก่การผลิตสินค้าใหม่ทำหน้าที่ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการได้ดีกว่าเดิม ซึ่งในสังคมไทยยังมีไม่มากนัก เช่น การคิดสร้างสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ตอบสนองกับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น แผ่นพลาสติกรองเขียงเพื่อทำให้คนทำครัวสามารถเทผัก/เนื้อลงไปในกระทะได้อย่างสะดวก หรือการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากๆ เช่น การคิดค้นเครื่องออกกำลังกาย เป็นต้น

หากจะสนับสนุนการผลิตภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์จำเป็นต้อง “รู้” อะไรบ้าง

            เนื่องจากว่าการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ เป็นเรื่องของการเชื่อมต่อจินตนาการ ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าสินค้าสร้างสรรค์จะประกอบไปด้วยตัว “สินค้า” ที่ต้องมี “ความหมายใหม่” และจำเป็นต้องมี “หน้าที่ใหม่” 

ลองนึกถึงเก้าอี้ของญี่ปุ่นที่ผู้ผลิตให้ชื่อว่า “ความรักที่ยืดหยุ่น” ซึ่งทำด้วยกระดาษใช้แล้วแต่นำมาที่ออกแบบถักสานจนแข็งแรง (โดยเลียนแบบจากการพับกระดาษโคมไฟซ้อนกันที่มีลักษณะคล้ายๆ หีบเพลงชัก) รูปแบบนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของเก้าอี้ให้เป็นเก้าอี้กลม เก้าอี้ยาวหรือโค้งเข้ามุมได้อย่างง่ายดายและเมื่อพับเก็บก็จะใช้พื้นที่นิดเดียว (อ่านแล้ว ช่วยจินตนาการหน่อยนะครับผมเป็นคนคิดด้วยภาษา คิดเป็นรูปไม่เป็น)

            “เก้าอี้” ดังกล่าวนี้มีความหมายและหน้าที่ใหม่เพราะไม่ใช่เก้าอี้ที่ต้องตั้งติดที่อย่างเดิม และรูปทรงคงที่ แต่ย้ายที่ได้อย่างอิสระ และไม่ใช่เป็นเก้าอี้เฉยๆ หากแต่เป็นเครื่องประดับพร้อมกับแฝงไว้ด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

            กระบวนการใส่จินตนาการเพื่อให้มี “มูลค่าเพิ่ม” ในการผลิตสินค้าจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมให้ชัดเจน เพราะจะเกิด “มูลค่าเพิ่ม” ได้ก็ต่อเมื่อสินค้านั้นจับใจ/ประทับใจคนในสังคม

            การเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ประวัติศาสตร์ความรู้สึก” (History of Emotion) จะทำให้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละกลุ่มหรือแค่ละชนชั้นในสังคมได้ว่าแต่ละกลุ่ม/ชั้นนั้น มีความต้องการอะไรเป็นพิเศษและทั้งหมดอยู่ในระบอบอารมณ์ชุดใด การเข้าใจเช่นนี้จะเอื้อให้สามารถคิดหรือจินตนาการเชื่อมต่อการสร้าง “สินค้า” เข้ากับอารมณ์ความรู้สึกของคนแต่ละกลุ่มในสังคมได้

            การเรียนรู้ “ประวัติศาสตร์ความรู้สึก” จะทำให้เราเข้าใจส่วนที่ลึกของมนุษย์ที่มีผลกำหนดสิ่งที่เรามักจะเรียกกันง่ายๆว่า “รสนิยม” เช่น ชนชั้นกลางในสังคมไทยมีระบบของความรู้สึกที่ฝังไว้ด้วยความต้องการมีรากเหง้า สินค้าอะไรที่จะทำให้พวกเขาซาบซึ้งถึงรากเหง้าที่เหมาะสมได้ หรือชนชั้นกลางกำลังเป็นกลุ่มคนที่ต้องการความแปลกใหม่ของเครื่องมือเครื่องใช้ในบ้าน สินค้าอะไรที่ทำให้พวกเขาซื้อเพื่อบริโภคความแปลกใหม่ของชีวิตในบ้าน (นี่คือเหตุผลว่าทำไมการขายเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องตกแต่งบ้านจึงขยายตัวมากขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมา)

            การเรียนรู้ “ ประวัติศาสตร์ความรู้สึก” จะทำให้เรามองเห็นพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงที่คนในสังคมไทยมีต่อสรรพสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ผิว การแต่งกาย ฯลฯ เราจะเข้าใจความแตกต่างของความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละกลุ่มได้แจ่มชัดขึ้น

            สิ่งที่สำคัญ หากเราหันมาสู่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในทุกๆ มิติ นอกเหนือจาก “ประวัติศาสตร์ความรู้สึก” แล้ว ความรู้ประวัติศาสตร์ก็จะเป็นพลังหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจทั้งส่วนของการสร้างสรรค์ของบรรพชนของเรา และที่สำคัญเราก็อาจจะสร้างพลังของการรับรู้อดีตขึ้นคานกับอารมณ์ความรู้สึก “โหยหาอดีต” แบบส่วนเสี้ยวที่กำลังขยายตัวอยู่ในวันนี้ (นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า “Of all the way of using history, nostalgia is the most general, looks the most innocent, and is perhaps the most dangerous. หากมีโอกาสจะเขียนถึงเรื่องนี้ในอนาคตครับ)

            กล่าวได้ว่า การสร้าง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จึงไม่ใช่แค่การคิดเชิงบริหารธุรกิจ หรือการคิดว่าการจัดประชุมเพื่อยกตัวอย่างสินค้าให้คนมาดูแล้วจะสามารถสร้างการผลิตที่สร้างสรรค์ได้ หากแต่เป็นการทำให้ผู้ประกอบการทั้งหมดเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ลึกซึ้งมากที่สุด หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ ทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ที่ประสงค์จะเป็นผู้สร้างสรรค์สามารถจับชีพจรความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้นั้นเอง  ดังนั้น หากจะฝันถึงการสร้างภาคการผลิตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็ต้องหันกลับมาสู่การศึกษาความเปลี่ยนแปลงทุกมิติของสังคมไทย ซึ่งก็คือ ต้องกลับมาศึกษา “ประวัติศาสตร์” กันอย่างจริงจังมากขึ้น